เบียทริกซ์เดินย่างเท้าเข้าหาเรย์ช้าๆ ถอดหน้ากากปิดบังใบหน้าทิ้ง เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามและอ่อนกว่าวัยจริงอย่างเห็นได้ชัดเสียงส้นสูงของเธอกระทบพื้นทางเดินในจังหวะคงที่ท่าทีไม่ได้แสดงความร้อนรนหรือเร่งรีบแต่แฝงไปด้วยความสง่างามที่ทำให้ทุกย่างก้าวของเธอดูทรงพลัง กดดันเรย์เป็นอย่างมาก
หญิงสาวลึกลับผู้นี้ ทั้งที่รูปโฉมภายนอกงดงามจนน่าตะลึงแต่กลับไม่ได้เป็นเพียงแค่ดอกไม้ประดับแจกันทว่าคือกุหลาบที่รายล้อมด้วยหนามแหลมคมที่พร้อมทิ่มแทง
เพียงครึ่งลมหายใจเบียทริกซ์เคลื่อนไหวเข้ามาประชิดตัวเรย์ ใกล้เสียจนกลิ่นหอมจาง ๆ ของเธอทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย้ายวนและซ่อนอันตรายในเวลาเดียวกันทั้งร่างแผ่กลิ่นอายแข็งกร้าวออกมาอย่างชัดเจน ไม่คิดปกปิด
"อาจจะเจ็บหน่อยนะหนุ่มน้อย..."
เบียทริกซ์เรียกเขาเสียงหวานก่อนจะกระโดดหมุนตัวขึ้นรองเท้าเกราะคล้ายส้นสูงสีแดงเลือด หมุนเวียนฟาดเข้าหาหน้าอกของเรย์ทันทีอย่างรวดเร็ว
เรย์รีบยกแขนขึ้นป้องกันแรงเตะนั้นเสียงกระทบหนักแน่นดังขึ้นขณะที่ร่างของเขาถอยหลังไปสี่ช่องตัวเขารู้ว่าเบียทริกซ์นั้นไม่ได้โจมตีอย่างสุดกำลัง เหมือนเธอกำลังทดสอบความสามารถของเขาในเชิงสนุกสนานเสียมากกว่า
"แหม เร็วกว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันบนเตียงอีกนะหนุ่มน้อยของฉัน”
เรย์ตั้งสมาธิรับการจู่โจมแบบกะทันหันเขาไม่มีดาบในมือจึงต้องใช้วิชาตัวเบาและเทคนิคการต่อสู้มือเปล่าเพื่อต้านทานการโจมตีของเบียทริกซ์
เบียทริกซ์หัวเราะเบาๆ ขณะที่เธอยังคงจู่โจมด้วยการเตะต่อเนื่อง เกราะส้นสูงสีแดงสลับโจมตีอย่างรวดเร็วละลานตาแต่ละจังหวะเหมือนจะอ่อนช้อย แต่เต็มไปด้วยพลังทำลายเธอใช้เทคนิคการเตะจากคาราเต้และมวยไทยเข้าผสมผสาน ทั้งเตะตรง ตวัดเตะ และเตะเข่าทำให้เรย์ต้องคอยหลบหลีกป้องกันเป็นพัลวันต่อเนื่อง
เขาตั้งรับทุกกระบวนท่าได้แต่พยายามหลบเลี่ยงและปัดป้องให้มากที่สุด ทว่าทุกครั้งที่เขาหลบสำเร็จและสวนกลับเบียทริกซ์กลับแสดงท่าทีไม่สะทกสะท้าน เธอยังคงส่งคำหยอกล้อไปมาเหมือนว่ากำลังเต้นรำมากกว่าต่อสู้
เบียทริกซ์ใช้เท้าหนึ่งข้างยกขึ้นเตะเร็ว ๆ ครอบคลุม บน กลาง ล่าง เต็มไปด้วยสภาวะดุดันยิ่งทางเดินยาวกลายเป็นลานต่อสู้ที่เร่งเร้าด้วยการเคลื่อนไหวว่องไวและเสียงกึกก้องดังปึกปักจากแรงปะทะ
ท้ายที่สุดเบียทริกซ์จัดการซัดลูกเตะ ส่งร่างของเรย์กระเด็นอัดกับประตูห้องแกรนด์สูทที่พวกเขาเคยใช้เวลาร่วมกันอย่างหวานหอมเสียงกระแทกดังสนั่นประสานกับเสียงแตกหักของประตูที่ยุบลงด้วยแรงมหาศาล
เบียทริกซ์เยื้องกรายตามเข้ามาอย่างช้าๆ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความพึงพอใจราวกับแมวที่หยอกเย้าเหยื่อเล่น
เรย์รีบดีดตัวลุกแต่ทันใดนั้นเบียทริกซ์ก็พุ่งเข้าหาเขาอีกครั้ง ความเร็วที่เหนือกว่านั้นทำให้เขาแทบไม่ทันตอบโต้เธอใช้เทคนิคจับล็อกแล้วแทงเข่าแบบมวยไทย ซัดเข้าที่ชายโครงของเขา
อุก!
ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
‘รุนแรงมากนี่ขนาดเธอยังไม่ได้เพิ่มออร่าเข้าไปในการโจมตีด้วยซ้ำ’
เรย์คิดพร้อมกับสำลักลมออกมา
สาวใหญ่ใช้มือดันเขาไปติดผนังแล้วจับล็อกแขนด้วยการเคลื่อนไหวแบบยูยิตสูก่อนจะหมุนตัวและทุ่มเขาลงบนเตียงหนานุ่ม เตียงที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยใช้เป็นที่นอนกอดเกี่ยวกันบัดนี้กลายเป็นสนามรบระหว่างคนทั้งสอง
"นอนแบบนี้...มันทำให้ฉันนึกถึงตอนที่เราผลัดกันขี่อยู่บนเตียงจังเลยนะว่าไหม”
เบียทริกซ์พูดเสียงหวานเลียริมฝีปาก พร้อมกับกระโดดขึ้นเตียงตามมาเธอหมุนตัวด้วยความคล่องแคล่วก่อนจะนั่งแหกขาคร่อมใบหน้าของเรย์ไว้แน่นน้ำหนักตัวของเธอกดเนินอันอ่อนนุ่มที่ส่วนหนึ่งของเขาเคยเข้าไปลงบนใบหน้าในจังหวะอันสมบูรณ์แบบที่สุด
"ท่านี้...อาห์~ ทำให้ฉันคิดถึงลิ้นของเธอจริง ๆ เลยให้ตายสิ..."
เบียทริกซ์พูดพร้อมกับครางออกมาอย่างเสียวกระสันน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเย้ายวนและหยอกเย้า ขณะที่ปรือตามองมาที่เขากลับเผยไอชั่วร้ายออกมาหลายส่วน
เรย์พยายามดิ้นรนเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้แต่เบียทริกซ์แข็งแกร่งและมั่นคงเกินไปสำหรับเขาในตอนนี้พลังฝึกปรือของพวกเขาแตกต่างกันเกินไปราวกับอยู่คนละโลกการที่เขาต้องนอนนิ่งอยู่ใต้เธอเช่นนี้ทำให้ความรู้สึกคับข้องใจเพิ่มขึ้น
"ฉันรู้ว่าเธอจำได้ดีว่าท่านี้มันยอดเยี่ยมแค่ไหน...เอาแบบนี้ดีไหม ฉันจะไว้ชีวิต ถ้าเธอยอมมาเป็นลูกหมาน้อยตัวใหม่ให้—”
เบียทริกซ์กระซิบเบาๆ ขณะที่เธอก้มตัวลงมาใกล้ ๆ ใบหน้าของเรย์รอยยิ้มของเธอซ่อนเร้นความอันตรายชัดเจน
“—และการจะแสดงความรักต่อเจ้านายรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง”
เธอหุบขาที่คล่อมหน้าของเขาเพิ่มขึ้นทำให้เนินอันเด่นนูนนั้นยิ่งบดเบียดใบหน้า
“เอ้า เลียมันซะลูกหมาน้อย”
ในจังหวะนั้นเขาเค้นพลังกุณฑาลิณีจนปรากฏเป็นอักขระขึ้นจาง ๆ บนร่าง
หญิงสาวรู้สึกถึงความผิดปกติรีบกระโดดม้วนตัวกลับหลัง
เรย์ที่หลุดจากพันธนาการดีดตัวขึ้นยืนบนเตียง แต่เบียทริกซ์กลับฉวยโอกาสนี้ซัดฝ่ามือกระแทกใส่หน้าอกของเรย์ เหนือตำแหน่งหัวใจเล็กน้อย พร้อม ๆกันนั้นได้ปลดปล่อยคลื่นสั่นสะเทือนของกำลังภายในแฝงเข้าไปเป็นฝ่ามือลับที่ทำให้สูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อชั่วขณะ แม้เรย์จะรวมออร่าป้องกันไว้ที่หน้าอกแล้วก็ตาม
เพล้ง!
ร่างของเขาปลิวไปชนกับกำแพงกระจกบานใหญ่ที่นำไปสู่ระเบียงด้านนอกเศษกระจกแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเรย์รู้สึกถึงแรงผลักที่ทำให้ร่างของเขากำลังจะพุ่งออกนอกตัวเรือ
เบียทริกซ์ยืนมองอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจำใจแบบแสร้งทำ
“น่าเสียดายจริง ๆ ลูกหมาน้อยของฉัน...”
เธอกล่าวเบา ๆ ขณะที่เธอมองดูร่างของเรย์ลอยละลิ่วออกนอกห้องร่วงหล่นลงไปบนพื้นสมุทรด้านล่าง
“การโจมตีสุดท้ายนั่น...คุณออมมืองั้นเหรอ”
ชายร่างใหญ่ยืนกอดอกดูอยู่หน้าประตูห้องอย่างไม่ไว้ใจเขามองเห็นหญิงสาวกดฝ่ามือลงต่ำ เบนออกจากตำแหน่งหัวใจในเสี้ยววินาทีสุดท้าย
“แหม ๆก็ฉันเสียดายนี่นา... หน้าตาของเขาคล้ายกับรักแรกของฉันเมื่อนานมาแล้วแถมหลายปีมานี้ไม่มีผู้ชายคนไหนนอกจากเขา ที่ทำให้ฉันรู้สึกเร่าร้อนเหมือนกลับไปเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มอีกครั้งได้เลยสักคน... นี่ถ้าลูกของฉันยังอยู่อายุก็คงพอ ๆ กับเขาคนนี้ได้เลยมั้ง”
แม้เบียทริกซ์จะไม่ได้ส่งเสียงหัวเราะออกมาแต่แววหัวเราะอย่างสนุกสนานก็ผุดขึ้นมาในดวงตา แววซาดิสม์เต้นยิบ ๆ วิบวับอยู่ในนั้นแต่วินาทีต่อมา แววตาของเธอก็กลับมาเหี้ยมโหดไร้ความรู้สึกสมเป็นอดีตสายลับนักฆ่าที่ยังเหลือรอดมาจากสงคราม
เบียทริกซ์เดิมทีเป็นเด็กกำพร้าชาวสแกนดิเนเวียด้วยทักษะการแทรกซึม แกะรอย ลอบสังหารที่ถูกองค์กรลับเคี่ยวกรำฝึกฝนตั้งแต่จำความได้ ทำให้ปัจจุบันเธอเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของกิลด์‘Arabian Night’ ซึ่งเป็นองค์กรฮันเตอร์รับจ้างอิสระไม่ขึ้นตรงต่อรัฐหรือหน่วยงานใด
ผู้ว่าจ้างปฏิบัติการครั้งนี้ของเธอก็คือกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ที่มีเรื่องขัดผลประโยชน์กับทางรัฐบาลญี่ปุ่นพวกเขาได้รับอาวุธและการสนับสนุนผ่านทางมาเฟียจีนที่ตั้งรกรากอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียนผ่านตัวกลางของ‘ฮั่น’ซึ่งเป็นเครือข่ายเดิมที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มที่เหลือของ ‘เจ้าเหว่ย’นักธุรกิจหมื่นล้านจากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเคยมาแผ่อำนาจฝังตัวจนกลายเป็นเจ้าพ่อยึดของเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำในเขตของ สปป.ลาว และยังเป็น เจ้าของกาสิโนในมาเก๊าอีกด้วย
ทว่าหลังจากเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาดเจ้าเหว่ย ถูกระบุว่าเสียชีวิตอาณาจักรของเขาที่ไร้ผู้สืบทอดเลยพลอยแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ตามไปด้วยเหลือแต่เครือข่ายที่ต่างกำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่ตอนนี้เท่านั้น
แสงไฟอันนุ่มนวลในห้องพักสุดหรูสาดส่องลงบนร่างของโคอิซูมิที่กำลังนอนแผ่อย่างหมดแรงบนเตียงคิงไซส์ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่บ่งบอกถึงความเร่าร้อนของการร่วมรักที่เพิ่งผ่านพ้นไปร่างกายของเขาชุ่มเหงื่อ ขณะที่เด็กสาวอายุยังน้อยคนหนึ่งนอนอยู่ข้าง ๆผมยาวสีดำของเธอพลิ้วไหวตกลงบนหมอนใบหน้าของเธอยังคงแดงเรื่อด้วยความเหนื่อยล้าและอารมณ์ที่ไม่สงบลง
โคอิซูมิเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มของเธอด้วยสายตาพึงพอใจ
“หนูเก่งมากเลยนะ…เด็กดีของลุง— แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะ ในเมื่อหนูทำให้ลุงพอใจได้ตลอดทริปนี้ลุงจะถอนฟ้องพ่อของหนูให้ตามสัญญา”
เขายิ้มมุมปากสายตาเต็มไปด้วยความหวานหยาดเยิ้ม หลังจากลูไล้ไปบนแผ่นหลังของหญิงสาวช้า ๆแก่นกายก็เริ่มกลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง
“ลุงคิดว่าเรามาต่อกันอีกยกดีไหมจ้ะ?”
เด็กสาวจำใจพยักเบา ๆถึงแม้จะรู้สึกเหนื่อยแต่ก็ยังไม่ปฏิเสธ เธอคลานขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวเขาโคอิซูมิหัวเราะเบา ๆ ขณะที่มือของเขาเริ่มเลื่อนต่ำลงไปทางสะโพกของเธอ
“ใช่แบบนี้แหละ… ที่ลุงต้องการ”
ทว่ายังไม่ทันเริ่มต้นเพลงรัก ประตูห้องก็ถูกกระแทกปลิวเข้ามาด้วยความรุนแรงบานประตูหนักเหวี่ยงกระเด็นติดมาพร้อมกับบอดี้การ์ดที่ยืนคุ้มกันอยู่หน้าห้องร่างของเขาล้มลงไปพร้อมกับประตูที่ทับร่างกองกำลังปริศนาหลายคนในชุดสีดำถืออาวุธครบมือบุกเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้นกันวะ!?”
โคอิซูมิตกใจเขาพยายามลุกขึ้นจากเตียงแต่ถูกหนึ่งในกองกำลังปริศนากระชากลงกับเตียงอีกครั้งใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ขณะที่เด็กสาวเริ่มกรีดร้องด้วยความตกใจ
หนึ่งในกองกำลังปริศนาใช้มือกดศีรษะของโคอิซูมิกับที่นอนขณะที่คนอื่น ๆ ลากตัวเด็กสาวออกไปจากห้องโดยไม่มีความเมตตาเสียงกรีดร้องของเธอสะท้อนก้องไปทั่วห้อง ขณะที่เธอพยายามขัดขืน
“ปล่อยฉัน!พวกแกไม่รู้หรือว่าฉันเป็นใคร? ฉันคือ สึชิมะ โคอิซูมิ!นะเว้ยไอ้ลูกหมา พวกแกกล้าดียังไงมาทำกับฉันแบบนี้!”
โคอิซูมิตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่งใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัว คำพูดของเขาดูเหมือนจะไม่ทำให้คนเหล่านั้นหวั่นเกรงเลยสักนิด
“พวกแกต้องการอะไรกันแน่! อยากได้เงินงั้นรึ?ฉันสามารถเสนอเงินให้พวกแกได้หลายเท่ากว่าค่าจ้างที่พวกแกได้ ขอแค่ปล่อยฉันไป!”
โคอิซูมิร้องเสียงดังลั่นแต่ไม่มีใครตอบสนองคำพูดของเขา และแรงกระชากที่พาร่างอ้วนท้วมออกจากห้องไปกลับเพิ่มขึ้น
ขณะที่โคอิซูมิกำลังดิ้นรนร้องโวยวายอย่างไร้ผลเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของกองกำลังปริศนาสะท้อนก้องไปตามทางเดิน เขาเห็นซากศพของเหล่าบอดี้การ์ดนอนกองกันอยู่ทั่วพื้นบางคนถูกยิงเข้าที่ศีรษะอย่างแม่นยำบางคนถูกเชือดคอหอยจนเลือดไหลนองไปทั่วพื้นพรมสีแดงที่เคยสวยงาม
เขามองดูซากศพด้วยความหวาดหวั่นแต่ไม่ได้หมายความว่าจะสนใจ หรือห่วงใยชีวิตเหล่านั้นแม้แต่น้อยใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความกลัวที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆขณะที่เขาถูกดึงไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยศพเขารู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ตอนนี้ห่วงแค่ชีวิตของตัวเองเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้ในชีวิต
อีกฟากฝั่งเอง นักท่องเที่ยวเองต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน ความวุ่นวายบนเรือสำราญได้เริ่มขึ้น เสียงกรีดร้องและเสียงปืนดังก้องไปทั่วบางคนถูกกระสุนปืนยิงล้มลงบนพื้น ขณะที่บางคนวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตบางส่วนยังคงหลับสนิทอยู่ในห้องพักด้วยผลของรูนเวทมนตร์ที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้
คำถามที่ผุดขึ้นในใจหลายคนของผู้โดยสารขนาดนั้นคงมีเพียงแค่ว่า แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมจึงยังไม่มีการแจ้งเตือนให้อพยพ และสถานการณ์จะเลวร้ายลงไปถึงขั้นไหนเจ้าหน้าที่ที่ไร้ซึ่งคำตอบ และทำได้แค่เพียงให้ผู้โดยสารทุกคนใจเย็น
‘สึชิมะโทยะ’ ลูกชายของโคอิซูมิ โทยะหอบหายใจแรงด้วยความตื่นตระหนกข้างกายเขาคือ เอนซุที่ยังคงวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ สายตาของเธอกวาดมองไปรอบ ๆด้วยความระมัดระวังท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนักท่องเที่ยวและเสียงปืนที่ดังสนั่นอยู่เบื้องหลัง
พวกเขากำลังหนีตายไปตามระเบียงทางเดินที่ยาวเหยียดของชั้นกลางเรือซึ่งทอดยาวไปตามด้านข้างของเรือรอบข้างเป็นกระจกใสที่สามารถมองเห็นทะเลด้านนอกได้ชัดเจน ในช่วงเวลากลางวันมันเป็นจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินเล่นแต่ตอนนี้มันกลายเป็นสนามรบที่อันตราย เศษกระจกแตกกระจายอยู่บนพื้นจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายก่อนหน้านี้เสียงฝีเท้าหนัก ๆของผู้ร้ายที่ไล่ตามหลังมาอย่างไม่ลดละทำให้เอนซุรู้ว่าพวกเขาไม่มีทางหลบซ่อนตัวได้อีกต่อไป
ผู้บุกรุกยิงปืนอย่างระมัดระวังไม่ใช่เป็นเพราะพวกเขามีเมตตาแต่อย่างใดหากแต่เป็นเพราะพวกเขาต่างรู้ว่าในตอนนี้กําลังต้องการตัวประกันจํานวนมาก ใครคิดสู้ก็นับว่ามีโทษตายสถานเดียว
โทยะหยุดวิ่งเมื่อเขาเห็นมุมหนึ่งของระเบียงที่ดูเหมือนจะเป็นทางตันรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่ล้อมรอบ เสียงหอบหายใจของเขาดังขึ้นเรื่อย ๆขณะหันไปมองเอนซุด้วยสายตาอันเต็มไปด้วยความขลาดกลัว
"เอนซุซัง...ขอโทษนะ แต่ผม...ผมยังไม่อยากตาย!"
โทยะพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
"นี่คุณคิดจะทำอะไร?"
ทันทีก่อนที่เธอจะได้คำตอบโทยะก็ผลักเอนซุออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“ดูเหมือนพวกเขากำลังไล่ตามคุณ...ผมไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้!”
เขาตะโกนออกมาด้วยความสิ้นหวังแล้วหันหลังวิ่งหนีไปทางเดิม
เอนซุมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามนี่หรือคนที่พ่ออยากให้เธอแต่งง่านด้วยนักหนา
“ไอ้ลูกหมาขี้ขลาดเอ๊ย!”
เอนซุตะโกนไล่หลังเขาขณะที่เธอพยายามทรงตัวและมองกลับไปเห็นศัตรูที่กำลังใกล้เข้ามาเธอหันหลังวิ่งหนีต่อ แต่รู้ว่ามันสายเกินไป ผู้ก่อการร้ายกำลังเข้ามาใกล้เธอเตรียมใจที่จะต่อสู้ แต่นั่นก็เป็นเพียงช่วงเวลาแห่งความหวังริบหรี่