ราตรีซึ่งฟ้าสลัวไร้ดวงดาว จันทร์เสี้ยวเดียวดายบนนภาเสียงเกือกม้ากระทบผืนดินดังกึกก้องท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของเหมันต์สองมือของเผิงเซิ่งอี้กำเชือกบังเหียนควบม้าวิ่งตะบึงราวสายฟ้าฟาดใจรุมร้อนดั่งไฟสุมขอนกับจดหมายแจ้งข่าวร้ายว่าท่านย่าของเขาสิ้นใจแล้ว
ทัพหลวงของิอานเพิ่งมีชัยเหนือหนานลู่ความดีใจคงอยู่เพียงครู่เวลาหนึ่งกลับต้องพานพบเจอเื่ร้ายกะทันหันสายตาเด็ดเดี่ยวของ แม่ทัพสกุลเผิงจดจ้องไปบนเส้นทางที่ไร้จุดหมายท่ามกลางค่ำคืนมืดดำ ปุยหิมะลอยล่องกระไอเย็นเสียดลึกแทงใจทว่ามิอาจเทียบเท่าความเ็ปแห่งการสูญเสียครั้งนี้ได้
ชายชาติทหารออกทำศึกไม่อาจรับประกันว่าจะมีชีวิตรอดกลับไป
แต่เผิงเอ้อร์ชนะศึกจวนจะได้กลับบ้านอยู่แล้วไฉนเลยท่านย่าไม่รอเผิงเอ้อร์เล่า!
ความตายของคนซึ่งรักยิ่งส่งผลให้น้ำตาหยดหนึ่งถูกกลั่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ขณะใจจดจ่ออยู่กับบุคคลทางบ้าน เสียงร้องด้วยความเ็ปก็ดังฝ่าความสงัดเงียบกลางขุนเขาเข้ามาในโสตประสาทนายทหารติดตาม ผู้หนึ่งตกจากหลังม้า
“พวกเราถูกลอบโจมตี!” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
เขาและผู้ติดตามควบม้าออกจากเขตแดนหลานลู่อย่างเป็ความลับเวลากระชั้นชิดไม่มีคนนอกล่วงรู้แน่ว่าพวกเขาจะมุ่งตรงไปยังที่ใด
ขณะกำลังคิดเป็กังวล ธนูดอกหนึ่งเฉียดผ่านหน้าของเผิงเซิ่งอี้ชายหนุ่มะโท่ามกลางความมืดมิดจันทร์อับแสง “ไปให้ถึงเมืองไท่ซา!”
เส้นทางร้างไร้ผู้คน กำลังพลตามของเขาเหลือแค่สองนายกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ไล่หลังก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามากน้อยเพียงไร เผิงเซิ่งอี้มือหนึ่งกุมบังเหียนมือหนึ่งชักกระบี่ข้างเอวขึ้นมาเตรียมพร้อม ควบม้าหนีได้ระยะอีกเพียงอึดใจเขาและผู้ติดตามก็ต้องดึงเชือกรั้งคอม้าศึกให้หยุดเพราะมีกลุ่มคนชุดดำนั่งบนหลังม้าขวางทางอยู่
สายตาคมดุจอินทรีสอดส่องหาช่องทางหลบหนี คนน้อยย่อมไม่เป็การดีที่จะปะทะโดยตรงเผิงเซิ่งอี้ส่งสัญญาณให้นายทหารสองนายแยกกันหลบหนีพลุไฟในมือผู้ติดตามถูกจุดขึ้นบังเกิดแสงสว่างสีส้มดวงใหญ่บนท้องฟ้าพอให้เห็นเส้นทางรอบด้านไม่รอช้า แม่ทัพหนุ่มรีบควบม้าศึกตะลุยเข้าไปในป่าสนข้างทาง
เสียงสั่งให้ฆ่าหมายซึ่งชีวิตดังระงมแนวป่านกกาบนต้นสนสูงหวาดบินดังไปทั้งทิวเขาด้วยความเร็วที่ควบบังคับม้าไปตามเส้นทางคดเคี้ยวทำให้ลูกธนูหลายดอกพลาดเป้ากระทั่งเวลาต่อมาเผิงเซิ่งอี้ก็พ้นจากเขตป่าสนคมอาวุธในมือปะทะฟาดฟันใส่ผู้ประสงค์ร้ายที่ติดตามไม่ลดละ
จนเมื่อสี่เท้าของม้าย่ำย่างมาถึงสุดเขตพสุธาลูกดอกของไม้หน้าสามดอกหนึ่งก็แหวกอากาศพุ่งเข้ากลางอกเผิงเซิ่งอี้แรงปะทะทำให้เ้าของร่างสูงพลิกพลัดตกจากหลังม้ากลิ้งตัวลงมาตามลาดไหล่เขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะจับเป็ก้อนน้ำแข็งคมดาบครูดลากบนแผ่นน้ำแข็งเป็ทางยาวหวังให้เป็หลักยึด ทว่าไม่เป็ผลเมื่อร่างสูงใหญ่กระแทกเข้ากับหินก้อนหนึ่งโดยแรงสติสัมปชัญญะที่เคยมีดับวูบลงพลัน...
หิมะ...มองไปทิศทางไหนล้วนมีแต่สีขาวพราวพร่างของหิมะไกลสุดลูกลูกตานี่คือฤดูกาลของความอ้างว้าง แม้แต่สัตว์ก็ยังต้องจำศีล ต้นไม้ใบหญ้าก็ล้วนแห้งเหี่ยวซุกซ่อนเหง้าหัวตัวตนใต้ผืนดินตะวันเบื้องบนให้แสงแดดอ่อนจางความอบอุ่นดูจะห่างไกลจากทั่วถิ่นบริเวณนี้ไปสักระยะใหญ่
“เฮ้อ...” ฟังเยว่ฉิวระบายลมหายใจอุ่นออกมาจนเกิดเป็ควันสีขาวอย่างไรไม่รู้ได้ เช้านี้ใจนางร่ำร้องให้คว้าเสื้อขนสัตว์ออกมาจากกระท่อมและมุ่งตรงมายังเขาลูกนี้แม้ท่านพ่อออกปากทักท้วงแล้วก็ตามที
‘หิมะยังตก เ้าจะออกไปทำไมรึ’
‘เยว่เอ๋อร์จะไปหาบัวหิมะ[1]ท่านพ่ออย่าห้ามเยว่เอ๋อร์เลยออกไปสิบวัน เยว่เอ๋อร์เจอบัวหิมะแค่สองต้นฤดูหนาวยาวนานเช่นนี้ขืนอยู่แต่ในกระท่อมก็เสียเวลาเปล่าได้บัวหิมะมาทำยาให้ท่านพ่อแล้วยังสามารถเก็บไว้ขายได้อีกเยว่เอ๋อร์ไม่ยอมพลาดโอกาสนี้แน่’
ฟังเยว่ฉิวออกจากกระท่อมด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะเจอบัวหิมะอีกสักต้นสองต้นและสิ่งที่นาง้าก็สมดั่งใจคิด เมื่อเดินจนร่างกายอุ่นร้อนด้วยหยดเหงื่อนางพบหินก้อนใหญ่ซึ่งหิมะปกคลุมแทบจะมิดบนรอยแตกของหินนั้นมีสมุนไพรชั้นเลิศชูก้านอวดดอกสีขาวดุจเกล็ดหิมะท้าลมหนาว
อารามดีใจหญิงสาวจึงก้าวอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปเบื้องหน้าทว่าก้าวขายังไม่ถึงจุดหมายก็ถลาล้มลงกับพื้นเพราะสะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่ง
ไม่ใช่กองผ้า ไม่ใช่สัตว์ป่าแต่เป็คนผู้หนึ่งที่ถูกหิมะคลุมร่างแทบมิด นางรีบคู้ขาขดคืนมาแนบอกอุ่น
ฟังเยว่ฉิวไม่เคยเห็นคนตายมาก่อนภาพตรงหน้าจึงสร้างความตกตะลึงพรึงเพริดยิ่ง
ถ้าหากคนผู้นี้ยังไม่ตายเล่า และอาจจะตายจริงๆก็ได้หากนางไม่สนใจจะช่วยคิดดังนั้นแล้วฟังเยว่ฉิวจึงรีบใช้มือปัดหิมะบนตัวคนผู้นั้นออก
ผู้ชาย...ตัวเขาเย็นชืด ทั้งร่างคล้ายถูกแช่แข็งทว่ายังมีเสียงของลมหายใจแ่พลิ้วหญิงสาวรีบพลิกร่างเขาขึ้นมาจึงพบโลหิตแดงฉานย้อมหิมะจนจับตัวแข็งบนอกของชายหนุ่มมีาแถูกยิงด้วยหน้าไม้ซึ่งหักคาอยู่ ใบหน้าของเขาซีดเผือดแต่ก็ไม่อาจบดบังความคมคายสมชายชาตรีของเขาไปได้
“ท่าน...” นางเขย่าและเรียกเขาหลายครั้งแต่เขาก็ไม่ได้สติ จึงใช้อุ้งมืออุ่นสองข้างทาบไปยังสองแก้มคมสันหวังเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ดวงหน้าซึ่งไร้สีเื
“ท่านจะตายไม่ได้ รู้สึกตัวสิ” ฟังเยว่ฉิวยังเรียกขานและเขย่าร่างของชายหนุ่มไม่หยุดนานเท่าไรแล้วที่เขานอนหมดสติอยู่ที่นี่ หญิงสาวกวาดตามองรอบบริเวณในหัวเร่งคิดหาหนทางจะช่วยชีวิตชายแปลกหน้า
จู่ๆปุยหิมะก็ตกจากฟากฟ้าอย่างต่อเนื่องราวอยากกลั่นแกล้งเขาให้สิ้นลม ด้วยความร้อนใจว่าร่างกายเขาจะทานทนความหนาวเหน็บได้อีกไม่นานฟังเยว่ฉิวจึงลากร่างสูงใหญ่ด้วยกำลังที่มีทั้งหมดเข้าไปอิงแนบกับหินก้อนใหญ่นางถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ของตนเองห่มร่างเขาไว้แล้วหากิ่งไม้มาถมทับเพื่อป้องกันสัตว์ป่าที่อาจจะมาทำร้ายเขาได้ อีกทั้งช่วยกันความเย็นะเืของหิมะที่ตกมากระทบนางจะกลับไปขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อ ขืนช้ากว่านี้บุรุษรูปงามซึ่งนางพานพบด้วยความบังเอิญเพราะมุ่งหวังจะเก็บบัวหิมะคงมีแต่ร่างไร้ลมหายใจแน่แท้
นางต้องช่วยเขา...
เมื่อฟ้าลิขิตให้นางได้พบเขา...เขาจะต้องไม่ตาย!
[1]ในที่นี้หมายถึงบัวหิมะที่เป็ดอกสีขาว(เสวี่ยเหลียน) เป็พืชล้มลุกอายุประมาณ ๕-๖ ปี ใบห่อยอดคล้ายผักกาดหอมลำต้นสูงประมาณ ๑๕-๓๕ เิเ ลำต้นใต้ดินเป็แบบเหง้าเจริญได้ดีในสภาพอากาศหนาวเย็น จะแทรกขึ้นอยู่ตามร่องหิน โขดหินและไหล่เขาดอกบัวหิมะมีรสขมเล็กน้อย ป้องกันอาการไข้ ขับสารพิษ ลดอาการเ็ป บำรุงเืฟื้นฟูสภาพไต และ เป็ยาอายุวัฒนะ ปรับความสมดุลของร่างกาย