สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 187 ทุกที่มีแต่ความตาย

        เสียงถอนหายใจดังออกมาเบาๆ ก่อนที่อัลฟ่าจะเงยหน้าขึ้นไปมองดวงดาวบนท้องฟ้าร่างของเขาเผยกลิ่นอายชั่วร้ายออกมาจางๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยกมือขึ้นมาลูบเคราแพะของตัวเองเหมือนทุกครั้งแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ พลางเอ่ยออกมาด้วยจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว“ราชาทุกท่าน ฝ่าบาทอายุยังน้อยนัก ความคิดความอ่านยังไม่มากพอ หลังจากนี้ท่านจะเข้าใจเองว่าเราทำเพื่อเขา แผนการเดิมยังต้องดำเนินต่อไป พวกท่านวางใจเถอะหากฝ่าบาททราบเรื่องแล้วนึกอยากลงโทษ ข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดเอง!”

        เมื่อราชาแบล็กสโตนได้ยินอัลฟ่ารับประกันเช่นนี้ ความลังเลใจและความวิตกกังวลเมื่อครู่ก็พลันสลายหายไปเขาพูดเสียงลอดไรฟันว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ข้าจะไปเตรียมพร้อม!”

        ราชาอาณาจักรเธรซเป็นชายรูปร่างกำยำและมีผมหยักศกสีน้ำตาลเหลืองบนหัวสวมมงกุฎราชา คิ้วดกหนาทรงดาบเหนือดวงตาสามเหลี่ยมฉายแววแค้นเคือง พลางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง“ฮ่าๆๆ เยี่ยมคราวนี้ข้าจะทำให้ราชาแซมบอร์ดได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยตัวมันเอง!”

        ชายชราเคราแพะพยักหน้าอย่างพอใจ ในดวงตาเป็นประกายขึ้นมา “หากพวกท่านทั้งสองเป็นฝ่ายลงมือเองเช่นนี้ข้าก็วางใจเป็นอย่างมากข้าจะส่งยอดอัศวินแห่งราชอาณาจักรไปช่วยพวกท่านทั้งสองคนอย่างลับๆครั้งนี้จะต้องไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ”

        “ยอดอัศวินแห่งราชอาณาจักร? เยี่ยมมากเลย!”

        ราชาแบล็กสโตนและราชาอาณาจักรเธรซได้ยินดังนั้นก็พลันรู้สึกดีใจขึ้นมาพวกเขายิ่งมั่นใจในแผนการครั้งต่อไปมากขึ้น แม้ว่าทั้งคู่จะนึกสงสัยว่าทำไมชายชราอัลฟ่าถึงดูเกลียดชังราชาแซมบอร์ดนักแต่ศัตรูของศัตรูคือมิตรสหายของเราทำให้พวกเขายินดีที่จะรับความช่วยเหลือของอัลฟ่าอย่างไม่นึกสงสัย

        ……

        เมื่อมองไปที่ศพของหมาป่าสายลมที่อยู่ห่างออกไปประมาณห้าเมตรทุกคนในกลุ่มการค้าโซรอสและรวมไปถึงเรดแนปป์ต่างพากันตกตะลึงจนอ้าปากค้างมุมปากของเขาแทบจะฉีกไปถึงรูหู เกือบลืมหายใจเข้าเสียด้วยซ้ำพวกเขาแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นเลยสักนิด

        ฝูงหมาป่าสายลมเกือบห้าร้อยตัวที่พากันวิ่งทะยานเข้ามาประหนึ่งน้ำป่าไหลหลากอย่างบ้าคลั่งเมื่อสิบนาทีก่อนตอนนี้กลายเป็นศพนอนเรียงกันเป็นแถว

        ถ้าเปลี่ยนเป็นกลุ่มการค้าโซรอสทั้งสี่สิบกว่าคนที่ต้องเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่ากระหายเลือดพวกนั้นแม้ในบรรดากลุ่มของพวกเขาจะมียอดฝีมือและผู้ที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้กับสัตว์อสูรมาหลายครั้งแต่ถ้าต้องต่อสู้กับฝูงหมาป่าขนาดใหญ่แบบนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้อกันบ้างแม้กระทั่งอาจจะมีคนตายเลยก็ได้...แต่ตอนนี้ ที่พวกเขาเห็นมันคืออะไรกัน?

        พวกเขาเห็นชายหนุ่มผมทองคนหนึ่งที่ดูเหมือนองค์ชายเอลฟ์ที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์พร้อมคันธนูของเขากำลังกระหน่ำยิงลูกธนูใส่ฝูงหมาป่าที่วิ่งเข้ามาในระยะรัศมีห้าสิบเมตรจากค่ายของตัวเองอย่างดุเดือด ไม่มีหมาป่ากระหายเลือดตัวไหนสามารถฝ่าระยะห้าสิบเมตรเข้ามาในค่ายได้เลย ราวกับว่ามีเส้นแบ่งระหว่างชีวิตและความตายของยมทูต ที่หากก้าวล้ำเส้นเข้ามายมทูตก็จะใช้เคียวปลิดชีวิตผู้ที่ล่วงล้ำเข้ามาในทันที ไม่ว่าหมาป่าสายลมจะดุร้ายแค่ไหนหากเข้ามาใกล้เมื่อไรพวกมันจะต้องตายในทันที

        ฟุ่บๆๆๆ…

        ในหูของทุกคนราวกับได้ยินเสียงสั่นสะเทือนของคันธนูยามที่ปล่อยลูกธนูออกไป

        ในช่วงเวลาแค่สิบนาทีทุกครั้งที่เสียงสั่นสะเทือนของคันธนูนี้ดังขึ้น จะต้องมีหมาป่าสายลมร้องโหยหวน ก่อนที่มันจะขาดใจตายไม่มีพลาดเป้าเลยสักตัว

        ทักษะการยิงธนูที่น่าเหลือเชื่อนี้มันคืออะไรกัน?

        ถึงแม้ว่าหมาป่าสายลมจะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำแต่ด้วยพรสวรรค์ของสัตว์อสูรประเภทธาตุลมของมัน ทำให้มันสามารถวิ่งได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวและรวดเร็วในที่มืดได้ ในสภาพแวดล้อมแบบนี้นักธนูธรรมดาอย่าว่าแต่จะยิงพวกมันเลย แม้แต่จับทิศทางการวิ่งของหมาป่าสายลมยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

        แต่ที่ทำให้กลุ่มการค้าโซรอสทึ่งยิ่งกว่าก็คือ นอกจากความเร็วและทักษะในการยิงของชายหนุ่มผมทองจะว่องไวมากแล้ว จังหวะการหยิบลูกธนูอีกดอกมาแทนที่ลูกธนูที่ปล่อยออกไปแล้วก็คล่องแคล่วไม่แพ้กัน ทำให้ลูกธนูถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วงทำให้กลายเป็นเส้นทางแห่งความตายปูพรมไปทุกทิศทุกทาง

        ในกระบวนการนี้ ชายร่านอ้วนที่กอดอกคาบก้านหญ้าไว้ในปากก็เริ่มขยับมาช่วยชายหนุ่มผมทองเปลี่ยนกระบอกลูกธนูตอนนี้กระบอกลูกธนูถูกเปลี่ยนไปแล้วถึงสิบครั้ง ทุกกระบอกมีลูกธนูหนึ่งร้อยดอกนั่นหมายความว่า ในช่วงสิบนาทีนี้องค์ชายเอลฟ์คนนั้นได้ยิงลูกธนูไปแล้วถึงหนึ่งพันดอก

        สาวชุดแดงเชอร์ลี่ย์กับนักดาบชุดขาวต่างก็มีสีหน้าตกตะลึง

        ในใจของผู้ดูแลเรดแนปป์ดุจคลื่นทะเลที่โหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่งสิ่งที่ทำให้เขาตกใจไม่ใช่ทักษะการยิงธนูของชายหนุ่มผมทองบนแผ่นดินอาเซอทมีนักธนูที่มีทักษะการยิงธนูที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ไม่น้อยอีกทั้งทักษะการยิงธนูของพวกเอลฟ์ก็เหนือชั้นยิ่งกว่าที่ตอร์เรสแสดงฝีมือในตอนนี้ด้วยซ้ำสิ่งที่ทำให้เรดแนปป์ตกใจจริงๆ ก็คืออายุ พรสรรค์และสถานะของตอร์เรสต่างหากมันยากที่จะเชื่อจริงๆ ว่า ชายหนุ่มที่อายุไม่ถึงสิบแปดปีคนหนึ่งที่เกิดมาจากอาณาจักรเล็กๆ แสนต่ำต้อยและยังเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆที่ไม่เคยได้รับการอบรมและการฝึกฝนทักษะการยิงธนูใดๆ จะประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดนี้ พรสวรรค์ของเขาจะน่ากลัวมากขนาดไหนกัน?

        และสิ่งที่ทำให้เรดแนปป์ไม่อยากเชื่อก็คือชายหนุ่มผมทองที่ยืนอยู่บนก้อนหินยักษ์ใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ยามที่เรดแนปป์มองเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มคนนั้นเหมือนกับว่าเขากำลังซุกซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้ หนึ่งบุรุษ หนึ่งคันธนู หนึ่งก้อนหิน หนึ่งดวงจันทร์ทุกสิ่งทุกอย่างกลมกลืนกันจนเหมือนภาพวาดแสนงดงามภาพหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหลงใหลบางครั้งก็รู้สึกคล้ายอยู่ไกล แต่บางครั้งก็คล้ายอยู่ใกล้ ดูลึกลับและงดงามประหนึ่งดวงดาวบนท้องฟ้า

        “ชายหนุ่มคนนี้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการเป็นนักธนูอย่างแท้จริง!”

        นี่เป็นสิ่งที่เรดแนปป์สรุปออกมา

        และเมื่อมาคิดถึงจุดนี้ทันใดนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเต็นท์ของราชาเมืองแซมบอร์ดที่ตั้งอยู่ห่างออกไป จนถึงตอนนี้เต็นท์นั้นก็ยังคงเงียบสงบเรดแนปป์จินตนาการถึงภาพที่ราชาแซมบอร์ดกำลังตระกองกอดคู่หมั้นสาวไว้ในอ้อมแขน แล้วนอนหลับใหลไปด้วยกัน...ราชาแซมบอร์ด! ช่วงเวลาแบบนี้เจ้ายังหลับลงอีกหรือ!

        “ดูเหมือนว่า ข้าจะให้ความสนใจในตัวราชาแซมบอร์ดมากเกินไปจนลืมสังเกตคนรอบข้างของเขา...เมืองแซมบอร์ดฮึๆ นับวันยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าเบื้องบนอาจจะเห็นด้วยกับแผนการนั้นแน่ๆ!”

        กลุ่มการค้าโซรอสพากันทยอยกลับไปที่ค่ายของตัวเอง

        นอกค่ายเต็มไปด้วยซากศพของหมาป่าหมาป่าสายลมเป็นสัตว์อสูร ทำให้ในร่างของพวกมันมีผนึกอสูรอยู่แต่ผนึกอสูรของสัตว์อสูรระดับต่ำมันขายได้ราคาไม่ค่อยดีเท่าไร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่สังหารสัตว์สูรพวกนี้ก็คือชายหนุ่มผมทองจากเมืองแซมบอร์ดทำให้พวกเขาไม่กล้ายื่นมือเข้าไปแทรกดังนั้นจึงไม่มีใครวิ่งไปเก็บผลึกอสูรพวกนั้นเลย

        ตอร์เรสและโอเลเกร์ต่างพากันกระโดดลงมาจากก้อนหินยักษ์ แล้วเดินตรงไปที่กองศพหมาป่า

        โอเลเกร์เดินไปเก็บลูกธนูที่ปักอยู่บนร่างหมาป่าสายลมทีละดอกแล้วใส่ลงไปในกระบอกธนู ขณะเดียวกันก็ใช้มีดเล็กแหวกกะโหลกของหมาป่าสายลมเพื่อควักผนึกอสูรออกมาเจ้าอ้วนมีท่าทางแปลกไปเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้รับชิ้นส่วนของชุดเกราะอัศวินโกลด์เซนต์แคนเซอร์จากซุนเฟยมาแล้วเขาก็มีความสนใจในการจัดการกับศพมากขึ้นเขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะสามารถดูดซับกลิ่นอายเย็นยะเยือกจากตัวศพมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเขาได้

        แม้นิ้วมือของเฟร์นันโด ตอร์เรสจะถูกสายธนูบาดจนเลือดออก แต่เขากลับตั้งอกตั้งใจตรวจสอบรอยแผลของลูกธนูบนศพหมาป่าสายลมอย่างละเอียดในหัวก็คำนึงถึงส่วนได้ส่วนเสียของการต่อสู้ครั้งนี้

        ทักษะการยิงธนูของเขาถือได้ว่าเหนือกว่าเหล่านักธนูมือฉมังในเมืองแซมบอร์ดหลายเท่าแต่ในความเป็นจริงแล้ว ด้วยทักษะการยิงธนูของตอร์เรสตอนนี้ ยังไม่เพียงพอสำหรับการต่อสู้กับฝูงหมาป่าสายลมนับห้าร้อยตัวได้แต่หลังจากซุนเฟยมอบคันธนูของซาจิทาเรียสให้แก่เขาราวกับจู่ๆ พลังของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นมาอย่างกะทันหันบวกกับความมุมานะในการฝึกของตน ทำให้ทักษะการยิงธนูของเขารุดหน้ามากขึ้น

        ความจริงแล้ว ซุนเฟยจงใจใช้สถานการณ์ในคืนนี้มาทดสอบและฝึกฝนตอร์เรสพร้อม ทั้งมอบหมายให้โอเลเกร์คอยคุ้มกันตอร์เรสไว้ถ้าไม่ถึงคราววิกฤติก็ไม่ต้องยื่นมือออกไปช่วยเขา ส่วนซุนเฟยก็เปลี่ยนเป็น 'โหมดมือสังหาร' แล้วแอบซุ่มดูสถานการณ์อยู่ในมุมมืดอย่างเงียบๆ หากพบว่าเหตุการณ์เข้าขั้นวิกฤติเมื่อไร เขาก็พร้อมพุ่งเข้าไปช่วยทั้งสองคนทันทีใครจะรู้ว่าภายใต้แรงกดดันมหาศาลนี้ตอร์เรสจะกัดฟันสู้หยิบตา ปล่อยลูกธนูออกมาติดๆ กันต่อเนื่องไม่มีหยุด เขาต้องใช้ลูกธนูถึงสองดอกในการสังหารหมาป่าสายลมตัวหนึ่งตอร์เรสได้เข้าใกล้ขอบเขตปรมาจารย์นักธนูผู้แข็งแกร่งขึ้นทุกทีแล้ว

        ในมุมมืด เมื่อได้เห็นความก้าวหน้าของทักษะการยิงธนูของตอร์เรสทำให้ซุนเฟยรู้สึกผิดคาดขึ้นมาฉากนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าได้เห็นลูกๆ ที่ตัวเองดูแลมาตลอดได้เติบโตขึ้น เมื่ออันตรายสลายไปซุนเฟยจึงกลับไปที่เต็นท์ราชาอย่างเงียบๆโดยที่ไม่มีใครในค่ายรับรู้ถึงร่องรอยการไปมาของซุนเฟย

        วันที่สองกองทัพก็ได้เคลื่อนขบวนเดินทางต่อ

        แม้ว่าตลอดทางจะดูราบรื่น แต่ไม่ช้าก็เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้นมา

        ในช่วงกลางวันระหว่างที่กองทัพกำลังหยุดพักผู้คุ้มกันของกลุ่มการค้าโซรอสก็พบว่าในน้ำมีพิษผสมอยู่ด้วยถ้าไม่ใช่ว่ามีผู้คุ้มกันที่โชคร้ายคนหนึ่งพุ่งเข้าไปยังน้ำตกเพื่อดื่มน้ำดับกระหาย แล้วจู่ๆ ก็ชักขึ้นมาก่อนจะขาดใจตาย เช่นนั้นคงไม่มีใครรู้ว่าในน้ำมีพิษไม่อย่างนั้น ทั้งกองทัพแซมบอร์ดและกลุ่มการค้าโซรอสคงได้ประสบปัญหาใหญ่หลวงแน่ๆ

        “ไร้สีไร้กลิ่น ช่างเป็นพิษที่น่ากลัวมากมีคงจงใจวางยาพิษลงในน้ำ น่าจะเพิ่งวางยาได้ไม่นานไม่อย่างนั้นคงถูกกระแสน้ำพัดไปที่อื่นนานแล้วมีใครบางคนกำลังปองร้ายพวกเราอยู่...” เรดแนปป์เป็นนักเวทสี่ดาว ทำให้เขามีความรู้เรื่องยาพอสมควรหลังจากที่วิเคราะห์อยู่สักพัก เขาก็สรุปออกมา

        ซุนเฟยพยักหน้า

        เขาเก็บน้ำที่ผสมยาพิษไว้ในขวดเล็กๆเพื่อจะนำไปให้แม่ชีอาคาร่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงน้ำยาและสมุนไพรตรวจสอบดูเพื่อจำแนกว่า มันเป็นยาพิษชนิดใด แล้วหาวิธีสร้างยาถอนพิษออกมาเก็บไว้เผื่อได้ใช้ในอนาคต

        และในตอนเย็นกองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสก็แวะพักแรมบนลานหินกว้าง

        คาดไม่ถึงว่าคืนนี้ค่ายของพวกเขาจะถูกโจมตีด้วยฝูงสัตว์อสูรอีกฝูงหนึ่งและพวกมันก็ถูกตอร์เรสใช้ลูกธนูสังหารมัน จนท้ายที่สุดพวกมันก็ล่าถอยไป สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้เรดแนปป์มั่นใจในความคิดของตัวเองมากยิ่งขึ้นส่วนซุนเฟยก็ยังคงครุ่นคิดและเฝ้าสังเกตการณ์เรื่องราวต่างๆ อย่างเงียบๆ

        วันที่สาม

        ในขณะที่กองทัพกำลังเดินผ่านหุบเขาลึกชันทันใดนั้น ก้อนหินบนภูเขาพลันถล่มลงมาทั้งสองฟากฝั่งก้อนหินจำนวนมหาศาลกำลังกลิ้งตกลงมาทับพวกเขา สถานการณ์ในตอนนี้อันตรายยิ่ง

        “คลื่นยมโลกเซกิชิกิ!!!”

        ทันใดนั้นโอเลกก็พลันตะโกนออกมา ร่างกายที่เต็มไปด้วยไขมันก็กระเพื่อมขึ้นมาหมัดของเขาชกไปที่ก้อนหินจำนวนมากที่กำลังตกลงมาก้อนหินยักษ์เหล่านั้นพลันแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆด้วยการจัดการของเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์และเทศกิจทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติอีกครั้งแต่อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้คนจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ดี มีอัศวินบางส่วนถูกก้อนหินทับจนขาหักในตอนที่พยายามปกป้องรถม้าเวทมนตร์ขององค์หญิง เนื่องจากกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสตามหลังกองทัพเมืองแซมบอร์ดมา ดังนั้น เขาจึงได้รับผลกระทบน้อยมากแต่ก็ยังมีผู้เสียชีวิตอยู่ดี...

        “ข้ารู้สึกถึงกลิ่นอายพลังเวทมนตร์ ‘พสุธาพิโรธ’ ของธาตุดินที่หลงเหลืออยู่ในอากาศเหตุการณ์หินถล่มครั้งนี้ต้องมีคนจงใจสร้างสถานการณ์ขึ้นมาแน่...” เรดแนปป์กระซิบบอกซุนเฟยด้วยสีหน้าเครียดขึง

        --------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน