จักรพรรดิมารนอกรีต

    ตอนที่ 31 : ฉินหมิงหยวนผู้คั่งแค้น

    ทักษะตราประทับโลหิตมีเงื่อนไขบางประการสำหรับการใช้งาน โดยหลักๆแล้วสามารถที่จะฝังตราประทับได้เพียงบุคคลที่มีจิตใจสั่นคลอนและตกอยู่ในสภาวะจิตตก แน่นอนว่าหยางเหมินที่กำลังหวาดกลัวเป็นเป้าหมายที่ตรงตามเงื่อนไข

    ไป๋เฉินเป็นนักฆ่ามือฉมังที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรง คงยากที่จะมีผู้ใดสามารถทนต่อแรงกดดันต่อจิตสังหารของเขาได้

    ราวกับว่าเคล็ดวิชาตราประทับโลหิตถูกสร้างขึ้นมาเพื่อไป๋เฉินอย่างไรอย่างนั้น

    หยางเหมินวิ่งกลับไปหาหยางลั่วด้วยหน้าตาตื่น นี่เป็นครั้งแรกที่มันประสบพบเจอเข้ากับสถานการณ์ที่อันตรายเกือบจะถึงแก่ชีวิต มันเชื่อว่าหากบิดาของมันไม่ยอมจ่ายเงินเรียกค่าไถ่ มันก็มิอาจรู้ว่าไป๋เฉินจะปู้ยี้ปู้ยำกับมันอย่างไรบ้าง

    "เอาล่ะ ขอขอบคุณท่านผู้นำหยางที่เมตตา ในเมื่อไม่มีธุระอันใดแล้ว ข้าขอตัวไปอาบน้ำก่อน" ไป๋เฉินที่มีใบหน้ามอมแมมโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

    แต่ในใจเขากำลังโห่ร้องอย่างปิติ 'เพียงเท่านี้ข้าก็จะสามารถขยายอาณาเขตและจำนวนของสมาพันธ์นักฆ่าไปได้มากโข และข้าสามารถเพื่มสมาชิกได้จนจะกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ได้ วะฮ่าฮ่าฮ่า!'

    หยางลั่วทำได้เพียงกัดฟันอย่างเดือดดาลเมื่อเห็นร่างไป๋เฉินจากไป

    "กลับ!" หยางลั่วสะบัดอาภรณ์อย่างไม่สมอารมณ์และกลับไปยังรถม้าอย่างอับอาย

    นอกจากจะจัดการกับไป๋เฉินไม่ได้แล้ว มันยังสูญเสียเงินกว่า 5,000 เหรียญทองอีกต่างหาก ความอัปยศนี้มันกลืนลงคอไปได้อย่างไร? แน่นอนว่ามันต้องหาโอกาสในการแก้แค้นให้จงได้!

    ฉินเหยียนทอดถอนหายใจพลางเหลือบมองไปยังแผ่นหลังไป๋เฉินด้วยความสงสัย 'เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเขามิใช่ไป๋เฉินคนเก่าที่ข้ารู้จักแม้แต่น้อย'

    จากนั้นไม่นานฉินเหยียนส่ายหน้าและกลับไปยังอาคารหลังเดิม โดยที่ฉินเยว่ฉานและฉินเหวินเทียนได้แยกย้ายกันไปตามไป๋เฉินไปยังกระโจมหลังโทรม

    และปล่อยให้ฉินหมิงหยวนยืนกัดฟันกรอดด้วยสีหน้าพยาบาท

    .
    .
    .

    เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามวิกาล

    ค่ำคืนนี้จันทราเต็มดวงส่องสว่างวาบบ่งบอกว่าเป็นคืนเดือนหงาย ภายในสถานที่หรูหราแห่งหนึ่งใจกลางเมืองเทียนหยุนเผยให้เห็นห้องโอ่อ่าที่ประดับประดาไว้ด้วยสีแดงราวกับค่ำคืนของการแต่งงาน

    โดยภายในห้องมีร่างของคนสองคนที่กำลังพัวพันบนเตียงตามมาด้วยเสียงครวญครางรัญจวนของชายหนุ่มและเสียงร้องที่สิ้นหวังของหญิงสาวสลับไปมา

    ด้านบนคือชายหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้าที่กำลังแสดงสีหน้าบ้าคลั่งและลงแรงไปกับหญิงสาวเปรียบดั่งกำลังระบายความคั่งแค้น

    ร่างนั้นคือฉินหมิงหยวนกับหญิงสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งที่มีความงดงามไม่ธรรมดา มันกำลังก่นด่าไป๋เฉินด้วยความเกลียดชังสุดขีด

    "เมื่อใดไป๋เฉินจะตายๆไปได้เสียที!" 

    "วันนี้ข้าคิดว่ามันจะจบลงที่ความตายเสียด้วยซ้ำ!"

    "ไอ้เวรหยางเหมินนั่น ก็ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี!" 

    "ตำแหน่งผู้นำของข้า! อ๊ากกก!"

    ตามมาด้วยเสียงกระทบอย่างรุนแรงของเนื้อต้นขาตามการโยกอย่างหนักหน่วง

    "นะ-นายน้อย ได้โปรดปล่อยข้า..." หญิงสาวที่เปลือยกายด้านล่างพยายามร้องขอความเมตตาด้วยดวงตาแดงก่ำ น้ำตาแห่งความไม่เต็มใจไหลพรากจากหางตาราวกับกำลังโดยขืนใจ

    - เพี้ยะ! -

    หลังมือของฉินหมิงหยวนฟาดไปที่ใบหน้าอ้อนช้อยของหญิงสาวสุดแรงจนเป็นรอยแดงบวมขึ้นที่แก้ม

    มือซ้ายของมันพยายามบีบคอหญิงสาวด้วยนัยน์ตาบ้าคลั่ง "อีตัวนี่! หุบปากไปซะ! หากเจ้ายังหนวกหูอยู่เช่นนี้! ตระกูลของเจ้าจะถึงคราวพินาศในวันพรุ่งนี้!"

    หญิงสาวงดงามด้านล่างทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่นจนโลหิตไหลออกมา แววตาของนางปรากฏร่องรอยของความเกลียดชังสุดขีด แต่เมื่อฉินหมิงหยวนเห็นเช่นนั้นมันก็ยิ่งมีอารมณ์มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว พลันรีบเร่งขยับเอวด้วยความป่าเถื่อน

    แต่จู่ๆในขณะที่ฉินหมิงหยวนกำลังจะถึงจุดสุดยอด กลับมีแสงสีดำส่องประกายด้วยความเฉียบแหลมสะท้อนกับแสงจันทราเป็นแนวโค้งงดงามตรงไปยังฉินหมิงหยวนในระยะใกล้เคียง

    "นั่นใคร!?" ฉินหมิงหยวนพยายามกระโดดหลบ แต่ในวินาทีนั้นมันกลับหลั่งแก่นแท้และถึงจุดสุดยอดออกมาในเวลาเดียวกัน เอวและบั้นท้ายของมันสั่นกระตุกเบาๆจึงส่งผลให้การเคลื่อนไหวของมันจำต้องหยุดชะงักไปชั่วครู่ น้ำขุ่นๆพุ่งกระฉูดราดลงบนเตียงจนส่งกลิ่นคาว

    ร่างสีดำที่สวมหน้ากากผ้าปรากฏขึ้นที่ริมหน้าต่างด้วยฝีเท้าปราดเปรียว พลางง้างมือตบไปยังท้ายทอยของฉินหมิงหยวนอย่างฉับพลัน

    ฉินหมิงหยวนที่กำลังตกตะลึงมันกลับหมดสติไปโดยพลัน จนฟุบหน้าคะมำลงบนเตียงใกล้เคียงร่างของหญิงสาว

    เห็นได้ชัดว่าร่างสีดำเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการโจมตี ในยามที่ฉินหมิงหยวนกำลังจะถึงจุดสูงสุดเป็นเวลาที่เหล่าบุรุษจะอ่อนแอและไร้การป้องกันมากที่สุด 

    และในยามที่มันกำลังหลั่งแก่นแท้ออกมาก็เป็นเวลาที่บุรุษจะไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบกายได้ทันการณ์

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าร่างสีดำที่เพิ่งจะปรากฏขึ้นคือไป๋เฉินที่ได้ลอบติดตามฉินหมิงหยวนตั้งแต่มันออกจากตระกูลฉินแล้ว

    แน่นอนว่าไป๋เฉินสามารถที่จะช่วยหญิงสาวจากการโดนขืนใจได้ แต่หากทำเช่นนั้นเขาจะไม่มีโอกาสที่จะจัดการฉินหมิงหยวนได้ภายในกระบวนท่าเดียว นั่นเป็นเพราะระดับการบำเพ็ญของเขานั้นอ่อนแอกว่าฉินหมิงหยวนมาก หากเป็นการต่อสู้ซึ่งๆหน้าเกรงว่าคงจะใช้เวลานานและมิอาจจะทำให้ฉินหมิงหยวนหมดสติไปได้

    แม้นว่าการกระทำของเขาที่เพิกเฉยต่อจิตใจของหญิงสาวจะดูเลวร้ายเกินไป แต่เพื่อจุดประสงค์ที่ต้องการแล้ว ไป๋เฉินสามารถแลกได้ทุกอย่างไม่ว่าจะด้วยวิธีการที่ต่ำทรามเพียงใดก็ตาม บางทีหลังจากนี้เขาคงจะไม่มีโอกาสจัดการฉินหมิงหยวนได้อีกต่อไป

    นั่นเป็นเพราะไป๋เฉินถูกฝึกมาโดยวิธีการของนักฆ่าที่มีจุดมุ่งหมายแค่เพียงเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น

    "อร๊าย!~" หญิงสาวส่งเสียงกรีดร้องดังลั่นอย่างหวาดกลัว แต่ไป๋เฉินกลับตอบสนองยื่นมือปิดปากนางไว้ด้วยด้วยความเร็วสูงสุด

    "อ่อยอ้าไอ! อ่อยอ้าไอ!" หญิงสาวพยายามตะโกนอย่างหวาดกลัวและดิ้นจนสุดกำลัง

    ไป๋เฉินส่งเสียงเบาๆแก่หญิงสาวด้วยความสงบ "ชู่ว...แม่นางน้อยไม่จำเป็นต้องกลัวไป ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยเจ้า"

    เมื่อไป๋เฉินยกมือออก หญิงสาวก็ถดถอยออกไปด้วยความหวาดผวา

    "ใส่เสื้อผ้าซะ ข้ามีบางอย่างจะไถ่ถามเจ้าเล็กน้อย" ในขณะที่ไป๋เฉินกำลังกล่าวแก่หญิงสาว เขาใช้เชือกหนาที่พกมามัดร่างและแขนขาของฉินหมิงหยวนที่หมดสติไว้จนแน่น แม้แต่การขยับตัวแม้เพียงเล็กน้อยก็แทบจะเป็นไปได้

    เห็นได้ชัดว่าบุรุษตรงหน้ามิได้มีความต้องการในตัณหาต่อนางแม้แต่น้อย แม้นว่านางจะกำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าก็ตาม

    เมื่อตระหนักว่าตนกำลังจะได้รับความช่วยเหลือ น้ำตาแห่งความปิติไหลพรากจากใบหน้าหญิงสาว พร้อมทั้งพยายามลุกขึ้นด้วยความเจ็บปวดที่ส่วนล่าง นางเอื้อมมือคว้าอาภรณ์ที่ถูกโยนกองกลับมาสวมใส่กลับตามเดิม

    ไป๋เฉินจึงรีบหันหลังกลับเพื่อให้หญิงสาวทำธุระของนางให้เรียบร้อย

    ไม่นานนักเสียงของหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลังอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลโดยพลัน "ท่านชาย ท่านสามารถหันกลับมาได้"

    ร่างสีดำของไป๋เฉินหันกลับมา หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เอ่ยถามด้วยความสุภาพ "เอาล่ะ ข้ามีเพียงไม่กี่คำถามที่ต้องถาม หวังว่าเจ้าจะสามารถตอบแก่ข้าได้"

    หญิงสาวพยักหน้าอย่างระมัดระวัง

    ไป๋เฉินเดินไปดึงกริชที่ปักอยู่เมื่อครู่ในขณะที่เอ่ยถามในเวลาเดียวกัน "เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"

    หญิงสาวจ้องเขม็งไปยังฉินหมิงหยวนด้วยสีหน้าเกลียดชัง นางกระทืบเท้าย่ำลงบนใบหน้าของมันอย่างสุดแรงเพื่อระบายความโกรธ "เจ้าสัตว์โสโครกตัวนี้พยายามข่มขู่ครอบครัวของข้า จนมันสั่งให้ใครบางคนมาลักพาตัวข้าไป"

    ริมฝีปากของนางสั่นเครือในขณะที่กล่าว

    เห็นได้ชัดว่าฉินหมิงหยวนใช้อำนาจของตระกูลฉินเพื่อข่มขู่และใช้ในทางที่ผิดต่อหญิงสาว การกระทำเช่นนี้ไป๋เฉินเชื่อว่าฉินหมิงหยวนมิได้เพิ่งจะกระทำเป็นครั้งแรก

    แต่มันฝังอยู่ในกมลสันดานของฉินหมิงหยวนไปเสียแล้ว

    "เจ้าชื่ออะไรและมาจากตระกูลอะไร? และมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เจ้าจึงได้มาลงเอยเช่นนี้?" ไป๋เฉินเอ่ยถามด้วยสีหน้าแสดงความเห็นอกเห็นใจ

    "ข้ามีนามว่าอวี้ปิงลั่วจากตระกูลอวี้ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเทียนหยุน แต่เมื่อวานนี้ตระกูลอวี้มีเงินไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าคุ้มครองประจำปีแก่ตระกูลฉิน เนื่องจากคืนก่อนหน้านั้นใครบางคนเข้ามาลักลอบขโมยสมบัติและเงินที่จะต้องส่งมอบให้แก่ตระกูลฉินไปทั้งหมด...และหลังจากนั้นกลับมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นและนำข้ามาส่งมอบให้แก่ฉินหมิงหยวน ซึ่งมันต้องการให้ข้าจ่ายค่าคุ้มครองด้วยร่างกายของเป็นการทดแทน..." อวี้ปิงลั่วกล่าวด้วยสีหน้าที่หมองหม่น

    คิ้วของไป๋เฉินขมวดจนเป็นปม "อะไรจะพอเหมาะพอเจาะถึงเพียงนั้น ข้าเกรงว่าเงินที่ตระกูลของเจ้าจะต้องจ่ายให้แก่ตระกูลฉินก็อาจจะเป็นฝีมือลูกสมุนของฉินหมิงหยวนเองทั้งสิ้น..."

    ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด หากตระกูลอวี้ไม่มีเงินเพียงพอต่อการจ่ายค่าคุ้มครอง มีเพียงแต่ต้องติดต่อไปยังตระกูลฉินเพื่อเลื่อนระยะเวลาก่อนก็เท่านั้น แต่การที่ฉินหมิงหยวนรีบเร่งกระทำเช่นนั้นหลังจากนั้นไม่นานก็หมายความว่าทุกอย่างเป็นแผนการมันตั้งแต่แรก!

    นี่คือความจริงอันอัปลักษณ์ของสังคมที่มีการแบ่งแยกชนชั้น!