กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.. มีชายเ้าของโรงสีผู้ยากจนคนหนึ่ง เขามีลูกสาวที่รูปโฉมงดงาม ด้วยความที่เ้าของโรงสีเป็คนขี้คุยโอ้อวด เขาจึงเที่ยวคุยโม้ให้คนอื่นฟังว่าเขามีลูกสาวที่สามารถปั่นเส้นฟางให้กลายเป็ทองคำได้ เมื่อเื่นี้ไปเข้าหูพระาาโลภมาก พระาาจึงสั่งให้นำตัวลูกสาวเ้าของโรงสีมาที่พระราชวังและนำเธอไปไว้ในห้องขังที่เต็มไปด้วยฟาง
พระาาสั่งให้นางปั่นฟางให้เป็ทองคำ ถ้าทำไม่ได้จะต้องถูกลงโทษ นางรู้ดีว่าตนเองทำไม่ได้ และไม่รู้เื่นี้ด้วยซ้ำ เป็เพราะพ่อของนางที่คุยโม้โอ้อวดจนทำให้นางต้องเดือดร้อน และในขณะที่นางกำลังนั่งกลัดกลุ้มอยู่นั้นเอง ร่างของชายตัวเล็กก็ปรากฏขึ้น…
" เฮ้ !! เบลล์ ! ทำอะไรอยู่หรอ "
ฉันต้องหยุดอ่านทันทีเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ฉันไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่เงยหน้าขึ้นไปส่งยิ้มแห้งๆพร้อมกับพยักหน้าเป็การทักทายกับเ้าของเสียงดังกล่าว
" อ่านนิทานเป็เด็กไปได้ ไปช้อปปิ้งกันดีกว่า "
เพื่อนสาวของฉันพูดต่อ ก่อนจะเดินมานั่งลงข้างๆฉันแล้วหยิบสมาร์ทโฟนของเธอขึ้นมาดู
ฉันชื่อเบลล์ (Belle) เมื่อสองวันที่แล้วเป็วันครบรอบ 21 ปีที่ฉันได้เห็นโลกใบนี้ ฉันเติบโตมากับการอ่าน ฉันชอบอ่านหนังสือนิทานมาั้แ่จำความได้ การอ่านหนังสือนิทานทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง มันทำให้ฉันได้หนีจากความวุ่นวายของสังคมปัจจุบันของโลกที่โกลาหลแห่งนี้
ฉันเป็นักศึกษาคนหนึ่งที่เข้ามาเรียนในใจกลางเมืองใหญ่แห่งนี้ บนโลกใบนี้ฉันค้นพบว่าทั้งชีวิตของฉันมีเครือญาติอยู่เพียงแค่สามคนเท่านั้น นั่นก็คือพ่อกับพี่สาวที่น่ารำคาญอีกสองคน พวกเขาอาศัยอยู่แถบชานเมือง พ่อฉันเปิดร้านขายดอกไม้ ตอนเด็กๆฉันจึงเติบโตมาท่ามกลางสวนดอกไม้ของพ่อ
ส่วนแม่ของฉันน่ะหรอ… พ่อไม่ยอมเล่าเื่นี้ให้ฉันฟัง แต่สักวันฉันต้องรู้ให้ได้ว่าแม่ของฉันเป็ใคร…
.
.
.
เมืองคาตาเรนีส
ท่ามกลางภูมิอากาศร้อนชื้น ป่าทึบเขียวขจี มีต้นไม้ขึ้นสูงตระหง่านมากมายปกปิดแสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้เกิดเป็บรรยากาศที่ร่มรื่น สายลมเบาๆพัดผ่านไปมาตลอดทั้งวัน มีนกน้อยส่งเสียงร้องอยู่เป็ระยะบริเวณรอบๆบ้านไม้เก่าๆหลังเล็กแห่งนี้
ในขณะที่เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีผมสีดำแดงกำลังกวาดเศษใบไม้แห้งบริเวณลานดินหน้าบ้าน กลิ่นหอมๆของอาหารที่คุ้นเคยก็โชยมาแตะจมูก
" แบร์รี่ อาหารมาแล้ว "
เสียงสดใสของเด็กสาววัยสิบห้าปีพูดขึ้นพร้อมกับเดินถือถาดอาหารเข้าไปในบ้าน
" ขอบใจเ้ามากนะ เว็นลี่ย์ " เด็กหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดหนังสีเขียวเข้มจนแทบจะเป็สีดำเดินตามเข้าไปในบ้าน แล้วพูดต่อว่า " แต่เ้าไม่ต้องนำอาหารมาให้ข้าทุกวันก็ได้ "
เด็กสาวผมหยักศกสีบลอนด์วางอาหารลงบนโต๊ะไม้เล็กๆที่ตั้งอยู่กลางบ้าน แล้วหันไปพูดกับเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าและแววตาที่เป็ประกายด้วยรอยยิ้ม
" ข้ารับปากกับท่านอาจารย์ไว้แล้วว่าจะช่วยเหลือดูแลเ้าอย่างดีที่สุด เพราะฉะนั้นข้าจะไม่ทำผิดสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ "
เ้าของดวงหน้าใสกระจ่างพูดจบก็หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้เพื่อเตรียมทานอาหารมื้อเช้าพร้อมกับเด็กหนุ่ม
นางเป็ลูกสาวคนโตของเศรษฐีที่มีบ้านหลังใหญ่อยู่ใกล้ๆกับบ้านของแบร์รี่ (Barrie) ด้วยความที่แบร์รี่เป็เด็กที่กำพร้าพ่อแม่ เขาอาศัยอยู่บ้านไม้หลังเล็กแห่งนี้กับชายชราที่เขาเรียกว่าอาจารย์ พ่อกับแม่ของเว็นลี่ย์ (Wenly) จึงให้ความเมตตาเอ็นดูแบร์รี่มาตลอด ตอนเด็กๆแบร์รี่มักจะไปเล่นกับเว็นลี่ย์และบรรดาน้องชายของนางที่บ้านของเศรษฐีอยู่บ่อยๆ
ตอนนี้อาจารย์ก็มาตายจากไปได้หลายเดือนแล้ว จึงนับเป็โชคดีของเด็กหนุ่มกำพร้าที่มีเพื่อนบ้านที่แสนดีอย่างครอบครัวของเว็นลี่ย์
.
.
.
กลางดึกคืนนั้นแบร์รี่นอนไม่หลับ เขากำลังครุ่นคิดกับสิ่งที่อาจารย์บอกเอาไว้ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ เด็กหนุ่มหยิบขวดแก้วใสใบจิ๋วขึ้นมาสองใบ มันมีจุกไม้ปิดอยู่สนิท ขวดนึงบรรจุผงสีชมพูระยิบระยับราวกับของวิเศษ ส่วนอีกขวดมีเมล็ดถั่วสีเขียวอยู่เม็ดหนึ่ง เ้าของั์ตาสีฟ้าอ่อนยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองขึ้นไปยังแผ่นฟ้าสีดำมืดที่มีดวงดาวประปราย แววตาของเขาฉายชัดถึงความกังวลในใจ…
คำทำนายจะเป็จริง ชะตากรรมจะนำทางเ้า หลานข้า.. เ้าจงใช้ของเหล่านี้ตามที่ข้าได้สอนสั่งเอาไว้.. เ้าต้องคอยชี้นำและช่วยเหลือนาง แล้วนางจะเป็คนปกป้องโลกของเรา..
เมื่อเด็กหนุ่มนึกถึงคำพูดของชายชรายิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น เขาไม่มั่นใจว่าตนเองจะแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ได้หรือไม่ แบร์รี่หายใจเข้าลึกก่อนจะปล่อยลมหายใจยาวออกมา
" อาจารย์โซโฟส ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน "
.
.
.
59 ปีที่แล้ว
เมืองรูแซน
มีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่โล่งกว้าง ติดๆกับตัวบ้านมีคอกวัวคอกแพะ ทำให้มีกลิ่นมูลสัตว์ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งเข้าไปถึงในบ้าน
" โซโฟส น้องของเ้าอยู่ที่ไหน ฟ้าจวนจะมืดอยู่แล้ว "
หญิงวัยกลางคนได้พูดขึ้นในขณะที่นางกำลังรีดนมวัวอยู่ในคอก
" ข้าจะไปตามนางเดี๋ยวนี้ท่านแม่ "
เสียงะโของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีดังมาจากสวนผักทางหลังบ้าน
โซโฟส (Sofos) ในสภาพเนื้อตัวมอมแมมจากการทำงานมาตลอดทั้งวันได้เดินผ่านทุ่งโล่งกว้างมุ่งตรงไปยังชายป่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของเขา เด็กหนุ่มแหงนมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มจนััได้ว่าฝนกำลังจะตั้งเค้ามา เขาจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
" มารี เ้าทำอะไรอยู่รึ "
เด็กหนุ่มะโถามด้วยเสียงดังมาแต่ไกลทันทีที่เขาสังเกตเห็นเด็กหญิงอายุเก้าปีกำลังนั่งคุยกับใครบางคน
เด็กน้อยั์ตาสีฟ้าที่มีผมยาวสีดำถักเปียสองข้างจึงหันไปตามเสียงเรียกของพี่ชายก่อนจะะโพูดขึ้นด้วยเสียงใสๆ " ข้ากำลังคุยกับผู้วิเศษ "
และเมื่อโซโฟสเดินไปถึง ก็พบหญิงชราตาบอดท่าทางพิลึกนั่งอยู่บริเวณโคลนต้นไม้ โดยที่เด็กหญิงตัวน้อยนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหน้าของหญิงชราด้วยท่าทางน่าเอ็นดู
" หมดเวลาเล่นแล้วน้องข้า กลับเข้าบ้านได้แล้ว เดี๋ยวท่านแม่จะดุเอา "
เด็กหนุ่มพูดบอกกับน้องสาวของเขาในขณะที่สายตาของเขากำลังจับจ้องหญิงชราตาบอดด้วยความไม่ไว้ใจ
" อีก 38 ปีต่อจากนี้.. เด็กหญิงจะถือกำเนิดขึ้น และเมื่อนางอายุครบ 21 นางจะเป็คนที่ปกป้องทุกชีวิตในโลกใบนี้ให้อยู่รอด.. "
เสียงแก่ๆของหญิงชราพูดขึ้นแบบเชื่องช้า
" เด็กหญิงผู้นั้นคือใครกัน "
มารี (Marie) ถามต่อด้วยความใสซื่อตามประสาเด็กน้อย
หญิงชราตาบอดได้ยื่นเมล็ดถั่วให้กับสาวน้อย แล้วพูดอย่างคลุมเครือว่า
" เมื่อวันนั้นมาถึง.. เด็กชายจะเป็ผู้นำทาง "
" แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กชายที่ท่านว่าคือผู้ใดกัน "
เสียงเล็กๆที่ฟังดูน่ารักของเด็กหญิงรีบถามต่ออย่างรวดเร็วด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แต่ยังไม่ทันจะตอบคำถามของเด็กน้อย หญิงชราก็ทำท่าจะลุกขึ้นยืน
โซโฟสจึงรีบถามขึ้นทันทีว่า " ที่ท่านพูดว่านางจะช่วยปกป้องโลกใบนี้ ปกป้องจากสิ่งใดกันรึ "
สิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม หญิงแก่ตาบอดหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า " คำสาปอาถรรพ์ " จากนั้นนางหันหน้าไปทางเด็กหญิงที่นั่งอยู่บนพื้นราวกับว่านางสามารถมองเห็นได้ แล้วพูดอย่างเป็ปริศนาว่า " เ้าจงตามหาเสียงร้องของทารกน้อย ทำตามสัญชาตญาณของเ้า พลังของเ้าจะส่งนางไปยังที่ที่ปลอดภัย "
เมื่อเสียงพูดแก่ๆจบลง นางก็ใช้ไม้เท้าค้ำพื้นและเดินจากไป พร้อมกับสายฝนที่เทลงมา โซโฟสที่ยังค้างคาใจกับคำพูดของหญิงชรานิรนามจึงรีบคว้าตัวมารีขึ้นบนบ่า แล้ววิ่งกลับไปยังบ้านอย่างรวดเร็ว
ลมแรงพัดกระหน่ำ เสียงฟ้าแล่บฟ้าร้องดังขึ้น ฝนเม็ดใหญ่เทลงมาราวกับฟ้ารั่ว เด็กหนุ่มวางน้องสาวของเขาในสภาพที่เปียกปอนลงบนพื้นบ้านก่อนจะหันไปปิดประตูบ้าน มีแสงสีส้มจากตะเกียงเป็เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้บ้านหลังนี้สว่างไสวในยามค่ำคืน
" ข้ามีพลังด้วยรึท่านพี่ "
มารีถามพี่ชายของนางด้วยแววตาฉงน เ้าของร่างสูงหันไปสบตากับผู้เป็แม่ที่กำลังเดินถือผ้ามา หญิงวัยกลางคนส่ายหน้าเบาๆเพื่อเป็การสื่อสารบางอย่างกับลูกชายของนาง
" เ้าจะรู้เอง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม "
หญิงวัยกลางคนที่ดูจากภายนอกบ่งบอกได้ว่านางเป็ชาวไร่ธรรมดาๆคนหนึ่งพูดขึ้น พร้อมกับนำผ้ามาเช็ดหัวให้ลูกสาวตัวน้อย " ไปอาบน้ำแล้วมากินอาหารกันเถอะลูกรัก "
.
.
.
38 ปีต่อมา
เมืองซาตูย่า
ตามตำนานอันเก่าแก่ว่ากันว่า เวทมนตร์คือพร์ที่ชะตาลิขิตเอาไว้ เวทมนตร์ไม่เลือกชนชั้น และไม่ได้สืบทอดกันตามสายเื ั้แ่าาจนถึงชาวบ้านจนๆ สามารถมีพร์สุดมหัศจรรย์นี้ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีกันทุกคน มันขึ้นอยู่กับชะตาลิขิต มันจะติดตัวมาั้แ่เกิด มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีพลังอันน่าพิศวงนี้
เวทมนตร์เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน มันขึ้นอยู่ที่ว่าจะใช้เพื่อทำลายล้าง หรือใช้เพื่อปกป้อง พลังอันลึกลับนี้ถึงแม้จะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แต่มันก็มีข้อจำกัดในตัวของมันเอง เวทมนตร์ผูกผสานกับชีวิต ผู้ที่ไม่ได้ฝึกฝนจนชำนาญเมื่อใช้พลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ก็เปรียบได้กับการทำร้ายตัวเองไปในตัว ยกเว้นบางคนที่พยายามหาหนทางในการควบคุมพร์ของตนเอง จนสามารถอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง แม้จะต้องแรกมากับการทำร้ายคนที่ตัวเองรักก็ตาม
" มารีน้องข้า.. เราต้องไปกันแล้ว "
เสียงสุขุมลุ่มลึกของชายวัยห้าสิบหกปีพูดขึ้นในขณะที่เขาเตรียมพร้อมเหมือนว่าจะออกเดินทางไกล
" นี่มันก็ 38 ปีมาแล้วนะท่านพี่ ท่านยังจำวันนั้นได้หรือไม่ ข้ายังจำมันได้ดี ยิ่งมาในระยะหลังนี้ข้ายิ่งรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังย้ำเตือนข้าอยู่ตลอด "
มารีที่นั่งอยู่ในบ้านเล็กหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านพูดด้วยแววตาที่ฉายชัดถึงความสับสนข้างในหัวใจ ในขณะที่โซโฟสเริ่มััได้ถึงกลิ่นของเขม่าและเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ เขาจึงเดินออกไปยืนที่ประตูหน้าบ้าน มองออกไปด้านนอก ก่อนจะหันกลับมาพูดกับหญิงวัยกลางคน
" เ้าอย่าวิตกไปเลยน้องพี่ สิ่งที่เ้าควรทำตอนนี้คือการรักษาชีวิตตนเอง ไม่ใช่ชีวิตของผู้อื่น "
" นางมาแล้ว! นางมาแล้ว! เซเลน่ามาแล้ว! "
เสียงชายร่างท้วมคนหนึ่งะโขึ้นมาแต่ไกล ท่ามกลางเสียงตื่นตระหนกของชาวบ้านชายหญิง รวมถึงเสียงร้องไห้ดังลั่นของเด็กๆ ที่พากันวิ่งหนีอะไรบางอย่าง หรือใครบางคน ราวกับว่าสิ่งนั้นมาเยือนโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว
เซเลน่า (Selena) คือจอมเวทย์มนต์ดำแห่งเมืองซาตูย่า นางเป็ผู้มีพลังอำนาจกล้าแกร่งที่สุดในเมืองนี้ เมื่อนางรู้ว่าผู้ใดมีเวทมนตร์นางจะไล่ฆ่าพวกเขาเสีย ไม่ไว้ชีวิตแม้กระทั่งเด็กและคนแก่ นั่นก็เพื่อทำให้ตนเองแน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดที่มาต่อกรได้
.
เซเลน่ามีปมฝังใจในอดีต ในสมัยที่นางยังเป็เพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดา มีแม่เป็อดีตราชินีที่ถูกพระาาเนรเทศออกไปนอกเมือง ทำให้ชีวิตต้องตกอับ นางเติบโตมากับกองฟาง อยู่มาวันนึง นางเข็นรถเข็นเก่าๆที่บรรจุฟางข้าวเพื่อนำเข้าไปขายในตัวเมือง แล้วไปพบกับเ้าหญิงผู้เลอโฉม ถึงแม้เ้าหญิงจะมีใบหน้าที่สวยงาม แต่ทว่าจิตใจของนางกับตรงกันข้าม
ตอนนั้นเ้าหญิงที่กำลังออกมาเยี่ยมเยียนชาวบ้านได้หันไปเห็นเด็กสาวเซเลน่าที่ผิวพรรณงามผุดผ่องแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปกำลังเข็นรถเข็นผ่านมา ด้วยความรู้สึกไม่ถูกชะตาบวกกับลักษณะนิสัยส่วนตัวของเ้าหญิง นางจึงกลั่นแกล้งเซเลน่าโดยการใช้เท้ายื่นออกไปขัดขาเด็กสาวจนล้มลงที่พื้น
เ้าชายรีบเดินตามมาแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น เ้าหญิงทำท่าทางเสแสร้งให้รู้สึกเหมือนกำลังใและบอกกับเ้าชายว่าเด็กหญิงที่แต่งตัวสกปรกผู้นี้เดินมาชนนาง เ้าชายจึงสั่งให้เซเลน่าคุกเข่าลงที่พื้นและขอโทษเ้าหญิงเสีย ความต่ำต้อยอย่างรุนแรงของเด็กสาวผู้ตกอับโถมทะลักออกมาจากเบื้องลึกของจิตใจ เด็กสาวไม่มีทางเลือก นางจึงต้องยอมคุกเข่าขอโทษเ้าหญิงทั้งที่นางไม่ได้ทำอะไรผิด น้ำตาแห่งความปวดใจไหลทะลักออกมาจากแววตาที่แฝงด้วยความกล้าแกร่ง นั่นจึงเป็จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง้ามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่เพื่อที่จะไม่ต้องคุกเข่าต่อหน้าผู้ใดอีก
.
นับั้แ่ที่มารีย้ายมาอยู่ในเมืองแห่งนี้หลังจากที่ผู้เป็แม่ล้มตาย นางยังไม่เคยกลับไปแตะต้องพลังเหนือธรรมชาติอีกเลย นางเคยใช้มันเพียงไม่กี่ครั้งในสมัยที่ยังเป็สาวเพื่อปกป้องครอบครัวของตนเองจากโจรป่าที่มาปล้น ซึ่งนับแต่นั้นมา นางก็ไม่เคยคิดจะใช้พลังเหนือธรรมชาติไปทำร้ายผู้อื่นอีกเลย
" เราต้องไปกันแล้ว "
โซโฟสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและแววตาที่ตื่นตระหนก สองพี่น้องจึงพากันวิ่งออกไปจนกลมกลืนไปกับชาวบ้านคนอื่นๆ
เสียงผู้คนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวยังคงดังขึ้นทั่วสารทิศ ทันใดนั้นเอง มารีก็ต้องหยุดชะงักยืนนิ่ง
" มีอะไรหรือ " โซโฟสรีบหันไปถามน้องสาวของเขา
" เสียงร้องทารก.. ข้าได้ยินเสียงร้องของทารก "
หญิงวัยกลางคนพูดเสียงสั่นพร้อมกับเหลือบมาสบตากับพี่ชายของนางด้วยแววตาที่สับสน บนใบหน้าของนางปรากฎความยุ่งยากใจ จากนั้นมารีก็หมุนตัวหันไปรอบๆเพื่อพยายามหาทิศทางที่มาของเสียงดังกล่าว ก่อนจะตัดสินใจวิ่งไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
.
ในขณะที่อีกฝากหนึ่งของหมู่บ้านทางทิศตะวันตก หญิงสาวหน้าตาสวยใสราวกับเ้าหญิงในนิทานกำลังเผชิญหน้ากับจอมเวทย์มนต์ดำผู้ชั่วร้าย
บริเวณนั้นมีข้าวของของชาวบ้านกระจัดกระจายไปทั่ว มีบ้านเรือนบางส่วนที่ล้มพัง ด้วยพลังอันกล้าแกร่งของเซเลน่า เขม่าควันที่เกิดจากการเผาไหม้ยังคงลอยขึ้นสู่อากาศอย่างต่อเนื่อง
" ข้าไปทำอันใดกับท่านไว้รึ..เซเลน่า ทำไมท่านจึงต้องอาฆาตพยาบาทข้าถึงเพียงนี้ "
เสียงพูดแบบกระอึกกระอักของหญิงสาวดังขึ้นเบาๆอยู่ในลำคอ เนื่องจากเซเลน่ากำลังใช้พลังมนต์ดำของนางบีบคอหญิงสาวลอยอยู่บนอากาศ ปลายเท้าของหญิงงามลอยสูงเหนือพื้นดินประมาณหนึ่งเมตร
" ฆ่าข้าแทน!! แล้วปล่อยนางไปเสียเถอะเซเลน่า "
ทันทีที่เสียงดังกังวาลของชายหนุ่มรูปงามดังขึ้น ใบหน้าสง่างามแต่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายของเซเลน่าก็หันขวับไปหาเขาทันที แววตาของนางเปลี่ยนจากเหี้ยมเกรียมเป็อ่อนโยนเล็กน้อยเมื่อมองไปยังชายหนุ่ม
" ข้าจะข้าท่านได้อย่างไรกัน ในเมื่อท่านเป็เพียงผู้เดียวที่ข้ารัก "
หญิงสาวที่มีริมฝีปากสีดำและสวมใส่ชุดสีดำทมิฬทั้งตัวเอ่ยขึ้น แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเซเลน่าที่เห็นจะดูอ่อนวัยราวกับหญิงสาวอายุประมาณสามสิบปี แต่ว่าอายุที่แท้จริงของนางนั้นยากที่จะคาดเดา
จอมเวทย์มนต์ดำแบฝ่ามือของนางออก สายตายังคงจับจ้องไปยังชายหนุ่มรูปงามที่ถูกตรึงด้วยคาถาจนร่างกายติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ ทันใดนั้นบนฝ่ามือของเซเลน่าก็ปรากฎแสงสีดำทะมึนโผล่ขึ้นกลางอากาศเหนือฝ่ามือเล็กน้อย
บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่มองเซเลน่าด้วยแววตาแห่งโทสะ ก่อนจะะโเสียงดังออกมา
" แต่ข้าไม่ได้รักเ้า!! ข้าเกลียดเ้า! "
คำพูดของเขาแปรเปลี่ยนเป็เข็มเล่มหนึ่งที่ทิ่มแทงหัวใจอย่างแรง หัวใจของนางเ็ปเกินทนจวนเจียนจะแหลกสะลายเพราะคำพูดของชายหนุ่มที่เธอรัก
ลำแสงที่อยู่บนฝ่ามือของนางแปรเปลี่ยนเป็สายน้ำหมุนวนบิดเป็เกรียวคลื่นสีดำ สายตาที่อยู่บนใบหน้าของจอมเวทย์มนต์ดำกำลังเดือดพล่านราวกับเปลวไฟ นางหันตาขวางไปยังเรือนร่างที่บอบบางของหญิงสาวที่จวนเจียนจะขาดใจตายอยู่ในอากาศ และปล่อยพลังมนต์ตราที่อยู่ในมือนางพุ่งเข้าปะทะกับร่างของหญิงสาวอย่างจัง ร่างกายหญิงสาวที่งดงามราวกับเ้าหญิงตกลงมากระแทกพื้น
" ม่ายยยยยยย !!!!! "
เสียงดังสนั่นก้องกังวาลของบุรุษหนุ่มรูปร่างกำยำร้องขึ้น
น้ำสีแดงเข้มไหลล้นทะลักออกมาจากริมฝีปากสีชมของหญิงสาวร่างบาง นางแน่นิ่งไม่ไหวติง ทำให้น้ำใสๆไหลออกมาจากดวงตาของชายหนุ่มอกสามศอก ความเจ็บร้าวที่ต้องสูญเสียคนรักไปกำลังลุกลามอยู่ในกายเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับไฟป่า ลุกลามเผาไหม้ความรู้สึกและสติทั้งหมด
" ถ้าข้าไม่ได้รับความรักจากท่าน ก็ไม่มีผู้ใดที่ควรได้รับมันเช่นกัน ลาก่อน.. ชาร์มเมอร์ "
พูดจบเซเลน่าก็ปล่อยลำแสงสีดำทะมึนจากฝ่ามือทั้งสองข้างมุ่งตรงไปยังชายหนุ่ม เมื่อลำแสงนั้นปะทะเข้ากับเรือนร่างสูงใหญ่ก็พลันเกิดแสงสว่างจ้าขึ้นวูบหนึ่ง หลังจากนั้นร่างของเขาก็หายวับไป เหลือไว้เพียงต้นไม้ใหญ่ที่กำลังถูกสายลมพัดจนกิ่งก้านของมันปลิวไสว
.
มารีกับโซโฟสตามเสียงร้องของทารกไปจนถึงกระท่อมเล็กที่อยู่ชายป่า ทันทีประตูถูกเปิดออก แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็ฉายให้เห็นร่างของเด็กทารกตัวน้อยเนื้อตัวสีแดงก่ำกำลังนอนอยู่ในตระกร้าที่ตั้งอยู่บนกองฟาง
ทันทีที่เห็นภาพดังกล่าว หัวใจของมารีก็เริ่มเต้นแรงอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกแปลกๆถาโถมเข้ามาในใจ นางค่อยๆเดินเข้าไปหาร่างของเด็กตัวน้อยแบบไม่กระพริบสายตา สีหน้าของมารีนิ่งเรียบราวถูกมนต์สะกด
(ทำตามสัญชาตญาณของเ้า)
จู่ๆ เสียงของหญิงชราที่นางเคยได้ยินเมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้วก็ดังขึ้นในหัว
โซโฟสเดินมานั่งคุกเข่าลงที่พื้นข้างๆมารี เขายกมือขึ้นมาจับที่ไหล่ของน้องสาวแล้วพูดขึ้นว่า
" ข้าเชื่อมั่นในตัวเ้าเสมอมา จงทำในสิ่งที่เ้ารู้สึกเถิดน้องพี่ "
ตอนนี้เด็กทารกน่ารักน่าชังผู้นี้ได้หยุดร้องไห้อย่างน่าประหลาดใจ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังร้องระงมไม่ยอมหยุด
(จิตใจต้องเป็หนึ่งกับพลังอยู่เสมอ)
มารีหลับตาลงพลางนึกถึงคำพูดของชายปริศนาคนหนึ่งที่เคยสอนเธอในสมัยที่เธออายุประมาณยี่สิบปี เขาเป็บุคคลลึกลับที่มีพลังอำนาจแกร่งกล้าไม่แพ้ผู้ใด เขามักจะโผล่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ และมีท่าทางที่ยียวนกวนประสาท
จากนั้นมารีกางฝ่ามือทั้งสองข้างออก นำมันไปอยู่เหนือร่างกายของทารกเล็กน้อย เธอหลับตาพริ้มราวกับกำลังนั่งสมาธิ ไม่นานนักก็ปรากฏแสงสีแดงสว่างเจิดจ้าออกมาจากเรือนร่างของทารกน้อย โซโฟสนั่งดูอย่างใจจดใจจ่อ
จากนั้นครู่หนึ่งเรือนร่างเล็กจิ๋วที่นอนอยู่ในตะกร้าก็พลันเปลี่ยนเป็ละอองแสงแล้วลอยหายไปในอากาศ
-วูบ-
เพียงกระพริบตาหนึ่งทีร่างกายของทารกก็หายไป และปรากฏเป็ดอกกุหลาบสีแดงสดดอกหนึ่งวางแทนที่ในตำแหน่งเดียวกับที่ทารกอยู่ก่อนหน้านี้ สองพี่น้องหันมาสบตากันด้วยความฉงน พวกเขายังไม่ทันจะพูดอะไร ลมแรงก็พัดกระหน่ำขึ้น พร้อมกับประตูของกระท่อมที่ถูกเปิดออกอย่างรุนแรงราวกับถูกพลังเหนือธรรมชาติทำให้มันเปิด สองพี่น้องยกแขนขึ้นเพื่อปัดป้องสายลมที่พัดโหมเข้ามาและพยายามมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้น ร่างของหญิงสาวที่แต่งกายด้วยชุดสีดำั้แ่หัวจรดเท้าก็ปรากฏกายขึ้นที่หน้าประตูด้วยท่าทางที่น่าเกรงขาม
…………...