สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 165 แค่เงินเท่านั้นเอง?

        กิจการที่เปิดขึ้นโดยคนที่มาจากจักรวรรดิต้าซีก็มีเพียงแห่งเดียวนั่นก็คือโรงชิงไจ หากไม่ใช่เพราะโรงจวี้ฉ่างมีหน่วยทหารคอยคุ้มครองอยู่เกรงว่าโรงชิงไจก็คงแย่งลูกค้าจากโรงจวี้ฉ่างไปจนหมดแล้ว คนของจักรวรรดิต้าซีดั่งมาจากราชสำนักที่ยิ่งใหญ่คนของเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นต่างมีความรู้สึกเกรงกลัวและให้เกียรติพวกเขาต่อให้จะเป็นคนในเมืองหลวงของแผ่นดินเยี่ยนก็ตาม และคนที่มาจากจักรวรรดิต้าซีก็มักจะมีความรู้สึกราวกับตนสูงศักดิ์กว่าเสมอ

 

        จักรวรรดิยิ่งใหญ่ ประชาชนยิ่งแข็งแกร่งเพียงแค่ประชาชนทั่วไปของจักรวรรดิต้าซีที่มาเดินเล่นในเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นด้วยฐานะประชาชนของจักรวรรดิต้าซี ต่อให้จะเป็นคนยิ่งใหญ่ในพื้นที่นั้น ๆก็ไม่กล้าเสียมารยาทด้วย ทุกคนต่างรู้ความหมายของจักรวรรดิต้าซี องค์จักรพรรดิของจักรวรรดิต้าซีเคยตรัสว่าไม่ว่าประชาชนในจักรวรรดิของข้าไปที่ไหนก็ตาม หากเกิดเรื่องก็อย่าได้เกรงกลัว ทหารของข้าจะช่วยสร้างความยุติธรรมให้เอง

 

        นี่ก็คือท่าทีของจักรวรรดิที่แข็งแกร่งหากคนของแคว้นเยี่ยนเข้าสู่จักรวรรดิต้าซีละก็ต่อให้จะเป็นตระกูลมหาอำนาจในแคว้นเยี่ยนก็ตาม แต่ในสายตาของจักรวรรดิต้าซีก็ไม่ต่างไปจากคนที่ไม่มีตำแหน่งใด ๆ ทั้งนั้น

 

        ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ คนในโรงชิงไจต่างดูเย่อหยิ่งไม่น้อยส่วนของที่หลี่ชางหลี่อยากขาย คาดว่ามีเพียงอาศัยโรงชิงไจเท่านั้นถึงจะสามารถขายออกไปได้เร็วขึ้น ในแผ่นดินเยี่ยน คนที่มีกำลังเงินมากพอจะซื้ออุกกาบาตถือว่ามีน้อยมากของพวกนี้นำมาซึ่งความเดือดร้อน ต่อให้จะเป็นอุกกาบาตขนาดเล็กเท่าเล็บมือ ก็อาจนำมาซึ่งการแก่งแย่งของผู้ที่มีพลังในขอบเขตจุลภาคขั้นล่างได้อุกกาบาตนี้สามารถนำไปทำเป็นเตาหลอมโอสถที่สามารถหลอมโอสถวิญญาณระดับสีม่วงได้หากนำอุกกาบาตไปหลอมเป็นอาวุธ ก็จะสามารถเลื่อนขั้นพลังของอาวุธเป็นระดับสีม่วงได้แต่ก็เป็นระดับสีม่วงขั้นล่างที่คนส่วนใหญ่จะเรียกว่าระดับสีทองขั้นสูงสุด

 

        อาวุธระดับสีม่วงในใต้หล้านี้ก็มีเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นฉะนั้นการครอบครองอาวุธระดับสีม่วง สำหรับคนส่วนใหญ่ก็ถือว่าเป็นความพอใจขั้นสูงสุดแล้ว

 

        หลี่ชางหลี่ครอบครองอุกกาบาตหนึ่งชิ้นได้ยินว่ามีขนาดใหญ่เท่ากับนิ้วมือ ในเมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูโรงจวี้ฉ่างนั่นก็แปลว่าตระกูลใหญ่ในเมืองฟางกู้ก็ต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน จนถึงตอนนี้ที่หลี่ชางหลี่ยังมีชีวิตอยู่ก็เพียงเพราะเขาเป็นคนของไทเฮา และเพราะอุกกาบาตชิ้นนั้นไม่ใช่ของหลี่ชางหลี่แต่เป็นของไทเฮาต่างหาก

 

        เถ้าแก่ของโรงชิงไจชื่อว่าหลี่อวี้หมิงเป็นชายวัยกลางคนที่มีท่าทางทะมัดทะแมง แต่ทว่าความพิเศษของคนในจักรวรรดิต้าซีก็คือความหยิ่งทะนงต่อให้เขาจะมีท่าทีเกรงใจ แต่ความหยิ่งทะนงก็ยังคงอยู่บนใบหน้าเขาอยู่ดีไม่ว่ารอยยิ้มจะมีความซื่อสัตย์แค่ไหน พูดจาดูนอบน้อมมากเท่าไหร่แต่แววตาที่ดูราวกับตัวเองเป็นผู้สูงศักดิ์ส่วนคนอื่นต่ำต้อย จะไม่มีทางหายไปจากดวงตาของคนในจักรวรรดิต้าซี

 

        หลี่อวี้หมิงอยากได้ก้อนอุกกาบาตนี้มากเพราะเขารู้มูลค่าของมันดีหากสามารถนำของสิ่งนี้กลับจักรวรรดิต้าซีได้ สินค้าทุกอย่างในโรงชิงไจที่ค้าขายมานานกว่าห้าปียังเทียบไม่ได้กับการขายก้อนอุกกาบาตชิ้นนี้เลยด้วยซ้ำ ผู้ฝึกพลังวัตรที่จักรวรรดิต้าซีมีมากกว่าแคว้นเยี่ยนหลายเท่าตัวความเป็นไปได้ที่ผู้ฝึกพลังจะครอบครองของวิเศษระดับสีม่วงก็อยู่ที่จักรวรรดิต้าซีมากกว่าแต่ทว่าในแคว้นเยี่ยน ด้วยตำแหน่งของหลี่ชางหลี่ จึงไม่มีใครยินยอมที่จะซื้อ

 

        ก่อนอื่น หากชาวเยี่ยนซื้อไปเกรงว่าอีกหน่อยก็คงถูกไทเฮาใช้วิธีการบางอย่างมาลงโทษให้ผู้ซื้อถึงแก่ความตายส่วนของชิ้นนี้ก็จะกลับไปอยู่ในพระหัตถ์ไทเฮาดังเดิม ในความเป็นจริงเรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว

 

        ฉะนั้นจนถึงตอนนี้ หลี่ชางหลี่ก็มีเพียงทางเลือกเดียวคือโรงชิงไจเท่านั้น

 

        ลูกน้องของหลี่อวี้หมิงชื่อเกาเสี่ยวเฉาเขามีหน้าที่เป็นผู้ดูแลโรงชิงไจ เป็นชายร่างใหญ่ที่มักจะเจอได้ทั่วไปอายุสามสิบปีโดยประมาณ สายตาเฉียบขาด ด้วยอายุเพียงเท่านี้แล้วสามารถเข้ามาเป็นผู้ดูแลโรงชิงไจได้นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาก็ต้องมีความสามารถไม่น้อย

 

       หลี่อวี้หมิงหรี่ตามองชายหนุ่มที่อยู่ด้านนอกแวบหนึ่ง จากนั้นก็ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้“คนคนนี้มาจากจักรวรรดิต้าซีจริงหรือ?”

 

        เกาเสี่ยวเฉาไม่มั่นใจ“หากดูจากภายนอกก็ไม่อาจมั่นใจได้ อีกอย่าง คาดว่าน่าจะเป็นคนแถบเมืองหลวงหรืออาจเพราะเราไม่ได้กลับจักรวรรดิต้าซีมานานแล้วทำให้ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ได้มีชายหนุ่มมากพรสวรรค์หน้าใหม่เกิดขึ้นอีก?”

 

        หลี่อวี้หมิงเบ้ปาก “ถุย...จักรวรรดิต้าซีกว้างใหญ่ใหญ่มากกว่าแคว้นเยี่ยนหลายเท่า คนแบบนี้...หากอยู่แคว้นเยี่ยนอาจเรียกว่าเป็นหนุ่มมากพรสวรรค์แต่ในจักรวรรดิต้าซีมีมากยิ่งกว่าขนสุนัข รอบเมืองหลวงในจักรวรรดิต้าซีมีแต่ตระกูลร่ำรวยหากไม่ถึงหนึ่งพันตระกูล ก็คงไม่ต่ำกว่าแปดร้อยตระกูลแล้วล่ะ ส่วนตระกูลที่เรียกได้ว่าสูงส่งก็มีไม่ต่ำกว่าสองร้อยตระกูลแล้วจักรวรรดิต้าซีมีตระกูลมากมายเช่นนี้ เพียงแค่ชายหนุ่มธรรมดาก็สามารถทำให้เจ้าตกที่นั่งลำบากได้แล้ว”

 

        เกาเสี่ยวเฉาถาม “อย่างงั้นนายท่านต้องการให้ข้าทำอย่างไร?”

 

        “ต้อนรับไปก่อน แล้วคอยดูสถานการณ์”

 

        เกาเสี่ยวเฉาพยักหน้าจากนั้นก็เดินออกจากห้องด้วยรอยยิ้มที่นอบน้อม หากคนของจักรวรรดิต้าซีแสดงถึงท่าทางที่นอบน้อมนั่นก็หมายถึงว่าได้พบกับคนที่สุดยอดในจักรวรรดิต้าซีแล้วเท่านั้น

 

        ด้านนอกมีชายหนุ่มรูปงามที่ดูมีกลิ่นอายของปีศาจแน่นอนว่านั่นคืออันเจิง ส่วนที่ว่าทำไมเขาถึงมีกลิ่นอายของปีศาจและยังมีผิวพรรณที่ขาวใสมากกว่าผู้หญิง ทั้งหมดนี้อาศัยฝีมือการแปลงโฉมของจงจิ่วเกอทั้งนั้นสำหรับอันเจิงแล้ว การจะไม่ทำให้คนอื่นรู้ว่าการพูดการจาของตัวเองดูไม่ปกติง่ายเสียยิ่งกว่าอะไรดี อันเจิงเข้าใจจักรวรรดิต้าซีเป็นอย่างดีเข้าใจเสียยิ่งกว่าคนในโรงชิงไจหลายเท่าตัว

 

        ส่วนความเย่อหยิ่งในตัวอันเจิง ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากปลอมแปลงก็ทำขึ้นได้ง่ายๆ นั่นไม่ใช่เพียงแค่ความเย่อหยิ่ง แต่มันยังมีสง่าราศีของความมีอำนาจแบบที่เขาเคยมีตอนเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นด้านฝีปาก หรือด้านสง่าราศี อันเจิงสามารถแปลงเป็นชายหนุ่มที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์โดยไม่อาจมีใครจับพิรุธได้

 

        เขานั่งดื่มชาอยู่ตรงนั้น แล้วยังมักจะขมวดคิ้วราวกับกำลังไม่พอใจรสชาติของชาเป็นอย่างมาก ในแววตายังมักจะมีกลิ่นอายของความเป็นผู้ดีประกายออกมาอย่างสม่ำเสมอฉะนั้นยิ่งทำให้คนในโรงชิงไจต้องปรนนิบัติเขาด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

        “คุณชาย ท่านมีอะไรที่ไม่ชอบใจที่นี่หรือ?”

 

       เกาเสี่ยวเฉากดเสียงต่ำแล้วถามด้วยรอยยิ้ม ท่าทางเต็มไปด้วยความประจบประแจง

 

        อันเจิงพยักหน้าก่อน จากนั้นก็ส่ายหน้า “ไม่เป็นไรเพียงแค่รู้สึกว่าอยู่ที่นี่แล้วคันไม้คันมือเมืองหลวงในแคว้นเยี่ยนนี้ไม่มีที่ไหนที่สงบเลยสักแห่ง สู้จักรวรรดิต้าซีไม่ได้เลยสักนิดที่นั่นอยู่แล้วสบายหูสบายตากว่ามาก”

 

        เกาเสี่ยวเฉารีบตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“คุณชายพูดถูก ชาวเยี่ยนป่าเถื่อน ในสายเลือดก็มีแต่ความเถื่อนดิบเท่านั้นในตอนที่จักรวรรดิต้าซีเรามีรถม้ารับส่ง ตอนนั้นชาวเยี่ยนคงยังไม่ออกจากถ้ำเลยเพียงแต่...ไม่ทราบว่าที่คุณชายมาในครั้งนี้ มีจุดประสงค์มาเที่ยวเล่นหรือมาเพราะมีธุระอื่น?โรงชิงไจของเรามีคนคอยมารับรองไม่มาก อาจทำให้คุณชายไม่สบอารมณ์แต่หากคุณชายอยากได้อะไร โรงชิงไจของเราจะบริการอย่างสุดความสามารถ”

 

        อันเจิงพูด “ก็ไม่มีเรื่องพิเศษอะไรมากเพียงแค่มาเดินเล่นเท่านั้น หากจะพูดถึงวิวทิวทัศน์ แคว้นเยี่ยนเทียบไม่ได้กับจักรวรรดิต้าซีเลยด้วยซ้ำที่จักรวรรดิต้าซีเต็มไปด้วยป่าเขาและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ส่วนแคว้นเยี่ยนนี่สิไม่มีอะไรน่าดูเลยสักนิด แต่ข้าอยากมาดูผู้คนที่นี่มากกว่า บางทีอาจโชคดีก็ได้ยิ่งเป็นที่คับแคบก็อาจมีอะไรแปลกใหม่ หรืออาจมีอะไรที่ทำให้ประหลาดใจ”

 

        เกาเสี่ยวเฉารีบพยักหน้า“คุณชายพูดไม่มีผิด ร้านของเราในแคว้นเยี่ยนก็พอจะมีของดีอยู่บ้าง คุณชายจะลอง...”

 

        อันเจิงโบกมือ “มีแต่ขยะ”

 

        เกาเสี่ยวเฉามีสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ของที่วางอยู่ในร้านนี้ไม่มีอะไรที่สะดุดตาคุณชายเลยหรือ?”

 

        อันเจิงหันกลับไปมองในร้านสร้างแท่นขึ้นมาตรงกลางหนึ่งแท่น บนแท่นมีแก้วเจียระไนวางอยู่รอบ ๆตอนเดินเข้ามา เขาแสร้งทำเหมือนมองแวบหนึ่ง ความจริงแล้วของชิ้นนี้มีความเป็นมาอย่างไร จวงเฟยเฟยได้บอกเขาอย่างละเอียดแล้ว

 

       “ก็แค่ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์จากเมืองพุทธเท่านั้นเองไม่เหมาะจะใช้ในการฝึกพลังวัตรเลยสักนิด ของนี่ไม่ได้มีความพิเศษอะไรเลยแต่กลับเป็นของล้ำค่าในร้านเจ้า...ข้าพักผ่อนครู่หนึ่งก็จะรีบเดินทางไปแล้วของในนี้ ดูแล้วไม่มีอะไรที่ควรค่าแก่การมอง”

 

       ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองพุทธเป็นของวิเศษระดับสีแดงขั้นสูงสุดเลยทีเดียวแต่กลับถูกอันเจิงสาธยายจนไร้ค่า ทำให้เกาเสี่ยวเฉามีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมากจากนั้นเขาก็รีบโค้งตัวแล้วพูด “คุณชาย ความจริงท่านก็รู้ดี ของที่ดีจริงจะไม่ถูกวางไว้เช่นนี้หรอกตอนนี้เถ้าแก่ของเราก็อยู่ที่นี่พอดี กำลังเจรจาซื้อขายกับคนในวังหลวง เขามีของวิเศษที่ล้ำค่าหลายชิ้นอยู่เหมือนกันหรือท่านจะรอสักหน่อย?”

 

        อันเจิงพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นเกาเสี่ยวเฉาก็รีบกลับเข้าไปในห้อง

 

        “ยอดไปเลย”

 

        เกาเสี่ยวเฉาพูดกับหลี่อวี้หมิง“คาดว่าคุณชายท่านนี้น่าจะมาจากตระกูลใหญ่เหมือนกัน ของในร้านเราเพียงแค่เดินเข้ามาและมองแวบหนึ่งก็สามารถรู้ได้หมดแล้ว ความจริงต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์กับต้นโพธิ์ธรรมดาก็ต่างกันเพียงนิดเดียวเท่านั้น”

 

        หลี่อวี้หมิงพูด“แต่ก็ยังเชื่อเขาไม่ได้ง่าย ๆ หากเขารู้ตั้งแต่แรกว่าของที่เราตั้งอยู่บนแท่นคือต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ล่ะ?เจ้าไปนำเตาหลอมโอสถดาวทองมาให้เขาดูก่อน แล้วบอกว่านั่นคือเตาหลอมโอสถอุกกาบาต”

 

        เตาหลอมโอสถดาวทอง หากดูเพียงลวดลายด้านนอกก็ไม่มีความแตกต่างกันมากปกติแล้ว ผู้ตรวจสอบสมบัติวิเศษก็ยังสับสนอยู่บ้าง หากเป็นคนทั่วไปจะไม่มีทางแยกออกได้เลย

 

        เกาเสี่ยวเฉายกเตาหลอมโอสถดาวทองออกไปอย่างระมัดระวังจากนั้นก็วางไว้บนโต๊ะอันเจิงอย่างเบามือ “คุณชาย ท่านดูว่านี่คืออะไร?หากไม่ใช่เพราะคุณชายเป็นแขกผู้มีเกียรติ ของชิ้นนี้ข้าไม่มีทางนำออกมาเด็ดขาดคนทั่วไปไม่มีโอกาสจะมองแม้แต่นิดเดียว มันเป็นของที่ดีจริง ๆ เพราะมันเป็นถึง...”

 

        เขายังไม่ทันพูดจบประโยคอันเจิงก็ลุกขึ้นแล้วพูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก “คิดจะใช้เตาหลอมโอสถดาวทองมาหลอกข้า?เจ้าคงอยากบอกว่ามันคือเตาหลอมโอสถที่ทำมาจากอุกกาบาตสินะ?”

 

        เกาเสี่ยวเฉาสะดุ้งจนมือสั่น เตาหลอมโอสถดาวทองต่างกับเตาหลอมโอสถอุกกาบาตเพียงนิดเดียวเขารีบโค้งตัวขอโทษขอโพย “ไม่ใช่ ๆ ข้าจะกล้าหลอกท่านได้อย่างไร ข้าแค่จะบอกท่านว่านี่คือเตาหลอมโอสถดาวทองเป็นของที่มีค่าน้อยกว่าเตาหลอมโอสถอุกกาบาตเพียงนิดเดียว...”

 

        อันเจิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก“คนอย่างเจ้ายังกล้ามาเป็นผู้ดูแลที่นี่อีกรึ? เตาหลอมโอสถดาวทองต่างกับเตาหลอมโอสถอุกกาบาตลิบลับต่อให้จะเป็นเตาหลอมโอสถดาวทองระดับสูง แต่เมื่อเทียบกับอุกกาบาตก็ต่างกันมากโขเตาหลอมโอสถดาวทองระดับสูงสามารถหลอมโอสถวิญญาณระดับสีทองขั้นสูงสุดได้ ส่วนเตาหลอมโอสถดาวทองของเจ้าเป็นเพียงระดับล่างเท่านั้นและสามารถหลอมโอสถวิญญาณได้เพียงแค่ระดับสีแดงขั้นสูง เกรงว่าคงมีค่าเทียบเท่ากับเมืองสามเมืองเท่านั้น”

 

        เกาเสี่ยวเฉากลืนไม่เข้าคายไม่ออกและไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีเมื่อเขากำลังจะอ้าปากอธิบาย หลี่อวี้หมิงก็รีบเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว“เจ้าสุนัขตาต่ำที่มองคนไม่เป็นอย่างเจ้า นำของชิ้นนี้มาต้อนรับแขกได้อย่างไร?! ไสหัวไป!”

 

        เกาเสี่ยวเฉารู้ว่าเถ้าแก่กำลังช่วยแก้สถานการณ์ตรงหน้าอยู่เขาจึงรีบโค้งตัวแล้วออกไป ในใจคิดว่าวันนี้ถือว่าเจอบุคคลสำคัญเข้าให้แล้วดูจากอายุก็เพียงแค่สิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้นแต่สายตาที่ตัดสินระดับสิ่งของช่างเก่งกาจเสียจริง ต่อให้จะเป็นการแบ่งแยกระดับของวิเศษของพวกเขาเองอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสองถึงสามวันจึงจะสามารถดูออกได้ เพราะต้องหาความแตกต่างระหว่างของทั้งสองชิ้นยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่อาจรับประกันได้อย่างมั่นใจอีกด้วยว่าตนดูไม่ผิดไป

 

        หลังจากเกาเสี่ยวเฉาเดินออกไปหลี่อวี้หมิงนั่งลงแล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ขอโทษคุณชายจริง ๆลูกน้องข้าเสียมารยาท ทำให้ท่านไม่พอใจ แต่ถึงกระนั้น สายตาของท่านก็เฉียบขาดนักความแตกต่างระหว่างเตาหลอมโอสถดาวทองและเตาหลอมโอสถอุกกาบาตน้อยเสียจนคนส่วนใหญ่ก็มองไม่ออก”

 

        อันเจิงพูดเสียงเบา“นั่นเป็นเพราะมีน้อยคนที่จะเคยเห็นอุกกาบาต”

 

        หลี่อวี้หมิงพูด “คุณชายพูดถูกนั่นเป็นของวิเศษที่ล้ำค่ามากจริง ๆ แน่นอนว่ามีคนเคยเห็นไม่มากนักแต่ช่างเหมาะเจาะเสียจริง...ข้าเพิ่งเคยเห็นเมื่อไม่นานมานี้เองมีขนาดใหญ่เท่านิ้วมือ อีกทั้งยังเตรียมจะวางขายแล้วด้วย”

 

        อันเจิงยิ้มทันที “ของในร้านเจ้าไม่เข้าตาข้าเลยสักชิ้นรวมไปถึง...สิ่งที่เจ้าพูดปดเมื่อครู่ก็ไม่เข้าหูข้าเลยสักนิด แคว้นเยี่ยนเล็กแค่นี้จะมีอุกกาบาตขนาดเท่านิ้วมือได้อย่างไร หากมีจริงที่นี่คงต้องลุกเป็นไฟนานแล้วล่ะ”

 

        หลี่อวี้หมิงพูด “คุณชายไม่รู้อะไรเสียแล้วนั่นเป็นของของไทเฮา ฉะนั้นจึงไม่มีใครกล้าก่อเรื่องวุ่นวายหรือแย่งชิงกันหากคุณชายสนใจ ร้านเล็ก ๆ ของข้าจะเป็นคนติดต่อประมูลให้เอง?”

 

        “หากเป็นอุกกาบาตจริงข้าจะประมูลเองเจ้าว่าเท่าไหร่ก็เท่ากัน”

 

        อันเจิงโบกมือส่ง ๆ “ก็แค่เงินเท่านั้นหากเจ้าจะเอาเงินตรา ตั๋วเงินของจักรวรรดิต้าซีก็จะเป็นของเจ้าทันทีหากเจ้าจะเอาทอง ข้าจะเอาทองทั้งหมดในเมืองนี้มาให้เจ้าเอง”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน