น้าขามในร่างกระต่ายั์ยืนนิ่งงันอยู่กลางป่าครุ่นคิดทบทวนบทสวดอาคมในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่จนแล้วจนรอดสมองก็ว่างเปล่าเหมือนคนไม่เคยเล่าเรียนเขียนอ่านมาก่อนสุดท้ายเขาก็ฟาดกำปั้นลงบนฝ่ามือตัวเองดัง ปึ้ก! แล้วบ่นอุบด้วยความหงุดหงิด
"เทพองค์ไหนกันที่กลั่นแกล้งข้า!แค่ปิดผนึกฤทธิ์เดชข้าให้กลายเป็กระต่ายนี่ยังทรมานไม่พอใจอีกหรือไง จู่ๆยังมาฉกเอาความทรงจำวิชาอาคมกายาเหล็กไหลไปจากสมองข้าอีก!แม้แต่เรี่ยวแรงพละกำลังก็ดูเหมือนจะถดถอยลงไปดื้อๆ แบบนี้มันหยามน้ำหน้าข้าเกินไปแล้ว!"
ไกลออกไปบนวิมานชั้นฟ้าที่ร้อยเรียงด้วยปุยเมฆเทพผู้ยิ่งใหญ่ตนหนึ่งจามออกมาเสียงดังสะท้านวิมาน "ฮัดเช้ย!"จนเมฆรอบข้างกระจายตัว "ใครกันที่บังอาจนินทาข้าอยู่ข้างล่างนั่น?"
....
ลาภลอยที่มาพร้อมกับรอยแค้น!
ทางด้านจ้อยที่กำลังทำหน้ามุ่ยพลางเอามือกุมท้องที่เริ่มส่งเสียงประท้วงโครกครากราวกับมีกองทัพหนูมาวิ่งแข่งกันในไส้ในขณะที่กำลังใช้สมองอันชาญฉลาดขบคิดหาทางหนีทีไล่ว่าจะทำอย่างไรให้มีชีวิตรอดไปได้เกินสามวันหลังจากที่ร่างกายสูบเอาพลังงานทิพย์ไปอัพเกรดวิชาจนหมดเกลี้ยง จมูกเล็กๆ ของเขาก็เริ่มกระดิกฟุดฟิดรับัับางอย่าง
เขาเหลือบเห็น"แสงรัศมีสีรุ้ง" พุ่งทะยานแหวกอากาศมาจากทิศทางของสรวง์เบื้องบน!
"เฮ้ย! มีของดีตกลงมาอีกแล้วเหรอ? คราวนี้จะเป็ของขลังชิ้นไหนอีกล่ะเนี่ย?ลูกรัก... มาทางนี้สิ มาหาพ่อมา!"จ้อยะโตัวลอยโบกอุ้งเท้าหย็อยๆ อย่างมีความหวัง
ทว่าวัตถุนั้นกลับไม่ได้พุ่งตรงมาหาเขาแต่มันพุ่งผ่านหัวจ้อยไปราวกับดาวหางสีรุ้งที่กำลังจะตกดิน ก่อนที่"บางอย่าง" จะหลุดออกจากรัศมีแสงนั้นแล้วร่วงละลิ่วลงมา... แปะ!เข้าเต็มหน้าจ้อยจนหน้าหงาย!
"กลิ่นนี้มัน... คุ้นเคยเหลือเกิน... หอม... หอมมันติดจมูก..."จ้อยดมฟุดฟิด ความทรงจำเกี่ยวกับอาหารเลิศรสในชาติที่แล้วพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองทันที"กลิ่นเนื้อ! นี่มันเนื้อไก่ชัดๆ!"
น้ำลายสอออกมาจนเปียกขนสีขาวจ้อยรีบดึงวัตถุที่แปะหน้าออกมาดูด้วยใจที่เต้นระรัวแต่แล้วโลกทั้งใบก็พังทลายลงตรงหน้า... มันคือ "กระดูกไก่"ที่ถูกแทะจนขาวโพลนไร้ซึ่งเยื่อใย!
จ้อยยกกระดูกนั่นขึ้นส่องแดดจนั์ตาแทบพร่า"นี่มันรอยเขี้ยวสุนัข์ที่ไหนกันเนี่ย? แทะได้เกลี้ยงกริบหยดหยาดขนาดนี้!หนังก็ไม่เหลือ เอ็นก็ไม่มี...ใจคอจะทิ้งไว้แค่แคลเซียมให้ผมดูต่างหน้าหรือไงครับ!?"
ความโกรธแค้นประทุขึ้นกลางอกปกติเขาก็ต้องทนกินเปลือกไม้ ใบไม้ รองเท้าฟางจนจะลืมรสชาติอาหารรสเลิศไปหมดแล้วแต่การที่มีใครสักคนเอาของกินล่อตาล่อใจมาตอกย้ำถึงจมูกขนาดนี้มันคือการหยามศักดิ์ศรีมหาโจรขนฟูอย่างถึงที่สุด!
"ใคร... ใครมันบังอาจทิ้งขยะไม่ลงถังบนหัวผม! แค้นนี้ต้องชำระต่อให้เป็เทวดาหน้าไหน ผมจะตามไปงับก้นให้เข็ดเลย!"
....
จ้อยมองตามแสงสีรุ้งนั้นไปจนสุดสายตาก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเพราะทิศทางที่แสงนั่นพุ่งไปหยุดอยู่...มันคือหน้าถ้ำของนายหญิง!
"แย่แล้ว! นายหญิงยังอยู่ในนั้น!" จ้อยไม่รอช้าสับเท้าสี่ข้างวิ่งสุดชีวิต พลางนึกในใจอย่างเดือดดาล ‘ไม่ว่าท่านจะเป็ใครถ้ากล้าแตะต้องนายหญิงแม้แต่เส้นขนเส้นเดียว ต่อให้ผมต้องตายในสามวันเพราะอดอยากผมก็จะเอาเืหัวท่านออกให้ได้!’
เมื่อมาถึงหน้าถ้ำจ้อยก็ต้องชะงักฝีเท้าลง เพราะเห็นชายแก่เคราขาวยาวเฟื้อยจรดอกสวมชุดขาวสะอาดสะอ้านถือพัดโบกไปมาท่าทางดูภูมิฐานสง่างามแบบพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก์
"ดูจากลักษณะแล้ว... ทรงนี้ไม่ใช่คนดีแน่ๆ!"จ้อยแอบซุ่มอยู่ในพุ่มไม้พลางสังเกตเห็นคราบมันๆ แวววับอยู่ที่เคราขาวๆ นั่น"นั่นไง! หลักฐานคาปาก! ตาเฒ่าคนนี้แหละที่แทะไก่แล้วโยนกระดูกใส่หน้าผม!"
จ้อยเตรียมจะกระโจนเข้าไปฝากรอยเขี้ยวให้หายแค้นแต่เท้าของเขากลับหยุดกึกเมื่อเห็นนายหญิงเดินออกมาจากถ้ำ
ทว่า...นายหญิงคนนี้กลับดู "แปลกตา" ไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!
ปกตินายหญิงที่อยู่กับจ้อยจะขี้เล่นซุกซน แอบงอนบ้างตามประสาเด็กสาวผู้โดดเดี่ยว แต่ตอนนี้นายหญิงกลับยืนตัวตรงนิ่งสงบ แววตาที่เคยมองเขาด้วยความเอ็นดูกลับกลายเป็ความเ็าลุ่มลึกที่แฝงไปด้วยอำนาจท่าทางการเดินและการขยับกายดูสูงส่งสง่างามจนจ้อยรู้สึกประหม่าที่จะเดินเข้าไปทักเหมือนทุกที
"นี่นางฟ้าที่ผมรู้จักจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย? ทำไมถึงดูน่านับถือจนผมไม่กล้าเล่นด้วยแบบนี้"จ้อยพึมพำกับตัวเอง
"จ้อย... เ้ากลับมาพอดี มานี่สิ มาทำความเคารพท่านเ้ากรม์เสีย"นายหญิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลัง
จ้อยเดินเตาะแตะเข้าไปหาใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่งที่นายหญิงยังอุตส่าห์เรียกชื่อเขาต่อหน้าคนอื่นแต่พอได้ยินชื่อแขกเท่านั้นแหละ จ้อยก็แอบจิกเล็บลงบนพื้นดิน‘เ้ากรม์งั้นเหรอ? ขาวสมชื่อจริงๆ นะท่าน... ขาวแต่หัวใจดำอำมหิตแอบแทะไก่โชว์กระรอกอดอยากแล้วยังมาชูคอหน้าตาเฉยอยู่อีก!’
....
เ้ากรม์ผู้สูงส่งมองลงมาที่จ้อยแล้วหัวเราะร่าด้วยความเมตตา(ในสายตาคนอื่น) "โอ้...ไม่นึกเลยว่าท่านเทพธิดาจันทราผู้โดดเดี่ยวจะมีสัตว์เลี้ยงแก้เหงาเป็ 'เ้าสุนัขตัวน้อย' ขาวผ่องน่าเอ็นดูขนาดนี้ เมื่อคราวก่อนในงานสโมสรเทวาลัยข้าเห็นพระแม่เ้าทรงเลี้ยงสุนัขหูยาวสีขาวอ้วนท้วนแบบนี้เหมือนกันน่ารักน่าชังจริงๆ เชียว"
จ้อยแทบจะล้มทั้งยืน...สุนัข? นายหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ส่วนจ้อยเงยหน้ามองฟ้าด้วยแววตาว่างเปล่า‘นี่พวกเทวดาบน์เขาสายตาสั้นกันหมดหรือที่์เขาไม่รู้จักกระรอกกันแน่ครับ!? หูยาว ขนฟูหางเป็พวงขนาดนี้ เรียกสุนัข!?’
ความแค้นเื่กระดูกไก่ยังไม่ทันหายความแค้นเื่ถูกดูิ่เผ่าพันธุ์ก็พุ่งเข้ามาแทรกจ้อยถลึงตาใส่เ้ากรม์อย่างไม่เกรงใจชนิดที่ถ้าพูดได้คงเถียงคอเป็เอ็นไปแล้ว
นายหญิงเหลือบมองจ้อยที่กำลังจะะเิอารมณ์นางแอบยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอย่างรู้ใจก่อนจะเชื้อเชิญแขกให้นั่งลงที่แท่นหินหน้าถ้ำ"เชิญท่านเ้ากรมตามสบายเถิด ภายในถ้ำของข้าคับแคบและรกเลอะเทอะนักมิอาจรับรองแขกผู้มีเกียรติเช่นท่านได้"
เ้ากรม์มองไปที่ถ้ำที่ดูเรียบง่ายแล้วพยักหน้าเข้าใจ "ไม่เป็ไรๆ นั่งข้างนอกนี่แหละ ลมโชยเย็นสบายนัก"
ทั้งสองคนนั่งลงสนทนากันนายหญิงที่ปกติจะกอดจ้อยเล่น กลับนั่งนิ่งสำรวมจนจ้อยรู้สึกว่าเขากลายเป็"สัตว์เลี้ยง" จริงๆ ในสายตาคนนอกแต่เขาก็รู้ดีว่านี่คือการรักษามาดของนายหญิงเพื่อปกป้องตัวเองจากพวกคนบน์ที่ชอบจับผิด
"ท่านเ้ากรมเดินทางมาถึงที่นี่...คงมิใช่เพียงเพื่อจะนำกระดูกไก่มาฝากข้ากระมัง?" นายหญิงถามด้วยน้ำเสียงกึ่งขันกึ่งเ็า(ซึ่งทำเอาจ้อยอยากจะะโหอมแก้มนางสักฟอดที่ช่วยทวงแค้นเื่กระดูกไก่ให้)
เ้ากรม์กระแอมไอแก้เขินไปหนึ่งยก"หามิได้ๆ ข้ามาตามพระบัญชาของเบื้องบน..."