ภายในอู่ต่อยานใต้สถาบันศึกษานิวอีร่า เฟรีสกำลังวุ่นอยู่กับการทำงาน รอบๆ ตัวเขามีหุ่นยนต์ผึ้งนับไม่ถ้วนบินฉวัดเฉวียนไปๆ มาๆ
นอกจากนั้นยังมีหุ่นคุณหมานักก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันมีถึง 50 ตัวแล้ว
หลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีเฒ่าเมื่อคราวก่อนจบลง ยอดขายในร้านก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
เขาจึงอาศัยโอกาสนี้เปิดตัวเจ้าหุ่น ด้อกโก ครีเอเตอร์ (หุ่นคุณหมานักก่อสร้าง) ที่มาในเวอร์ชั่นดาวน์เกรดลง
แต่เพราะค่อนข้างซับซ้อนจึงยังผลิตออกมาได้จำนวนจำกัด เขาจึงเปิดประมูลแทนการวางขายปกติ
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทำกำไรมหาศาลโดยเฉพาะจากพวกบริษัทรับเหมาก่อสร้างทุนหนา
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เฟรีสจึงรวบรวมแพลตินั่มได้ครบตามเป้าหมาย
"เสร็จสักที" เด็กน้อยปาดเหงื่ออุทานออกมาด้วยความยินดี
ได้พวกผึ้งกับหุ่นหมาคอยช่วยงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่จึงเสร็จได้ไวขึ้น
มันคือคือยานอวกาศรูปทรงคล้ายปลากระเบนสีดำ ยาว 45 กว้าง 30 เมตร
เขาจึงตั้งชื่อตามรูปร่างไปเลยว่าแบล็คสติง (Sting ray (กระเบน) +black)
ซึ่งถ้าเจ้านี่เป็นปลากระเบนจริงๆ ก็คงจัดว่าน่าเกลียดที่สุดแล้ว เพราะดูเหมือนตามลำตัวมีหูดขึ้นอยู่เต็มไปหมด
ทว่า แม้ไม่น่ามองแต่กลับมีปรโยชน์แบบสุดๆ ภายในหูดแต่ละลูกถูกบรรจุไว้ด้วยหุ่นยนต์เอนกประสงค์ทรงกลม
มันสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น โจมตีศัตรู ซ่อมแซมยาน ก่อสร้าง เสิร์ฟอาหาร ซักผ้า นวดผ่อนคลาย ฯลฯ
เรียกได้ว่าเป็นผู้ช่วยชั้นยอดอย่างแท้จริง
“แบล็คสติง ตรวจสอบสถานะทีสิ” เฟรีสสั่งเจ้ายานกระเบน
[รับทราบ เริ่มต้นตรวจสอบสถานะ เชื้อเพลิงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ อนุภาคพลังงานคู่ปกติ อุปกรณ์ต้านแรงโน้มถ่วงปกติ ระบบพยุงชีพปกติ ฯลฯ ทุกสถานะพร้อมใช้งานครับ] เสียงเครื่องจักรไร้อารมณ์ตอบกลับมา
เฟรีสถอนหายใจด้วยความโล่งอก วันนี้เขาปรับแก้ไอ้ยานนี่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
"ระบบ เตรียมสูทอวกาศ"
กริ๊ก
พริบตานั้นก็มีสิ่งที่คล้ายตู้โทรศัพท์กระจกใสเลื่อนขึ้นมาจากตรงใต้พื้นใกล้ๆ
ภายในมีสูทสีดำสนิทอยู่หนึ่งชุด รูปลักษณ์ของมันเหมือนกับเกราะของเจ้าหุ่นเอชรุ่นธรรมดาแต่กลับดูยืดหยุ่นกว่าหลายเท่า
ผู้สวมสูทนี้จะสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมสุดขั้วต่างๆ ได้ นอกจากนั้นมันยังเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในการเข้าสู่ไฮเปอร์สเปซ
"รหัส เฟรีส เอเทนีก้า ฟรีแมน" เฟรีสพูดขึ้นเบาๆ
สิ้นเสียงสูทในตู้ก็บินออกมาประกบเข้ากับร่างกายเขาทีละส่วน รอยต่อของชุดค่อยๆ เชื่อมติดกันสนิทจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ในที่สุดก็จะได้ออกสู่อวกาศเสีย
ไม่สิ! เขายังต้องฝากฝังโรงเรียนก่อน
“เฮ้ ลุงโทนี่ ผมจะไม่อยู่สัก 5 วันนะ ฝากโรงเรียนด้วย” เฟรีสติดต่อแอนโทนี่ผ่านเจ้าหุ่นผึ้ง
เนื่องจากสถาบันแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำและเขาก็เป็นเจ้าของ เรื่องโดดเรียนจึงไม่มีปัญหา
ใจจริงเฟรีสอยากจะไปสัก 2 เดือนเลยด้วยซ้ำ แต่ติดตรงที่สองสามีภรรยามักมาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์นี่สิ
"ทำไมสวมชุดแปลกๆ เจ้านายจะไปไหนครับ?" แอนโทนี่ถามด้วยความฉงน
"อวกาศ! สนใจไปด้วยกันไหมครับ" เฟรีสแกล้งถามไปอย่างนั้น
"ไม่! อย่าลืมสิ ถ้าผมไปใครจะดูแลที่นี่" แอนโทนี่รีบละล่ำละลักตอบ แค่ขึ้นลงลิฟท์อู่ต่อยานบ้านี่ก็แทบฉี่เล็ดแล้ว ขืนขึ้นไปบนอวกาศไม่อุจจาระแตกเลยหรอ
"อืม…ยังไงก็ต้องขึ้นไปสักวันอยู่ดี ลุงควรทำตัวให้ชินไว้นะ เดี๋ยวผมจัดโปรแกรมฝึกในโลกเสมือนให้ดีกว่า"
เฟรีสพูดจบก็ตัดสายทิ้งไปโดยไม่สนใบหน้าซีดเผือดของชายโล้นแม้แต่น้อย
“ระบบ เปิดโมดูลปล่อยยาน”
สิ้นเสียง เครื่องยนต์ในอู่ต่อยานก็ดังกึกกัก พื้นตรงที่ยานจอดอยู่ยกตัวขึ้นฉับพลันและเพดานก็แหวกออกเป็นช่อง
ใครจะรู้ได้ว่าใต้สวนดอกไม้สวยๆ หลังสถาบันจะกลายเป็นจุดปล่อยยานกัน
“เปิดโหมดพรางตัว เริ่มปล่อยยานใน 10 วินาที”
ระบบพรางตัวจะจำลองสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวมาไว้ที่ผิวภายนอกยาน ทำให้ดูราวกับว่าล่องหนหายไป
นอกจากนั้นยังมีโหมดโกส (ghost) ที่ทำให้อุณหภูมิยานเท่ากับบริเวณรอบๆ ได้อีกด้วย
ยกเว้นกรณีสภาพแวดล้อมสุดขั้วอย่างบนดาวบางดวงที่มันจำลองไม่ได้
[10...9...3…2…1 ทำการปล่อยตัว]
ฟิ้ววว
แบล็คสติงพุ่งสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็มาโผล่บนอวกาศเป็นที่เรียบร้อย
“เปิดไฮเปอร์เกทระหว่างพิกัด e20149fe01 กับ e20149gf02 ใช้เส้นทางอันโดรเมดอนรูปแบบสอง”
เฟรีสสั่งเจ้ายานให้ไปยังพิกัดที่ใกล้และดีที่สุดในความทรงจำของตน
แต่ถึงแม้จะใกล้ก็ต้องเข้าๆ ออกๆ ไฮเปอร์สเปซหลายครั้งอยู่ดี
เนื่องจากเจ้ากระเบนหูดลำนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทำให้เปิดไฮเปอร์สเปซได้แค่ระยะทางสั้นๆ
การจะไปถึงจุดหมายก็ต้องกระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดเรื่อยไปจนกว่าจะถึง
เปรียบก็เหมือนกับคนแรงน้อยนั่นแหละ คนที่กำลังดีกระโดดสองสามครั้งก็ถึงแล้ว แต่ถ้ากลับกันก็เหนื่อยหน่อย
ถ้าเขามีทรัพยากรเพียงพอจะไม่ฝากชีวิตไว้กับยานแบบนี้แน่นอน
[เริ่มเข้าสู่ไฮเปอร์สเปซใน 3 2 1]
วู๊มมม
ม่านสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินเข้มขนาดเท่าลำยานปรากฎขึ้นเบื้องหน้าแบลคสติง
เฟรีสบังคับยานเข้าไปในนั้นอย่างระมัดระวัง ขืนพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจเกิดหายนะเอาได้
เมื่อยานเข้ามาทั้งลำเรียบร้อยแล้วไฮเปอร์เกทก็ปิดตัวลง
แสงสว่างทั้งหมดพลันดับวูบลง รอบๆ ตัวเขาเต็มไปด้วยความมืดมิด จนแม้แต่นิ้วมือตัวเองก็ไม่สามารถมองเห็นได้
มันเป็นความมืดที่แปลกประหลาด แม้ทั้งยานจะติดตั้งไฟส่องสว่างไว้ไม่น้อย ทว่า เมื่อเข้ามายังสถานที่แห่งนี้แสงสว่างทั้งหมดกลับถูกสูบจนหายไปหมด
มันราวกับว่ามีสัตว์ประหลาดตัวมหึมาแผ่ระยางความมืดมาปกคลุมทั้งยาน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่อึดอัดและดำมืด
เล่ากันว่านักท่องอวกาศรุ่นแรกๆ มักจะสติฟั่นเฟือนถ้าอยู่ในอุโมงค์ไฮเปอร์สเปซแห่งนี้นานเกินไป
จนต่อมาภายหลังได้มีการพัฒนาชุดสูทแบบที่เฟรีสสวมใส่ขึ้นจึงลดจำนวนคนป่วยได้กว่า 80%
----------
[ถึงพิกัดเป้าหมายแล้วครับนายท่าน]
เจ้ายานกระเบนดำปลุกเจ้านายตนที่หลับคาเก้าอี้ไปแล้ว
"เฮ้อ…ถึงซะที" เฟรีสถอนหายใจยาว หลังจากเข้าๆ ออกๆ ไฮเปอร์สเปซอยู่เกือบ 1 วัน ในที่สุดก็ถึงสักที
"เยี่ยมมาก เรามาถึงคนแรก" เฟรีสพูดด้วยความดีใจ หลังจากเห็นว่าดาวเคราะห์ดวงสำคัญๆ ยังไม่มีร่องรอยถูกขุดเจาะโดยอารยธรรมอื่น
ในยุคอนาคต กาแลกซี่แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่สำคัญซึ่งใครๆ ต่างก็ต้องการครอบครอง
เพราะไม่เพียงแต่มีระบบสุริยะที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยคล้ายกับเอิร์ทเทร่า
แต่ยังมีดาวเคราะห์หลายดวงที่เต็มไปด้วยทรัพยากรณ์หายากอีกด้วย
ครั้งล่าสุดที่เฟรีสเคยมา เขาพบว่าดาวบางดวงถูกเจาะจนหายเกินครึ่งเข้าไปแล้ว
"เอ๊ะ!...นั่นมันดาวอะไร สมัยเราไม่มีมันนี่หว่า" เฟรีสอุทาน หลังจากสังเกตเห็นดาวเคราะห็สีครามดวงหนึ่ง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงสั่งยานเข้าไปสำรวจรอบๆ
"เต็มไปด้วยน้ำ มีออกซิเจน ไม่มีก๊าซพิษ อุณหภูมิกำลังดี เอ๋…มีแร่ไลโนเมียมกับมีสิ่งมีชีวิตด้วย น่าสนใจ"
เฟรีสเริ่มอ่านรายงานผลการสแกนไล่ไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นก็ถูกบางสิ่งก็เตะตาเข้า ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น
“นี่มัน!! ต้นเรดไชน์" (red shine=ประกายแดง)
ในยุคอนาคตผลเรดไชน์ถือว่าเป็นสิ่งหายากราคาแพงมาก แพงแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเลยเชียวล่ะ
เนื่องจากไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ผลไม้ชนิดนี้ยังให้พลังงานได้สูงมาก แค่เพียง 10 ผล ก็เพียงพอให้พลังงานเมืองใหญ่ๆ ได้ถึง 5 ปี
อนึ่ง แม้ว่าในสมัยนั้นจะมีการนำสสารมืดซึ่งมีอยู่ไม่จำกัดบนอวกาศมาใช้ผลิตพลังงานก็ตาม
แต่ว่าเครื่องกำเนิดพลังงานประเภทนี้กลับมีข้อเสียสำคัญ
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สร้างมันค่อนข้างหายากและเสื่อมสภาพไว เครื่องๆ หนึ่งจะต้องใช้ต้นทุนสูงลิบลิ่วทั้งในการประกอบและบำรุงรักษา
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วกลายเป็นว่าต้นทุนมันสูงกว่าการซื้อผลเรดไชน์ไปมากเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามผลไม้ชนิดนี้เองก็ไม่ได้หาเจอง่ายนักเช่นกัน เพราะต้นเรดไชน์เองก็โตช้ามากๆ และทุก 10 ปี ก็ให้ผลแค่ครั้งเดียว
ถ้านับรวมตั้งแต่ตอนเป็นต้นอ่อนจนถึงติดผลได้ก็อาจกินเวลานานถึง 50 ปี เลยด้วยซ้ำ
นอกจากนั้นปัญหาสำคัญที่สุดเลยก็คือ ยังไม่มีใครสามารถปลูกมันในรูปแบบอุตสาหกรรมได้
ด้วยเหตุนี้จึงต้องเก็บพวกมันจากแหล่งธรรมชาติเท่านั้น
สำหรับกระบวนการนำมาใช้ก็ต้องผ่านกรรมวิธีกรรมวิธีสกัดเอาน้ำในผลออกมาเสียก่อน
หลังจากกรองเสร็จก็นำน้ำเรดไชน์บริสุทธิบรรจุเข้าไปแท่งสี่เหลี่ยมสีเงินปนแดงขนาด 10 เซนติเมตร ซึ่งเรียกว่า"ซิลเวอร์ไชน์"
แท่งดังกล่าวนับว่ามีค่าอย่างที่สุด นอกจากสวยงามแล้วก็ยังสามารถใช้กำเนิดพลังงานได้อีกด้วย เพียงแค่เสียบลงไปที่เครื่องก็ใช้ได้เลย
เมื่อเกือบทุกอารยธรรมตระหนักถึงคุณค่าและความหายากของมัน ทางสหพันธ์กาแลกซี่หลายแห่งจึงมักใช้มันเพื่อถ่วงค่าเงินตราตามดวงดาวต่างๆ *
“นี่คือสิ่งที่ฉันรอคอยมาตลอด” เฟรีสยิ้มกว้างจนปกปิดความดีใจได้ไม่มิด
ถ้าครอบครองขุมทรัพย์เรดไชน์ได้ การปฏิวัติดาวเอิร์ทเทร่าก็จะง่ายขึ้นหลายเท่า
ทว่า ความดีใจของเขาก็อยู่ได้ไม่นาน
เมื่อแบลคสติงสแกนอีกซีกของดวงดาว เฟรีสก็ถึงกับหน้าซีดเผือด อารมณ์ดีๆ เมื่อครู่ดิ่งลงเหวในพริบตา
เขาพบว่าพื้นผิวดวงดาวกว่า 1 ใน 3 ได้กลายเป็นหลุมขนาดมหึมาไปแล้ว
ตัวการใหญ่ของหลุมก็คืออุกกาบาตก้อนใหญ่ยักษ์ซึ่งดูเหมือนเพิ่งตกลงมาได้ไม่นาน
สังเกตได้จากน้ำรอบๆ ที่ยังคงเดือดปุดๆ เป็นไออยู่
"ขอทีเถอะ อย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"แบลคสติง เตรียมลงจอด เลือกจุดที่มีต้นเรดไชน์หนาแน่นที่สุด"
[รับทราบ]
ยานกระเบนค่อยๆ พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมาอย่างระมัดระวัง เฟรีสพบว่าดาวดวงนี้แทบไม่มีแผ่นดินให้เห็นเลย เกือบทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยน้ำทะเล
[เริ่มเปิดโหมดดำน้ำลึก]
เสียงจักรกลรายงาน จากนั้นปีกกว้างทั้งสองก็หดกลับเข้าไปในลำตัวและพุ่งลงน้ำไป
ไม่กี่วินาทีต่อมายานก็จอดนิ่งอยู่บนพื้นทรายขาวสะอาตรงก้นทะเล
"ต้องเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด" เฟรีสพึมพำด้วยความปวดใจพรางก้าวเท้าเดินไปบนทรายยวบๆ
หลังจากเดินมาไม่กี่เมตรก็มาถึงบริเวณที่ต้นเรดไชน์ขึ้นกันอยู่แน่นขนัด
ใบสีม่วงสดยาวเกือบ 3 เมตร พริ้วไสวไปมาตามกระแสน้ำราวกับงูทะเล
เมื่อเฟรีสลองสำรวจดูก็ถึงกับทึ่งไม่น้อย เพราะเรดไชน์บางต้นสูงถึง 400 เมตร นับว่าใหญ่สุดที่เขาเคยเห็นมา
ส่วนสำหรับเหตุที่เรียกว่า "เรดไชน์" นั้นก็มาจากผลที่เรืองแสงสีแดงออกมาตลอดเวลานั่นเอง
“อ๊ะ!!”
ระหว่างที่กำลังเด็ดผลไม้ จู่ๆ เฟรีสก็ถูกอะไรบางอย่างกระแทกเข้าตรงท้องอย่างแรง
พอตั้งสติได้ก็พบว่าไอ้ที่เข้ามาชนเป็นวัตถุกลมๆ สีเขียวสดขนาดประมาณลูกบาสเก็ตบอล เขารีบผลักมันออกไปแทบจะทันที
"เป็นพืชน้ำที่แปลกมาก" เฟรีสอุทานขึ้นอย่างแปลกใจ จากนั้นก็ใช้มีดพลังงานสะกิดมันเบาๆ กะว่าผ่าดูด้านในเสียหน่อยคงไม่เสียเวลามาก
ทันใดนั้น เจ้าลูกกลมนั่นก็ลืมตาขึ้นมาและอ้าปากกว้างอย่างตกใจ แขนขาเล็กๆ กับหางเรียวยาวมีคลีบตรงปลายเด้งออกมาราวกับสปริงไม่มีผิด
อ๊าาา!!
ก๊าาา!!
ทั้งคู่ร้องขึ้นดังลั่น
เพื่อปลอดภัยเอาไว้ก่อน เฟรีสจึงเตะเจ้าลูกกลมเขียวสุดแรงจนมันกระเด็นห่างออกไปหลายเมตร
เจ้ากลมเขียวโกรธแบบสุดๆ ขนาดพ่อยังไม่เคยตีมันเลย จู่ๆ ก็มาโดนไอ้ขี้เหล่อัปลักษณ์นี่เตะเอาจะยอมได้อย่างไร
เจ้ากลมเขียวควงสว่านหางด้วยความเร็วสูงสุดเตรียมพุ่งชนตัวน่าเกลียดตรงหน้าเพื่อเอาคืน
แต่ยังไม่ทันที่จะปะทะกัน จู่ๆ ก็มีสัตว์ประหลาดคล้ายกิ้งกือยักษ์หลายสิบตัวว่ายตรงมาทางพวกเขา
เฟรีสเองก็ไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้มาก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรหรือสายพันธุ์ไหน เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่ามันกินเนื้อ
ฟันแหลมเฟี้ยวซ้อนกันหลายชั้นนั่นคือหลักฐานที่ดีที่สุด
"ก๊าา ก๊าาา กู๊อีดีกะ!"
เจ้าลูกกลมพูดภาษาแปลกๆ และพยายามฉุดมือให้หนีไปด้วยกัน แต่เฟรีสแต่ไม่มีเวลาสนใจเพราะกิ้งกือยักษ์ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
แม้จะไม่ชอบฆ่าสัตว์แต่เมื่อแน่ใจว่ากิ้งกือนั่นคิดโจมตีแน่ๆ เขาจึงยิงกระสุนพลังงานจากปืนที่ไหล่ออกไป
แซดดดด
หัวของเจ้ายักษ์ตัวหนึ่งระเบิดดังโผล๊ะเลือดสีม่วงกระจายไปทั่วท้องน้ำ บรรดากิ้งกือแตกกระเจิงหนีกันไปคนละทิศละทาง
“กู้อี กูอีก้า”
เจ้ากลมเขียวยังคงพยายามสื่อสารกับเขา เฟรีสได้แต่ขมวดคิ้วเพราะไม่เคยได้ยินภาษาแบบนี้มาก่อน เผ่าพันธุ์กลมๆ แบบนี้ก็ไม่เคยเห็นด้วยเช่นกัน
'คงเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบ'
เขาคาดว่าในอดีตพวกมันคงจะสูญพันธุ์ไปพร้อมกับการแตกสลายของดาวดวงนี้แน่นอน
“เฮ้ ตามฉันมา”
เฟรีสทำภาษามือชี้ไปยังทิศทางที่แบลคสติงจอดอยู่ เจ้าลูกกลมเขียวเองก็ฉลาดพอคาดเดาได้ว่าเขาสื่อถึงอะไรจึงว่ายน้ำตามไปช้าๆ
ไม่กี่นาทีต่อมาทั้งคู่ก็มาถึงยาน เด็กชายขึ้นไปบนนั้นครู่หนึ่งและกลับลงมาพร้อมอุปกรณ์แปลภาษาคล้ายกับพลาสเตอร์ชิ้นเล็กๆ
ตามปกติจะต้องติดไว้ตรงคอ แต่เจ้าลูกกลมตรงหน้ามันไม่มีนี่สิ!
สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจติดอุปกรณ์นั่นที่หัวของมันแทน
เมื่อเริ่มทำงานอุปกรณ์ชิ้นนี้จะอ่านคลื่นสมองผู้ใช้และแปลออกมาเป็นภาษาของคู่สนทนา
มันจะทำหน้าที่พูดแทนและแปลภาษาที่รับมาให้ โดยเสียงที่ใช้ก็จำลองเอาจากผู้ใช้งาน
วิธีใช้ก็ไม่ยาก ขอแค่มีเจตนาพูดก็ใช้ได้แล้ว ถ้าไม่มีเจตนาหรือแค่คิดเฉยๆ เครื่องก็จะไม่ทำงาน
“รีบหนีไปจากที่นี่ด่วน” เจ้าตัวกลมพูดเสียงดัง
ภาคผนวก
*ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือธนบัตรหรือเหรียญที่พวกเราใช้ในปัจจุบัน มันก็คล้ายๆ ตั๋วแลกเงินในหนังจีนนั่นแหละ ถ้าไม่มีทองหรือสิ่งมีค่าของเราเก็บไว้ในร้านรับแลกเงิน ปัจจุบันก็ เช่น ธนาคาร เป็นต้น
ธนบัตรก็จะกลายเป็นกระดาษเช็ดก้นไปทันทีเพราะโดยตัวของมันเองแทบไม่มีค่า ดังนั้น เวลารัฐบาลจะออกเงินมาให้พวกเราใช้ ก็จะต้องมีของมีค่าในธนาคารกลางก่อน ในปัจจุบันก็เป็นทองคำ แต่ในอนาคตมันอาจเปลี่ยนไปก็ได้นะ