อัจฉริยะพลิกโลก

    ตอนที่ 32 สู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้น

    ภายในอู่ต่อยานใต้สถาบันศึกษานิวอีร่า เฟรีสกำลังวุ่นอยู่กับการทำงาน รอบๆ ตัวเขามีหุ่นยนต์ผึ้งนับไม่ถ้วนบินฉวัดเฉวียนไปๆ มาๆ

    นอกจากนั้นยังมีหุ่นคุณหมานักก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันมีถึง 50 ตัวแล้ว

    หลังจากเหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดีเฒ่าเมื่อคราวก่อนจบลง ยอดขายในร้านก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า 

    เขาจึงอาศัยโอกาสนี้เปิดตัวเจ้าหุ่น ด้อกโก ครีเอเตอร์ (หุ่นคุณหมานักก่อสร้าง) ที่มาในเวอร์ชั่นดาวน์เกรดลง

    แต่เพราะค่อนข้างซับซ้อนจึงยังผลิตออกมาได้จำนวนจำกัด เขาจึงเปิดประมูลแทนการวางขายปกติ

    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทำกำไรมหาศาลโดยเฉพาะจากพวกบริษัทรับเหมาก่อสร้างทุนหนา

    ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เฟรีสจึงรวบรวมแพลตินั่มได้ครบตามเป้าหมาย

    "เสร็จสักที" เด็กน้อยปาดเหงื่ออุทานออกมาด้วยความยินดี

    ได้พวกผึ้งกับหุ่นหมาคอยช่วยงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่จึงเสร็จได้ไวขึ้น

    มันคือคือยานอวกาศรูปทรงคล้ายปลากระเบนสีดำ ยาว 45 กว้าง 30 เมตร 

    เขาจึงตั้งชื่อตามรูปร่างไปเลยว่าแบล็คสติง (Sting ray (กระเบน) +black) 

    ซึ่งถ้าเจ้านี่เป็นปลากระเบนจริงๆ ก็คงจัดว่าน่าเกลียดที่สุดแล้ว เพราะดูเหมือนตามลำตัวมีหูดขึ้นอยู่เต็มไปหมด

    ทว่า แม้ไม่น่ามองแต่กลับมีปรโยชน์แบบสุดๆ ภายในหูดแต่ละลูกถูกบรรจุไว้ด้วยหุ่นยนต์เอนกประสงค์ทรงกลม

    มันสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น โจมตีศัตรู ซ่อมแซมยาน ก่อสร้าง เสิร์ฟอาหาร ซักผ้า นวดผ่อนคลาย ฯลฯ

    เรียกได้ว่าเป็นผู้ช่วยชั้นยอดอย่างแท้จริง

    “แบล็คสติง ตรวจสอบสถานะทีสิ” เฟรีสสั่งเจ้ายานกระเบน

    [รับทราบ เริ่มต้นตรวจสอบสถานะ เชื้อเพลิงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ อนุภาคพลังงานคู่ปกติ อุปกรณ์ต้านแรงโน้มถ่วงปกติ ระบบพยุงชีพปกติ ฯลฯ ทุกสถานะพร้อมใช้งานครับ] เสียงเครื่องจักรไร้อารมณ์ตอบกลับมา

    เฟรีสถอนหายใจด้วยความโล่งอก วันนี้เขาปรับแก้ไอ้ยานนี่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

    "ระบบ เตรียมสูทอวกาศ" 

    กริ๊ก

    พริบตานั้นก็มีสิ่งที่คล้ายตู้โทรศัพท์กระจกใสเลื่อนขึ้นมาจากตรงใต้พื้นใกล้ๆ

    ภายในมีสูทสีดำสนิทอยู่หนึ่งชุด รูปลักษณ์ของมันเหมือนกับเกราะของเจ้าหุ่นเอชรุ่นธรรมดาแต่กลับดูยืดหยุ่นกว่าหลายเท่า 

    ผู้สวมสูทนี้จะสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมสุดขั้วต่างๆ ได้ นอกจากนั้นมันยังเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในการเข้าสู่ไฮเปอร์สเปซ

    "รหัส เฟรีส เอเทนีก้า ฟรีแมน" เฟรีสพูดขึ้นเบาๆ

    สิ้นเสียงสูทในตู้ก็บินออกมาประกบเข้ากับร่างกายเขาทีละส่วน รอยต่อของชุดค่อยๆ เชื่อมติดกันสนิทจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

    เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ในที่สุดก็จะได้ออกสู่อวกาศเสีย

    ไม่สิ! เขายังต้องฝากฝังโรงเรียนก่อน 

    “เฮ้ ลุงโทนี่ ผมจะไม่อยู่สัก 5 วันนะ ฝากโรงเรียนด้วย” เฟรีสติดต่อแอนโทนี่ผ่านเจ้าหุ่นผึ้ง

    เนื่องจากสถาบันแห่งนี้เป็นโรงเรียนประจำและเขาก็เป็นเจ้าของ เรื่องโดดเรียนจึงไม่มีปัญหา

    ใจจริงเฟรีสอยากจะไปสัก 2 เดือนเลยด้วยซ้ำ แต่ติดตรงที่สองสามีภรรยามักมาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์นี่สิ

    "ทำไมสวมชุดแปลกๆ เจ้านายจะไปไหนครับ?" แอนโทนี่ถามด้วยความฉงน

    "อวกาศ! สนใจไปด้วยกันไหมครับ" เฟรีสแกล้งถามไปอย่างนั้น

    "ไม่! อย่าลืมสิ ถ้าผมไปใครจะดูแลที่นี่" แอนโทนี่รีบละล่ำละลักตอบ แค่ขึ้นลงลิฟท์อู่ต่อยานบ้านี่ก็แทบฉี่เล็ดแล้ว ขืนขึ้นไปบนอวกาศไม่อุจจาระแตกเลยหรอ 

    "อืม…ยังไงก็ต้องขึ้นไปสักวันอยู่ดี ลุงควรทำตัวให้ชินไว้นะ เดี๋ยวผมจัดโปรแกรมฝึกในโลกเสมือนให้ดีกว่า"

    เฟรีสพูดจบก็ตัดสายทิ้งไปโดยไม่สนใบหน้าซีดเผือดของชายโล้นแม้แต่น้อย

    “ระบบ เปิดโมดูลปล่อยยาน” 

    สิ้นเสียง เครื่องยนต์ในอู่ต่อยานก็ดังกึกกัก พื้นตรงที่ยานจอดอยู่ยกตัวขึ้นฉับพลันและเพดานก็แหวกออกเป็นช่อง

    ใครจะรู้ได้ว่าใต้สวนดอกไม้สวยๆ หลังสถาบันจะกลายเป็นจุดปล่อยยานกัน

    “เปิดโหมดพรางตัว เริ่มปล่อยยานใน 10 วินาที” 

    ระบบพรางตัวจะจำลองสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวมาไว้ที่ผิวภายนอกยาน ทำให้ดูราวกับว่าล่องหนหายไป

    นอกจากนั้นยังมีโหมดโกส (ghost) ที่ทำให้อุณหภูมิยานเท่ากับบริเวณรอบๆ ได้อีกด้วย

    ยกเว้นกรณีสภาพแวดล้อมสุดขั้วอย่างบนดาวบางดวงที่มันจำลองไม่ได้ 

    [10...9...3…2…1 ทำการปล่อยตัว] 

    ฟิ้ววว

    แบล็คสติงพุ่งสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็มาโผล่บนอวกาศเป็นที่เรียบร้อย 

    “เปิดไฮเปอร์เกทระหว่างพิกัด e20149fe01 กับ e20149gf02 ใช้เส้นทางอันโดรเมดอนรูปแบบสอง”

    เฟรีสสั่งเจ้ายานให้ไปยังพิกัดที่ใกล้และดีที่สุดในความทรงจำของตน

    แต่ถึงแม้จะใกล้ก็ต้องเข้าๆ ออกๆ ไฮเปอร์สเปซหลายครั้งอยู่ดี

    เนื่องจากเจ้ากระเบนหูดลำนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ทำให้เปิดไฮเปอร์สเปซได้แค่ระยะทางสั้นๆ

    การจะไปถึงจุดหมายก็ต้องกระโดดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดเรื่อยไปจนกว่าจะถึง

    เปรียบก็เหมือนกับคนแรงน้อยนั่นแหละ คนที่กำลังดีกระโดดสองสามครั้งก็ถึงแล้ว แต่ถ้ากลับกันก็เหนื่อยหน่อย

    ถ้าเขามีทรัพยากรเพียงพอจะไม่ฝากชีวิตไว้กับยานแบบนี้แน่นอน 

    [เริ่มเข้าสู่ไฮเปอร์สเปซใน 3 2 1] 

    วู๊มมม

    ม่านสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินเข้มขนาดเท่าลำยานปรากฎขึ้นเบื้องหน้าแบลคสติง

    เฟรีสบังคับยานเข้าไปในนั้นอย่างระมัดระวัง ขืนพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจเกิดหายนะเอาได้

    เมื่อยานเข้ามาทั้งลำเรียบร้อยแล้วไฮเปอร์เกทก็ปิดตัวลง

    แสงสว่างทั้งหมดพลันดับวูบลง รอบๆ ตัวเขาเต็มไปด้วยความมืดมิด จนแม้แต่นิ้วมือตัวเองก็ไม่สามารถมองเห็นได้ 

    มันเป็นความมืดที่แปลกประหลาด แม้ทั้งยานจะติดตั้งไฟส่องสว่างไว้ไม่น้อย ทว่า เมื่อเข้ามายังสถานที่แห่งนี้แสงสว่างทั้งหมดกลับถูกสูบจนหายไปหมด

    มันราวกับว่ามีสัตว์ประหลาดตัวมหึมาแผ่ระยางความมืดมาปกคลุมทั้งยาน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่อึดอัดและดำมืด

    เล่ากันว่านักท่องอวกาศรุ่นแรกๆ มักจะสติฟั่นเฟือนถ้าอยู่ในอุโมงค์ไฮเปอร์สเปซแห่งนี้นานเกินไป

    จนต่อมาภายหลังได้มีการพัฒนาชุดสูทแบบที่เฟรีสสวมใส่ขึ้นจึงลดจำนวนคนป่วยได้กว่า 80%

    ----------

    [ถึงพิกัดเป้าหมายแล้วครับนายท่าน] 

    เจ้ายานกระเบนดำปลุกเจ้านายตนที่หลับคาเก้าอี้ไปแล้ว 

    "เฮ้อ…ถึงซะที" เฟรีสถอนหายใจยาว หลังจากเข้าๆ ออกๆ ไฮเปอร์สเปซอยู่เกือบ 1 วัน ในที่สุดก็ถึงสักที

    "เยี่ยมมาก เรามาถึงคนแรก" เฟรีสพูดด้วยความดีใจ หลังจากเห็นว่าดาวเคราะห์ดวงสำคัญๆ ยังไม่มีร่องรอยถูกขุดเจาะโดยอารยธรรมอื่น

    ในยุคอนาคต กาแลกซี่แห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่สำคัญซึ่งใครๆ ต่างก็ต้องการครอบครอง

    เพราะไม่เพียงแต่มีระบบสุริยะที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยคล้ายกับเอิร์ทเทร่า

    แต่ยังมีดาวเคราะห์หลายดวงที่เต็มไปด้วยทรัพยากรณ์หายากอีกด้วย 

    ครั้งล่าสุดที่เฟรีสเคยมา เขาพบว่าดาวบางดวงถูกเจาะจนหายเกินครึ่งเข้าไปแล้ว

    "เอ๊ะ!...นั่นมันดาวอะไร สมัยเราไม่มีมันนี่หว่า" เฟรีสอุทาน หลังจากสังเกตเห็นดาวเคราะห็สีครามดวงหนึ่ง

    ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงสั่งยานเข้าไปสำรวจรอบๆ

    "เต็มไปด้วยน้ำ มีออกซิเจน ไม่มีก๊าซพิษ อุณหภูมิกำลังดี เอ๋…มีแร่ไลโนเมียมกับมีสิ่งมีชีวิตด้วย น่าสนใจ" 

    เฟรีสเริ่มอ่านรายงานผลการสแกนไล่ไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นก็ถูกบางสิ่งก็เตะตาเข้า ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้น

    “นี่มัน!! ต้นเรดไชน์" (red shine=ประกายแดง) 

    ในยุคอนาคตผลเรดไชน์ถือว่าเป็นสิ่งหายากราคาแพงมาก แพงแบบสุดลิ่มทิ่มประตูเลยเชียวล่ะ

    เนื่องจากไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ผลไม้ชนิดนี้ยังให้พลังงานได้สูงมาก แค่เพียง 10 ผล ก็เพียงพอให้พลังงานเมืองใหญ่ๆ ได้ถึง 5 ปี 

    อนึ่ง แม้ว่าในสมัยนั้นจะมีการนำสสารมืดซึ่งมีอยู่ไม่จำกัดบนอวกาศมาใช้ผลิตพลังงานก็ตาม 

    แต่ว่าเครื่องกำเนิดพลังงานประเภทนี้กลับมีข้อเสียสำคัญ

    วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สร้างมันค่อนข้างหายากและเสื่อมสภาพไว เครื่องๆ หนึ่งจะต้องใช้ต้นทุนสูงลิบลิ่วทั้งในการประกอบและบำรุงรักษา 

    เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วกลายเป็นว่าต้นทุนมันสูงกว่าการซื้อผลเรดไชน์ไปมากเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตามผลไม้ชนิดนี้เองก็ไม่ได้หาเจอง่ายนักเช่นกัน เพราะต้นเรดไชน์เองก็โตช้ามากๆ และทุก 10 ปี ก็ให้ผลแค่ครั้งเดียว 

    ถ้านับรวมตั้งแต่ตอนเป็นต้นอ่อนจนถึงติดผลได้ก็อาจกินเวลานานถึง 50 ปี เลยด้วยซ้ำ

    นอกจากนั้นปัญหาสำคัญที่สุดเลยก็คือ ยังไม่มีใครสามารถปลูกมันในรูปแบบอุตสาหกรรมได้

    ด้วยเหตุนี้จึงต้องเก็บพวกมันจากแหล่งธรรมชาติเท่านั้น 

    สำหรับกระบวนการนำมาใช้ก็ต้องผ่านกรรมวิธีกรรมวิธีสกัดเอาน้ำในผลออกมาเสียก่อน

    หลังจากกรองเสร็จก็นำน้ำเรดไชน์บริสุทธิบรรจุเข้าไปแท่งสี่เหลี่ยมสีเงินปนแดงขนาด 10 เซนติเมตร ซึ่งเรียกว่า"ซิลเวอร์ไชน์"

    แท่งดังกล่าวนับว่ามีค่าอย่างที่สุด นอกจากสวยงามแล้วก็ยังสามารถใช้กำเนิดพลังงานได้อีกด้วย เพียงแค่เสียบลงไปที่เครื่องก็ใช้ได้เลย

    เมื่อเกือบทุกอารยธรรมตระหนักถึงคุณค่าและความหายากของมัน ทางสหพันธ์กาแลกซี่หลายแห่งจึงมักใช้มันเพื่อถ่วงค่าเงินตราตามดวงดาวต่างๆ *

    “นี่คือสิ่งที่ฉันรอคอยมาตลอด” เฟรีสยิ้มกว้างจนปกปิดความดีใจได้ไม่มิด

    ถ้าครอบครองขุมทรัพย์เรดไชน์ได้ การปฏิวัติดาวเอิร์ทเทร่าก็จะง่ายขึ้นหลายเท่า

    ทว่า ความดีใจของเขาก็อยู่ได้ไม่นาน

    เมื่อแบลคสติงสแกนอีกซีกของดวงดาว เฟรีสก็ถึงกับหน้าซีดเผือด อารมณ์ดีๆ เมื่อครู่ดิ่งลงเหวในพริบตา

    เขาพบว่าพื้นผิวดวงดาวกว่า 1 ใน 3 ได้กลายเป็นหลุมขนาดมหึมาไปแล้ว

    ตัวการใหญ่ของหลุมก็คืออุกกาบาตก้อนใหญ่ยักษ์ซึ่งดูเหมือนเพิ่งตกลงมาได้ไม่นาน

    สังเกตได้จากน้ำรอบๆ ที่ยังคงเดือดปุดๆ เป็นไออยู่


    "ขอทีเถอะ อย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ

    "แบลคสติง เตรียมลงจอด เลือกจุดที่มีต้นเรดไชน์หนาแน่นที่สุด"

    [รับทราบ] 

    ยานกระเบนค่อยๆ พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมาอย่างระมัดระวัง เฟรีสพบว่าดาวดวงนี้แทบไม่มีแผ่นดินให้เห็นเลย เกือบทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยน้ำทะเล 

    [เริ่มเปิดโหมดดำน้ำลึก]

    เสียงจักรกลรายงาน จากนั้นปีกกว้างทั้งสองก็หดกลับเข้าไปในลำตัวและพุ่งลงน้ำไป

    ไม่กี่วินาทีต่อมายานก็จอดนิ่งอยู่บนพื้นทรายขาวสะอาตรงก้นทะเล

    "ต้องเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด" เฟรีสพึมพำด้วยความปวดใจพรางก้าวเท้าเดินไปบนทรายยวบๆ

    หลังจากเดินมาไม่กี่เมตรก็มาถึงบริเวณที่ต้นเรดไชน์ขึ้นกันอยู่แน่นขนัด

    ใบสีม่วงสดยาวเกือบ 3 เมตร พริ้วไสวไปมาตามกระแสน้ำราวกับงูทะเล 

    เมื่อเฟรีสลองสำรวจดูก็ถึงกับทึ่งไม่น้อย เพราะเรดไชน์บางต้นสูงถึง 400 เมตร นับว่าใหญ่สุดที่เขาเคยเห็นมา

    ส่วนสำหรับเหตุที่เรียกว่า "เรดไชน์" นั้นก็มาจากผลที่เรืองแสงสีแดงออกมาตลอดเวลานั่นเอง

    “อ๊ะ!!”

    ระหว่างที่กำลังเด็ดผลไม้ จู่ๆ เฟรีสก็ถูกอะไรบางอย่างกระแทกเข้าตรงท้องอย่างแรง 

    พอตั้งสติได้ก็พบว่าไอ้ที่เข้ามาชนเป็นวัตถุกลมๆ สีเขียวสดขนาดประมาณลูกบาสเก็ตบอล เขารีบผลักมันออกไปแทบจะทันที

    "เป็นพืชน้ำที่แปลกมาก" เฟรีสอุทานขึ้นอย่างแปลกใจ จากนั้นก็ใช้มีดพลังงานสะกิดมันเบาๆ กะว่าผ่าดูด้านในเสียหน่อยคงไม่เสียเวลามาก

    ทันใดนั้น เจ้าลูกกลมนั่นก็ลืมตาขึ้นมาและอ้าปากกว้างอย่างตกใจ แขนขาเล็กๆ กับหางเรียวยาวมีคลีบตรงปลายเด้งออกมาราวกับสปริงไม่มีผิด

    อ๊าาา!!

    ก๊าาา!!

    ทั้งคู่ร้องขึ้นดังลั่น

    เพื่อปลอดภัยเอาไว้ก่อน เฟรีสจึงเตะเจ้าลูกกลมเขียวสุดแรงจนมันกระเด็นห่างออกไปหลายเมตร

    เจ้ากลมเขียวโกรธแบบสุดๆ ขนาดพ่อยังไม่เคยตีมันเลย จู่ๆ ก็มาโดนไอ้ขี้เหล่อัปลักษณ์นี่เตะเอาจะยอมได้อย่างไร

    เจ้ากลมเขียวควงสว่านหางด้วยความเร็วสูงสุดเตรียมพุ่งชนตัวน่าเกลียดตรงหน้าเพื่อเอาคืน 

    แต่ยังไม่ทันที่จะปะทะกัน จู่ๆ ก็มีสัตว์ประหลาดคล้ายกิ้งกือยักษ์หลายสิบตัวว่ายตรงมาทางพวกเขา

    เฟรีสเองก็ไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้มาก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรหรือสายพันธุ์ไหน เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่ามันกินเนื้อ

    ฟันแหลมเฟี้ยวซ้อนกันหลายชั้นนั่นคือหลักฐานที่ดีที่สุด

    "ก๊าา ก๊าาา กู๊อีดีกะ!"

    เจ้าลูกกลมพูดภาษาแปลกๆ และพยายามฉุดมือให้หนีไปด้วยกัน แต่เฟรีสแต่ไม่มีเวลาสนใจเพราะกิ้งกือยักษ์ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว 

    แม้จะไม่ชอบฆ่าสัตว์แต่เมื่อแน่ใจว่ากิ้งกือนั่นคิดโจมตีแน่ๆ เขาจึงยิงกระสุนพลังงานจากปืนที่ไหล่ออกไป

    แซดดดด 

    หัวของเจ้ายักษ์ตัวหนึ่งระเบิดดังโผล๊ะเลือดสีม่วงกระจายไปทั่วท้องน้ำ บรรดากิ้งกือแตกกระเจิงหนีกันไปคนละทิศละทาง 

    “กู้อี กูอีก้า”

    เจ้ากลมเขียวยังคงพยายามสื่อสารกับเขา เฟรีสได้แต่ขมวดคิ้วเพราะไม่เคยได้ยินภาษาแบบนี้มาก่อน เผ่าพันธุ์กลมๆ แบบนี้ก็ไม่เคยเห็นด้วยเช่นกัน

    'คงเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่ถูกค้นพบ'

    เขาคาดว่าในอดีตพวกมันคงจะสูญพันธุ์ไปพร้อมกับการแตกสลายของดาวดวงนี้แน่นอน

    “เฮ้ ตามฉันมา”

    เฟรีสทำภาษามือชี้ไปยังทิศทางที่แบลคสติงจอดอยู่ เจ้าลูกกลมเขียวเองก็ฉลาดพอคาดเดาได้ว่าเขาสื่อถึงอะไรจึงว่ายน้ำตามไปช้าๆ 

    ไม่กี่นาทีต่อมาทั้งคู่ก็มาถึงยาน เด็กชายขึ้นไปบนนั้นครู่หนึ่งและกลับลงมาพร้อมอุปกรณ์แปลภาษาคล้ายกับพลาสเตอร์ชิ้นเล็กๆ

    ตามปกติจะต้องติดไว้ตรงคอ แต่เจ้าลูกกลมตรงหน้ามันไม่มีนี่สิ!

    สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจติดอุปกรณ์นั่นที่หัวของมันแทน

    เมื่อเริ่มทำงานอุปกรณ์ชิ้นนี้จะอ่านคลื่นสมองผู้ใช้และแปลออกมาเป็นภาษาของคู่สนทนา

    มันจะทำหน้าที่พูดแทนและแปลภาษาที่รับมาให้ โดยเสียงที่ใช้ก็จำลองเอาจากผู้ใช้งาน

    วิธีใช้ก็ไม่ยาก ขอแค่มีเจตนาพูดก็ใช้ได้แล้ว ถ้าไม่มีเจตนาหรือแค่คิดเฉยๆ เครื่องก็จะไม่ทำงาน

    “รีบหนีไปจากที่นี่ด่วน” เจ้าตัวกลมพูดเสียงดัง 


    ภาคผนวก

    *ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือธนบัตรหรือเหรียญที่พวกเราใช้ในปัจจุบัน มันก็คล้ายๆ ตั๋วแลกเงินในหนังจีนนั่นแหละ ถ้าไม่มีทองหรือสิ่งมีค่าของเราเก็บไว้ในร้านรับแลกเงิน ปัจจุบันก็ เช่น ธนาคาร เป็นต้น 

    ธนบัตรก็จะกลายเป็นกระดาษเช็ดก้นไปทันทีเพราะโดยตัวของมันเองแทบไม่มีค่า ดังนั้น เวลารัฐบาลจะออกเงินมาให้พวกเราใช้ ก็จะต้องมีของมีค่าในธนาคารกลางก่อน ในปัจจุบันก็เป็นทองคำ แต่ในอนาคตมันอาจเปลี่ยนไปก็ได้นะ