บทที่ 55 หาเงินมาได้อีกก้อน
วันต่อมาเสิ่นทิงหงก็สะพายตะกร้าขึ้นหลังออกจากบ้าน หลังจากทักทายกับพวกเสิ่นต้าเฉียงก็ตรงไปที่ตัวตำบล
“ยังมีเงินติดตัวไหมลูก” หลิวเยว่ถาม
“มีค่ะ”
เพราะว่าเสิ่นทิงหงจะออกไปข้างนอก เสิ่นทิงเหวินจึงต้องอยู่บ้านช่วยดูแลเยี่ยเสิ่นเหยียน
เสียงแตรบอกเวลาเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงดังขึ้น ตามหลักแล้วทุกคนในบ้านเสิ่นต้องออกไปทำงาน แต่เสิ่นทิงอู่เก่งมาก เขาคนเดียวสามารถทำได้ในปริมาณที่สองคนทำ คนเขาเต็มใจทำให้น้องสาวตัวเอง ใครจะมาว่าอะไรได้
นอกจากนี้ที่บ้านพวกเขายังมีเยี่ยเสิ่นเหยียน ที่ถือว่าเป็นวีรบุรุษ ยุคสมัยนี้ผู้คนต่างยกย่องวีรบุรุษ อย่าว่าแต่ให้หนึ่งคนคอยดูแลเลย ต่อให้มีสองคนอยู่บ้านช่วยดูแล ก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไร
เสิ่นทิงหงสะพายตะกร้าเปล่าเดินมาถึงทางออกหมู่บ้าน ก็หามุมที่ไร้ผู้คนเปลี่ยนการแต่งกายใหม่ แล้วเอาเป็ดไก่ที่เตรียมไว้เมื่อคืนออกมาใส่ตะกร้าไว้
เป็ดไก่ที่เพิ่งถูกเชือดตัวยังอุ่นอยู่ เสิ่นทิงหงยังเก็บเอาไว้ในห้วงมิติที่คงความสดใหม่เอาไว้ได้ ดังนั้นพอเอาออกมาตอนนี้ตัวเลยยังอุ่น แค่มองดูก็รู้ว่าเป็นของสดใหม่อย่างมาก
คราวนี้เธอมีประสบการณ์จากคราวก่อนแล้ว เสิ่นทิงหงเลยตรงไปที่ตรอกเล็ก ๆ นั้น จ่ายค่าผ่านทางเหมือนเก่าแล้วก็เข้าไปในตลาดได้อย่างราบรื่น
เสิ่นทิงหงแต่งตัวมาไม่เหมือนกับคราวก่อน การทำตัวให้ไม่เป็นที่สังเกตไว้ย่อมดีกว่า
เสิ่นทิงหงเองก็ไม่คิดจะยึดอาชีพค้าขายเสบียงพวกนี้ไว้ดำรงชีวิต เพียงแต่ตอนนี้ยังหางานที่เหมาะสมไม่เจอ เลยมาที่นี่เป็นครั้งคราวพอ
ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นปี 1974 แล้วยังเหลือเวลาอีกหลายปีกว่าที่การปฏิรูปและการเปิดประเทศจะมาถึง ต่อให้เอาเสบียงมาให้ก็ต้องมั่นใจว่าเสบียงสำหรับคนที่บ้านมีเพียงพอแล้ว
เสิ่นทิงหงยังทำเหมือนคราวก่อน มองหามุมมุมหนึ่งแล้ววางตะกร้าลง
ไม่นานก็มีคนเข้ามาถาม
“น้องชาย มีอะไรขายบ้าง”
วันนี้เสิ่นทิงหงแต่งตัวเป็นเด็กหนุ่ม ผมเผ้าถูกเก็บซ่อนไว้ด้านในหมวกจนมองดูรูปลักษณ์จริงแทบไม่ออก รวมกับการทาหน้าให้เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ทำให้มองออกยากจริง ๆ ว่าเป็นหญิงหรือชาย
“ไก่กับเป็ดที่เพิ่งเชือดสด ๆ เลย” เสิ่นทิงหงกดเสียงให้ต่ำลงแล้วบอกไป
ชายคนนั้นถึงกับตะลึง การเชือดไก่ในยุคนี้มีอยู่ไม่มาก
‘ธนาคารก้นไก่’ นั้นมีอยู่จริง ๆ ต่อให้เลี้ยงไก่ไว้ คนทั่วไปอย่างมากก็เลี้ยงพ่อไก่ไว้หนึ่งตัว ส่วนที่เหลือจะเป็นแม่ไก่
“มีแม่ไก่ไหม” แม้รู้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่คนคนนั้นก็ถามออกมาอยู่ดี
ลูกสาวเขากำลังอยู่เดือน ทางบ้านแม่สามีของลูกเขาก็ชอบคิดเล็กคิดน้อย เขาแค่อยากหาอะไรดี ๆ ส่งไปให้ลูกสาวสักหน่อย แล้วจับตาดูให้ลูกสาวได้กิน ไม่เช่นนั้นต่อให้ส่งไปให้ก็ไม่แน่ว่าจะถึงปากของลูกสาวตัวเอง
“มีครับ”
สิ่งที่ทำให้ชายคนนั้นรู้สึกแปลกใจก็คือการที่เสิ่นทิงหงตอบกลับมาทันทีว่ามี
“ถ้าไม่มีละก็...”
กำลังจะบอกว่าถ้าไม่มีละก็ เป็นพวกธัญพืชก็ได้
สุดท้ายก็กลับมามีสิทธิ์อีกครั้ง
“มี... มีจริงหรอ”
“อืม” เสิ่นทิงหงพยักหน้า
“ขอดูหน่อยได้ไหม” คนคนนั้นถามขึ้น
“ดูเถอะ” พูดจบเสิ่นทิงหงก็เปิดผ้าที่คลุมตะกร้าอยู่ด้านบน เผยให้เห็นมุมมุมหนึ่ง
ชายคนนั้นยื่นหน้ามองเข้าไปก็เห็นว่าทุกอย่างยังสดใหม่อยู่มาก ทำให้เขารู้สึกดีใจไม่น้อย
“มีเป็ดด้วยหรอ”
“อืม” ท่าทางของเสิ่นทิงหงดูไร้อารมณ์อยู่ตลอดเวลา
แต่ชายคนนั้นไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด และพูดขึ้นอย่างยินดี “ถ้างั้นก็รบกวนสหายช่วยเอาแม่ไก่ให้หนึ่งตัว เป็ดอีกหนึ่งตัวนะ”
“ฉันขายเป็นตัว ไม่ได้ขายเป็นจินนะ” เธอไม่มีตาชั่ง เลยคิดวิธีขายแบบนี้ออกมา ถึงยังไงที่ตลาดมืดก็ตั้งราคาได้ตามใจ ขอแค่คนขายพอใจที่จะขาย คนซื้อพอใจที่จะซื้อเป็นใช้ได้
ชายคนนั้นเองก็ไม่ใส่ใจเรื่องนี้ ที่สำคัญคือวันนี้เขาต้องการทำของอร่อยดี ๆ ไปให้ลูกสาว ร้านสหกรณ์ก็ไปมาแล้ว ตลาดมืดก็เดินหามาทั้งวันกลับไม่เจออะไรสักอย่าง ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอของสิ่งนี้ เขาย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปแน่นอน
“ได้เลยสหาย คุณว่ามาว่าขายตัวละเท่าไหร่”
“ห้าหยวนละกัน” เสิ่นทิงหงตอบ
ราคานี้ไม่ต้องใช้ตั๋วแลกซึ่งถือว่าราคาไม่แพงเลย เนื้อไก่ในสหกรณ์ก็ขายอยู่ที่ 1 หยวนต่อ 1 จินแล้ว ไก่ของเธอตัวไม่ได้ใหญ่นัก เพราะว่าตอนที่ซื้อลูกเจี๊ยบมาก็เป็นไก่ม้งที่เลี้ยงปล่อยตามบ้าน ตัวจึงไม่ใหญ่เท่าไหร่
น่าจะตกตัวละ 3-4 สี่จินเท่านั้น ดังนั้นราคาที่เสิ่นทิงหงตั้งจึงไม่มากเกินไป
“เยี่ยม!”
ชายคนนั้นรีบควักเงินออกมาอย่างเร็ว แม้บ้านเขาจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่เพื่อลูกสาวแล้ว เงินจำนวนนี้เขายินดีจ่าย
ขอแค่ให้ลูกสาวอยู่เดือนผ่านไปด้วยดี เขาก็ไม่เสียดายอะไรทั้งนั้น ถ้าเพราะต้องการประหยัดเงินไม่กี่ 10 หยวนพวกนี้ แล้วลูกสาวเขาอยู่เดือนได้ไม่ดี เช่นนั้นก็เสียมากกว่าได้แล้ว
“สหาย คุณมีไข่ไก่ด้วยไหม” ชายคนนั้นลองถามดู
จริง ๆ แล้วเขารู้สึกว่าเสิ่นทิงหงสามารถเอาของดี ๆ พวกนี้ออกมาขายได้ ก็อาจจะมีไข่ไก่ขายด้วยก็ได้
“วันนี้ไม่มี” เสิ่นทิงหงส่ายหัว แค่นี้ก็สะดุดตามากพอแล้ว ถ้าตัวเองเอาไข่ไก่ออกมาขายอีกก็ดูจะเกินไปหน่อย
ชายคนนั้นจับใจความสำคัญจากเสิ่นทิงหงได้
‘วันนี้’ ไม่มี ไม่ได้หมายความว่าวันอื่น ๆ จะไม่มีนี่นา
“ถ้างั้นคุณจะมาอีกทีเมื่อไหร่”
“อีกสามวัน” เสิ่นทิงหงคิด ๆ ดู ตัวเองไม่สามารถมาที่ตัวตำบลได้บ่อยเกิน ดังนั้นอีกสามวันค่อยมาจะดีกว่า
“ได้ ไว้ฉันจะมารอนะ” ชายคนนั้นจากไปด้วยความดีใจ ตอนนี้ต้องกลับไปให้ภรรยาทำน้ำแกงไก่ส่งไปให้ลูกสาวแล้ว
เสิ่นทิงหงไม่สนใจ รอลูกค้าคนที่สองของตัวเองต่อไป
ถึงแม้จุดนี้จะเป็นจุดที่ไม่สะดุดตา แต่ผู้ชายคนเมื่อครู่มาเดินหาซื้อของอยู่นานกลับไม่เจอของที่ต้องการซื้อ มีหลายคนที่พอรู้อยู่บ้าง ดังนั้นเสิ่นทิงหงต้องมีของดี ๆ อะไรอยู่แน่
ไม่นานเสิ่นทิงหงก็ได้ลูกค้าคนที่สอง พอมีคนที่สองก็มีคนที่สามตามมา เดิมทีเธอไม่ได้เอาของมามาก เพราะงั้นไม่นานก็ขายหมดเกลี้ยง หลังจากรวบรวมเงินมาได้ทั้งหมด 40 หยวนกับตั๋วแลกซื้อต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง เธอก็รีบเก็บข้าวของ
ยิงปืนแล้วล่าถอยไม่สร้างความลำบากให้ตัวเองแน่นอน
ครั้งที่แล้วยังมีเจอคนเลว ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีห้วงมิติสามารถเข้าไปปลอมตัวได้ คาดว่าเธอคงหนีไม่พ้น
ดีที่ครั้งนี้ไม่มีเหตุการณ์แบบคราวก่อน เสิ่นทิงหงสามารถเปลี่ยนมาสวมชุดของตัวเองได้อย่างราบรื่นแล้วใส่กีบหมูสองอันลงในตะกร้าเตรียมตัวกลับบ้าน
ตอนนี้พวกเสิ่นต้าเฉียงยังไม่รู้เรื่องที่เธอทำ ดังนั้นจึงไม่กล้าเอาของกลับไปเยอะ ๆ ในคราวเดียว
ตอนที่กลับถึงบ้านพวกเสิ่นต้าเฉียงยังไม่เลิกงาน มีเพียงเยี่ยเสิ่นเหยียนที่สูดอากาศอยู่ในลานบ้านคนเดียว
“พี่ใหญ่ฉันล่ะ” เสิ่นทิงหงถาม
“มีเพื่อนตัวน้อยมาหา บอกว่าต้องการให้เขาช่วยเหลือ เขาเลยออกไปช่วยน่ะ น่าจะใกล้กลับมาแล้วละ” เยี่ยเสิ่นเหยียนตอบ
จากนั้นเยี่ยเสิ่นเหยียนก็มองไปที่เสิ่นทิงหงด้วยสายตาหยอกเย้า
“มองไม่เห็นผู้ชายในอนาคตของตัวเองเหรอ ในใจถึงเอาแต่คิดถึงพี่ใหญ่”
“ไปให้พ้นเลย!” เรื่องที่เยี่ยเสิ่นเหยียนคอยหยอกเธอไม่รู้จักเวล่ำเวลา เธอชินชากับมันเสียแล้ว จึงด่ากลับไปทันที