ค่ายซานตง
ด้านนอกมีรถม้าเสนาบดีเหวินเจ๋อ เจ้ากรมอาญามาจอดด้านหน้าเรือนบัญชาการ ทันทีที่ลงรถม้าเขารีบวิ่งเข้ามาในห้องโถง “น้อมคารวะองค์รัชทายาท” ชายชุดดำที่คุกเข่าอยู่ ครั้นรู้ว่าบุคคลตรงหน้าคือองค์รัชทายาท เขาตื่นตกใจ รีบโขกศีรษะ “องค์รัชทายาท ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ข้าน้อยผิดไปแล้ว ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย” เขาโขกศีรษะแรงๆ เพื่อขอความเมตตา มู่ไป๋ ที่อยู่ใกล้ๆ รีบดึงตัวเขาลุกขึ้นก่อนที่กะโหลกจะแตกตายไปเสียก่อน แล้วลากตัวออกไปนั่งสงบสติที่หน้าลานกว้างหน้าเรือนบัญชาการที่บัดนี้เรียงรายไปด้วยศพเพื่อนร่วมชะตากรรมนับร้อยๆ ชีวิต เขานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นกับเพื่อนๆ ที่นอนตาย ที่ตรงนั้นมีเจ้าหน้าที่จากกรมอาญาราว 30 นายมายืนเฝ้าศพอยู่
ในโถงห้องประชุม เสนาบดีเหวินเจ๋อ เจ้ากรมอาญามาแจ้งเรื่องอาวุธดาบของคนชุดดำกลุ่มแรกที่ถูกจับได้และเสียชีวิตแล้ว “ทูลองค์รัชทายาท หลังจากกระหม่อมให้แม่ทัพรักษาเมืองหลวงเหวินเป่าตรวจสอบอาวุธแล้ว พบว่าวิธีการหลอมและตีเหล็กไม่ใช่จากช่างของราชสำนักแน่นอน ส่วนคุณภาพเหล็กนับเป็นเหล็กคุณภาพดีเทียบเท่าออกจากราชสำนักพ่ะย่ะค่ะ”
องค์หญิงอี้อันถามเสนาบดีเหวินเจ๋อทันที “เราสามารถตรวจสอบบัญชีเบิกจ่ายอาวุธของกรมกลาโหมได้อย่างไรบ้าง?”
“เจ้าคิดว่ามีอะไรไม่ถูกต้องเช่นนั้นหรือ” พี่ชายหันมาถามน้องสาวทันทีเช่นกัน แต่หัวคิ้วอี้อันยังคงขมวดยุ่ง คิดเพียงเล็กน้อยแล้วกล่าวออกไป “เร่งหาทางตรวจสอบการเบิกจ่ายอาวุธต่างๆ ทั้งหมดที่ส่งไปด่านตงเหมิน ด่านรักษาชายแดนตะวันออกเมืองเจียงหนิงในช่วง 10 ปีให้ได้ ท่านจางเหยา ข้าทราบว่า พี่ชายของท่านกำลังตรวจการอยู่ที่เมืองเจียงหนิง แจ้งข่าวเรื่องอาวุธให้พี่ชายท่านทราบด้วย” จางเหยามองนางนิ่งอึ้ง นางรู้ได้อย่างไรว่าเขาติดต่อกับพี่ชายเขาอยู่ หรือเสวี่ยซิงเล่าอะไรให้นางฟัง เขาหันไปส่งสายตาถามเสวี่ยซิง เสวี่ยซิงส่ายหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณบอกกลับมาว่า “เฮ้ย .....ไม่ใช่ข้านะ”
องค์รัชทายาท ตรัสกับเสนาบดีเหวิน “เมื่อสักครู่เราสอบคนชุดดำที่รอดชีวิต หากคำให้การตรงกับที่ให้การกับเรา ท่านช่วยหาทางรอดให้เขาสักครึ่งส่วนเถิด แต่ถ้ามีความผิดจริงก็พิจารณาไปตามโทษนั้น”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอลาองค์รัชทายาท ลาองค์หญิง กระหม่อมจะนำศพคนร้ายเหล่านี้ไปชันสูตรต่อไปพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีเหวินเจ๋อทำความเคารพเพื่อเตรียมกลับไปดำเนินการต่อ
“เชิญท่านเสนาบดี” องค์รัชทายาทตรัส
เมื่อเสนาบดีเหวินเจ๋อกลับไปแล้ว องค์หญิงอี้อันหันไปกล่าวกับพี่ชาย “เสด็จพี่ ท่านจำเรื่องขุนนางผกซื่ออี๋ ที่เสนาบดีหลินเฉา พูดถึงได้หรือไม่?” พี่ชายตอบ “ใช่แล้ว เสนาบดีหลิน บอกว่าเขาไม่สบายกระอักเลือด สลบไปยังไม่ฟื้น หมอตรวจอาการแล้วหาสาเหตุไม่ได้”
อี้อันกล่าว “หม่อมฉันมั่นใจว่าเขาเป็นผู้ใช้วิชา “ฉีเหมินตุ้นเจี่ย” สร้างภาพลวงปิดบังทางเข้าออกจวนจวิ้นอ๋องเพคะ”
“ทำไมเจ้าจึงคิดว่าเป็นขุนนางผกซื่ออี๋? อาจเป็นนักมายาผู้ใดก็ได้” ถึงแม้ก่อนหน้านี้ องค์รัชทายาท จะได้รับรายงานของเสวี่ยซิง เรื่องการทำลายภาพลวงตาปิดบังทางเข้าจวนจวิ้นอ๋อง และเล่าถึงความมหัศจรรย์ของวิชาสร้างภาพลวงตา มันสามารถทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันทั้งหมด และมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเมื่อทราบว่า น้องสาวคนนี้คือผู้แก้มนต์ลวงตาได้ ด้วยวิธีประหลาดล้ำเสียด้วย
“ที่เราใช้สิ่งปฏิกูลเทลงหลุมรูปหัวลูกธนู เพียงเพื่อทำลายภาพลวงตาที่ผู้ใช้วิชานี้สร้างขึ้นมา แต่หม่อมฉันอยากรู้ว่าใครที่เป็นคนใช้วิชานี้ จึงใช้เลือดไก่สดๆ ใส่ลงไปในหลุมเพื่อล้างเวทมนตร์คาถา หากเขาใช้ดวงชะตาของเขาเองผูกกับวิชานี้เป็นเดิมพันความสำเร็จ เมื่อทุกอย่างถูกทำลาย เวทมนตร์นั้นจะย้อนกลับไปหาผู้ใช้วิชาทันที เขากระอักเลือดยังไม่ฟื้นแต่ยังไม่ถึงตายเพราะเราใช้แค่เลือดไก่ แต่หากใช้เลือดพวกอสรพิษเขาคงได้ตายไปแล้ว” ทุกคนโถงห้องประชุมนิ่งอึ้งกับคำตอบของนาง สมกับเป็นเจ้าสำนักอันดับหนึ่งแห่งค่ายซานตงจริงๆ
“เช่นนั้นหม่อมฉันจึงมั่นใจว่า ขุนนางผก มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการของจวิ้นอ๋องแน่นอน” นางขยี้ซ้ำ สีหน้าท่าทางโอ้อวดเต็มที่
ที่ว่าการกรมกลาโหม นครเปี้ยนจิง
สายของวันนั้น จางซื่อเจิน หัวหน้าหน่วยตรวจการนำตราของหน่วยตรวจการไปพร้อมกับลูกน้อง และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยรวม 10 คนเข้าไปที่ว่าการกรมกลาโหม เวลานั้นเสนาบดีพานโฮ่ว ออกมาต้อนรับ จางซื่อเจิน ในห้องรับรองกรมกลาโหม สีหน้าของเสนาบดีหวังไฉ เจ้ากรมกลาโหมไม่ค่อยพอใจนัก ถึงผู้บัญชาการจาง จะเป็นขุนนางขั้น 2 เท่ากับเขา แต่เพราะตนเป็นถึงพระสัสสุระ (พ่อตา) ของฝ่าบาท เป็นพระอัยกาขององค์ชายสองพระองค์ความแรงของศักดิ์ศรีทำให้เขารู้สึกว่าอยู่สูงกว่าแขกที่มาเยือนในทุกๆ ด้าน
ผู้บัญชาการจางทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อมกล่าวว่า “เราได้รับถ่ายทอดพระดำริของฝ่าบาท ให้ขอบัญชีรายการจัดส่งอาวุธให้ด่านตงเหมินย้อนหลัง 10 ปี จึงขอความร่วมมือจากท่านเสนาบดีหวังไฉ เจ้ากรมกลาโหมด้วย”
เสนาบดีหวังไฉ หน้าตึง “ท่านมีเหตุผลอะไรจะมาขอตรวจบัญชีของกรมกลาโหม ท่านไม่รู้หรือความลับทางทหารไม่อาจให้คนนอกรู้ได้ อยู่ๆ ท่านจะมาอ้างฝ่าบาทขอบัญชี ข้าไม่ให้” จางซื่อเจินยังคงมีใบหน้าสงบนิ่ง ทั้งยืนปักหลักตรงนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ท่านเสนาบดีจะขัดรับสั่งฝ่าบาทเช่นนั้นหรือ”
“เอะอะก็อ้างฝ่าบาท ข้าเป็นถึงพระสัสสุระ(พ่อตา)ของฝ่าบาทแท้ๆ ข้ายังไม่เคยจะเอาฝ่าบาทมาอ้างเพื่อตัวเองเลยสักครั้ง” น้ำเสียงเสนาบดีหวังไฉกระด้างขึ้นทันที ฝ่ายจางซื่อเจินยังคงใจเย็น “เมื่อท่านเสนาบดีหวังไม่ยินยอมมอบบัญชีแต่โดยดี พวกเราคงต้องไปค้นหาเอาเอง เจ้าหน้าที่...”
“ช้าก๊อน .. ช้าก่อน .... ท่านผู้บัญชาการจาง ท่านเสนาบดีหวังไฉ” เสียงของซื่อกง ขันทีคนสนิทของฝ่าบาท เร่งรีบลงจากรถม้า วิ่งผ่านหน้าหน้าประตูกรมกลาฌหม ครั้นวิ่งมาถึงตัวขุนนางใหญ่ทั้งสอง ก็หายใจแทบไม่ทัน ผู้บัญชาการจางหันมาทำความเคารพ ซื่อกง ส่วนเสนาบดีหวังไฉยืนให้ ซื่อกง ทำความเคารพก่อนจึงทำความเคารพตอบ
“โอ่ยย.. ข้าน้อยคิดว่าจะมาไม่ทันท่านทั้งสองเจรจากันเสียแล้ว .... ที่ข้าน้อยมา ก็เพื่อแจ้งแก่ท่านเสนาบดีหวังไฉว่า ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านเสนาบดีหวังส่งมอบบัญชีเบิกจ่ายอาวุธตามที่ผู้บัญชาการจางเถิด” ซื่อกง ยังคงหายใจถี่เพราะยังเหนื่อยอยู่ เสนาบดีหวังไฉ เม้มปากแน่น หันไปทางเสนาบดีว่านเส้า พยักหน้าสั่งการอย่างเสียไม่ได้ เสนาบดีว่านเส้ารับคำสั่งแล้วเดินเข้าไปด้านในกรม มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยตรวจการทั้งหมดเดินตามเข้าไป
สักครู่ใหญ่ที่สมุดบัญชีจำนวน 2 เล่มใหญ่วางตั้งอยู่บนโต๊ะ เล่มหนึ่งเป็นบัญชีรายการอาวุธ อีกบัญชีเป็นรายการเสบียง ซื่อกง ขันทีคนสนิท ถามเสนาบดีว่านเส้าว่า “มีทั้งหมดเท่านี้ใช่หรือไม่?”
เสนาบดีว่านเส้าตอบ “ใช่ขอรับท่านซื่อกง” ขันทีคนสนิทได้ยินดังนี้ ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “เช่นนั้นหมดหน้าที่ของข้าน้อยแล้ว ข้าน้อยขอตัวลาท่านเสนาบดีทุกท่าน ท่านผู้บัญชาการจาง” แล้วซื่อกงขันทีคนสนิทของฝ่าบาทคำนับทุกคนแล้วกลับไปขึ้นรถม้ากลับพระราชวัง
“เช่นนั้นข้าพเจ้าขอตัวลา” ผู้บัญชาการจาง คำนับเสนาบดีหวังไฉแล้วหันหลังกลับไป ไม่ใส่ใจกับสายตาที่มองตามหลังเขาอย่างมุ่งร้าย เจ้าหน้าที่หน่วยผู้ตรวจการยกกองสมุดบัญชีตามเจ้านายออกไป
เรือนรับรองขุนนางเมืองเจียงหนิง
และเช้าวันต่อมา จางหานได้รับจดหมายลับจากนกพิราบสื่อสาร เขาคลี่ม้วนกระดาษชิ้นเล็กๆ ออก “5 ปีก่อน ค่ายเบิกดาบ 2000 เล่มทดแทนดาบที่ชำรุด” อ่านจบแล้วเขาใส่มันลงในกระถางถ่านที่กำลังลุกไหม้อยู่ “เราไปค่ายตงเหมินกันเถอะ” เขาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน จางเทียน หยิบกระบี่สองเล่มเดินตามเขาไป
ด่านตงเหมิน ด่านรักษาชายแดนตะวันออก
จางหาน ผู้ตรวจการราชสำนัก และจางเทียน ลูกน้องคนสนิท ควบม้าไปตามลำพังเมื่อมาถึงหน้าประตูด่านตงเหมิน เขาชูป้ายคำสั่งทองคำ ทหารที่เฝ้าประตูมองหน้ากันตัดสินใจไม่ถูก แต่แล้วก็ตัดสินใจเปิดทางให้ ทั้งสองควบม้าเข้าไปในค่ายจนถึงเรือนบัญชาการ เวลานั้นแม่ทัพรักษาด่านชายแดนหม่าโหยว ไม่อยู่ มีเพียงทหารส่วนหนึ่งกำลังฝึกซ้อมอาวุธกันอยู่ จางหานลงจากม้า แล้วเดินเข้าไปในเรือน ที่นั่นมีรองแม่ทัพด่านถังจื้อกำลังคุมทหารลับคมอาวุธในค่าย เขาจำจางหานได้ จึงเข้ามาทำความเคารพเขา “ท่านผู้ตรวจการ วันนี้ท่านมาโดยไม่ได้แจ้ง เลยไม่ได้ออกไปต้อนรับท่าน”
“หามิได้ วันนี้ท่านแม่ทัพหม่าโหยวไม่อยู่ด่านหรือ?” จางหานตอบอย่างนอบน้อม “ท่านแม่ทัพแจ้งว่า มีภารกิจต้องเข้าไปในเมือง จะกลับมาหลัง 2 ชั่วยาม” รองแม่ทัพด่านตอบ
“เช่นนั้นวันนี้มาขอรบกวนท่านอีกครั้ง ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันก่อนที่มาขอตรวจสอบบัญชีอาวุธนั้นมีเล่มหนึ่งตั้งใจว่าถามถึงอาวุธชนิดหนึ่งชื่อแปลกๆ แต่นึกชื่อเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกและข้าจำไม่ได้แล้วว่าอยู่เล่มไหน ปีใด ถ้าอย่างไรเสีย ขอรบกวนท่านรองแม่ทัพด่าน นำสมุดบัญชีรายการอาวุธตั้งแต่ 6 ปีที่แล้วมาให้ดูอีกครั้งเถิด” “ได้ขอรับ ว่าแต่ท่านผู้ตรวจการมันเป็นอะไรหรือเผื่อข้าน้อยอาจตอบท่านได้” รองแม่ทัพด่านมีสีหน้าครุ่นคิด พยายามช่วยท่านจางหานหาคำตอบ
“ข้าก็จำไม่ได้จริงๆ ถึงต้องเดินทางไกลกลับมารบกวนท่านอีกครั้ง” รองแม่ทัพด่านยิ้มรับ “ได้ เช่นนั้นขอเชิญท่านนั่งรอตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปนำมาให้”
“ขอบคุณท่านรองแม่ทัพ รบกวนท่านแล้ว” จางหาน ประสานมือขอบคุณเขา แล้วนั่งลง แต่สายตาเหลือบมองบริเวณโดยรอบ ทั้งภายในเรือนบัญชาการและเลยออกไปในสนามฝึก พบว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เขานั่งรอเพียงชั่วครู่ รองแม่ทัพด่านถังจื้อ เดินมาพร้อมกับบัญชีรายการเบิกจ่ายอาวุธ 6 เล่ม เขาขอบคุณแล้วทำเป็นค้นหาปีของสมุดบัญชี เหมือนลังเลไม่แน่ใจว่าเป็นปีใดแน่นอน
สุดท้ายเขาหยิบสมุดบัญชีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว รองแม่ทัพด่านถังจื้อ เห็นว่าท่านผู้ตรวจการพบสิ่งต้องการแล้ว จึงขอตัวไปคุมการทำงานต่อ จางหานขอบคุณแล้ว จากนั้นค่อยๆ เปิดไปทีละหน้าช้าๆ มีบันทึกวันเวลา รายละเอียดการรับเงินเบี้ยหวัด รายการจัดซื้อเสบียงอาหาร รายการซ่อมแซมอาวุธ และพบรายการเบิกดาบ 1000 เล่ม อาวุธทวน 1000 เล่ม แต่ไม่มีรายการส่งอาวุธที่ชำรุดแล้วคืนราชสำนัก จางหานลุกขึ้นส่งให้จางเทียนเก็บสมุดเล่มนั้นซ่อนไว้ แล้วรวบรวมสมุดบัญชี 5 เล่มที่เหลือไปตั้งกองไว้บนโต๊ะผู้บัญชาการ แล้วเดินตรงไปหารองแม่ทัพถังจื้อที่กำลังคุมทหารทำความสะอาดและลับคมอาวุธ อยู่ด้านนอกเรือน จางหานทำทีหยิบจับอาวุธขึ้นมาเลียบเคียงถาม
“ท่านรองแม่ทัพถังจื้อ ด่านตงเหมินเคยส่งอาวุธที่ชำรุดเสียหายจากการใช้งานส่งคืนราชสำนักบ้างหรือไม่”
รองแม่ทัพทำสีหน้าครุ่นคิดสักครูก่อนตอบ “เท่าที่ข้ามาประจำ การอยู่ที่นี่ไม่เคยมีการส่งอาวุธที่ชำรุดใดๆ กลับราชสำนักนะ ทุกชิ้นที่ชำรุดเราจะซ่อมแซมกันเองอย่างที่ท่านเห็นอยู่นี้”
“ท่านรองแม่ทัพถังจื้อมาประจำการที่ด่านตงเหมินกี่ปีแล้ว?” รองแม่ทัพถังจื้อตอบเขาด้วยสีหน้าภาคภูมิใจว่า “ปีหน้าข้าจะอยู่ครบ 10 ปีแล้ว”
“อ้อ ... เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว ขอบคุณท่านรองแม่ทัพถังจื้อ ข้าขอตัวลา” จางหาน และรองแม่ทัพต่างทำความเคารพกัน ส่วนสมุดบัญชีทั้ง 5 เล่ม ยังคงอยู่บนโต๊ะ รอให้รองแม่ทัพถังจื้อนำมันไปเก็บที่เดิม
เรือนพักรับรองขุนนางเมืองเจียงหนิง
ค่ำนั้น จางหานกลับมาตรวจสอบบัญชีเล่มนั้นอีกครั้ง นึกแปลกใจว่า การมาตรวจบัญชีครั้งแรกทำไมเขาจึงพลาดเรื่องการเบิกอาวุธจำนวนมากนี้ไปได้ เขาทบทวนความจำอีกครั้ง พบว่าวันนั้นเขามาตรวจสอบบัญชีอาวุธในค่ายแต่เขาไม่ได้เป็นผู้นับเอง เป็นทหารในค่ายที่เป็นผู้นับแล้วส่งจำนวนมาให้เขา ซึ่งปรากฏว่าตรงกับจำนวนในบัญชี ใช่แล้ว เขาไม่ได้เป็นผู้นับเอง!!.. เมื่อรู้ว่าตนเองถูกแม่ทัพหม่าโหยวตบตา เขาตบโต๊ะดังเสียงดัง “ปัง”
จางหาน หยิบกระดาษขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง เสร็จแล้วใส่ซอง ส่งให้จางเทียน พร้อมกับม้วนราชโองการ “พรุ่งนี้เช้าตรู่เจ้าไปส่งเทียบเชิญไปให้ท่านแม่ทัพมาพบข้าที่ศาลาว่าการอำเภอเจียงหนิงถ้าเขาขัดขืน ส่งพระราชโองการให้เขาดู”
เขาจำเป็นต้องเรียกแม่ทัพหม่าโหยวออกมาจากค่ายตงเหมิน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับกำลังทหารกัน หากว่าแม่ทัพหม่าโหยวคิดต่อต้าน มันจะทำให้เหล่าทหารชั้นผู้น้อยที่รักษาด่านด้วยความมานะอดทน พลอยเดือดร้อนกับข้อหากบฏไปด้วย
ตำหนักเยี่ยนฟาง นครเปี้ยนจิง
ค่ำนี้ จ้าวจวิ้นอ๋อง นั่งบนเก้าอี้ในห้องส่วนตัว ดูเหมือนเขากำลังไม่สบาย หายใจหอบถี่ๆ ใบหน้าแดงก่ำ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเสียงดังกรอดอย่างโกรธแค้น มีเสียงคำรามลอดไรฟันออกมา “พวกชุดดำที่เจ้าฝึกมามันตายหมดได้อย่างไร” พ่อบ้านเจียง ยืนก้มศีรษะมือยังยกประสานอยู่ เจียงวั่งชู ชายสูงอายุวัย 60 ปีที่กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วครูฝึกอาวุธให้กับคนชุดดำมาเกือบ 10 ปี บัดนี้เขาดูชราลงอย่างผิดตา เพราะความผิดพลาดที่คาดไม่ถึงโถมเข้ามาเป็นดั่งระลอกคลื่น “ช่วงงานเลี้ยงเปิดตำหนักเยี่ยนฟาง คนของเรากำลังจะเข้ามาด้วยทางลับ แต่ไม่ทราบอย่างไรถูกคนของทางการ บุกเข้าจู่โจม สายของเราบอกว่าเห็น จางเหยา รองผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ นำทหารค่ายซานตงบุกจู่โจม สุดท้ายเพื่อไม่ให้สืบมาถึงเราพวกมัน 200 คนกลืนยาพิษฆ่าตัวตายหมด ตอนนี้ศพทั้งหมดอยู่ที่กรมอาญา เอ่อ ... ท่านอ๋อง” พ่อบ้านมีอาการลังเล
“มีอะไรอีก” จวิ้นอ๋องตวาดเสียงดัง
“มีข่าวว่า จวนจวิ้นอ๋องที่เมืองเจียงหนิงมีปัญหา แต่ยังไม่มีรายละเอียดมาขอรับ”
“ว่าอะไรนะ จั๋วถงลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวจวิ้นอ๋องทะลึ่งพรวด เขาไปใช้สองมือดึงเสื้อพ่อบ้านเจียงกำไว้แน่นตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ ก่อนจะเซทรุดลงกับพื้น พ่อบ้านเจียงรีบเข้าประคองจวิ้นอ๋อง “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง”
จวนผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ
แสงจากเทียนไขส่องสว่างทั่วห้องทำงาน ทำให้เห็นว่า จางซื่อเจิน ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการกำลังนั่งสนทนากับ จางเหยา บุตรชายคนรอง อย่างเงียบเชียบสองคนในห้อง บนโต๊ะทำงานมีกระดาษภาพร่างแผนผังเมืองหลวง บางช่วงของการสนทนา จางเหยาพยักหน้ารับทราบคำสั่งของบิดาเป็นระยะๆ
ตำหนักฮุ่ยหลิง
แสงจากโคมไฟหน้าตำหนักหนึ่งสว่างไสว ภายในกลับสว่างด้วยแสงเทียนนับสิบเล่มสว่างไม่แพ้ภายนอก องค์หญิงอี้อันกำลังก้มหน้าวาดแผนที่อาณาจักรต้าซ่งและแคว้นต่างๆ รอบอาณาจักร มีสัญลักษณ์แสดงเส้นทางการเดินเท้า เส้นทางน้ำ ภูเขา เขตเมืองต่างๆ เป็นภาพร่างคร่าวๆ ยังขาดรายละเอียดอื่นๆ อีกมาก แผนที่นี้ร่างบนผืนหนังขนาดใหญ่จนผืนหนังล้นเกินโต๊ะ
จวนผู้บัญชาการหน่วยอวี่หลิน
เสวี่ยซิงกำลังก้มหน้าใช้ปลายสิ่วน้อยในมือฉลุลายบนแผ่นทองคำรูปชายธงที่บัดนี้เป็นรูปร่างชัดเจนแล้วว่าคือปิ่นของสตรี แสงไฟจากเทียนไขทำให้ปิ่นเนื้อทองคำเล่มนั้น
....เป็นสีทองสุกอร่าม ใบหน้าเขาอาบด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข นั่งแกะสลักปิ่นงามชิ้นนี้อย่างหลงไหลลืมวันเวลา
ค่ายซานตง
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านยอดไม้ตกลงมากระทบพื้นหญ้าในสนาม กองฝึกทั้งสี่ทิศกำลังฝึกซ้อมอย่างแข็งขัน หลังจากที่ทหารบางคนที่ได้รับการคัดเลือกให้ออกไปต่อสู้กับกลุ่มคนชุดดำกลุ่มที่ถูกเล่าขานบ่อยๆ ว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่ลอบสังหารองค์รัชทายาทและองค์หญิงอี้อัน มีทหารบางคนที่ได้รับบาดเจ็บ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มันกลับทำให้คนที่บาดเจ็บมีจิตใจฮึกเหิม ตั้งใจฝึกซ้อมยิ่งขึ้น ในวงสนทนาระหว่างมื้ออาหารพวกเขายังคงวนเวียนเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่พวกเขาเข้าต่อสู้กับคนร้าย ยิ่งทำให้พวกเขาทวีความมุ่งมั่นมากขึ้น อีกทั้งพวกเขาได้มีโอกาสเห็นฝีมือของท่านจางเหยา ขณะเข้าต่อสู้กับคนร้าย ทำให้เขามุ่งมั่นและคิดจะทุ่มเทพลังฝึกซ้อมให้หนักขึ้น
กองฝึกทิศเหนือ เพิ่มระยะการยิงธนูให้ไกลขึ้น เน้นฝึกยิงธนูบนหลังม้า องค์รัชทายาทควบม้าและยิงธนูเข้าแผ่นเป้าเพื่อเป็นตัวอย่าง
กองฝึกทิศตะวันออก ฝึกกระบี่เข้าจู่โจมแทงคู่ต่อสู้ เน้นความว่องไว เสวี่ยซิงนำฝึกกระบวนท่าจู่โจมนั้น
กองฝึกทิศใต้ ใช้ทวนวงพระจันทร์ เน้นการเกี่ยวเอาอาวุธจากมือศัตรู จางเหยาแสดงกระบวนท่าเกี่ยวอาวุธกับทหารคู่ฝึก ก่อนให้คนอื่นทำตาม
กองฝึกทิศตะวันตก ฝึกหมัดมวยและลอบซัดอาวุธลับ
ขณะที่ทุกกองกำลังฝึกอย่างจริงจังนั้น ด้านหน้าค่ายซานตง มีรถม้าคันหรู ตัวรถเป็นไม้เนื้อแข็งราคาแพงสลักลวดลายวิจิตรสวยงามหลังหนึ่งแล่นช้าๆ มาจอดหน้าประตูค่ายซานตง เป็นรถม้าจากตำหนักเยี่ยนฟาง จวิ้นอ๋อง สาวใช้นางหนึ่งเดินมาแจ้งกับทหารเฝ้าหน้าประตูค่ายว่า ท่านหญิงเหิงเยว่ขอเข้าไปในค่ายซานตงเพื่อนำอาหารมาส่งให้พระญาติ แต่ทหารที่เฝ้าประตูยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้ เพราะเป็นคำสั่งเด็ดขาดขององค์รัชทายาท สุดท้ายท่านหญิงเหิงเยว่จึงลงจากรถม้าแล้วเข้าไปพบทหารที่เฝ้าประตูว่า “เช่นนั้นขอฝากท่านไปเรียนท่านเสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการฯ ว่า ท่านหญิงเหิงเยว่มาขอพบ แต่ไม่อาจเข้าไปในค่ายได้ จึงขอเชิญท่านเสวี่ยซิงมาพบที่หน้าประตูนี้” ทหารสองคนมองหน้ากัน แล้วตัดสินใจให้คนหนึ่งเดินเข้าไปแจ้งท่านเสวี่ยซิงที่กำลังฝึกเหล่าทหารอยู่
ขณะเดียวกัน เจ้าสำนักหญิง ที่กำลังแอบตรงมุมเสาส่อง เสวี่ยซิง ฝึกกระบี่ให้กับเหล่าทหาร ได้เห็นทหารหน้าประตูมาพูดอะไรกับเสวี่ยซิง เพียงอึดใจเขาก็รีบเดินไปที่หน้าประตูค่าย เจ้าสำนักแอบเดินขยับมุมตามส่องดูว่าเขาไปหน้าประตูค่ายทำไม แล้วก็ได้เห็นว่าท่านหญิงเหิงเยว่มาพบเขา “พวกเขาพูดคุยอะไรกันอยู่นะ” เจ้าสำนักบ่นเบาๆ รู้สึกอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาทันทีอย่างไม่รู้สาเหตุ พลันรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ มาวางบนบ่า นางเงยหน้าขึ้นไปเห็นพี่ชายยืนมองไปที่หน้าประตูมือโอบไหล่นางไว้ “เสด็จพี่ ท่านหญิงเหิงเยว่ เขามาหาท่านเสวี่ยซิงทำไมเพคะ” นางเงยหน้าถามพี่ชาย พี่ชายก้มมองน้องสาว ยิ้มอย่างอบอุ่นให้ “เจ้าไม่ชอบท่านหญิงหรือ” พี่ชายถาม
“ไม่ชอบ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ชอบเพคะ” สีหน้าของอี้อันดูสับสน พี่ชายมองน้องสาวแล้วบอกว่า “ไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งนั้น เสวี่ยซิงไม่ใช่คนช่างพูดคุยก็จริง แต่เขาเป็นมิตรกับทุกคน รวมถึงท่านหญิงเหิงเยว่ด้วย …เจ้ากลับกองไปเถอะ เจ้าแอบหนีลูกศิษย์มานานแล้วนะ” ว่าแล้วพี่ชายจับไหล่นางแล้วดันหลังนางให้เดินกลับไปกองทิศตะวันตก
มื้อกลางวันนั้น มีอาหารจากตำหนักเยี่ยนฟาง ที่ท่านหญิงเหิงเย่วนำมาให้กับมือ จะเป็นอุปทานหรือไม่มิอาจคาดเดาได้ เสวี่ยซิง กินข้าวมื้อนั้นได้มากเป็นพิเศษ แต่อี้อันนั่งมองอาหารนั้นแล้วเผลอเขี่ยเล่น
“วันนี้เจ้าไม่ค่อยหิวหรือ?” พี่ชายถามน้องสาว ส่วนน้องสาวเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้างอย่างเคย “ไม่รู้สิ หม่อมฉันไม่ค่อยหิว” น้องสาวตอบพี่ชายแบบที่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุ “อาหารไม่อร่อยหรือองค์หญิง” เสวี่ยซิง ถาม นางมองหน้าเขา ส่ายหน้าแล้วมองที่อาหารใบหน้ามีความสงสัยเต็มเปี่ยมว่า ... ทำไมมันจึงไม่อร่อย
“หรือในอาหารมีพิษ” จางเหยาพูด พลันลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าจริงจัง ทำเอาทุกคนพลอยตกใจกับท่าทีของเขา “ไม่มียาพิษหรอก แต่ข้ารู้สึกว่ามันไม่อร่อย” นางมองอาหารสำรับนั้นแล้วลุกขึ้น มิได้มีอาการหรือสีหน้าไม่พอใจใดๆ พี่ชายมองตามหลังน้องสาว รู้สึกไม่สบายใจ “ไม่มียาพิษอะไรหรอก เหิงเยว่นางไม่รู้เห็นกับเรื่องของพระบิดานางหรอก” องค์รัชทายาทตรัส
ตำหนักเยี่ยนฟาง
“เจ้าว่าอะไรนะ พูดใหม่อีกครั้งซิ” จ้าวจวิ้นอ๋องบุรุษกลางคนที่รูปงาม บัดนี้ใบหน้าเขาแดงก่ำบูดบึ้งด้วยความโกรธ ตะคอกพ่อบ้านเจียงเสียงดัง ส่วนพ่อบ้านเจียงเมื่อได้รับจดหมายจากม้าเร็วที่วิ่งจากเมืองเจียงหนิงตลอดคืน จดหมายจึงมาถึงเช้าวันนี้ เขานำข่าวร้ายแจ้งกับจวิ้นอ๋อง “ผู้ตรวจการราชสำนัก จางหาน ที่ฝ่าบาทส่งไป พบว่าจวนอ๋องแอบฝึกนักฆ่าชุดดำและนำคนเผ่าหนี่ว์เจินเข้ามาในต้าซ่ง มีพระราชโองการยึดทรัพย์และปิดตำหนักอ๋องที่เมืองเจียงหนิงแล้วขอรับ”
จ้าวจวิ้นอ๋องถึงกับทรุดนั่งลงเก้าอี้ “แล้วจั๋วถงเล่า มีข่าวลูกของข้าหรือไม่?” “เอ่อ .... “ พ่อบ้านเจียงก้มหน้าอึกอัก
“พูด” จวิ้นอ๋องตวาดพ่อบ้านเจียง “ตอนนี้ท่านชายจั๋วถงถูกขังคุกในศาลอำเภอเจียงหนิงขอรับ”
“อะไรน๊ะ!!” จวิ้นอ๋องอุทานเสียงสูงก่อนจะเงียบไป