คำบอกเล่านี้เหมือนต้องการจะบอกกับหลินหยางว่าเบื้องหลังของเซี่ยฉี่หลงคนนี่ ยังมีเจ้าหญิงเซียวเซียงผู้มีฐานะสูงส่งอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน
เมื่อหลินหยางได้ยินเช่นนั้นแล้วก็หันไปคารวะให้กับเซี่ยฉี่หลง
“ขอบพระคุณท่านหัวหน้าเซี่ยที่กรุณาให้ความช่วยเหลือ”
เซี่ยฉี่หลงมองดูหลินหยางด้วยความรู้สึกท้อแท้และปลงตกคลื่นลูกใหม่ที่ใหญ่กว่า รุนแรงกว่าย่อมสาดซัดเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่าได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว
เขาโบกมือปฏิเสธพร้อมกับกล่าวว่า “วิชาดาบของคุณชายหลินนั้นลึกล้ำทรงพลังเหลือคณาพวกข้าไม่จำเป็นต้องช่วยเลยแม้แต่น้อย... ช่างเถอะตาแก่อย่างข้าอยู่ตรงนี้ต่อไปก็รังแต่จะเกะกะเสียเปล่า ด้วยความแข็งแกร่งของคุณชายหลินระดับนี้เกรงว่าคงไม่มีอะไรให้เป็นห่วงแล้ว ข้าขอลาเลยแล้วกัน”
เซี่ยฉี่หลงกล่าวไม่ผิดเลย
การมาช่วยเหลือคนนี้มันน่าอึดอัดเหลือเกิน
อึดอัดจนทนไม่ไหว เขาไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด
เซี่ยฉี่หลงจากไปด้วยเสียงหัวเราะแห้งๆ แล้วตอนนี้จึงเหลือแค่กวันสีที่ยังยืนมองหลินหยางด้วยรอยยิ้มแข็งเกร็ง
“คุณชายหลิน ท่านนี่เสือซ่อนเล็บโดยแท้เลยถ้ารู้ตั้งแต่เรก ท่านเถ้าแก่ใหญ่ระดับดาวม่วงคงไม่ส่งให้ข้ามาดูแลท่านด้วยความเป็นห่วงแบบนี้แล้ว”
หลินหยางคิดในใจว่า มันก็ช่วยไม่ได้อยู่แล้ว
เขาคงจะออกไปป่าวประกาศให้ผู้อื่นฟังทั้งวันว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหนไม่ได้อยู่แล้ว....
แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เขารู้ข้อมูลเพิ่มมาอีกว่า ทั้งพันธมิตรการค้าใต้หล้าแล้วก็องค์หญิงเซียวเซียงอะไรนั่นล้วนกำลังจับตามองเขาอยู่
เขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าตัวเองจะเนื้อหอมมีเสน่ห์ขนาดนั้นเกรงว่าทั้งสองคนต้องมีเป้าหมายอะไรบางอย่างที่เกี่ยวพันกับตัวเขาหรือต้องการให้เขาช่วยอยู่ด้วยแน่ๆ
หลินหยางคิดวิเคราะห์ในหัวพลางกล่าวออกมาอย่างสุภาพว่า “ความช่วยเหลือที่เถ้าแก่กวันมีให้หลินอี้และตระกูลจ้าวนั้นหลินอี้ขอขอบพระคุณอย่างสูง หลังจากนี้ไปตระกูลจ้าวเราก็คงต้องขอรบกวนให้หอฟ้าสมุทรช่วยดูแลด้วยแล้ว”
“ตระกูลเราท่านทั้งสองนั้นเป็นพันธมิตรร่วมทางการค้ากันย่อมต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”กวันสีพยักหน้ากล่าวต่อว่า “แต่เกรงว่าคุณชายหลินแสดงอิทธิฤทธิ์ออกไปมากขนาดนี้ข้ากลัวว่าพวกตระกูลซ่างกวันนั่นต้องไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้แน่ ถ้าคุณชายหลินต้องการละก็พวกเราหอฟ้าสมุทรสามารถช่วยเหลือท่านได้เสมอ”
“เรื่องนี้ไว้ค่อยจัดการทีหลัง หากหลินอี้ต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ย่อมต้องสงสาสน์ไปขอความช่วยเหลือเอง”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ดูแลตัวเองด้วยเล่าคุณชายหลินข้าก็ไม่ต้องอารักขาท่านอีกต่อไปแล้ว อย่างที่หัวหน้าเซี่ยได้กล่าวไว้ด้วยฝีมือของท่านคงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว”
“เดินทางปลอดภัย”
“ดูแลตัวเองด้วย”
กล่าวจบ กวันสีก็เดินจากไปอย่างรวดเร็วทันที
ช่วยไม่ได้นี่นะ
ไม่มีหน้าจะอยู่ต่อแล้วนี่
จะไปช่วยเขาแท้ๆแต่อีกฝ่ายกับจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จไปก่อนแล้ว ไม่ว่าใครเจอแบบนี้ก็คงไม่มีหน้าอยู่ต่อแล้ว...
ส่วนหลินหยางก็เดินจากทุ่งสังหารแห่งนี้ไปทันทีโดยไม่ชายตามองซากศพที่กองอยู่บนพื้นเลยแม้แต่น้อย
คราวนี้เขาได้หมุนวนรอบป่าแห่งนี้อยู่หลายรอบเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครตามหลังมาเพิ่มอีกแล้วเขาถึงจะเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองชิงอวิ๋นที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนของอาณาจักรชูอวิ๋นต่อ
ศึกครั้งนี้สำหรับหลินหยางแล้ว มันก็แค่การอบอุ่นร่างกายธรรมดาๆเท่านั้น
เขาไม่อยากให้ทั้งพันธมิตรการค้าใต้หล้าและองค์หญิงเซียวเซียงผู้ลึกลับคนนั้นรู้เรื่องที่เขากลับไปยังอาณาจักรชูอวิ๋นอีกทั้งยังไม่อยากติดหนี้บุญคุณคนเหล่านั้นมากเกินไปด้วย
เขาจะเป็นคนรับเอาความแค้นทั้งหมดนั่นเอาไว้ด้วยตัวคนเดียวเอง!
..................................
ณ คฤหาสน์เวิน เมืองอวิ๋นเฉิง
ภายในห้องฝึกซ้อมลับสำหรับเหล่านักรบชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬโดยเฉพาะของตระกูลเวินนั้นมีเงาร่างสิบกว่าสายยืนเรียงกันเป็นวงกลม กำลังยืนดูการต่อสู้อันดุเดือดของคนสองคนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
หนึ่งในสองคนนั้น คือคุณชายอันดับสองแห่งตระกูลเวินอย่างคุณชายเวินเทา
เวินเทาในตอนนี้นั้นบริเวณแขนขาของเขามีประกายแสงของพลังฟ้าดินไหลเวียนขึ้นแล้วแสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นได้ทะลุขอบเขตความสามารถไปถึงระดับเซียนเทียนได้แล้วการฝึกซ้อมอันโหดหินผิดมนุษย์มนาของหลินหยางนั้นได้บีบคั้นให้เจ้าหนุ่มนี่ต้องรีดเร้นความสามารถที่ซ่อนอยู่ออกมาได้แล้ว
แต่แค่นั้นยังไม่เท่าไร
เหล่านักรบเกราะเหล็กทั้งยี่สิบคนที่ถูกหลินหยางจับมาเคี่ยวเข็ญทรมานด้วยการฝึกสุดหฤโหดนั้นมีสามคนที่ระดับพลังฝีมือได้ก้าวข้ามกำแพงจนขึ้นไปสู่ระดับเซียนเทียนได้แล้วซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานของหั่วเอ๋อร์
และที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ คนที่เวินเทากำลังประลองด้วยในตอนนี้คือคุณหนูแห่งตระกูลเวินเวินชิงชิง
เวลาแค่เดือนเดียวเวินชิงชิงที่แต่เดิมอยู่ที่ระดับชุ่ยถี่ขั้นกลางอยู่นั้น กลับสามารถต่อกรกับเวินเทาที่มีพลังระดับเซียนเทียนขั้นต้นได้อย่างสมน้ำสมเนื้อทั้งสองแลกหมัดแลกเท้าไปมาจนเกิดเป็นแรงอัดอากาศขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ชมรอบๆ ถึงกับปรบมือชื่นชมไม่ขาดปาก
หลังจากปะมือกันได้ประมาณสิบนาทีเวินเทาก็ก้าวเท้าออกจากวงประลองที่กำหนดขอบเขตไว้
“ไม่เอาแล้ว ไม่สู้แล้ว....ออมมือให้ก็สู้เอาชนะไม่ได้ พอเอาจริงเดี๋ยวก็ถูกหลินอี้กลับมาจับฝึกโหดอีก ข้าไม่มีทางสู้แล้ว”
ฮ่าฮ่าฮ่า
คนรอบข้างหัวเราะดังลั่นชอบใจ
หลังจากที่เวินเทาถูกจับฝึกอย่างทรมานมาสักพักแล้วความหยิ่งยโสของเขาดูเหมือนจะลดลงไปไม่น้อยตอนนี้สามารถคบหากับผู้อื่นได้อย่างเท่าเทียมแล้ว แถมยังหยอกล้อผู้เป็นน้องสาวจนหน้าแดงก่ำอีก
“เวินเทา เจ้าบ้า เจ้าพูดอะไรของเจ้า? ใครขอให้เจ้าออมมือกัน เจ้าเข้ามาเถอะ ข้ารับรองเลยว่าหลินอี้ไม่ทำอะไรเจ้าอยู่แล้ว!!”
เวินชิงชิงตอนนี้ทั้งกายเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ทำให้ผิวนางดูสว่างใสดุจผลึกแก้วเม็ดเหงื่อที่ค่อยๆ ไหลผ่านหลุมลึกของกระดูกไหปลาร้านั่นช่างงดงามจนชวนให้รู้สึกหวั่นไหว
วิถียุทธ์อันแสนทรหดนั้น ได้ทำให้คุณหนูที่เคยมีนิสัยเอาแต่ใจเหมือนเด็กๆนั้น กลายมาเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มที่งดงามและองอาจไม่แพ้ใคร
ถึงคนรอบข้างจะหยอกล้อนางอยู่ก็ตามแต่ภายในใจของพวกเขานั้นรู้สึกนับถือนางไม่น้อย
ในเวลาสั้นๆ แค่เดือนเดียว สามารถยกระดับฝีมือจากชุ่ยถี่ขั้นกลางจนตอนนี้สามารถรับมือกับเวินเทาหลายสิบรอบได้อย่างสูสีไม่ว่าใครต่างก็รุ้ว่าในช่วงหนึ่งเดือนมานี้นางผ่านอะไรมาบ้าง
ถึงแม้เคล็ดวิชา โฉมงามใจพิสุทธิ์ที่เวินชิงชิงกำลังฝึกอยู่นั้นเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งทรงพลังอย่างมากแต่เบื้องหลังตอนที่นางฝึกอยู่นั้น นางต้องทนทรมานอย่างแสนสาหัส
“โอ้ เจ้าบอกว่าไม่ทำก็ไม่ทำเลยหรือพูดอย่างกับว่าหลินอี้เป็นอะไรกับเจ้าอยู่เลยนะ...” นานๆทีเวินเทาจะหยอกล้อกับผู้เป็นน้องสาวของตัวเองเหล่ายอดฝีมือของตระกูลเวินที่หลังจากผ่านการฝึกซ้อมแสนอำมหิตแล้วก็ดูมีความสุขมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาทั้งหมดล้วนหวังจากใจจริงว่าเวินชิงชิงสามารถเกี่ยวดองกับยอดคนอย่างผู้อาวุโสหลินท่านนั้นได้
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเขา
“เวินเทา พอจบการฝึกวันนี้แล้วเจ้าต้องอยู่ต่อให้หั่วเอ๋อร์ฝึกเจ้าเพิ่มแบบตัวต่อตัว”
กลุ่มคนทั้งหมดตะลึงไปทันที จากนั้นก็ตามมาด้วยน้ำเสียงที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ก้าก้า! ดีเลยในกลุ่มคนทั้งหมดนี่ ข้าชอบฝึกให้เจ้าหนูเวินเทามากที่สุดแล้วเสียงร้องโหยหวนของมันนี่ไม่ว่าจะฟังเมื่อไหร่ก็ไม่เคยเบื่อเลยจริงๆ ซาบซ่าสุดๆ!”
สีหน้าของเวินเทาพลันซีดลงจนขาวยิ่งกว่าสีกระดาษ
แต่คนอื่นๆ ที่เหลือพลันกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจว่า
“ผู้อาวุโสหลิน ท่านกลับมาแล้ว!!”
สายตาของพวกเขาเปล่งประกาย โดยเฉพาะเวินชิงชิง นางตื่นเต้นจนต้องหายใจเข้าลึกๆอยู่หลายครั้ง ทรวงอกที่เติบโตเต็มที่นั้นขยับขึ้นลงราวกับคลื่นน้ำลูกใหญ่ นางแทบอยากจะพุ่งไปหาหลินหยางตอนนี้เลยแต่ก็รู้สึกตัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขามันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น
สาวน้อยผู้นี้แสดงความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดออกมาผ่านใบหน้าจนหมดทั้งความตื่นเต้นดีใจและความเขินอาย เป็นท่าทางที่น่าเอ็นดูและน่าสงสารจริงๆ
แต่ในตอนที่นางกำลังยืนลังเลอยู่นั่นเอง หั่วเอ๋อร์ก็บินเข้ามาอยู่ในอ้อมอกของนางทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น “เป็นอย่างไรบ้างน้องชิงชิง ได้คิดถึงข้าบ้างรึเปล่า? โอ้ไม่เจอตั้งหนึ่งเดือน ของเจ้าดูใหญ่ขึ้นอีกแล้วนะ จะใหญ่เท่าน้องสวี่เหยาแล้วนี่!”
ไปตายเถอะเจ้านกกุ๊ยนี่!
เห็นได้ชัดว่า การไปที่เมืองฮุยยื่อของหั่วเอ๋อร์ในครั้งนี้ทำให้มันได้นิสัยเสียๆ กลับมาจากเจ้าจ้าวเหวินชางนั่นติดกลับมาเพียบเลย
คนรอบข้างพากันหัวเราะฮ่าฮ่า ส่วนหลินหยางนั้นเดินก้าวใหญ่ๆ เข้ามาหาจากนั้นก็มอบของขวัญชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งทีได้มาจากเมืองฮุยยื่อให้กับเวินชิงชิง
ยัยหนูนี่ดีใจจนตัวลอย
ต่อให้ของที่หลินหยางเอากลับมาฝากจะเป็นแค่อากาศของเมืองฮุยยื่อนางก็ยินดีรับมันด้วยความเต็มใจ
จากนั้นไม่นาน เวินติ่งเทียนก็แอบตามเข้ามาในนี้
สิ่งก่อสร้างที่อยู่ในชั้นใต้ดินนี้เป็นความลับที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลเวินในตอนนี้มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้การที่หลินหยางพอกลับมาถึงก็ตรงดิ่งมาที่นี่ก่อนเลยนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการปกปิดร่องรอยของตัวเองเอาไว้
คนทั้งสองจ้องตากันครู่หนึ่งเวินติ่งเทียนก็รู้ได้ทันทีว่าการไปราชอาณาจักรโล่ยื่อในครั้งนี้นั้นค่อนข้างราบรื่นทั้งสองไม่ได้สนทนาอะไรกันมากความ จากนั้นก็เข้าไปปรึกษากันในห้องส่วนตัวที่ปิดสนิททันที
หลินหยางเล่าเรื่องทั้งหมดในราชอาณาจักรโล่ยื่อให้อีกฝ่ายฟังรอบหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องของจ้าวเหวินชางและสมาคมการค้าตระกูลจ้าวนั้นเขาปรึกษาหารือกับเวินติ่งเทียนอย่างละเอียด โดยเขาวางหมากตัวนี้เอาไว้ เพื่อให้ตระกูลเวินสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการขยายกิจการไปยังราชอาณาจักรโล่ยื่อหลังจากนี้ต่อไปได้เพิ่มขุมอำนาจของตัวเองมากขึ้นไปอีกหนึ่งก้าว
เวินติ่งเทียนก็เล่าสถานการณ์ในเมืองอวิ๋นเฉิงทั้งหมดให้หลินหยางฟัง
ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก ช่วงหนึ่งเดือนมานี้ ภายในเมืองอวิ๋นเฉิงค่อนข้างสงบเรียบร้อยส่วนตระกูลเวินนั้นทรงอิทธิพลสุดขีด
หลังจากงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในพระราชวังจบลงแล้วองค์จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนก็ได้ทำการมอบตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการช่างของราชสำนักให้กับเวินติ่งเทียนด้วยตัวเองโรงงานช่างเลี่ยนเทียนเฮ่าของตระกูลเวินได้กลายเป็นโรงงานช่างสำหรับราชสำนักโดยเฉพาะกลายเป็นที่เคารพสูงสุดในทันที
ธุรกิจในเมืองอวิ๋นเฉิงทั้งหมดก็ตกเป็นของตระกูลเวินแต่เพียงผู้เดียวโดยสมบูรณ์
ตระกูลโอวหยางตอนนี้เป็นเพียงแค่หมาตัวหนึ่งที่อยู่ภายใต้ตระกูลเวินก็เท่านั้นหลังจากตระกูลเฉินล่มสลายไป ธุรกิจการล่าสัตว์อสูรก็ได้เวินติ่งเทียนรับช่วงต่อทันทีอย่างรวดเร็ว
ตระกูลเวินในตอนนี้ กลายเป็นขุมกำลังของสามัญชนที่ไม่ใช่ราชสำนักที่แข็งแกร่งมากที่สุดแล้ว
หลังจากเวินติ่งเทียนกล่าวจบก็กล่าวเสริมเน้นเพิ่มขึ้นมาอีกประโยคว่า “ครั้งก่อนที่องค์จักรพรรดิไม่ได้พบเจ้านั้น เขารู้สึกเสียดายมากเกรงว่าหลังจากที่เจ้ากลับมาในครั้งนี้ไม่นาน เขาน่าจะจัดงานเลี้ยงสำหรับเจ้าโดยเฉพาะขึ้นอีกครั้ง”
“ไม่เป็นไร” หลินหยางส่ายหัว
ในใจเขานั้นบอกตามตรงก็คือเขาไม่ค่อยรู้สึกผูกพันหรือคิดถึงผู้เป็นพ่อแท้ๆ คนนี้สักเท่าไรเขารู้สงสัยและโกรธแค้นในตัวอีกฝ่ายมากกว่า
เขาเกลียดที่ผู้ชายคนนั้นทำให้แม่ของตัวเองต้องทนทุกข์ทรมานจากความถวิลหามาตลอดระยะเวลาสิบห้าปีจนสุดท้ายก็ตรอมใจตายจากไป
เขาจึงรู้สึกสงสัยใคร่รู้ว่าผู้นำของอาณาจักรชูอวิ๋นผู้นั้นเป็นคนแบบไหน
แต่ทั้งหมดนี้ต้องรอให้เขาสร้างชุดเกราะราชันเหล็กขาวขึ้นมาให้เสร็จก่อนหลินหยางมีลางสังหรณ์ว่า
อีกไม่นาน ตระกูลซ่างกวัน เทพยุทธ์หลินไป๋ชวน เฉินเฉาเกอขุมอำนาจมืดเหล่านี้จะต้องรวมหัวกันปฏิบัติแผนการร้ายที่พวกมันวางแผนมาอย่างยาวนานขึ้นแน่ๆ
เขาจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมในทุกๆ ด้าน
เขามองไปทางเวินติ่งเทียนพลางกล่าวว่า “การกลับมาครั้งนี้มีเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่ต้องทำก่อนเลยก็คือการสร้างของชิ้นนั้นขึ้นมา”
“ได้ ต้องการอะไรบอกมาเราจะสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่” เวินติ่งเทียนรู้ว่าที่หลินหยางออกเดินทางไปก่อนหน้านี้ก็เพื่อที่จะสร้างชุดเกราะสุดแกร่งชิ้นนั้นขึ้นมา เขาจึงรีบพยักหน้าตกลงทันที
ดีมาก
หลินหยางพูดคุยกับเวินติ่งเทียนนานกว่าหนึ่งชั่วยาม จัดการเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในตระกูลเวินจนเรียบร้อยดีแล้ว จึงเดินออกจากห้องลับในชั้นใต้ดินนี่ไป
..................................
เช้าวันต่อมา อาจารย์ทั้งสองของเลี่ยนเทียนเฮ่าก็ประกาศเก็บตัว
ห้องการช่างของพวกเขาทั้งสองถูกกำหนดให้เป็นเขตหวงห้ามห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปไม่มีใครรู้ว่านักการช่างที่เก่งที่สุดของตระกูลเวินทั้งสองคนนี้กำลังสร้างสมบัติวิเศษอะไรกันอยู่มีเพียงเขาทั้งสองเท่านั้นที่จะรู้ว่า...
พวกเขาเป็นแค่ลูกมือของหลินหยางเท่านั้น
ซึ่งเหล่านักการช่างที่บังเอิญได้พบกับอาจารย์ใหญ่ทั้งสองท่านนั้นจะรู้สึกมึนงงกันทุกคนว่าทำไมคนแก่ที่มีอายุรวมๆ กันเกือบจะสองร้อยปีแล้วนั้นถึงได้แสดงสีหน้ายินดีอย่างกับเด็กน้อยแบบนั้นออกมา
เจ้าดูสิ ท่านอาจารย์อี้สิงอวิ๋นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องทำงานนั่นยังเอามือกำอกพร้อมกับอ้วกออกมาสองคำโตแล้ว แถมยังพึมพำออกมาแบบนี้ด้วย
“เวรเอ๊ย พอจบจากเรื่องนี้ไป ต่อให้ข้าต้องเกษียณก็ถือว่าชีวิตนี้ใช้คุ้มแล้วฮ่าฮ่า!!”
อะไรล่ะนั่น?
ผู้คนต่างก็รู้สึกสับสนมึนงง
มีเพียงตัวอาจารย์ทั้งสองเองเท่านั้นที่รู้ว่าวันนี้พวกเขากำลังจะเริ่มแล้ว เริ่มสร้างชุดเกราะออกศึกระดับวิถีราชันที่ถูกขนานนามว่าแข็งแกร่งที่สุดในทวีปชี่อู่แห่งนี้!!