High Human

    HH 145

    “ทุกคนกลับมาที่ฐาน!!” มอรันเรียกคนที่อยู่ด้านนอกกลับมา พวกเขาเสียคนเยอะเกินไปแล้วแถมยังฆ่าอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่คนเดียว ช่างเป็นการสูญเสียที่มหาศาลจริงๆ

    เมื่อทุกคนกลับมามอรันก็สั่งให้เฝ้าระวังและอนุญาตให้ยิงปืนใหญ่ได้ทันทีที่เห็นใครก็ตามเข้ามาในระยะ ตอนนี้ทุกคนตื่นตัวเต็มที่

    พวกเขามีได้คะแนนมาแค่คะแนนเดียวเพราะว่าต้องการลดความสูญเสียให้มากที่สุด จึงวางแผนป้องกันเอาไว้ ก่อนหน้านั้นพวกเขาไม่ได้ไปบุกโจมตีใครก่อนจนกระทั่งมีเผ่าพันธุ์อื่นบุกมาและด้วยความฉลาดของผู้นำเผ่าพันธุ์ทำให้พวกเขาเอาชนะมาได้โดยเสียกำลังคนไปไม่ถึงสิบคน หลังจากนั้นพวกเขาก็บุกโจมตีฐานของอีกฝ่ายจนได้รับชัยชนะ 

    พวกเขาได้รับหนึ่งคะแนนและคอยเล่นเป็นฝ่ายป้องกันมาตลอดจนกระทั่งผ่านรอบแรกไปและได้นำคะแนนไปแลกเปลี่ยนเป็นฐานทัพแห่งใหม่ 

    ผู้นำเผ่าพันธุ์รู้ดีว่าคงไม่สามารถเอาอันดับหนึ่งมาได้อย่างแน่นอนเขาจึงวางแผนที่จะให้ติดอันดับเพื่อรับเอาดาวทรัพยากรเล็กๆสักแห่งก็พอ พวกเขาไม่ได้โลภมาก

    ทว่าตอนนี้กลับต้องมาสูญเสียกำลังคนไปยี่สิบคน ทำให้ผู้นำเผ่าพันธุ์รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามเขาในฐานะผู้นำย่อมมีสติและไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล 

    “ให้ทุกคนประจำการป้องกันเอาไว้ถ้าเห็นใครก็ตามที่เข้ามาในระยะให้ยิงได้ทันที” ผู้นำเผ่าพันธุ์กล่าว

    “รับทราบครับ!!” มอรันตะเบ๊ะในท่าทหารประจำเผ่าพันธุ์ 

    ไกลออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร โจตั้งค่ายขึ้นที่นี่ชั่วคราว เนื่องจากแผนการบุกในครั้งนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่แล้วมา แม้ว่าเขาจะมีกำลังคนและยานพาหนะติดอาวุธแต่มันก็ไม่ได้เปรียบสักเท่าไรหากต้องเผชิญกับป้อมปืนใหญ่บนกำแพงฐาน

    แต่ว่าอย่างน้อยพวกเขาก็สามารถกำจัดฝ่ายตรงข้ามไปได้ราวๆยี่สิบคน ทำให้อีกฝ่ายอ่อนกำลังลงไปบ้าง 

    หลังจากที่ระบบแลกเปลี่ยนปรากฏขึ้นการสู้รบต่างๆก็เปลี่ยนไป เมื่อระบบแลกเปลี่ยนครั้งสุดท้ายปรากฏอีกครั้งตอนนั้นจะเป็นสงครามที่ยากเย็นต่อการบุกแล้วจริงๆ 

    ……

    บนอัฒจันทร์ยังคงเหลืออยู่หลายเผ่าพันธุ์ บางเผ่าพันธุ์แพ้ไปแล้วแต่ยังอยู่ที่นี่เพื่อรับชมว่าสุดท้ายแล้วใครจะชนะ ส่วนที่เหลือก็คือเผ่าพันธุ์ที่ยังไม่แพ้พวกเขาทำได้แค่ให้กำลังใจและหวังว่าเผ่าพันธุ์ตัวเองจะผ่านรอบนี้ไปได้ 

    “คิดว่ามนุษย์จะเอาชนะเผ่าพันธุ์กูลูต้าได้หรือเปล่า?” ใครบางคนเอ่ยขึ้นมา

    จากนั้นก็มีใครบางคนพูดขึ้นมาแทบจะทันทีว่า “ยาก หากจะเอาชนะได้จริงก็ยาก ต้องอย่าลืมว่าตอนนี้เป็นช่วงกลางของสงครามแล้ว ทุกเผ่าพันธุ์มีฐานที่แลกเปลี่ยนมาจากระบบ”

    และก็มีใครบางคนเอ่ยขึ้นมาต่อไปว่า “ถึงจะยากก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งนั่นแหละ”

    ทุกคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง

    ช่วงกลางของสงครามเสมือนมีระยะเวลาที่สั้นและจะสั้นยิ่งกว่านี้เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้าย เป็นเพราะมีเผ่าพันธุ์ที่ยังรอดน้อยลงเรื่อยๆทำให้ไม่มีใครให้ความสำคัญกับการป้องกันมากนักส่วนใหญ่แล้วจะเน้นบุกมากกว่าเพื่อเอาให้จบในทีเดียว เนื่องจากระยะทางแต่ละฐานมีระยะที่ไกลมากมันจึงเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปบุก 

    นอกจากนี้แล้วระบบแลกเปลี่ยนจะกลับมาอีกครั้งในเวลาเพียงเดือนเดียวตามเวลาโลกทำให้ความกดดันของแต่ละเผ่าพันธุ์ที่ต้องการคะแนนเพื่อไปสู้ในช่วงท้ายของสงครามตัดสินใจวัดกับอีกฝ่ายไปเลยทีเดียว หากชนะก็ติดอันดับหากแพ้ก็จบ

    เผ่าพันธุ์ใดที่ได้เข้าสู่ช่วงท้ายของสงครามเสมือนสามารถการันตีได้ว่าได้ติดอันดับหากไม่มีเผ่าพันธุ์เหลือรอดมากเกินไป 

    ……

    ผ่านไป 40 ชั่วโมงนับตั้งแต่ที่โจและพวกได้ตั้งค่ายขึ้นที่นี่ โจยังคงไม่พบหนทางที่จะเอาชนะอีกฝ่าย ในตอนแรกเขาคิดว่าน่าจะเอาชนะได้ไม่ยากแต่เมื่อเผชิญกับความเป็นจริงมันไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ เขาเพิ่งเข้าร่วมสงครามเสมือนครั้งแรกและยังไม่มีประสบการณ์ในการทำสงครามโดยที่ตัวเองเป็นผู้นำ ในชีวิตที่ผ่านมานั้นเขามักสู้ตัวคนเดียวเสมอ 

    ตอนนี้เขากำลังคิดอยู่ว่าจะบุกเองเลยดีไหมเพื่อทำให้มันจบๆไป แต่เขาก็ยังคงหวังว่าเผ่าพันธุ์ของตัวเองจะได้รับประสบการณ์ที่หาได้ยากเช่นนี้จึงยังไม่ได้ตัดสินใจทำลงไป

    “อ่า ปวดหัวจริงโว้ย” โจกุมขมับอยู่ในเต้นท์ของตัวเอง เขารู้ตัวแล้วว่าตนเองยังอ่อนด้อยนักในเรื่องนำกองทัพ

    โชคดีแค่ไหนที่เขาสามารถนำเผ่าพันธุ์มนุษย์มาถึงจุดนี้ได้โดยที่เสียกำลังพลไปเพียงเล็กน้อย

    อย่างไรก็ตามล่าสุดโจได้เรียกทุกคนให้มาประชุมโดยกล่าวกับพวกเขาว่าหากใครมีความคิดอะไรดีๆก็ให้บอก แต่เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหน้าจึงกล่าวออกไปว่า “ผมอยากฟังความคิดเห็นของพวกคุณว่าจะทำยังไงต่อไปเมื่ออยู่ในสถานการณ์นี้ ผมให้เวลาพวกคุณคิดแผนขึ้นมาและผมจะพิจารณาว่ามันดีหรือไม่ นี่ก็เพื่อให้พวกคุณได้สะสมประสบการณ์”

    อย่างไรก็ตามนี่ก็ผ่านไปหลายสิบชั่วโมงแล้วตั้งแต่ที่เขากล่าวออกไป ตอนนี้ยังไม่มีใครสักคนที่เสนออะไรให้เขาฟัง ทำให้เขารู้สึกปวดหัว 

    แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้และพยายามคิดหาหนทางด้วยตัวเอง 

    “หัวหน้าคะ พวกเราคิดแผนขึ้นมาได้แล้วค่ะ” ในขณะนั้นเองเสียงของมายด์ก็ดังเข้ามาในเต้นท์ โจเดินออกไป

    “ไปเรียกทุกคนมารวมพลยกเว้นคนที่ลาดตระเวนอยู่” โจกล่าว

    หลังจากนั้นทุกคนก็มารวมตัวกันรอบโต๊ะไม้ยาวซึ่งมีโจยืนอยู่หัวโต๊ะ 

    “คุณบอกแผนของคุณให้ฟังที” โจหันหน้ามองหญิงสาว

    มายด์รู้สึกเกร็งเล็กน้อยและอธิบายว่า “หลังจากที่พวกเราสังหารอีกฝ่ายไปหลายสิบคน พวกนั้นก็เอาแต่หลบซ่อนอยู่ในฐานและด้วยป้อมปืนทำให้ยากที่พวกเราจะบุกเข้าไปตรงๆ แต่เพราะสภาพแวดล้อมเป็นป่าแบบนี้ทำให้เรามีโอกาส ฉันและคนอื่นๆที่สามารถโจมตีระยะไกลจะลอบเข้าไปให้ใกล้มากพอแล้วโจมตีด้วยพลังทั้งหมดทำลายป้อมปืนอย่างน้อยสองตัวเพื่อที่พวกเราจะสามารถบุกไปได้ค่ะ”

    โจฟังแผนของหญิงสาวพลางคิดไปด้วย เขาคิดว่ามันเป็นแผนที่ดีหากสามารถทำลายป้อมปืนได้สักสองตัวก็จะมีพื้นที่บุกเข้าประชิดโดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป ทว่าหากฝ่ายตรงข้ามสังเกตุเห็นพวกเธอล่ะ? ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!!

    “แผนนี้ค่อนข้างเสี่ยงนะ พวกคุณมั่นใจแค่ไหนว่าจะสำเร็จ?” โจกล่าวถามขณะมองไปที่เธอ

    “พวกเรายอมรับความเสี่ยงนี้เองค่ะ” มายด์พูดหนักแน่น เธอรู้ดีว่าหากฝ่ายตรงข้ามสังเกตุเห็นพวกเธอ พวกนั้นก็คงถล่มพวกเธอด้วยป้อมปืนอย่างแน่นอน 

    อย่างไรก็ตามหากสำเร็จมันก็จะทำให้พวกเขามีโอกาสติดอันดับมากยิ่งขึ้น 

    ตอนที่พวกมายด์ประชุมหารือกันทุกคนก็ได้ข้อสรุปมาว่าหัวหน้าของพวกเขาไม่คิดจะลงมือเองแต่อยากให้พวกเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหล่านี้ เพราะตั้งแต่ได้เห็นพลังของชายหนุ่มที่ต่อสู้ครั้งก่อนหน้าทุกคนก็รู้ว่าโจมีพลังมากพอจะเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ทำไมเขาถึงไม่ลงมือทำอะไรเลยล่ะ? จึงได้ข้อสรุปดั่งที่พวกเขาคิดเอาไว้