เทพดาบอย่างข้าได้จุติทั้งที เอาระบบปลูกผักมาให้ข้าทำไม?!

    35 เสี่ยวจวง

            “โอ้ วันนี้มีผู้กล้าออกมาด้วย” เสี่ยวจวงแสยะยิ้ม “กำลังเบื่อ ๆ อยู่พอดีเลย”

     


            เขามองเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินออกห่างบริเวณประตูหมู่บ้าน แต่เขาก็ทำได้เพียงมองดูมาจากระยะไกลเท่านั้น เนื่องจากแม้แต่เขาเองก็ไม่กล้าเสี่ยงกับเจ้าจ่าฝูงก็อบลิน เขาไม่รู้ว่าใครสามารถควบคุมเจ้าจ่าฝูงก็อบลินได้บ้างและมีขอบเขตไกลแค่ไหน เสี่ยวจวงจึงได้แต่คอยเฝ้าดูจากระยะไกลเท่านั้น

     


            เขาคอยดักทำร้ายทุกคนที่ผ่านไปผ่านมาเพื่อไม่ให้คนในออกมาล่าสัตว์อสูรที่ดีกว่าที่อยู่รอบ ๆ กำแพงหมู่บ้าน ส่วนคนนอกเขาก็ดักไว้ไม่ให้เข้าไปเพิ่มกำลังพลให้กับหมู่บ้าน

     


            “ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาสักทีนะ ไอ้คนขี้ขลาดโจเซฟ” เสี่ยวจวงกล่าวออกมาเสียงดัง แต่ด้วยเสียงแหลมเล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของเขามันทำให้ฟังดูเหมือนเขากำลังกรีดร้องออกมาเสียมากกว่า

     


            เขามองโจเซฟอย่างดูถูก ตลอดสองวันที่เขามาเฝ้าจับตาดู เขาไม่เคยเห็นโจเซฟออกห่างจากกำแพงเมือง ซึ่งเป็นระยะที่เขาเองไม่กล้าเข้าไปใกล้ ในทุกวันเขาจะเห็นเพียงโจเซฟออกมาและมุ่งหน้าไปยังลานกว้างที่อยู่ด้านข้างหมู่บ้านกับฮงเพื่อทำอะไรบางอย่าง เขาไม่เคยเห็นโจเซฟออกมาเพื่อล่าสัตว์อสูรเลย

     


            และในสองวันที่เขาเฝ้าจับตาดูหมู่บ้านแห่งนี้ เขายังไม่เห็นใครที่ดูแล้วน่าจะเป็นเจ้าของหมู่บ้านได้เลย เนื่องจากเขาจดจำทุกคนที่หนีมากับโจเซฟไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทดสอบโดยการไล่ทำร้ายทุกคน และทุกคนอ่อนแอเกินไป

     


            ด้วยความสามารถที่สามารถเอาชนะจ่าฝูงก็อบลินและยึดเอาหมู่บ้านของมันมาได้ แสดงว่าคนที่เขาตามหาอยู่ต้องพิเศษ ถ้าจะบอกว่าเป็นกลุ่มกองกำลังเข้ายึด เขาก็คิดคนในหมู่บ้านนี้น้อยเกินกว่าจะมีกองกำลังคุ้มครองอยู่

     


            ด้วยคำสั่งที่กำชับจากบอสของเขา บวกกับไม่ทราบเป้าหมายที่แน่ชัด เสี่ยวจวงจึงอดทนเฝ้าจับตาดูอยู่ข้างนอก แต่แล้วหลังจากผ่านไปสองวันเต็ม ๆ จนเข้าสู่วันที่สาม ดูเหมือนการรอคอยของเขาจะเริ่มเป็นผล

     


            มีใครบางคนออกมาพร้อมกับโจเซฟ ด้วยผมสีทองแดงจนออกส้มที่โดดเด่นรับกับแสงแดดยามเช้า เขามั่นใจว่าคนคนนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงสองวันที่คอยดักเฝ้าอยู่ที่นี่ และคนคนนี้จะต้องเป็นคนที่มีความสำคัญแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นโจเซฟคงจะไม่เดินเคียงข้างเขาแน่ ๆ

     


            ยิ่งเข้ามาใกล้ เสี่ยวจวงก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยใบหน้าของชายหัวสีทองแดงเหมือนเคยเจอที่ไหน แต่เขานึกไม่ออก แต่ไม่นานเขาก็ได้คำตอบหลังอีกฝ่ายเขามาใกล้พอที่จะเห็นรายละเอียดหน้าตาชัดเจน

     


            “หมอนั่นมันเด็กใหม่ที่หมู่บ้านต้นหอมนี่” เสี่ยวจวงหรี่ตามองเพื่อแน่ใจว่าเขาเข้าใจไม่ผิด “แล้วเขามาโผล่ที่นี่ได้ไง?”

     


            เสี่ยวจวงกำลังสงสัยว่าเตชินท์อาจจะแอบเข้าหมู่บ้านช่วงที่เขาเผลอหลับไปอย่างแน่นอนเพราะเขาเชื่อว่าตัวเองคอยเฝ้าดูอยู่ตลอด และหมู่บ้านก็ไม่มีทางเข้าออกอื่นอีกแล้วด้วย

     


            ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งมั่นใจว่าใช่คนที่เขาคิด เสี่ยวจวงจึงแสยะยิ้มอันน่าเกลียดและถามเตชินท์ว่า “ไงเด็กใหม่ แกก็แอบหนีมาอยู่หมู่บ้านของพวกกระจอกด้วยงั้นเหรอ?”

     


            “คนหมู่บ้านต้นหอมนี่โง่กันทุกคนเลยหรือยังไงนะ?” เตชินท์บ่นให้โจเซฟฟัง แต่มันก็ดังพอที่จะทำให้ผู้ที่ถูกพาดพิงได้ยินเพราะอีกไม่กี่ก้าวทั้งสองฝ่ายกำลังจะประจันหน้ากัน

     


            “หน็อย ไอ้เด็กใหม่ ปากดีนักนะ” เสี่ยวจวงกรีดร้องด้วยเสียงแหลมเล็กออกมา

     


            เขาฉุนจัดที่โดนดูถูกโดยเด็กเมื่อวานซืน เขาไม่จะให้โอกาสกับคนที่มาปากดีใส่ เสี่ยวจวงเรียกมีดวิญญาณอสูรประจำตัวออกมาและเตรียมจะฟันใส่เตชินท์โดยไม่สนโจเซฟที่อยู่ข้าง ๆ เลย แต่ถ้าเสี่ยวจวงทันสังเกต เขาจะเห็นว่าโจเซฟก็ดูไม่ได้ห่วงเตชินท์เลยแม้แต่น้อย และถ้าเขาสังเกตมองดี ๆ เขาจะเห็นอีกว่ามีบางสิ่งที่เตี้ยและอ้วนเดินตามทั้งสองมา

     


            แต่มันไม่ทันเสียแล้ว แม้เสี่ยวจวงจะเป็นพวกสายความเร็วก็จริง แต่เขายังมีแต้มพัฒนาไม่มากพอที่จะเร็วกว่าเจ้าจ่าฝูงก็อบลินของเตชินท์

     


            ฉับ!!

     


            แขนท่องล่างของมือที่ใช้กำมีดลอยปลิวไปกลางอากาศพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนจนคนในหมู่บ้านยังต้องได้ยิน

     


            “แก...แกเป็นเจ้าของหมู่บ้าน...” ดวงตาเสี่ยวจวงเบิกกว้าง เขาตกตะลึงจนลืมความเจ็บปวดที่แขนขาด เขาลืมแม้กระทั่งเรียกมีดวิญญาณอสูรกลับมา

     

            

            “ค่อยฉลาดขึ้นมาหน่อย เพียงแต่ว่า...” เตชินท์กล่าวทิ้งท้ายก่อนปล่อยให้เจ้าจ่าฝูงก็อบลินของเขาลงมือสังหารเสี่ยวจวงว่า “...เกะกะขวางทางไปหน่อย คนจะไปล่าสัตว์อสูร”

     


            มีอยู่เป็นหมื่นล้านคำอยู่ภายในใจโจเซฟ แต่เขาก็เริ่มชินกับการกระทำของเตชินท์บ้างแล้ว เพียงแต่หนนี้เตชินท์ไม่แม้จะให้โอกาสอีกฝ่ายร้องขอชีวิตเลย เขาไม่รู้ว่าระหว่างเสี่ยวจวงกับหัวหน้าหมู่บ้านของเขามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรกันมาก่อน เตชินท์ถึงได้ตัดจบไวขนาดนี้ เขาได้แต่สงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามออกไป

     


            “ลูกพี่เขาจัดการเสี่ยวจวงบ้านั้นได้แล้ว”

     


            เกิดเสียงเฮกระหึ่มไปทั้งหมู่บ้านทันทีเมื่อฮงประกาศเสียงดังลั่นหลังเฝ้าจับตามองเตชินท์กับโจเซฟออกไปเผชิญหน้ากับเสี่ยงจวง เขาถูกเตชินท์บังคับไม่ให้ติดตามไปด้วย โดยถูกอ้างเรื่องความปลอดภัยและต้องการให้ไถนาต่อให้จบ

     


            แต่เหตุผลที่แท้จริงที่เตชินท์ไม่อยากให้ฮงติดตามมาด้วยเพราะเขาต้องการคุยธุระสำคัญเรื่องคนทรยศ นอกจากโจเซฟแล้วเขายังไม่ไว้ใครแม้แต่กระทั่งฮงก็ตาม

     


            เตชินท์บอกโจเซฟว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เขาจะกลับมายังหมู่บ้านขวานเหล็ก

     

     


            “พอจะคิดออกไหมว่าเป็นใคร?” เตชินท์เดินไปถามไป เขารีบออกจากจุดที่จัดการเสี่ยวจวงเพื่อไม่ให้ทุกคนตามมาแสดงความยินดีกับพวกเขา

     


            โจเซฟส่ายหัวและกล่าวว่า “ข้อมูลยังกว้างเกินไป ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้ชื่อของหัวหน้าก็เป็นใครได้ทั้งนั้นครับ แต่ว่า...”

     


            เตชินท์พยักหน้าเห็นด้วยพลางรอฟังโจเซฟพูดให้จบ “...ก็มีบางคนพยายามอยากรู้ชื่อของหัวหน้า แต่ฉันก็ไม่ได้บอกใครและก็หวังว่าฮงจะไม่เผลอปากบอกออกไป”

     


            เตชินท์ได้แต่ยิ้มเจื่อนเมื่อนึกถึงความปากมากของฮง แต่เขายังต้องใช้งานฮงอีกมากจึงได้แต่ทำใจ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

     


            “ยังไงก็ฝากด้วยแล้วกัน” เตชินท์ตบไหล่โจเซฟราวกับตัวเองเป็นรุ่นเดียวกัน แต่โจเซฟก็ไม่คิดอะไรมาก เขาให้ความเคารพกับคนที่แข็งแกร่งกว่าและมีความยุติธรรมเสมอ แล้วเตชินท์ก็หันหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง เขาชี้และกล่าวว่า “ทางนี้ใช่ไหม? ไปเถอะ คุณมีทำอะไรต้องก็ไปทำได้เลย ฉันไปต่อเองได้”

     


            แต่โจเซฟยังไม่อยากไป เขาอยากติดตามไปดูเตชินท์ล่าสัตว์อสูร นับตั้งแต่เขาย้ายมายังที่นี่ เขายังไม่เคยเห็นเตชินท์ออกล่าสัตว์อสูรเป็นจริงเป็นจังเลย ทุกครั้งเตชินท์จะเอาแต่คลุกอยู่กับการทำนาแล้วสั่งให้เจ้าจ่าฝูงก็อบลินพาเหล่าทหารลูกน้องของมันออกไปล่ามาให้แทน

     


            จะบอกไปตรง ๆ ว่าอยากไปดูเตชินท์ล่าสัตว์อสูรก็น่าเกลียดเกินไป โจเซฟจึงทำเป็นเปลี่ยนเรื่องคุย เขาถามว่า “แล้วหัวหน้าจะเอายังไงต่อกับซานเชส?”

     


            “ก็หวังว่าเขาจะฉลาดพอที่จะเข้าใจถึงคำเตือนของฉันล่ะนะ” เตชินท์ยักไหล่พร้อมถอนหายใจเล็กน้อยขณะกล่าวต่อว่า “ถึงไงฉันเองก็ไม่อยากมีเรื่องกับใครนัก เพราะถ้าจบจากเขาก็ต้องมีมาต่ออีก ได้ยินว่าชื่อลูชงลูโช่อะไรนี่แหละ”

     


            เตชินท์เองก็แอบกังวลว่าเช้านี้มาเขาอาจถูกปิดล้อมหมู่บ้านโดยซานเชสไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะกังวลไปเอง แต่เตชินท์ก็ยังคิดว่ามันยังไม่จบแน่ ๆ เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้ว่าซานเชสแค่ประวิงเวลารออะไรบางอย่างหรือเขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะจัดการเขาไปแล้วกันแน่

     


            อย่างไรก็ตาม เขาก็ขอให้มันจบด้วยการซานเชสมาบุกมากกว่าเขาไปจัดการฆ่าอีกฝ่ายถึงหมู่บ้านต้นหอม เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังมีข้ออ้างได้ว่าเป็นเพราะซานเชสมาหาเรื่องเอง เขาจึงจำเป็นต้องป้องกันตัวป้องกันเมืองของตัวเอง เพราะฉะนั้นจะมาโทษเขาที่ลงมือฆ่าคนที่มาบุกหมู่บ้านไม่ได้

     


            “บอสลูโช่ใช่ไหมที่หัวหน้าพูดถึง?” โจเซฟมีสีหน้าแปลก ๆ

     


            “ใช่” เตชินท์พยักหน้าตอบโดยไม่ได้หันมาเห็นโจเซฟที่มีตึงเครียดเล็กน้อย เขาถามต่อโดยไม่ใส่ใจว่า “คุณรู้จักเหรอ?”

     


            “ก็...ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวหรอกครับ” เตชินท์เดินไปฟังไป เขาได้ยินแต่เสียงแต่ไม่รู้ว่าโจเซฟมีสีหน้าเช่นไร

     


            โจเซฟมีสีหน้าจริงจัง เขากำลังชั่งใจว่าควรพูดประโยคต่อไปดีหรือไม่ เพราะเขาไม่อยากดึงเตชินท์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนเตชินท์ไม่สนใจนักว่าลูโช่เป็นใคร เขาแค่คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมาบ้าง แต่ไม่ใช่หนึ่งในศัตรูของเขาในยุคที่เขาเรืองอำนาจเป็นเทพดาบอย่างแน่นอน

     


            เมื่อเจ้าตัวไม่คิดจะพูดอะไรต่อ เตชินท์ก็ไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืด ลูโช่จะเป็นใครก็ชั่ง ขอแค่อย่ามายุ่งกับเขาก็เป็นพอ

     


            แต่หลังโจเซฟพิจารณาแล้ว เขารู้สึกว่าหากเป็นไปได้ถ้าเตชินท์ยอมช่วยเหลือ มันจะเป็นการดีกว่าที่เขาจะจัดการเอง โจเซฟจึงตัดสินใจบอกถึงตัวตนของลูโช่ว่า “แต่เขาถูกรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘นักบุญหน้าเนื้อ’ ครับ”

     


            “เขาขายข้าวหน้าเนื้อจนรวยงั้นเหรอ?” เตชินท์ตอบอย่างติดนิสัยเวลาอยู่กับพี่สาว เพราะเขาไม่รู้ว่าโจเซฟหหมายถึงอะไร

     


            “ถ้าใช่ก็คงดี แต่ฉายานี้มาจากธุรกิจโลกมืดของเขาน่ะสิครับ” หากเตชินท์หันมองโจเซฟ เขาจะเห็นว่าโจเซฟมีแววตาที่ตึงเครียดอย่างที่สุดขณะกล่าวต่อว่า “เขาทำธุรกิจค้ามนุษย์ครับ”

     

     

            กดใจหรือคอมเมนต์เป็นกำลังใจกันด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องเทพดาบอย่างข้าได้จุติทั้งที เอาระบบปลูกผักมาให้ข้าทำไม?! ที่คุณอ่าน