เจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร

    ตอนที่ 49 ค้นความลับยอดวิชา



    เจียงเยี่ยนถูกบังคับให้ฝึกวิชาในห้องศิลา แต่จิตใจกระวนกระวายหมายอยากออกไป ไหนเลยจะมีแก่ใจฝึกวิชา
    มันมองดูสองมือที่บวมแดง ที่แท้เด็กหนุ่มฟาดฝ่ามือใส่ประตูศิลาไปหลายสิบครั้งแล้ว แต่ก็มิอาจสร้างความเสียหายกับประตูศิลาได้แม้แต่น้อย เจียงเยี่ยนมิทราบทำอย่างไรดี จึงได้แต่นอนครุ่นคิดหาวิธี
    ‘ห้องศิลานี้ใช้สำหรับฝึกวิชาของประมุขวังนิรมล มีผู้ใดบ้างยอมให้ตนเองถูกขังโดยไม่มีกลไกเปิดประตูจากด้านใน หากระหว่างฝึกวิชา ประมุขวังถูกบริวารทรยศขังไว้ด้านใน ไยมิใช่ย่ำแย่ยิ่ง’
    เมื่อคิดได้ดังนั้นก็มีกำลังใจขึ้น เด็กหนุ่มจำได้ว่าตอนซูเฟินเฉินเปิดประตูศิลานี้ก็เคาะผนังด้านนอกด้านซ้ายสองครั้ง ด้านขวาสองครั้ง เจียงเยี่ยนจึงเลียนแบบบ้างใช้มือเคาะไปยังกำแพงศิลาหลายจุด แต่ผ่านไปนับชั่วยามประตูศิลาก็หาเปิดไม่ เจียงเยี่ยนมิทราบกลไกเปิดประตูศิลาเป็นอย่างไรแน่ ต้องใช้เคาะ ผลัก กด ตรงจุดใด บริเวณใด ต้องทำกี่ครั้ง?
    เจียงเยี่ยนรู้สึกท้อแท้ไม่น้อย มันเหน็ดเนื่อยมาทั้งวี่วัน รู้สึกอ่อนแรง ไม่นานก็เผลอหลับไป

    ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใดก็ได้ยินเสียงครืด เจียงเยี่ยนรีบลืมตาตื่นขึ้น มองไปยังทิศทางของเสียง ตอนนี้เจียงเยี่ยนใช้พลังเทพดับสูญได้แล้วโสตประสาทเขาว่องไวกว่าปกติหลายเท่า
    เห็นมุมเล็กๆ ของประตูศิลา มีรูสี่เหลี่ยมสูงกว้างประมาณหนึ่งฉื่อ (23 ซม.) เห็นถาดเล็กๆ ใบหนึ่งบรรจุชามข้าวและชามผัก ยังมีชุดไฟชุดหนึ่ง เจียงเยี่ยนรีบสะกิดเท้าพุ่งกายไปยังช่องเล็กๆ นั้น
    “เจ้าปล่อยข้าออกไป” เด็กหนุ่มตวาด
    “คุณชายเจียง ข้าเอง” จินเซียะกล่าวขึ้น
    “แม่นางจิน ท่านรีบปล่อยข้า” เจียงเยี่ยนกล่าว
    “คุณชายเจียง ข้ามีเวลาน้อย ท่านฟังให้ดี เทพธิดาสั่งมาว่าให้ท่านค้นหาความลับในกระบวนท่าพิชิตเทพให้ได้ มิเช่นนั้นประมุขวังจะไม่ปลดปล่อยท่านแน่”
    เจียงเยี่ยนอดมีโทสะมิได้ “เทพธิดาของเจ้าเป็นคนพยักหน้าให้ข้าลงมาในห้องนี้เอง เป็นเหตุให้ข้าถูกซูเฟินเฉินขังไว้ นางรับปากอาจารย์ข้าว่าจะไม่ทำร้ายข้า ที่แท้ก็วาจาเหลวไหลยิ่งกว่า..ยิ่งกว่าผายลม”
    เจียงเยี่ยนเกิดในตระกูลคุณหนู มิเคยด่าทอผู้ใดหยาบคาย แม้กระทั่งคำผายลมยังกล่าวไม่ถนัดปากนัก
    จินเซียะรีบบอก “คุณชายเจียง ที่เทพธิดาชักชวนให้ท่านมาที่นี่ ความจริงก็ต้องการให้ท่านมาที่ห้องศิลานี้อยู่แล้ว ห้องศิลานี้เป็นสถานที่เดียวที่จะทำให้ท่านใช้พลังเทพดับสูญได้สมบูรณ์ หากท่านใช้ได้แต่เพียงลมปราณ ไม่แน่ว่าอาจถูกอาการอสูรสถิตครอบงำอีก”
    จินเซียะยังกล่าวต่อ “เทพธิดาบอกข้าให้อธิบายให้ท่านฟัง หากพลังเทพดับสูญเปรียบเสมือนน้ำในมหาสมุทรที่ไม่มีวันหมดสิ้น การทะลวงชีพจรหลักในร่างกายทั้งสิบสองแห่งก็เพื่อระบายน้ำให้ถ่ายเทไปที่อื่นบ้าง แต่กระบวนท่าพิชิตเทพคือแหล่งระบายน้ำอย่างแท้จริง หากท่านฝึกสำเร็จก็จะสามารถระบายน้ำผ่านกระบวนท่าเหล่านั้น สามารถใช้พลังเทพดับสูญได้ตามใจปรารถนา”
    เจียงเยี่ยนกล่าวว่า “ต่อให้เป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็ไม่สมควรขังข้าไว้”
    จินเซียะตอบว่า “เทพธิดาขอให้คุณชายอดทน รีบศึกษากระบวนท่าพิชิตเทพ นางกล่าวว่าหากนางมาปลดปล่อยท่านตอนนี้ คงต้องเกิดการต่อสู้กับประมุขวังแน่ ต่อให้ช่วยเหลือท่านออกไปได้ ท่านก็จะมิสามารถกลับเข้ามาศึกษาวิชาในห้องศิลานี้ได้ตลอดกาล เทพธิดาบอกว่านี่คือโอกาสยิ่งใหญ่ในชีวิตท่าน อย่าได้ปล่อยโอกาสนี้”
    เจียงเยี่ยนเพิ่งเข้าใจ มิน่าเล่าซูโหยวเสวียนถึงอยากให้มันลงมาในห้องศิลา แม้จะทราบว่าอาจถูกมารดานางขังไว้ แต่ก็คุ้มค่ากับโอกาสได้ศึกษายอดวิชา แต่เจียงเยี่ยนคิดได้จึงถาม
    “ซูเฟินเฉินเป็นศัตรูกับครอบครัวข้า เหตุใดจึงให้ข้าฝึกวิชาสำคัญเช่นนี้ นางต้องการอะไร? คงมิได้มีเจตนาดีหรอกกระมัง?”
    “คุณชายเจียง เรื่องนี้ข้าไม่ทราบจริงๆ ข้ามานานแล้วอาจถูกสงสัย ที่จริงการส่งอาหารมิใช่หน้าที่ข้า เทพธิดาสั่งให้ข้าเปลี่ยนตัวกับบ่าวอีกคนหนึ่ง หากประมุขวังรู้เข้าต้องเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นข้าขอตัวก่อน” จินเซียะกล่าวพร้อมปิดช่องเล็กๆ ในประตูศิลาทันที “แม่นางจิน รอเดี๋ยว” เจียงเยี่ยนตะโกน แต่ก็หามีเสียงตอบรับไม่

    เจียงเยี่ยนรับประทานอาหารที่จินเซียะส่งมาให้จนหมด จากนั้นก็หยิบชุดไฟไปจุดที่คบไฟด้านข้างของกำแพงสองด้านเพื่อรักษาแสงสว่าง
    เด็กหนุ่มมองไปยังกำแพงทั้งสามด้าน ซึ่งมีภาพแกะสลักกระบวนท่าต่างๆ ห้าร้อยกว่าภาพ มิทราบจะเริ่มฝึกจากท่าใด แต่ยามนี้มันว่างไร้เรื่องราวกระทำ จึงค่อยๆ เริ่มฝึกทีละภาพ
    เจียงเยี่ยนเริ่มจากภาพทางซ้ายด้านบนสุดของกำแพงซ้ายก่อน เห็นภาพแกะสลักบุรุษใช้หมัดขวายื่นตรง มือซ้ายฟาดฝ่ามือไปด้านล่าง เจียงเยี่ยนจึงทดลองทำตาม ต่อยหมัดขวาไปทางตรง มือซ้ายสะบัดไปด้านล่าง เด็กหนุ่มรู้สึกหมัดมีพลังเข้มแข็งปานขุนเขา มือซ้ายมีพลังอ่อนโยนราวสายลม
    เจียงเยี่ยนลองทำอีกหลายครั้งก็ได้ผลเช่นเดิม เขาไม่แน่ใจว่าการรู้สึกเช่นนี้ถือว่าถูกต้องหรือไม่ ทว่าตั้งแต่เด็กหนุ่มใช้ลมปราณเทพดับสูญมา ไม่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ จึงครุ่นคิดขึ้น
    ‘พลังหมัดขวาเข้มแข็ง ฝ่ามือซ้ายกลับแผ่วเบากว่า’
    แต่เจียงเยี่ยนพลันฉุกใจคิด
    นี่คือหลักอ่อนผสานแข็ง!
    เจียงเยี่ยนรู้สึกตื่นเต้นยินดี ปกติเขาใช้แต่พลังเทพดับสูญด้วยความแข็งกร้าว หมายทำลายพิชิตศัตรูอย่างเดียว ไม่เคยนึกถึงการใช้กระบวนท่าอ่อนหยุ่นมาก่อน

    เด็กหนุ่มเริ่มฝึกตามภาพแกะสลักภาพที่สอง ภาพนี้บุรุษกางกรงเล็บ นิ้วโป้งงอออกข้างนอก อีกสี่นิ้วชิดติดกัน ส่วนเท้าซ้ายเตะออก เจียงเยี่ยนเห็นกรงเล็บก็อดนึกถึงไป๋เหวินโจวมิได้ วิชาสุดยอดของไป๋เหวินโจวก็เป็นวิชากรงเล็บเช่นกัน เจียงเยี่ยนเริ่มทำตามภาพแกะสลัก มือขวาใช้กรงเล็บตะกุย เท้าซ้ายก็เตะออก แต่กระบวนท่านี้ใช้แล้วไม่ถนัดอย่างยิ่ง มือขวาโจมตีอยู่ เท้าซ้ายจะเตะออกเพื่ออะไร?
    เจียงเยี่ยนไม่สนใจ ไปฝึกภาพลำดับที่สาม ท่านี้ใช้สองมือแนบหน้าอกเป็นรูปกากบาท เด็กหนุ่มก็ทำตาม แต่นี่ไหนเลยจะเป็นท่าต่อสู้?
    แต่เมื่อเจียงเยี่ยนลองเร่งพลังเทพดับสูญดู พบว่าจุดชีพจรเทพดับสูญที่หน้าอกถ่ายทอดไปที่สองมืออย่างรวดเร็ว ไอดำปรากฏขึ้น มันรู้สึกร่างกายอึดอัดพลังลมปราณเปี่ยมล้น เจียงเยี่ยนนึกถึงกระบวนท่าที่ฝึกตอนอยู่กับซูเฟินเฉินในห้องศิลา ใช้มือขวาฟันขวาง มือซ้ายฟันตรง
    ทันใดนั้น ลมปราณคลื่นดาบสีดำสองชั้นก็ปรากฏ พลังของมันพุ่งออกไปแต่มิได้รวดเร็วนัก เจียงเยี่ยนเกรงว่าพลังนั้นจะไปทำลายภาพแกะสลักในห้องศิลา จึงพุ่งกายไปขวางและสะบัดฝ่ามือเข้าต้าน
    ตูม!
    พลังระเบิดอันรุนแรงทำเอาเจียงเยี่ยนถอยกายไปสองก้าว เจียงเยี่ยนคิดว่าเขาค้นพบกระบวนท่าที่หนึ่งและสองแล้ว!
    ใช้สองมือแนบหน้าอกเป็นรูปกากบาทรวมพลัง จากนั้นมือขวาฟันขวาง มือซ้ายฟันตรงก่อเกิดเป็นพลังรูปดาบสองชั้น
    แล้วกระบวนท่าที่สามเล่า?
    เจียงเยี่ยนทดลองฝึกกระบวนท่าที่สามโดยไล่จากตามแผ่นภาพต่างๆ แต่ก็หาได้ประสบผลไม่
    พยายามอยู่ทั้งวันเด็กหนุ่มก็หมดเรี่ยวแรง จึงได้แต่นอนพักผ่อน เมื่อตื่นขึ้นก็เริ่มฝึกวิชาโดยไล่ไปตามทีละภาพ แต่ก็มิได้ประสบผลเท่าใดนัก เพียงแค่เรียนรู้กระบวนท่าแต่ละท่าโดยผิวเผิน มิอาจผสานต่อกันได้

    อาหารและน้ำถูกส่งเข้ามาวันละครั้ง เจียงเยี่ยนใช้อาหารและน้ำเป็นเครื่องมือในการนับจำนวนวันเวลา
    แต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก เมื่องอนิ้วนับดู เจียงเยี่ยนอยู่ที่นี่ได้ยี่สิบหกวันแล้ว เด็กหนุ่มฝึกกระบวนท่าต่างๆ เรียงลำดับกันได้เจ็ดกระบวนท่า
    ซึ่งเจ็ดกระบวนท่านี้ เจียงเยี่ยนก็ไม่แน่ใจว่าฝึกได้ถูกต้องตามลำดับหรือไม่ ในใจครุ่นคิดขึ้น ซูเฟินเฉินหลอกให้มันฝึกวิชา ที่จริงตั้งใจแกล้งให้ลำบากจนตายมากกว่า
    เมื่อครุ่นคิดได้เช่นนี้จึงได้แต่ท้อแท้ใจ กระแทกนั่งลงที่พื้น เหม่อมองดูภาพแกะสลักทั้งห้าร้อยกว่าภาพ
    เจียงเยี่ยนหวนนึกถึงเพลงฝ่ามือไผ่ลู่ลมของสกุลเจียงยังมีเพียงแค่สี่สิบสองกระบวนท่า ฝ่ามือเทพร่ายกวีของอาจารย์ไป๋ก็ร่ายรำตามบทกลอน ดรรชนีกระบี่เทพสวรรค์ของอาจารย์ไป๋ก็ใช้เคล็ดกระบี่หกประการ คือ แทง ตวัด เขี่ย ฟัน เคาะ ปัด เป็นพื้นฐานในการฝึกเพลงกระบี่ ให้จำแต่เคล็ดสำคัญมิใช่กระบวนท่า
    ยังจำได้อีกว่าอาจารย์ไป๋เคยชี้แนะจอมดาบสะท้านพิภพเซี่ยจง คนของตำหนักเทพธรณินว่า กระบวนท่าดาบยิ่งเยิ่นเย้อยิ่งมากจุดอ่อน เพลงดาบที่แท้จริงใช้เพียงกระบวนท่าเดียวก็พอแล้ว
    สุดยอดฝีมือมีแต่ต้องการกระบวนท่ารวบรัดเพื่อพิชิตศัตรูโดยไว เช่น กรงเล็บของอาจารย์ไป๋ก็มักพิชิตศัตรูในกระบวนท่าเดียวด้วยการตะกุยใส่คอ กระบี่ของท่านอาหวงเทียนเหยาตอนต่อสู้กับแม่นางซูโหยวเสวียนก็ใช้เพียงแค่กระบี่เดียวในการพิชิตกระบวนท่ากระบี่นับไม่ถ้วนของแม่นางซู
    เหลิ่งเถียนก็เป็นสุดยอดฝีมือเมื่อสามร้อยปีก่อน ไหนเลยจะบัญญัติกระบวนท่าไว้ถึงห้าร้อยกว่ากระบวนท่า
    ‘นี่มิใช่วิถีของสุดยอดฝีมือ’ เจียงเยี่ยนครุ่นคิดขึ้น
    เด็กหนุ่มพลันลุกขึ้น ดวงตาเจิดจ้าดุจตะวันฉายแสงในยามราตรี มันคิดอะไรออกแล้ว!
    --------------------------
    ในห้องโถงสีขาวอันกว้างใหญ่ พื้นห้องโถงทำจากหยกขาวเนื้อดีขัดจนมันเงา เสาแต่ละเสาก็ทาสีทองส่องประกายงดงาม ซูเฟินเฉินนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองรูปหงส์ราวกับว่านางเป็นราชินีจริงๆ
    ซูโหยวเสวียนนั่งอยู่ที่เก้าอี้สีดำด้านล่าง นางกล่าวขึ้น
    “พระมารดา ปลดปล่อยเจียงเยี่ยนได้หรือไม่ อย่างน้อยก็ให้เขาออกมาสูดอากาศบ้าง”
    “หากไม่กดดัน มันจะสำเร็จยอดวิชาได้หรือ?” ซูเฟินเฉินถาม
    ซูโหยวเสวียนเห็นว่ามิผิด หากไม่สร้างความรู้สึกกดดันให้เจียงเยี่ยน ด้วยนิสัยคุณชายอย่างมันคงยากสำเร็จยอดวิชาได้ แต่ซูโหยวเสวียนยังกล่าว
    “ประมุขวังนิรมลแต่ละรุ่นก็ยังมิอาจสำเร็จกระบวนท่าพิชิตเทพ เจียงเยี่ยนอายุเพียงแค่สิบหกปีไหนเลยจะสำเร็จได้?”
    “นั่นเพราะผู้อื่นใช้พลังเทพดับสูญได้ไม่สมบูรณ์เท่ามัน”

    ขณะกำลังพูดคุย บ่าวรับสตรีชุดขาวก็เข้ามารายงาน
    “เรียนประมุขวัง เทพธิดา มีคนนามว่าไป๋เหวินโจวขอเข้าพบเทพธิดา”
    ซูโหยวเสวียนตื่นเต้นไม่น้อย นางคิดได้ทันทีว่าไป๋เหวินโจวต้องมาหาเจียงเยี่ยนแน่ ได้ยินซูเฟินเฉินกล่าว
    “ไป๋เหวินโจว ปราชญ์มารบริสุทธิ์หรือ?”
    สตรีชุดขาวตอบว่า “มันเรียกตนเองว่าเช่นนั้น”
    ปัง!
    ซูเฟินเฉินพลันตบพนักเก้าอี้ทองจนบุบเบี้ยว ซูโหยวเสวียนใจงงวูบ
    “พระมารดา ท่านเป็นอะไร?”
    "ตามหาจนรองเท้าสึกหรอไม่พบพาน ยามพบพานกลับไม่ลำบากยากเย็น" ซูเฟินเฉินพึมพำ
    จากนั้นซูเฟินเฉินกล่าวด้วยเสียงอันดัง “จัดเตรียมค่ายกลพยุหะท่องดารา ตัดศรีษะปราชญ์มารบริสุทธิ์มาให้ได้!”
    ซูโหยวเสวียนตื่นตะลึง “พระมารดา เพราะเหตุใด?”
    ซูเฟินเฉินหันไปถามซูโหยวเสวียน
    “เจ้ารู้หรือไม่เซี่ยงเทียนบิดาเจียงเยี่ยนที่ไป๋เหวินโจวฆ่าคือใคร?”
    “คือศัตรูของท่าน”
    ซูเฟินเฉินตอบว่า “มิผิด และยังเป็นพี่ชายข้าหรือลุงของเจ้าด้วย!!”
    ซูโหยวเสวียนใจหายวาบ นางถามเสียงสั่นสะท้าน “อะ..อะไร?”
    ซูเฟินเฉินกล่าวเสียงเคียดแค้น “เจ้าคิดว่าข้าไปฝังจุดชีพจรเทพดับสูญที่เจียงเยี่ยนเพื่อต้องการล้างแค้นอย่างเดียวหรือ จุดชีพจรเทพดับสูญคือเครื่องหมายตำแหน่งรัชทายาทของวังนิรมล ข้าไหนเลยไปมอบให้ผู้อื่นโดยไร้เหตุผลได้ หากมิใช่เจียงเยี่ยนมีเชื้อสายของวังนิรมล ข้าคงไม่กระทำเช่นนั้น”
    ซูโหยวเสวียนถึงกับตะลึงไป สมองอันชาญฉลาดของนางสับสนอย่างยิ่ง แต่ที่นางทราบแน่ชัด ไป๋เหวินโจวฆ่าลุงนางตาย มารดานางต้องไม่ปล่อยไว้แน่!



    ----- จบตอน ------



    ตอนนี้ให้ยาวเลยคร้าบ ไม่ได้บู๊มาสามตอนแล้ว ตอนหน้าบู๊โคตรๆ มาชมดูอาจารย์ไป๋ว่าจะสู้กับวังนิรมลยังไงตอนหน้าขอเก็บทอง 3 กำลังใจนะคร้าบขอบคุณมากเลย

            เรื่องนี้ดำเนินมาถึงจะห้าสิบตอนแล้ว ชอบไม่ชอบก็คอมเม้นท์บอกได้นะคร้าบ

    คล้ายกับเรื่องเจียงเยี่ยน ดับเทพพิฆาตมาร ที่คุณอ่าน