ม้าห้อตะบึงไปอย่างบ้าคลั่งไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับมาถึงจุดที่ขบวนเนรเทศพักแรมเมื่อวานแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋เห็นว่าฝูงสุนัขไม่ได้ตามมา จึงให้ม้าผ่อนความเร็วลงเล็กน้อย เมื่อเดินทางไปได้สักพักก็เห็นวัตถุขนาดใหญ่ถูกห้อยอยู่บนต้นไม้เบื้องหน้ากำลังลอยไปมาตามกระแสลม นางจึงควบม้าเข้าไปดูใกล้ๆ
นี่ไม่ใช่โจวเซินอี้ตัวดีหรอกหรือ?
ที่แท้หลินเสวี่ยหลานไม่เพียงแต่ไม่ช่วยเขานางยังไม่ขอให้ผู้อื่นช่วยเขาด้วย
ผ่านไปหนึ่งวันแล้วคนผู้นี้ยังคงห้อยอยู่
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดก่อนจะหยิบดาบเล่มใหญ่ออกมาจากมิตินางปีนขึ้นไปเหยียบบนหลังคารถม้า แล้วเอื้อมมือไปตัดเชือก
ร่างกายที่ผอมบางราวกับใบไม้ของโจวเซินอี้ร่วงลงพื้นดังตุ้บการตกลงจากที่สูงนี้ทำให้เขาตื่นขึ้นมา
ทันทีที่เห็นว่าผู้ที่ช่วยเขาเป็นหลินเสวี่ยจู๋เขาก็ร้องไห้จ้า
“หลินเหนียงจื่อ เป็นเจ้าที่ช่วยข้า เป็นเจ้า...”
เสียงร่ำไห้ทำให้หยวนซิวเปิดม่านรถม้าแล้วมองอีกฝ่ายด้วยความรังเกียจ
โจวเซินอี้น้ำหูน้ำตาไหลดูเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่ง
เขาทั้งโกรธทั้งหิว ทั้งเหนื่อยล้า ไม่รู้ว่าเป็นลมไปกี่รอบแล้ว เขาคิดว่าตัวเองต้องตายอยู่ในภูเขาลึกลูกนี้เสียแล้ว
ไม่คาดคิดว่าผู้ที่มีนิสัยร้ายกาจที่สุดกลับเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในยามคับขัน
“หลินเหนียงจื่อ เจ้ามีของกินบ้างหรือไม่?”
โจวเซินอี้คร่ำครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปที่หลินเสวี่ยจู๋อย่างเว้าวอน ตอนนี้ไหนเลยจะยังมีมาดของคุณชายผู้ร่ำรวยหลงเหลืออยู่ทั้งตัวดูราวกับขอทานที่สวมเสื้อผ้าหรูหราก็ไม่ปาน
หลินเสวี่ยจู๋ขับรถม้าไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “ของกินน่ะมี แต่เจ้าจะเอาอันใดมาแลกเปลี่ยน?”
โจวเซินอี้กลืนน้ำลายไม่สนใจที่จะต่อรองแล้ว
หลังจากผ่านไปนานเขาก็ควักหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากเอวแล้วยื่นให้หลินเสวี่ยจู๋“หยกมันแพะชั้นดีแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้เท่าไร?”
เจ้าเด็กนี่รู้จักพัฒนาตัวเองแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋เหลือบมองหยกเห็นตัวอักษร ‘โจว’ สลักอยู่ด้านบนก็รู้ว่าเป็นหยกที่ใช้ยืนยันตัวตนในครอบครัว นางจึงเอ่ย“ห้าตำลึง ไม่อาจมากไปกว่านี้แล้ว”
“อันใดนะ?” โจวเซินอี้รู้ดีว่าหลินเสวี่ยจู๋ใจดำแต่ไม่คิดว่าจะใจดำถึงเพียงนี้
“นี่เป็นหยกมันแพะชั้นดีเชียวนะ” เขาพยายามต่อรอง
หลินเสวี่ยจู๋ไม่หวั่นไหว“ข้าไม่ต้องการหยก เหตุผลที่ยอมจ่ายเงินห้าตำลึงก็เพราะเจ้า”
ห้าตำลึงไม่อาจมากไปกว่านี้
เพราะหากบางคนอิ่มท้องเกินไปก็มักจะทำเรื่องไม่ดี
ดวงตาของโจวเซินอี้กลอกไปมาก่อนจะถามขึ้นอีกครา“เช่นนั้นหากข้าออกจากภูเขาแล้ว ยังสามารถไถ่หยกชิ้นนี้คืนจากเจ้าได้หรือไม่?”
หากอยากไถ่คืนย่อมหมายความว่าต้องมีความสำคัญแน่นอน
หลินเสวี่ยจู๋รับปาก“ได้สิ หากให้ข้าห้าร้อยตำลึง ข้าจะยอมให้เจ้าไถ่คืน”
โจวเซินอี้หน้ามืด
สตรีผู้นี้ร้ายกาจเหลือเกินเห็นได้ชัดว่าตั้งใจโกง ไม่คิดที่จะผ่อนปรนเลยแม้แต่น้อย!
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยเสียงเรียบ“ทำไม? ชีวิตของหมอเทวดาโจวผู้ยิ่งใหญ่ไม่คุ้มค่าเงินห้าร้อยตำลึงหรือ?”
โจวเซินอี้ครุ่นคิดไม่ต้องพูดถึงห้าร้อยตำลึงเลย ต่อให้เป็นห้าพันตำลึงก็คุ้มค่า
หรือนางต้องการลดค่าตัวเขาลง?
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่บุคคลไร้ค่าอีกต่อไปเพียงแต่เมื่อคิดอีกที เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“หลินเหนียงจื่อ ในเมื่อชีวิตข้ามีค่าห้าร้อยตำลึง เหตุใดเจ้าไม่ให้ข้าห้าร้อยตำลึงเล่า?” เขาถามอย่างงุนงง
หลินเสวี่ยจู๋สะบัดแส้ใส่ม้าทำให้ม้าวิ่งกุบกับออกไป
โจวเซินอี้วิ่งตามอย่างกระหืดกระหอบ
ขณะวิ่งก็ตะโกนไปด้วย“หลินเหนียงจื่อ ข้าตกลง ห้าตำลึงก็ห้าตำลึง”
หลินเสวี่ยจู๋แสยะยิ้ม
กับบางคนพูดจาดีๆด้วยไม่ได้ ต้องใช้วิธีการที่สุดโต่งเช่นนี้ สุราคารวะไม่กินชอบกินสุราลงทัณฑ์ มีนิสัยชอบทรมานตัวเองโดยธรรมชาติ
หลินเสวี่ยจู๋รั้งบังเหียนม้าแล้วแลกเปลี่ยนสินค้ากับเงิน หลังจากที่แลกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว นางก็เตรียมที่จะออกเดินทาง
“หลินเหนียงจื่อ มีอาหารขายให้ข้าบ้างหรือไม่?” โจวเซินอี้ถามด้วยท่าทีน่าสงสาร
“ไม่มี” หลินเสวี่ยจู๋ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
อาหารที่ปล้นมาจากจวนของเหยี่ยนอ๋องนางจะให้ครอบครัวของตนเองกินอย่างลับๆเท่านั้น หากคนหมู่มากเห็น ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ความลับของนางจะถูกเปิดเผย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าโจวเซินอี้เป็นคนชั่วอยู่แล้วเขาจึงเป็นคนที่นางต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจโจวเซินอี้อีกนางควบม้าแล้วออกเดินทาง
ไม่นานร่างที่ดูบอบบางราวกับกระดาษก็ถูกนางทิ้งห่าง
“ฮูหยินช่างวางแผนได้ยอดเยี่ยมเสียจริง” หยวนซิวเอ่ย
น้ำเสียงของเขาไม่บ่งบอกอารมณ์แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มักจะมีความเหยียดหยามแฝงอยู่
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรนางจึงเลือกที่จะเงียบ
รถม้าเดินทางต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งตกเย็นก็ตามขบวนเนรเทศทัน
ทันทีที่ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าทั้งครอบครัวก็ลุกขึ้นยืนแทบจะพร้อมกัน
“ลูกสาว!”
“หลานสาว!”
“พี่หญิง!”
“เสวี่ยจู๋!”
“พี่สะใภ้!”
“คุณหนูเสวี่ยจู๋!”
“หลินเหนียงจื่อ!”
เสียงเรียกขานสารพัดแบบดังขึ้นพร้อมกัน
หลินเสวี่ยจู๋ถึงกับลำบากใจไปชั่วขณะเสียงมาจากคนสิบกว่าคน หากจะทักทายทีละคนก็ออกจะเป็นการกระทำที่โง่เง่าเกินไปหน่อยหรือไม่?
ไหวพริบของนางพลันแล่นนางโบกแส้ม้าไปมาพลางเอ่ย “ทุกคน!”
แม้ว่าการตอบสนองของนางจะเหนือความคาดหมายเล็กน้อยแต่ตอนนี้ทั้งครอบครัวต่างก็ยินดีจนไม่ใส่ใจเรื่องนี้แล้ว
“เสวี่ยจู๋ ซิวเอ๋อร์เล่า?” ลู่ซื่อพุ่งเข้ามาหาเป็นคนแรกแล้วมองเข้าไปในรถม้าอย่างร้อนใจ
หลินเสวี่ยจู๋กระโดดลงจากรถม้าพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ท่านน้าไม่ต้องกังวล สามีก็กลับมาด้วย พวกเราสบายดีเจ้าค่ะ”
ขณะที่พูดลู่ซื่อก็เปิดม่านรถม้าออก
เผยให้เห็นหยวนซิวที่ถูกรายล้อมไปด้วยกองอาหารเครื่องดื่ม และข้าวของเครื่องใช้มากมาย
เมื่อเห็นว่าในรถม้ามีของมากมายถึงเพียงนี้หลินเฉิงจางกับคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนตำแหน่งยืนทันที พวกเขายืนล้อมรถม้าเพื่อบดบังสายตาจากคนภายนอก
“ลูกสาว นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?” หลินเฉิงจางถามอย่างงุนงง
หลินเสวี่ยจู๋เตรียมคำตอบไว้นานแล้วนางเอ่ยอย่างใจเย็น “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหยี่ยนอ๋องมอบให้ เขาบอกว่าพวกเราสองสามีภรรยาถูกเนรเทศต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ในฐานะที่เขาเป็นพี่ชายย่อมปวดใจเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของหยวนซิวที่กำลังพูดคุยกับลู่ซื่อก็เปลี่ยนไป
สตรีผู้นี้ช่างกล้าโกหกได้หน้าตาเฉยเสียจริงๆ
นางไม่พิจารณาคำพูดของตนเองบ้างหรือ? จวนเซียงอ๋องถูกเหยี่ยนอ๋องนำคนไปค้นแล้วเขาจะมอบสิ่งของเหล่านี้ให้ได้อย่างไร? นางโกหกเช่นนี้เห็นทั้งครอบครัวเป็นคนโง่ใช่หรือไม่?
แต่สิ่งที่ทำให้หยวนซิวต้องตกตะลึงก็คือ เมื่อคนสกุลหลินสายรองได้ยินคำพูดของหลินเสวี่ยจู๋กลับไม่มีผู้ใดโต้แย้ง พวกเขายอมรับด้วยความสงบอย่างยิ่ง
แม้แต่หลินเฉิงจางยังส่งสัญญาณให้หลินเสวี่ยจู๋ดึงม่านรถม้าขึ้นไม่ให้คนนอกเห็นข้าวของในรถม้า
หยวนซิวถึงกับจนคำพูด
คนในครอบครัวนี้เชื่อใจหลินเสวี่ยจู๋จนถึงระดับที่เรียกว่าไม่ลืมหูลืมตา
หลินเสวี่ยจู๋พูดคุยกับคนในครอบครัวตนเองจบก็ยิ้มแย้มถามลู่โม่“น้องชาย วันนี้ล่าสัตว์อันใดได้?”
ลู่โม่ชี้ไปที่กองซากสัตว์ขนาดย่อมข้างกองไฟแล้วเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “วันนี้สามพี่น้องสกุลหูจับหนูไม้ไผ่ได้หลายตัวเลยขอรับ”
“อันใดนะ?” หลินเสวี่ยจู๋ตื่นตระหนกสุดขีด “พวกเจ้าคงยังไม่ได้กินมันหรอกกระมัง?”
“ยังไม่ได้กิน พวกเจ้าสองคนยังไม่กลับมา พวกเราก็กินไม่ลง” เหวินซิ่วชิงตอบ
หลินเสวี่ยจู๋ตบหน้าอกอย่างโล่งอก“โชคดีที่พวกท่านยังไม่ได้กิน ต่อไปหากเจอหนูไม้ไผ่ก็อย่าไปจับมันนะเจ้าคะ”
“เพราะเหตุใด?” หูอี้ถ่งถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
หลินเสวี่ยจู๋พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเล็กน้อย“หนูไม้ไผ่ไม่สะอาด กินเข้าไปแล้วจะป่วย”
.............................