ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 พัฒนาอย่างก้าวกระโดด

            เฉินผิงในตอนนี้มีสภาพเป็นเหมือนลูกบอลมนุษย์หลังจากนั้นหลินหยางก็ใช้ฝ่ามือตบลงมาแรงๆ หนึ่งที

            เพียะ

            ลูกบอลเนื้อมนุษย์อย่างเฉินผิงก็ถูกน้ำหนักอันมหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการได้ทุบลงจนตกลงไปกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง

            เขารู้สึกชาไปทั้งตัว ร่างกายแหลกเละ แรงกระแทกอันหนักหน่วงนั่นทำให้ทั้งกระดูกและเลือดเนื้อทั้งหมดในร่างกายตั้งแต่ส่วนคอลงไปล้วนถูกบดขยี้จนกลายเป็นซากเละๆ

            มีแค่ส่วนหัวเท่านั้นที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์อยู่ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะหลินหยางต้องการจะให้มันได้ฟังคำพูดสุดท้ายของเขา

            “ยังไม่หมดแค่นี้หรอกนะ...เจ้าทำร้ายร่างสถิตของข้าถึงสองครั้งฉะนั้นต้องถูกลงโทษโดยการทำลายวิญญาณทิ้ง”

            ทำลายวิญญาณ!!!!

            เฉินผิงอยากตายมันเสียตอนนี้เลยดีกว่าต้องมานั่งฟังคำพูดสุดสยองพรรค์นี้

            เจ้าหลินหยางนี่มันยมทูต มันคือจอมมาร!!

            มัน...มัน... ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยฆ่าข้าที!!!!

            ความคิดที่จะขอความช่วยเหลือของเฉินผิงนั่นกลายเป็นเลือดสดๆ คำสุดท้ายที่เขาสำลักออกมาจากนั้นก็สิ้นใจโดยที่ตายตาไม่หลับ แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            หลินหยางแค่มองดูเฉินผิงสิ้นลมแบบเงียบๆ เท่านั้น หลังจากนั้นภายในดวงตาที่ดูราวกับว่ามีเปลวไฟสีโลหิตกำลังลุกโชนอยู่ในนั้น ก็มีลูกไฟลูกเล็กๆ ลอยออกมาจากนั้นมันก็บินไปที่ซากศพของเฉินผิง

            ตูม

            เปลวไฟสีดำพลันลุกไหม้ขึ้นบนซากศพของเฉินผิงเปลวไฟแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถพบเห็นได้ในภพมนุษย์มันมีอุณหภูมิที่สูงจนน่าหวาดหวั่น ร่างกายของเฉินผิงไม่ได้ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านแต่ถูกเผาจนสลายหายไปในอากาศเลยทันที

            อ๊ากกก!!!!

            ราวกลับว่ามีเสียงกรีดร้องอันแสนเจ็บปวดของดวงวิญญาณสุดอาภัพ

            เฉินผิงนั่น ขนาดตายจนกลายเป็นผีไปแล้วก็ยังไม่สามารถหนีพ้นจากเงื้อมมือมารของหลินหยางได้ สุดท้ายก็ถูกทำลายวิญญาณทิ้งจริงๆ

            หลังจากจบเรื่องแล้ว ทุกอย่างก็หวนกลับคืนสู่ความสงบ

            หลินหยางยืนนิ่งๆ อยู่กับที่สายลมที่พัดผ่านในพงไพรก็ไม่อาจขยับเส้นผมของเขาได้แม้แต่เส้นเดียวเหมือนกับว่ารอบตัวเขามีพลังบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าปกคลุมอยู่ ทำให้เขาหลุดออกมาอยู่เหนือกว่าทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้

            สีหน้าของเขาดูด้านชาและเหนือธรรมชาติสายตาของเขาราวกับสามารถมองทะลุไปถึงจักรวาล

            “ในที่สุด... ข้า...ก็ได้กลับมา”

            น้ำเสียงของหลินหยางราวกับว่าเคยผ่านประสบการณ์มานานนับหลายหมื่นชาติภพ และแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยวสุดขีดบนตัวเขาเสมือนมีทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขาเคยได้รับมาหลับใหลอยู่แต่ก็มีความเจ็บปวดและความเกลียดชังที่ได้มาจากการถูกหักหลังด้วยเช่นกัน

            และในตอนนั้นเอง

            ภายในป่าลึกก็มีเสียงเรียกของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นกะทันหัน “หลินอี้!!!! เจ้าอยู่ไหน??ข้าพาท่านพ่อมาช่วยแล้ว!!!! หลินอี้!!!! หลินอี้!!”

            นั่นใช่สาวน้อยที่ชื่อเวินชิงชิงหรือเปล่า?

            หลินหยางหันหน้าทางต้นเสียง นัยน์ตาสีแดงคู่นั้นมองเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปราวพันเมตรกำลังรีบเร่งมุ่งหน้ามาทางเขา

            มุมปากเขาก็ยกขึ้นเบาๆเขายังไม่มีความคิดที่จะพบกับตระกูลเวินในตอนนี้ จึงหันหลังกลับ เก็บภูเขาอัญมณีขนาดมหึมานั่นเข้าไปในแหวนจากนั้นพอเขากระทืบเท้าเพียงหนึ่งครั้งก็สามารถพุ่งออกไปได้ไกลโดยไร้ร่องรอย

            “ก่อนที่พลังเทพเจ้าของข้าจะหายไป...ต้องรีบรักษาร่างกายนี่ให้เสร็จก่อน...”

            ..................................

            ไม่กี่นาทีต่อมา เวินชิงชิงและเวินติ่งเทียนที่รีบพาคนตามมาช่วยเหลือนั้นก็ได้มาถึงสนามรบที่หลินหยางเปิดฉากนองเลือดกับพวกตระกูลเฉินพวกเขาต่างก็รู้สึกหวาดกลัวกับภาพอันโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้น

            ต้นไม้ที่หักโค่นไปทั่วบริเวณ คราบเลือดสดๆ ที่กระจัดกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วทุกสารทิศรวมถึงซากศพของพวกระดับเซียนเทียนที่กองอยู่บนพื้นทุกอย่างล้วนแสดงให้เห็นถึงการปะทะกันอย่างดุเดือดบ้าคลั่งของหลินหยาง

            “หลินอี้!! หลินอี้!! พ่อจ๋า หลินอี้ต้องอยู่แถวๆ นี้แน่ พวกเราต้องหาเขาให้เจอให้ได้นะ!!!!”

            ดวงตาคู่สวยของเวินชิงชิงนั้นบวมแดงราวกับลูกพีช ในหัวของนางมีแต่ภาพของแผ่นหลังของหลินหยางก่อนที่เขาจะจากไปและภาพของสนามรบที่เต็มไปด้วยคราบเลือดนี้มันยิ่งทำให้หัวใจของนางบีบรัดแน่นขึ้น

            หลินอี้... เจ้าอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ!!

            ส่วนเวินติ่งเทียนและแม่ทัพตู้หมิงที่อยู่ข้างๆ นั้นกำลังมีสีหน้ามืดหม่นราวท้องฟ้าก่อนที่พายุฝนจะมา

            โดยเฉพาะเวินติ่งเทียนแววตาของเขานั้นเกรี้ยวกราดราวกับจะพ่นไฟออกมาได้แล้ว

            “แยกย้ายไปค้นหาซะ!!”

            เขาโบกมือออกคำสั่งให้เหล่านักรบของตระกูลเวินอย่างเกรี้ยวกราด

            “ค้นหาทุกพื้นที่ของเขาเมฆมรกต ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหาก็ต้องพาผู้อาวุโสหลินออกมาให้ได้!!”

            “ขอรับ ท่านประมุข!!”

            เหล่านักรบแยกย้ายออกไปทั่วทั้งสี่ทิศแม่ทัพตู้หมิงที่อยู่ข้างๆ กันก็เดินเข้ามาคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ประมุขเวินเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของข้าเอง หลังจากกลับไปข้าจะต้องตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียดแน่ท่านวางใจเถอะ!!”

            “ไม่ต้องตรวจสอบแล้ว”

            เวินติ่งเทียนเดินไปยืนอยู่ข้างซากศพของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนที่กองอยู่บนพื้นจากนั้นก็เรียกดาบยาวเล่มหนึ่งออกมาแล้วก็เกี่ยวเอาหัวของมันไปโยนทิ้งไว้ที่ใต้เท้าของตู้หมิง

            “เจ้านี่คือผู้อาวุโสระดับเซียนเทียนของตระกูลเฉินหม่าหงจาง... ทั้งหมดนี่คือฝีมือของเฉินเย่เซิง!!”

            เวินติ่งเทียนกำหมัดแน่นจนแทบแหลกละเอียด ไม่ใช่แค่หลินอี้หายสาบสูญไปเท่านั้นเขายังเห็นทั้งถังหง หลิ่วชิงและเหล่านักรบของตระกูลเวินจำนวนหกสิบกว่าคนที่ตอนนี้นอนเป็นศพไปแล้ว

            เขาเงยหัวขึ้นฟ้าราวกับว่าเขาอยากจะข้ามห้วงมิติไปเด็ดเอาหัวหมาของเฉินเย่เซิงนั่นมาเสียเดี๋ยวนี้เลย

            ทุกคำพูดที่เปล่งออกมาจากลำคอล้วนแฝงไว้ด้วยเปลวเพลิงแห่งความพิโรธ“เฉินเย่เซิงข้าเวินติ่งเทียนขอสาบาน ความแค้นครั้งนี้ข้าจะให้พวกตระกูลเฉินของเจ้าต้องชดใช้!!!!”

            ..................................

            เทือกเขาเมฆมรกต เป็นเทือกเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลถึงขนาดที่ว่ายังไม่เคยมีใครสามารถเข้าไปถึงใจกลางของเทือกเขาแห่งนี้เลย

            เทือกเขาแห่งนี้มีอาณาเขตติดกับสามอาณาจักรใหญ่ของทวีป คืออาณาจักรชูอวิ๋น อาณาจักรโล่ยื่อ และอาณาจักรฉางคง ทั้งสามอาณาจักรแห่งนี้เคยมีจอมยุทธ์ที่มีขอบเขตความสามารถที่เหนือกว่าระดับเซียนเทียนไปอีกระดับหนึ่งอย่างระดับ‘อวิ้นหลิง’ซึ่งเคยมีการรวมกลุ่มของเหล่ายอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงเพื่อเข้าไปสำรวจในใจกลางของเทือกเขาเมฑมรกตแห่งนี้แต่การเดินทางครั้งนั้นกลับกลายเป็นบาดแผลที่ใหญ่ที่สุดของทั้งสามอาณาจักร

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงจำนวนเจ็ดคนจากทั้งหมดแปดคนที่เข้าไปสำรวจในใจกลางนั่นล้วนเสียชีวิตในเทือกเขาเมฆมรกตแห่งนี้ส่วนคนเดียวที่สามารถหนีรอดอออกมาได้นั้นก็ถูกไฟเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโกไปทั้งตัวหลังจากที่ถูกช่วยกลับมาแล้ว เขาคนนั้นก็ร้องไห้ออกมาอย่างเสียสติประมาณสามวันสามคืนจนสิ้นใจในท้ายที่สุด

            หลังจากนั้นเป็นต้นมา ณ พื้นที่ใจกลางเทือกเขาเมฆมรกตแห่งนี้ก็ถูกทั้งสามอาณาจักรตั้งเป็นเขตพื้นที่หวงห้ามและไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจอีกเลย

            ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจกลางของจุดลึกสุดในเทือกเขาเมฆมรกตนี้มีต้นเมเปิลเพลิงสุดมหัศจรรย์อยู่ต้นหนึ่ง

            ลำต้นของมันคือผลึกคริสตัลเปลวไฟที่บริสุทธิ์ที่สุด ใบไม้แต่ละใบล้วนมีสีสันที่หลากหลายไม่ซ้ำกันซึ่งมันเป็นภาพลวงตาอันเป็นผลมาจากเปลวเพลิงสร้างขึ้น หากมองจากไกลๆต้นไม้เพลิงที่มีขนาดใหญ่โตจนสามารถบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ได้นี้จะดูงดงามจนผู้คนไม่อาจจะจ้องมองมันได้โดยตรงบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของมันทำให้แม้แต่เหล่าสัตว์ร้ายในเทือกเขาแห่งนี้ยังต้องยอมสยบให้กับมัน

            และบนยอดของต้นไม้ต้นนั้นมีถ้ำที่สร้างขึ้นโดยใช้ต้นคริสตัลนี้เป็นฐาน ขนาดของมันยาวประมาณสิบกว่าเมตรได้ข้างในนั้นราวกับว่าได้กลั่นเอาเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดในภพนี้เอาไว้ไม่รู้ว่าต้องเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหนถึงจะสามารถอาศัยอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้

            ทันใดนั้นเอง ก็มีปีกขนาดใหญ่ถูกกางออกมาจากภายในถ้ำนั้นขนของมันมีสภาพราวกับเปลวเพลิงที่ถูกกลั่นออกมาเป็นผลึกภายในผลึกนั่นยังสามารถมองเห็นเป็นเปลวไฟอ่อนๆ กำลังเปล่งแสงจางๆ ออกมาราวกับว่ามันจะไม่มีวันมอดดับ งดงามราวกับภาพวาดในฝันบรรยากาศรอบตัวมันหนักอึ้งจนแทบจะหายใจไม่ออก

            “เอ่อ...เจ้าเก้าเจ้าเตรียมอาหารมื้อเที่ยงของข้าเสร็จแล้วใช่ไหม? วันนี้ข้าไม่กินไอ้ราชสีห์ขนทองอะไรนั่นแล้วนะเนื้อมันแข็งเหลือเกิน”

            น้ำเสียงยานคางที่ฟังดูขี้เกียจดังขึ้นจากภายในถ้ำ เนื้อหาของคำพูดนั้นช่างน่าตกใจ

            เพียงแต่ว่า พอผ่านไปครู่หนึ่งแล้วกลับไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมาเลย เจ้าของเสียงยานคางนั่นเหมือนจะเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น

            “หืม? เจ้าเก้า?”

            เกิดเสียงดังฟึบขึ้น หลังจากนั้นก็มีเปลวเพลิงขนาดประมาณห้าเมตรโผล่ออกมาจากภายในถ้ำคลื่นความร้อนสุดน่ากลัวแผ่กระจายออกมาจากในถ้ำ จนในระยะนับสิบลี้รอบๆ ต้นเมเปิลเพลิงต้นนี้กลายเป็นทะเลเพลิงอันร้อนแรง

            ดวงตาของวิหคคู่หนึ่ง ส่องสว่างราวกับผลึกคริสตัลสีแดงจนดูสวยสง่าและดูองอาจกำลังมองลงไปที่ด้านล่าง

            ที่ตรงนั้นแต่เดิมแล้วควรจะมีข้ารับใช้อสูรที่ซื่อสัตย์ที่สุดคุกเข่าอยู่แต่ตอนนี้กลับมีชายหนุ่มเผ่ามนุษย์ที่ทั่วทั้งร่างถูกเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสดๆ ยืนอยู่

            หืม?

            เผ่ามนุษย์?

            ตัวตนอันน่าหวาดกลัวที่อาศัยอยู่บนต้นเมเปิลไฟแห่งนี้ถึงกับตาโต

            ไม่ได้เห็นมนุษย์มากี่ปีแล้วนี่?

             ตั้งแต่ที่จับมนุษย์เจ็ดคนนั่นมาเสียบไม้ย่างเป็นเนื้อย่างแล้วก็ไม่เคยได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่หอมหวนชวนรับประทานแบบนี้อีกเลย

            “เฮ้ย!! เจ้าเก้าน้อย นั่นคืออาหารที่เจ้าหามาเพื่อแก้ตัวใช่ไหม?ทำได้ไม่เลว เดี๋ยวข้าให้รางวัล!!”

            มันลุกขึ้นมา รูปร่างของมันเหมือนนกเทพแห่งไฟอย่างนกฟีนิกซ์ถึงแม้ว่ามันจะมีขาเพียงข้างเดียว แต่เปลวเพลิงรัศมีเทพที่มันเปล่งออกมานั้นเหมือนกับสัตว์เทพสุดองอาจที่ได้ยินในเรื่องราวตามตำนานต่างๆ

            เทพเจ้าวิหคเพลิงตัวนี้ยืดตัวบิดขี้เกียจขึ้นจากนั้นก็เช็ดน้ำลายตัวเองไปด้วยมันเห็นมนุษย์ที่ยืนอยู่ข้างล่างนั้นมองกลับมาหาเขาด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเคารพนอบน้อมแม้แต่น้อย

            “เจ้าเก้า?? ราชสีห์เก้าเศียร??ไปตายที่ไหนแล้ว? เจ้ามนุษย์นี่ทำไมไม่ถอดเสื้อทำความสะอาดมันด้วยเล่าเจ้าอู้อีกแล้วใช่ไหม?”

            พยาวิหคชี้ปีกมาทางหลินหยาง มันเริ่มอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาแล้ว

            แต่สิ่งที่ทำให้มันหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมก็คือแววตาของเจ้ามนุษย์ที่ยืนอยู่ข้างล่างนั่นในดวงตาของมันกลับมีเปลวไฟกำลังลุกโชนอยู่ด้วย

            แม่มันเถอะ

            ในใต้หล้านี้ยังมีคนกล้าเล่นกับไฟต่อหน้าราชาอย่างข้าอีกหรือ?

            นี่มันเล่นกับไฟโดนไฟเผาเอง ไม่สิ เล่นกับไฟโดนข้าเผาเอง

            อืมม เมล็ดยี่หร่าที่เอาไว้ปรุงเนื้อมนุษย์เสียบไม้เผานั่นข้าเอาไปเก็บไว้ที่ไหนแล้วนะ...

            เจ้าวิหคเพลิงยักษ์ตัวนี้ก็คือราชันของเหล่าอสูรร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในเทือกเขาเมฆมรกตแห่งนี้นั่นเองเป็นตัวตนที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่ว่าร้ายกาจแล้วยังไม่อาจทำอะไรมันได้เลยแม้แต่น้อยตัวตนอย่างมันไม่มีทางเห็นหลินหยางอยู่ในสายตาอยู่แล้ว

            เพียงแต่ว่าคำพูดที่หลินหยางกล่าวออกมานั่นทำเอาวิหคยักษ์หยุดหาเมล็ดยี่หร่าในทันที

            “ราชสีห์เก้าเศียรหรือ? แกหมายถึงเจ้านี่หรือเปล่า?”

            พูดจบแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วของเจ้าเด็กหนุ่มเผ่ามนุษย์คนนั้นก็เปล่งแสงขึ้นมาหลังจากนั้นก็มีซากศพขนาดมหึมาราวกับภูเขาขนาดย่อมปรากฏขึ้นข้างๆ ตัวมัน

            เจ้าเก้า?

            วิหคเพลิงยักษ์อึ้งไปแล้ว

            เจ้ามนุษย์คนนี้มันฆ่าราชสีห์เก้าเศียรไปแล้ว!!!!

            ฟิ้วว

            เขา ไม่สิ มัน บินขึ้นไปอยู่บนฟ้าแล้วตอนนี้มันเข้าสู่สภาวะระวังภัยแล้วเรียบร้อย

            คนที่สามารถสังหารราชสีห์เก้าเศียรได้มันต้องไม่ใช่แค่อาหารที่สามารถจับมาย่างกินได้ง่ายๆแน่เจ้ามนุษย์คนนี้ อันตราย!!!!

            “เฮ้ย พวกเจ้า!! มีคนมาหาเรื่องพวกเรา!!!!”

            ไม่รู้ว่าเจ้าวิหคเพลิงตนนี้มันเติบโตมาอย่างไรมันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ แถมยังใช้ศัพท์แสงของชาวยุทธจักรอีกแต่สิ่งที่ทำให้มันโมโหจนแทบคลั่งก็คือ...

            ทั้งเทือกเขาเมฆมรกตแห่งนี้เงียบราวกับเป่าสาก ราวกับว่าได้กลายเป็นหุบเขาแห่งความตายไปแล้วไม่มีลูกสมุนตัวไหนโผล่หัวออกมาตามคำสั่งเขาเลย

            “เจ้าเรียกพวกมันอยู่หรือ?”

             ชายหนุ่มคนนั่นเปิดปากขึ้นอีกครั้ง

            จากนั้นที่พื้นรอบตัวเขาก็มีซากศพของอสูรร้ายสุดแข็งแกร่งสิบกว่าตัวปรากฏขึ้นซากศพของพวกมันแต่ละตัวยังคงเปล่งรัศมีของสัตว์ร้ายสุดแข็งแกร่งไร้เทียมทานออกมาตอนที่พวกมันยังมีชีวิตอยู่นั้นล้วนเป็นสัตว์ร้ายที่โหดเหี้ยมสุดขีดของเทือกเมฆมรกตแห่งนี้แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกมันทุกตัวกลายเป็นรางวัลแห่งชัยชนะของหลินหยางไปแล้ว

            ไอ้หยา!!

             พญาวิหคเพลิงตัวนี้ถึงกับอึ้งไป

            ขนาดตัวมันเองยังไม่มีทางจัดการกับเหล่าสัตว์ประหลาดที่กองอยู่บนพื้นพวกนั้นได้ง่ายดายขนาดนี้ความสามารถของเจ้าหนุ่มนี่มันแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ถึง

            เจอของแข็งเข้าเสียแล้ว

            สู้ไม่ได้ ก็ต้องถอยสิ!!

            มันรีบสยายปีกของมันออกอย่างรวดเร็วร่างกายขนาดใหญ่ของมันเมื่อกางปีกออกมาแล้วมีขนาดความกว้างมากกว่าสิบเมตรพลังธาตุไฟของมันระเบิดออกมาจากทั่วทั้งร่างอย่างร้อนแรงราวกับบนท้องฟ้าปรากฏพระอาทิตย์ขึ้นมาอีกดวงกำลังเปล่งประกายแสงอาทิตย์อันรุ่งโรจน์ ดูแข็งแกร่งไร้เทียมทาน

            แต่พญาวิหคเพลิงระดับนี้กลับไม่กล้าจะหยุดอยู่ต่อหน้าของหลินหยางเลยแม้แต่วินาทีเดียวมันกระพือปีกทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว หวังจะบินหนีออกไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่สามารถหนีออกจากหลินหยางที่แค่ชูมือขึ้นเบาๆ ก็สามารถหยุดพญาวิหคเพลิงเอาไว้กลางอากาศราวกับรูปสลักของเปลวเพลิงได้อย่างง่ายดาย

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    [นิยายแปล] เทพมังกรสงครามอหังการ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.72M 5471