คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 71 : ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

     

              ขณะนั้นจู่ๆก็เกิดฝุ่นดินลอยคละคลุ้งขึ้นรอบตัวชิล หากลอบสังเกตภายในกลุ่มควันดีๆจะพบ ร่างในชุดสีเขียวกำลังย่อตัวอยู่ เขาไม่สามารถบินได้ดังเช่นลอริส แต่หากต้องการสังหารนางขณะอยู่บนฟ้าก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้

     

              ตูม!!  

     

              พื้นแผ่นดินโดยรอบสั่นสะเทือน พร้อมปรากฏหลุมขนาดใหญ่ตรงจุดที่ชิลย่อตัวก่อนหน้า

     

              ซาเนียมองไปยังชายหนุ่มในชุดเขียวที่กำลังพุ่งผ่าอากาศขึ้นไปบนท้องฟ้าราวกับลูกศร ก็เผยแววตาราวกับมองสัตว์ประหลาด

     

              แม้จะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนชิล แต่ลอริสก็ได้ยินเสียงระเบิดดังมาจากด้านล่าง จึงเป็นธรรมดาที่จะหันกลับไปมอง

     

              และสิ่งที่เห็นก็ทำให้นัยน์ตาของนางต้องเบิกกว้าง

     

              ร่างในชุดเขียวพร้อมประกายดาบสีฟ้าพุ่งตรงมาที่นางด้วยความเร็ว เพียงหนึ่งลมหายใจที่เกิดจากการนิ่งค้างเพราะความตกใจ ชิลก็เข้าใกล้นางในระยะประชิดแล้ว

     

              ‘เป็นไปไม่ได้!!’

     

              ต่อให้ระดับคลายสมดุลใช้พลังงานสวรรค์ดันตัวขึ้นมาจากพื้น อย่างไรก็ไม่สามารถขึ้นมาได้ในความสูงระดับนี้ ที่สำคัญลอริสไม่สามารถสัมผัสได้ถึงปริมาณพลังงานสวรรค์ใต้เท้าชิลเลยแม้แต่น้อย

     

              คมดาบสีฟ้าสว่างจ้า สะท้อนเข้าไปในดวงตา ทันทีลอริสราวกับตื่นจากภวังค์ ทำการเร่งพลังงานสวรรค์บินทิ้งระยะห่างออกมา ก่อนโบกมือเรียกศรแสงสีทองร้อยดอกล้อมรอบชิลไว้กลางอากาศ

     

              ศรแสงสีทองไม่รอช้า มันพุ่งเข้าจู่โจมชิลที่กำลังเคลื่อนที่ตามวิถีแรงดีด ทว่าเพียงการวาดดาบครั้งเดียว คล้ายเกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นกลางอากาศ ศรแสงนับร้อยถูกทำลายภายในพริบตา

     

              เห็นดังนั้นลอริสก็กัดฟันแน่น พร้อมเรียกคันธนูสีดำออกมาจากแหวนสีทองที่นิ้วนางข้างซ้าย

     

              หากไม่เห็นด้วยตาชิลคงไม่เชื่อ คันธนูสีดำที่ลอริสนำออกมาคือศาสตราวุธระดับลึกลับชั้นต่ำ

     

              อักขระกลางลำตัวคันธนูส่องแสงเจิดจ้า แสดงให้เห็นถึงบทอาคมบางอย่างที่ลงไว้ ถึงอย่างนั้นความราวเร็วของลอริสก็ถือว่าช้าไปหนึ่งก้าว ในช่วงเวลาเดียวกันปรากฏลูกบาศก์ทรงสี่เหลี่ยมขึ้นด้านหน้าชิล

     

              แสงสีฟ้าจากลูกบาศก์หลอมรวมกันจนกลายเป็นคลื่นพลังงานซัดไปที่ลอริส

     

              แม้นางจะเป็นผู้ฝึกฝนรากฐานระดับคลายสมดุล แต่หากคลื่นพลังงานจากลูกบาศก์ก็ไม่นับว่าอ่อนแอ นี่ทำให้ร่างในชุดคลุมสีม่วง โดนคลื่นพลังงานดีดตกลงมาจากฟ้า

     

              ทว่าภายในเสี้ยววิร่างลอริสก็พลิกตัวลงมายืนบนพื้นดินได้อย่างมั่นคง การโดนคลื่นพลังสีฟ้าโจมตีรวมกับอาการบาดเจ็บภายในอย่างไร้สาเหตุก่อนหน้า ทำให้นางแทบจะประคองร่างไว้ไม่ไหว

     

              และก่อนที่จะมีเวลามากพอในการใช้คันธนูสีดำ ร่างชิลก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมฟาดดาบสีฟ้าไปยังร่างนาง

     

              เคร้ง!! เคร้ง! เคร้ง! 

     

              ดาบสีฟ้าปะทะกับคันธนูในระยะประชิดด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ เขาไม่ยอมเปิดช่องให้ลอริสมีโอกาสทิ้งระยะห่างออกไปเพื่อใช้คันธนู

     

              แต่ชื่ออัจฉริยะอันดับหนึ่งก็ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับ จู่ๆดาบพลังงานสวรรค์จากมือซ้ายของนางก็ฟาดออกไปยังจุดที่แตกร้าวของดาบสีฟ้า ส่งผลให้ใบดาบแตกกระจายออกราวกับเศษกระจก

     

              อย่างไรดาบสีฟ้าก็เป็นเพียงศาสตราวุธระดับหายากธรรมดา การที่มันอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ความจริงหากชิลไปถึงระดับวัฏจักรเคลื่อนย้าย ก็มีแผนที่จะทำการลงอาคมให้มันอยู่ แต่ดูท่าเรื่องนั้นคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้

     

              ความเสียใจเล็กๆเนื่องจากศาสตราวุธคู่กายแตกหัก ทำให้คลื่นจิตวิญญาณพุ่งออกไปจู่โจมลอริสอย่างไม่รู้ตัว

     

              “อั๊ก!!” 

     

              ลอริสกระอักเลือด พร้อมกับใบหน้าที่ซีดขาวยิ่งขึ้น อาการบาดเจ็บโดยไร้สาเหตุรอบนี้ทำให้สัมผัสจิตวิญญาณของนางถูกตัดการเชื่อมต่อกับห้วงแห่งความคิด สิ่งนี้ราวกับเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างเพื่อบอกให้นางรับรู้ว่าร่างกายได้ถึงขีดจำกัดแล้ว

     

              ‘ทั้งๆที่ข้ายังมิได้ใช้สมบัตินั่น เหตุใดจึง’

     

              ร่างอันงดงามในชุดคลุมสีม่วงสั่นเทาอย่างไร้เรี่ยวแรง ทว่าลอริสก็มิได้ยอมแพ้ นางทำการใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการง้างคันธนูสีดำ

     

              แต่สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

     

              มีผืนธงสีแดงพันอยู่รอบคันธนูราวกับรังไหม!

     

              “ตอนไหนกัน!!”

     

              ลอริสเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ และก่อนที่จะได้คิดอะไร จู่ๆผืนธงสีเหลืองก็ปรากฏฟาดไปยังกลางลำตัว ส่งผลให้ร่างนางกระเด็นออกไปมากกว่าร้อยเมตร

     

              ชิลยืนนิ่งอยู่กับที่ มองร่างลอริสปลิวออกไปตามแรงโจมตีของผืนธงสีเหลือง ด้วยร่างกายที่อ่อนแอจากอาการบาดเจ็บ ตอนนี้เพียงแค่การจู่โจมของธงสามกษัตริย์ก็มากพอที่จะสังหารนางแล้ว ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มีความมั่นใจในธงสีเหลืองมากนัก ทิ้งช่วงเพียงไม่กี่วิร่างในชุดเขียวก็พุ่งเข้าไปหยุดอยู่ด้านข้างร่างลอริสที่นอนอยู่บนพื้น

     

              “ยังมีชีวิตอยู่จริงๆด้วยสินะ”

     

              รอยยิ้มเย็นเผยขึ้นบนใบหน้าสง่างาม เขาคาดไว้แล้วว่าอัจฉริยะเช่นนางย่อมมีวิธีการหลีกเลี่ยงความตายในสถานการณ์ฉุกเฉิน

     

              มีดสีเขียวเล่มนึงปรากฏขึ้นในมือชิล อย่างไรเขาก็ไม่ยอมให้นางรอดชีวิต เพราะสิ่งที่เขาสูญเสียมีมากเกินไป

     

              ทว่าในขณะที่กำลังจะลงมือสังหาร จู่ๆเปลวไฟสีดำม่วงก็ลุกขึ้นท่วมตัว เผาชุดสีเขียวหายไปในพริบตา

     

              “อ๊าก!! เหตุใดต้องเป็นตอนนี้” 

     

              ชิลล้มลงพลางกัดฟันแน่น เขารู้ว่านี่คือหนึ่งในความเสี่ยงจากการสร้างพันธะกับความมืดชั่วคราว ด้วยการได้รับความทรมานจากเปลวไฟอมตะนรกานต์ หลังจากพลังของพันธะหมดลง

     

              เปลวไฟสีดำม่วงลุกโชติช่วงเผากายเนื้ออย่างทรมาน มีดสั้นสีเขียวเองก็พลันหลอมละลายกลายเป็นของเหลว ไม่นานมือขวาที่อ่อนแรงของชิลก็ค่อยๆโบกเรียกผืนธงสีแดงที่ห่อหุ้มคันธนูเก็บเข้าไปในเชือกสีดำ

     

              แม้เปลวไฟอมตะนรกานต์จะมีพลังทำลายสูง อย่างไรดูเหมือนว่าเชือกสีดำจะไม่ได้รับผลกระทบนั้น

     

              ไม่กี่นาทีต่อมาร่างเปลือยเปล่าที่มีเปลวไฟลุกท่วมก็ล้มลงไปกับพื้น นัยน์ตาสีองุ่นที่ตอนนี้พร่าเลือนจนไม่อาจมองเห็นได้ชัด จับจ้องไปยังร่างลอริสอย่างไม่วางตา

     

              “ข้าจะไม่ยอม...”

     

              ชิลคลานเข้าไปหาลอริสด้วยความยากลำบาก มือที่สั่นเทาค่อยๆเอื้อมไปดึงแหวนสีทองออกจากนิ้วของนาง ก่อนจะเก็บมันเข้าไปในเชือกสีดำ...

     

              ถึงระหว่างดึงแหวน เปลวไฟสีดำม่วงจะโดนนิ้วลอริสอยู่บ้าง แต่มันก็มิได้เผาไหม้นางแต่อย่างใด ราวกับว่าเปลวไฟนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเผาผลาญเขาเพียงผู้เดียว

     

              สายตาที่โดนบดบังด้วยเปลวไฟเริ่มพร่าเลือน ทว่าจู่ๆชิลก็มองเห็นร่างในชุดคลุมสีดำบินลงมายืนอยู่ด้านข้าง

     

              ถึงตรงนี้สติเขาก็ดับวูบไปราวกับภาพตัด

     

              .

     

              .

     

              ภายในความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต ชิลได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีเรือนผมสีขาว สวมไว้ด้วยชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม นัยน์ตาสีทองของเขาส่องแสงราวกับรู้แจ้งทุกสิ่งอย่างในโลก

     

              “มันมิใช่เกาะมังกรนิทรา หากแต่เป็นเกาะกระเรียนสามเศียร”

     

              สิ้นเสียงชายหนุ่ม ชิลพลันลืมตาขึ้นและพบเข้ากับเพดานหินที่พื้นผิวไม่สม่ำเสมอ เมื่อหันมองโดยรอบก็พบว่าตัวเขาน่าจะอยู่ในถ้ำที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้แบบพิเศษ โดยเครื่องใช้แต่ละชิ้นสามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานปฐพีจางๆ

     

              ‘สัมผัสจิตวิญญาณข้ากลับมาแล้ว’

     

              รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า ไม่นานสายตาที่หันมองรอบกายก็มาหยุดอยู่ด้านข้างเตียงหินที่เขานอนอยู่

     

              ‘เหตุใดนางจึง...’

     

              ชิลรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมจางๆที่มาจากซาเนีย ร่างหญิงสาวในชุดผ้าบางสีขาวที่งดงามราวกับเทพเซียน นั่งหลับอยู่ด้านข้างเขา แม้จะมีภูมิต้านทานในเรื่องสตรีอยู่มาก แต่เมื่อตื่นขึ้นมาพบใครสักคนที่ดูเหมือนจะเฝ้ารอในช่วงที่เราหลับใหลไร้สติ ก็ทำให้หัวใจที่ด้านชารู้สึกอุ่นเล็กน้อย

     

              “เจ้าฟื้นแล้ว”

     

              เสียงดังมาจากหน้าปากถ้ำ สักพักก็ปรากฏร่างชายชราในชุดคลุมดำกับชายชราในชุดคลุมสีเขียวเข้มเดินเข้ามา

     

              แต่ก่อนที่ชายชราชุดคลุมดำจะได้อ้าปาก ชิลก็ยกมือขึ้นห้ามพร้อมลุกเดินผ่านชายชราทั้งสองออกไปด้านนอก

     

              เห็นเช่นนั้นชายชราใบหน้ารูปไข่และชายชราชุดคลุมสีเขียวเข้มก็หันมองกันพลางยิ้ม พวกเขารู้ว่าชิลมิต้องการให้มีสิ่งใดรบกวนเวลานอนของซาเนีย

     

              ‘นี่เขาเป็นคนเอาใจใส่ผู้อื่นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?’

     

              ชายชราชุดคลุมดำทำหน้าตาแปลกประหลาดก่อนจะเดินตามชิลออกไป

     

              “เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่”

     

              เมื่อชิลเดินออกมาจากถ้ำ ก็พบว่าถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงจนเกือบพ้นหมู่เมฆ ด้านข้างมีถ้ำรูปแบบเดียวกันตั้งอยู่อีกสองแห่งราวกับเป็นการจงใจ มิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และหากมองไปด้านล่าง จะพบตำหนักน้อยใหญ่มากมาย ทั้งยังมีบางตำหนักที่สร้างขึ้นบนหน้าผาอันสูงชัน ทว่าที่ชัดเจนที่สุดก็คือภูเขาขนาดใหญ่ทั้งสี่ลูกที่โอบล้อมพื้นที่ทั้งหมดไว้

     

              “หุบเขาจัตุรัสยักษาสวยงามน่าดูชมเลยใช่หรือไม่”

     

              ชายชราชุดคลุมดำกล่าว ความจริงชายชราผู้นี้หาใช่ใครอื่น นอกจากลาม่อน

     

              เป็นเวลาสองเดือนที่ลาม่อนได้แฝงตัวเข้าไปในอาณาเขตของอาณาจักรพิรุณทมิฬ แต่ก็ไม่สามารถหาชิลพบ อย่างไรด้วยคลื่นพลังระดับคลายสมดุลของลอริส ทำให้เขาตัดสินใจที่จะไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุเสียหน่อย และท้ายที่สุดจึงพบชิลที่นั่น หากพูดกันตามตรง แท้จริงแล้วเรื่องนี้ได้อาศัยความบังเอิญเจ็ดส่วนและการคาดเดาอีกสามส่วน

     

              ทั้งนี้เหตุที่ลาม่อนจำต้องออกตามหาชิลด้วยตนเอง เป็นเพราะเขามิได้รับความช่วยเหลือจากหมู่เกาะหมื่นอสรพิษ แม้จดหมายที่ส่งไปจะมีสองเรื่องให้ช่วย แต่ทางหมู่เกาะหมื่นอสรพิษได้ตอบกลับว่าจะช่วยเหลือเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือสืบหาที่มาของกลุ่มชายร่างใหญ่ในชุดขนสัตว์สีน้ำตาล ทว่านี่ก็ผ่านมาได้หลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับข่าวคราวจากหมู่เกาะหมื่นอสรพิษเลยแม้แต่น้อย

     

              ที่เป็นเช่นนี้ หลักๆเป็นเพราะลาม่อนได้ออกเดินทางตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้เขาไม่ค่อยมีหน้าตาในหมู่เกาะหมื่นอสรพิษสักเท่าไหร่ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นคนของเกาะ แต่กลับได้รับการปฏิบัติราวกับคนนอก

     

              “ข้าหลับไปนานเท่าใด”

     

              ชิลกล่าวพลางก้มมองร่างตนเองที่สวมไว้ด้วยชุดสีขาวราวกับชุดผู้ป่วย 

     

              “น่าจะประมาณหนึ่งเดือนหากรวมช่วงเวลาเดินทางกลับอีกเกือบยี่สิบวัน”

     

              ลาม่อนกล่าวเสียวแผ่ว ก่อนจะปรายตาไปยังซาเนียที่นั่งหลับอยู่ด้านในถ้ำ 

     

              “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานางดูแลเจ้าเป็นอย่างดี ขณะที่ต้องพบเจออุปสรรคมากมายระหว่างการเดินทาง ทั้งถูกตามล่าจากทหารของอาณาจักรพิรุณทมิฬ และการจู่โจมจากสัตว์อสูรวิญญาณเทากลางทะเลทราย”

     

              “งั้นรึ” 

     

              ชิลหันมองไปทางถ้ำ ไม่นานก็เลื่อนสายตาไปที่ลาม่อน เขาสังเกตเห็นใบหน้าอมทุกข์พร้อมกับท่าทางลำบากใจของชายชราใบหน้ารูปไข่

     

              “มีเรื่องอะไรที่ข้าต้องรู้หรือไม่”

     

              “คือ..” 

     

              ลาม่อนกัดฟันแน่นหันมองไปที่ชายชราชุดเขียวเข้ม ก่อนกล่าวต่อ

     

              “หลายเดือนที่เจ้าหายไป มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น”

     

              “เรื่องอันใด?”

     

              ชิลหันมองลาม่อนด้วยแววตาจริงจัง

     

              “เมื่อสี่เดือนก่อน หลังจากที่ทางวังเมฆาสูญสิ้นประกาศเรื่องการตายของเทพธิดาซาเนีย และต้องการผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ไม่นานก็มีคำสั่งให้ปลดตำแหน่งมาบิลพร้อมแจ้งเรื่องส่งตัวเขาไปยังอาณาจักรหมอกเมฆาเพื่อรับโทษ ทว่าข้าได้ยื่นข้อเสนอที่จะกลับไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาให้วังเมฆาสูญสิ้นเป็นเวลาสิบปี ทำให้พวกเขามิคิดเอาเรื่องใดต่อ แต่...”

     

              “แต่?” 

     

              ชิลมองไปที่ลาม่อนอย่างคาดคั้น

     

              “เด็กน้อย เอียทิมที่เจ้าสังหารไปเป็นหลานชายของผู้อาวุโสสี่แห่งวังเมฆาสูญสิ้น เรื่องนี้ทำให้ผู้อาวุโสสี่โกรธมากและได้ประกาศจะทำลายตระกูลแรนเชอที่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้า ดีว่าอาณาจักรวายุอัสนีคอยปกป้องแรนเชออยู่ จึงทำให้ผู้อาวุโสสี่ทำอะไรได้ไม่มากนัก อย่างไรพวกเขาได้เรียกร้องให้ทางอาณาจักรวายุอัสนีปลดสิทธิทางการค้าทั้งหมดของแรนเชอออก เพื่อทำให้ตระกูลแรนเชอตกต่ำลง และหากทางอาณาจักรวายุอัสนีไม่ทำตาม พวกเขาจะทำการสังหารผู้คนตระกูลแรนเชอทั้งหมดที่เดินทางผ่านป่าพันวิญญาณ...”

     

              ลาม่อนกล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดลง ผ่านไปหลายอึดใจจึงกล่าวต่อด้วยท่าทางอึดอัด

     

              “ในขณะที่ผู้อาวุโสสี่ประกาศเรื่องสังหาร ริเช่และรีนได้อยู่ระหว่างเดินทางกลับจากนครแสงศักดิ์สิทธิ์”

     

              สิ้นคำลาม่อน จู่ๆจิตสังหารอันเข้มข้นก็ถูกปล่อยออกมาจากร่างชายหนุ่มในชุดขาว แม้จะอยู่ในระดับคลายสมดุลแต่ก็อดขนลุกไม่ได้ นี่ทำให้ชายชราใบหน้ารูปไข่ยิ่งรู้สึกลำบากที่ต้องกล่าวประโยคต่อไป

     

              เห็นลาม่อนมีท่าทางกระอักกระอ่วน ชายชราในชุดคลุมสีเขียวเข้มก็ก้าวออกมายืนด้านหน้าพลางกล่าวเสียงเรียบ

     

              “ทั้งสองโดนคนของอาวุโสสี่โจมตี ทำให้หนึ่งเสียชีวิต หนึ่งบาดเจ็บสาหัส”  

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน