บทที่39บทเรียนผู้อวดดี
ฟ้าสลัวในยามมู่ซื่ออันปลอดโปร่งสดใส ถูกสาดต้องด้วยแสงแห่งเพลิงปราณตามอาคารและรายทางดูหลากหลายสีมีความระยิบระยับทั้งแฝงความงดงามละลานตาอวิ๋นเซ่อลุกตื่นจากที่พักซึ่งมีสหายร่วมห้องอีกเก้าคนกำลังนอนหลับอยู่ วันนี้อวิ๋นเซ่อตื่นเร็วกว่าใครๆมันล้างหน้าทำความสะอาดร่างกาย พร้อมใส่ชุดเครื่องแบบแล้วเดินออกจากห้องพักขนาดใหญ่ของตนยามมู่ซื่อชั่วยามที่หนึ่งของวันนี้ มันมีตารางต้องศึกษาวิชาบทความปราชญ์และกวี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใจสำหรับมันมากเท่าใดนักเช่นนั้นก่อนจะถึงเวลาต้องเข้าศึกษามันจึงเลือกที่จะปลีกตัวมายืนมองตึกไม้เก่าสี่ชั้นตึกที่เพียงก้าวขาเหยียบย่างยังส่งให้ต้าจงหมิงถึงขั้นเข้าห้องรักษาอาการจนถึงวันนี้
อวิ๋นเซ่อเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อไร้ซึ่งผู้คนมันก็ลองใช้พลังญาณตรวจจับหรือหาสิ่งผิดแผกจากสถานที่แห่งนี้แต่เมื่อมันไล่สังเกตดูก็มิพบพลังธรรมชาติหรือความพิสดารอันใดจากตึกไม้แห่งนี้ มันได้สังเกตตั้งแต่ชั้นแรกไล่ขึ้นไปชั้นสองชั้นที่สาม จวบจนกระทั่งกำลังจะถึงชั้นที่สี่ ทว่าคนยังมิได้ตรวจดูความตื้นลึกหนาบางใดที่ด้านหลังก็พลันมีเสียงเรียกของสตรีนางหนึ่งขึ้น ส่งให้มันหยุดใช้พลังญาณในทันที
“อวิ๋นเซ่อ เจ้าตื่นเร็วเช่นนี้นอนมิหลับหรือ”ผู้กล่าวก็คือฟ่านเหลียน นางเดินเข้าหาชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มอันสดใส ดรุณีวัยยี่สิบเศษหน้าตาจิ้มลิ้มผู้นี้เวลาที่นางยิ้มออกมาก็ทำให้โลกดูสดใสอยู่มิน้อย
“คงเป็นเช่นนั้น แล้วเจ้าเล่า”
“ข้ารู้สึกตื่นเต้นนัก ยิ่งวันนี้เป็นการเรียนครั้งแรก”
อวิ๋นเซ่อส่ายศีรษะ“ข้าว่าออกจะน่าเบื่อ"
“จริงสินะ เป็นเพราะเจ้ามิชอบปราชญ์และกวีจึงคิดว่ามันน่าเบื่ออดทนอีกซักหน่อย ผ่านมู่ซื่อชั่วยามที่หนึ่งไปก็เป็นภาควิชายุทธ์แล้ว”
ทั้งสองสนทนาไปพลางแล้วก้าวเดินไปพลาง เพื่อไปยังห้องฝึกตามตารางกำหนด
“ฟ่านเหลียน”
“หือ"
“เจ้าต้องการเป็นมือปราบเพื่ออะไร ข้าสัมผัสถึงจิตใจของเจ้าตัวตนของเจ้า เจ้าเหมาะที่จะจับอุปกรณ์รักษาคน มากกว่าจะจับอาวุธปกป้องผู้คน"
ฟ่านเหลียนก้มหน้าด้วยสายตาที่เหม่อลอยคนคล้ายมีเรื่องลำบากใจเต็มไปหมด อวิ๋นเซ่อเห็นเช่นนั้นก็สำนึกว่าตนถามคำถามที่มิควรถามออกไปจึงกล่าว
“ข้าคงจะถามมากไป ต้องขออภัย”
ฟ่านเหลียนส่ายศีรษะ แล้วนางจึงกล่าวขึ้น
“ข้าต้องการเป็นแพทย์ที่ช่วยรักษาผู้คนอย่างบิดาของข้าข้ารักในวิชาแพทย์ แต่วิชาแพทย์ก็ทำให้ข้ารังเกียจเช่นเดียวกัน”
อวิ๋นเซ่อปรากฏสีหน้างุนงง ฟ่านเหลียนยังกล่าวสืบต่อ
“ข้ารักในวิชาแพทย์ของบิดาข้า ที่ท่านใช้เพื่อรักษาผู้คนยากไร้รักษาผู้คนที่ตกทุกข์ เป็นที่รักของผู้คน แต่ข้ารังเกียจวิชาแพทย์ที่เอารัดเอาเปรียบแลขูดรีดผู้อื่นทั้งมันยังบังคับขู่เข็นทำร้ายร่างกายบิดาข้าสารพัดเพื่อบีบให้ท่านทิ้งปณิธานดังกล่าวเพราะเหตุนี้ข้าจึงอยากเป็นมือปราบ ข้าอยากปกป้องบิดา อยากจัดการแพทย์ที่โฉดชั่วใช้จรรยาบรรณในอาชีพที่ผิดวิธีเหล่านั้น”
“ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้”
“อื้อ….. แล้วเจ้าเล่าอวิ๋นเซ่อต้องการเป็นมือปราบเพื่ออะไร"
ประกายตาของอวิ๋นเซ่อแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
“ฆ่าคน”
เมื่อสัมผัสถูกจิตสังหารอันเอ่อล้นของอวิ๋นเซ่อฟ่านเหลียนถึงกับต้องสั่นสะท้านตื่นกลัว อวิ๋นเซ่อรู้ตนว่าเผลอตัวหลุดปลดปล่อยจิตสังหารออกไปคนก็รีบเก็บงำประกายตาไว้ก่อนกล่าวเปลี่ยนเรื่อง
“ฟ่านเหลียน หากเจ้าประสบเรื่องยุ่งยากหรือแก้ไขปัญหาที่เจ้ากล่าวมาข้างต้นมิได้ก็สามารถเรียกหาข้าได้เสมอ ข้าพร้อมจะช่วยเหลือเจ้า”
ฟ่านเหลียนยกยิ้มน้อยๆ “ข้าขอขอบคุณเจ้าอีกครั้ง”
การเรียนวิชาแรกได้มาถึง บทเรียนแรกของการเป็นมือปราบฝึกหัดของอวิ๋นเซ่อก็คือการศึกษาตามหลักคำสอนของปราชญ์เมธีหลายรุ่นและศึกษาคำกลอนบทกวีหลายโคลงกลอน อาจารย์ร่างท้วมนามหวังเหว่ย ผู้สอนวิชานี้ก็เอาแต่สนทนาคำกลอนกับต้าจงหมิงอย่างออกรสออกชาติทั้งยังยกยอปอปั้นมันออกนอกหน้า แต่พอผู้คนได้รู้ว่าแท้จริงมันทั้งสองมีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองเดียวกันจึงไม่มีใครเกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงมีความถือหางต้าจงหมิงถึงเพียงนั้น
ผู้อื่นต่างสนอกสนใจต่อสิ่งที่เรียน แต่อวิ๋นเซ่อกลับผงกหัวนั่งหลับด้วยความเบื่อหน่าย
ฟิ้ว!
ถั่วเม็ดหนึ่งถูกดีดจากปลายนิ้วของอาจารย์ร่างท้วมนามหวังเหว่ยวิถีของเม็ดถั่วพุ่งฝ่าอากาศเข้าหาร่างของอวิ๋นเซ่ออย่างรวดเร็ว ฟ่านเหลียนที่นั่งอยู่ข้างกายอวิ๋นเซ่อจะขยับปลุกก็ยังช้ากว่าเม็ดถั่วอยู่ช่วงหนึ่งทว่าเม็ดทั่วก็ยังช้ากว่าปฏิกิริยาของอวิ๋นเซ่ออยู่ช่วงหนึ่งเช่นเดียวกัน!
ควับ
อวิ๋นเซ่อทั้งที่หลับอยู่แต่ปฏิกิริยาตอบสนองกับสิ่งอันตรายของมันนับว่ารวดเร็วยิ่งตายังมิทันลืมตื่น มือก็คว้าจับเม็ดถั่วไปแล้ว สร้างความแตกตื่นแก่ทุกผู้ที่เฝ้ามองเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะหวังเหว่ยและต้าจงหมิง ปฏิกิริยาเช่นนี้ผู้ที่มีพลังลมปราณอ่อนด้อยเช่นมันมิน่าจะมีได้ทั้งเม็ดทั่วก็ถูกใช้ออกจากผู้มีพลังลมปราณสูงกว่าแท้ๆ
อาจารย์ร่างท้วมหวังเหว่ยระงับความแตกตื่นคนตวาดเสียงเข้ม
“อวิ๋นเซ่อ บทกวีแห่งจวนซางซงเฉวี่ยฉีมีความสำคัญใดต่อกลยุทธ์ย่ำราตรี เมื่อครู่ต้าจงหมิงพึ่งตอบไป หวังว่าเจ้าจะไม่โง่งมจนเกินไป"
อวิ๋นเซ่อกล่าวตอบทันควัน
“มิทราบขอรับ"
ต้าจงหมิงยกยิ้มเหยียดมายังอวิ๋นเซ่อ คนนึกได้ใจมิว่าจะด้านใดๆมันก็เหนือกว่าบุรุษที่มิได้ดีไปกว่าขยะอันต่ำต้อยผู้นี้ ส่วนอาจารย์หวังเหว่ยพ่นลมหายใจออกทางจมูกมาฮึ่มหนึ่งค่อยกล่าวเสียงดัง
“เช่นนั้นจงคัดคำตอบที่ถูกต้องมาร้อยจบส่งข้าในครั้งถัดไป….. ส่วนวันนี้เลิกเรียนได้"
ฟ่านเหลียนเข้ามากระซิบที่ข้างกายชายหนุ่ม
“เดี๋ยวข้าช่วยคัดเป็นการตอบแทนที่เจ้าช่วยเหลือมาโดยตลอด”
อวิ๋นเซ่อยกยิ้ม
“เป็นพระคุณมากแล้ว”
เข้าสู่ยามมู่ซื่อชั่วยามที่สองเป็นการฝึกภาควิชายุทธ์ซึ่งเป็นวิชาที่อวิ๋นเซ่อเฝ้ารอมาโดยตลอด เป็นวิชาที่มันอยากฝึกในทุกวัน ส่วนอาจารย์ผู้สอนภาควิชายุทธ์นี้มีนามว่าอี้เฟิง เป็นบุรุษวัยสี่สิบแปดปีเศษที่ค่อนข้างเรียบง่ายสมรรถะ เมื่อเหล่ามือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่งมาถึงมันก็สั่งให้ทุกผู้นั่งลงและหลับตาเข้าสู่ห้วงแห่งสมาธิทันที
“พวกเจ้าทุกผู้ล้วนทราบมาบ้างแล้วว่าพื้นฐานวิชายุทธ์ทุกแขนงย่อมมาจากพลังลมปราณ ยิ่งมีความลึกล้ำของพลังลมปราณมากเพียงใดยิ่งจะนำพาความแข็งแกร่งมาสู่ตัวเรามากขึ้นเพียงนั้น อีกทั้งพลังลมปราณยังเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับผู้มีพรสวรรค์ในด้านการจุดติดเพลิงปราณยิ่งพลังลมปราณแกร่งกล้ามากเท่าไหร่ สีและพลังการแผดเผาของเพลิงปราณก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”
เสียงของอี้เฟิงหยุดกล่าวเล็กน้อย คนกวาดสายตามองเหล่ามือปราบที่นั่งหลับตาตรงหน้าทั้งหมดแล้วกล่าวสืบต่อ
“พวกเจ้าบางคนมีพลังลมปราณที่ดีเยี่ยมบางคนก็ปานกลาง ส่วนบางคนก็สามัญธรรมดา แต่ทุกอย่างสามารถฝึกฝนและเพิ่มพูนกันได้หากมีจิตใจที่มุ่งมั่นแน่วแน่ส่วนการฝึกเพลิงปราณนั้นจะยากหน่อย เพราะนอกจากจะอาศัยความสามารถหรือพรสวรรค์แล้ว ก็ต้องอาศัยโชควาสนาร่วมด้วยทว่าถึงแม้มิเป็นพลังเพลิงปราณแต่คนก็สามารถเอาชนะผู้ฝึกเพลิงปราณด้วยพลังลมปราณได้ขอเพียงมีพลังลมปราณที่ลึกล้ำกว่าระดับเพลิงปราณของบุคคลนั้นๆ เช่นเจ้ามีพลังลมปราณเทียบเท่ากับยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์เจ้าก็สามารถใช้พลังลมปราณเอาชนะเพลิงปราณที่มีระดับตั้งแต่สีเหลืองปานกลางลงไปจนถึงเพลิงปราณสีเขียวอันขุ่นมัวได้กลับกันหากเจ้ามีพลังลมปราณเทียบเท่ากับยอดยุทธ์เพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ พลังลมปราณของเจ้าจะมิอาจทำอะไรผู้ที่มีเพลิงปราณสีเหลืองบริสุทธิ์ระดับเดียวกันหรือระดับที่เพิ่มขึ้นไปได้พลังลมปราณของเจ้าจะถูกแผดเผาเป็นเชื้อเพลิงให้แก่พลังเพลิงปราณของบุคคลผู้นั้นเพิ่มพูนส่งเสริมให้แก่มันทันที……ที่ข้าพูดนี้ก็เพราะต้องการให้พวกเจ้าได้เห็นความสำคัญของพลังลมปราณมิให้เข้าใจแบบผิดๆ ว่าพลังลมปราณมิอาจเอาชนะพลังเพลิงปราณได้ ซึ่งข้ามีหน้าที่ถ่ายทอดแนวทางการฝึกพลังลมปราณจึงอยากให้พวกเจ้าตั้งใจอย่างแน่วแน่แม้อาจจะมีบางคนที่มีพลังลมปราณรุดหน้าไปไกลกว่าผู้อื่นแล้ว ก็ถือเสียว่าฟังไปเพื่อเอาไปปรับใช้เผื่อช่วยให้พลังลมปราณของเจ้าก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น”
ได้ฟังที่อาจารย์เฟิงอี้กล่าวเช่นนั้น ต้าจงหมิงก็ยิ่งยืดอกรับคำชมเชยเพราะที่แห่งนี้มีมันเพียงคนเดียวที่พลังลมปราณออกจะเหนือล้ำกว่าคนอื่น ทั้งยังอดที่จะเหลือบมองไปยังอวิ๋นเซ่อด้วยแววตาที่ตนเหนือกว่าขึ้นมามิได้แต่อวิ๋นเซ่อหาได้สนใจมัน จิตของชายหนุ่มตอนนี้ตกไปอยู่ที่การฝึกสอนของอาจารย์เฟิงอี้ทั้งสิ้นตั้งแต่การกำหนดลมหายใจ ให้ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย ชักนำลงสู่จุดชีพจรตันเถียนที่อยู่หน้าท้องแล้วแผ่ลามหมุนวนไปตามจุดชีพจรสำคัญต่างๆ ของอวัยวะบนร่างกาย การฝึกนี้เป็นแนวทางที่แตกต่างจากอู๋เฉาหยุนแนะนำตนอยู่บ้างทั้งยังดูเหมือนว่ามันจะช่วยเปิดทางเดินของจุดชีพจรบริเวณต่างๆ ให้ไหลโล่งมิติดขัดได้มากกว่า
อวิ๋นเซ่อหูฟัง สมองจดจำ ร่างกายปฏิบัติตามอย่างไม่ตกหล่นด้วยหัวสมองที่ว่องไว ความทรงจำและภูมิปฏิภาณที่เป็นเลิศส่งให้มันแทบที่จะจดจำสิ่งที่อาจารย์เฟิ้งอี้ถ่ายทอดให้จนหมดสิ้นการฝึกไหลเวียนลมปราณภายในร่างก็แทบมิขาดตกบกพร่องจากการสอน ทว่าฝึกจนหมดเวลาตามตารางมันก็ยังมิอาจก้าวหน้าแม้เพียงนิด กลับกันการฝึกดังกล่าวแทบเป็นการฝึกที่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ผู้อื่นที่พอเข้าใจอาจารย์บ้างเป็นบางครั้งก็ยังมีความคืบหน้าบ้างไม่เล็กก็น้อย แต่อวิ๋นเซ่อที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและกระทำตามโดยมิขาดตกกลับมิอาจมีความคืบหน้าได้เลยแม้เพียงเศษเสี้ยว!
“เหตุใดเราจึงไม่มีความรุดหน้าแม้เพียงนิดเราผิดพลาดตรงจุดใด?”
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้วครุ่นคิดถึงข้อบกพร่องแต่มิว่ามันจะไล่ทวนกี่รอบ ให้อาจารย์ท่องให้ฟังอีกกี่หนก็มิพบสิ่งที่มันผิดพลาด เฟิงอี้เห็นหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของอวิ๋นเซ่อได้สัมผัสถึงพลังลมปราณที่แสนธรรมดาแลสามัญของชายหนุ่ม ก็เข้าใจว่ามันตามมิทันจึงมิอาจฝึกให้มีความรุดหน้าได้คนจึงกล่าวปลอบ
“เจ้ามิต้องกังวลจนเกินไป เรื่องนี้นับว่ายากเกินความเข้าใจของเจ้าอยู่บ้างแต่ซักวันเจ้าก็ต้องประสบความสำเร็จได้”
ต้าจงหมิงรีบออกตัว เพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตนนั้นเด่นล้ำถึงเพียงไหน
“ข้าจะช่วยส่งเสริมเจ้าเอง หากเจ้าติดขัดตรงไหนก็ขอให้ข้าสอนได้”
อาจารย์เฟิงอี้ผงกศีรษะ
“ประเสริฐ พวกเจ้าร่วมรุ่นเดียวกันต้องสามัคคีกลมเกลียวกันเช่นนี้สำนักมือปราบเราจะได้เจริญเฟื่องฟูยิ่งๆ ขึ้นไป"
ต้าจงหมิงประสานมืออย่างนอบน้อม
“ขอรับอาจารย์ หากช่วยได้ข้าก็จะช่วยเต็มที่”
เป็นจางอู่จี้ที่มาสะกิดข้างกายต้าจงหมิงแล้วกระซิบแผ่วเบา
“คุณชายจงหมิง ข้าว่าพวกเราอย่าไปยุ่งกับมันจะดีกว่า”
ต้าจงหมิงยกยิ้มน้อยๆ ปากก็กล่าววาจาแผ่วเบา
“เจ้าคอยดูข้าเถอะสหาย"
หลังจากจบลงด้วยการเรียนรู้วิธีการโคจรแลฝึกปรือพลังลมปราณเบื้องต้นตารางการฝึกต่อมาก็คือภาควิชายุทธ์ด้านกระบวนท่าวิชาต่อสู้ด้วยมือเปล่า อาจารย์ผู้สอนคือหวังซือเสียง
“พวกเจ้าทุกผู้จงฟัง มิว่าพวกเจ้าจะเป็นใครมาจากไหน มีวิชายุทธ์หรือกระบวนท่าล้ำเลิศเพียงใด แต่ที่แห่งนี้คือสำนักมือปราบ เช่นนั้นพวกเจ้าทุกคนต้องเป็นวิชายุทธ์ของสำนักมือปราบข้าในฐานะอาจารย์ที่ต้องถ่ายทอดเคล็ดวิชาหมัดมวยของสำนักมือปราบให้แก่พวกเจ้า ข้าก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเจ้าจะตั้งใจฝึกข้าจะแสดงให้ดูก่อน ข้าเป็นพวกที่มิชอบพิรี้พิไร เช่นนั้นจะถ่ายทอดเพียงรอบเดียว หากวันนี้มิเข้าใจก็รอเอาไปถามในวันหน้า…..ทราบ!”
เหล่ามือปราบฝึกหัดชั้นปีที่หนึ่งแม้งุนงงกับท่าทีของอาจารย์ชราผู้นี้แต่พวกมันก็กล่าวตอบอย่างพร้อมเพียง
“ทราบแล้วขอรับ”
“ดี จงดูและนำไปฝึก นี่คือเจ็ดหมัดผสานสรรพสิ่ง!”
สิ้นเสียงกล่าว อาจารย์หวังซือเสียงก็ร่ายรำเพลงหมัดที่แข็งแกร่งดุดันแฝงความทรนงแลเปิดเผยทื่อด้านออกมาตั้งแต่กระบวนท่าที่หนึ่งรวดเดียวถึงกระบวนท่าที่เจ็ดค่อยหยุดลง
“พวกเจ้าจำได้หรือไม่”
สีหน้าของเหล่ามือปราบฝึกหัดต่างเลิ่กลักพวกมันอย่างมากเพียงจำได้สองถึงสามท่าเท่านั้น แต่ต้าจงหมิงกลับก้าวเท้าออกมาข้างหน้าไล่สายตามองทุกคนก่อนส่งยิ้มเหยียดมายังอวิ๋นเซ่อ แล้วกล่าวขึ้น
“อาจารย์ศิษย์ไร้ความสามารถจดจำได้เพียงห้ากระบวนท่าเท่านั้น”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วบริเวณ นี่บอกว่าไร้ความสามารถเช่นนั้นพวกข้าจะไม่เป็นเศษขยะเลยหรือทุกผู้ต่างจ้องมองต้าจงหมิง ถ้าไม่นับเรื่องอัปยศที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียววันนั้น ถึงอย่างไรมันก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่โดดเด่นมากที่สุดในรุ่นอยู่แล้วมิว่าเรื่องใดมันก็มักนำหน้าผู้อื่นอยู่เสมอ ผู้คนจึงอดที่จะทึ่งแลอิจฉาในความสามารถของมันมิได้
อาจารย์หวังซือเสียงหรี่ตามองมันด้วยแววความชื่นชมยากนักที่จะหาผู้ใดซักคนที่จะจดจำกระบวนท่าเจ็ดหมัดผสานสรรพสิ่งได้ถึงห้ากระบวนท่าในการดูเพียงครั้งเดียวได้
“ไหนเจ้าลองแสดงดู”
ต้าจงหมิงมิชักช้าคนร่ายรำเพลงหมัดออกมาห้ากระบวนท่ามิผิดเพี้ยนจากหวังซือเสียงแม้แต่น้อยเรียกเสียงปรบมือจนลั่นเกรียวกราว หวังซือเสียงเองก็ผงกศีรษะยอมรับในความสามารถของมันผู้นี้
“พวกเจ้าจงดูสหายของเจ้าเป็นตัวอย่างข้าอยากให้พวกเจ้าตั้งใจได้อย่างมันซักครึ่งก็ยังดี”
ต้าจงหมิงแสดงท่าทีนอบน้อมถ่อมตน
“อาจารย์ชมเชยเกินไปแล้ว ข้ามิได้เก่งกาจกว่าเหล่าสหายถึงเพียงนั้น”หยุดเล็กน้อย คนจ้องมองอวิ๋นเซ่อ ในหัวคิดอยากหักหน้าชายหนุ่มต่อหน้าคนอื่นๆและต่อหน้าอาจารย์หวังซือเสียง มันจึงกล่าวสืบต่อ
“น้องอวิ๋นเซ่อแม้มันจะไร้ซึ่งพลังลมปราณแต่ข้าก็เห็นว่ามันมีฝีมือด้านกระบวนยุทธ์ตอนสอบภาคปฏิบัติที่ดีเลิศ มิแน่ว่ามันจะจดจำได้มากกว่าข้า”
จางอู่จี้รีบเข้ามากระซิบที่ข้างกายมันอีกครั้ง
“ข้าว่าเรามิควรยุ่งกับมันจะดีกว่า”
ฟ่านเหลียนรู้สึกว่านี่ดูจะเป็นการหักหน้าอวิ๋นเซ่อต่อหน้าบุคคลมากมายจนเกินไปนางคิดกล่าวสอดแทรก แต่ต้าจงหมิงชิงกล่าวตัดบท
“น้องอวิ๋นเซ่อ เจ้าจะลองแสดงความสามารถให้อาจารย์และเหล่าสหายชมดูหรือไม่"
“ย่อมได้"
อวิ๋นเซ่อกล่าววาจาอย่างเรียบเฉย ก่อนก้าวเดินฝ่าวงล้อมออกมาด้านหน้าสุด
ต้าจงหมิงยกยิ้ม ในใจก็ได้แต่กระหยิ่มยิ้มย่องคิดเหยียดหยามอวิ๋นเซ่อและเฝ้ารอเรื่องขายหน้าที่จะเกิดกับขยะที่มันรังเกียจตนนี้ ทว่ารอยยิ้มของมันเป็นต้องหยุดชะงักใบหน้าคนต้องแข็งค้างชาด้าน ตาเหลือกถลนมิอาจเชื่อในสิ่งที่เห็น
เพราะเมื่ออวิ๋นเซ่อร่ายรำเพลงหมัดออก มันกลับสามารถใช้ออกได้ทั้งเจ็ดกระบวนท่าและทุกกระบวนท่ายังกำหนดลมหายใจเข้าออกที่ตรงจังหวะอย่างไม่ผิดเพี้ยน!