เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เฉินไห่คั่วชะงักไป
จากนั้นเขาก็มองไปตามแขน เงาร่างของผู้ชายผอมบางคนหนึ่งค่อย ๆปรากฏแก่สายตา
ใบหน้าเรียบเนียนขาวผ่อง สันกรามชัดเจน ดวงตาดำขลับ เหมือนกับสามารถมองทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้ว่าเขาจะมีรูปร่างผอมบาง แต่เมื่อเขายืนอยู่ตรงนั้นกลับมีรัศมีโดดเด่นเหนือคนทั้งโลก
“พี่ซูฮ่าว!” เย่เฉียวเฉี่ยวเผยสีหน้ายินดีออกมาแล้วโบกไม้โบกมือพลางตะโกนขึ้นด้วยความยินดี
เย่จื่ออี๋ก็ประหลาดใจเช่นเดียวกันคิดไม่ถึงเลยว่าซูฮ่าวจะมาได้ทันเวลาพอดี แต่ในตอนนี้เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
ซูฮ่าวหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนจะจ้องหน้าเฉินไห่คั่วแล้วส่งสายตาตักเตือน
ในตอนที่เขาขับรถมาใกล้จะถึงยอดเขาแล้วเขาพบว่าที่บ้านพักตากอากาศมีสิ่งผิดปกติบางอย่างในขณะเดียวกันก็สามารถสัมผัสได้ถึงลมปราณที่แข็งแกร่งสองสายเห็นได้ชัดว่าเป็นจอมยุทธ์โบราณ
เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงจอดรถไว้ด้านหลังแล้วรีบเดินเท้ามาและในตอนนั้นก็เห็นว่าเฉินไห่คั่วกำลังสารภาพรักกับเย่จื่ออี๋อยู่อีกทั้งยังเห็นฉากที่อีกฝ่ายจะเอื้อมมือเข้าไปกอดด้วย
หากเย่จื่ออี๋ไม่ขัดขืน เขาก็จะไม่ลงมือแต่ก่อนหน้านี้เย่จื่ออี๋ได้ผลักตัวเฉินไห่คั่วออกไปแล้ว แววตาเต็มไปด้วยการขัดขืนเขาจึงเข้าใจว่า เย่จื่ออี๋ไม่ได้อยากอยู่กับเฉินไห่คั่ว
ดังนั้นเขาจึงลงมือ
“คุณเป็นใคร?” เฉินไห่คั่วสบตากับซูฮ่าวกลิ่นระเบิดคละคลุ้งในอากาศ
“ฉันชื่อว่าซูฮ่าว เป็นเพื่อนของคุณเย่” ซูฮ่าวเหลือบสายตามองเย่จื่ออี๋ก่อนจะหันไปพูดเสียงเรียบว่า “เป็นแค่คนตามจีบผู้หญิงเขาไม่ยินยอมก็ยังจะบังคับฝืนใจกันอีก แบบนี้มันคงไม่เหมาะสมละมั้ง?”
“ฉันไม่ใช่คนที่ตามจีบเย่จื่ออี๋ แต่ฉันคือ เฉินไห่คั่ว เป็นสามีของเธอ!” สายตาของเฉินไห่คั่วเฉียบคม ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเชื่องช้า “ที่แท้คุณก็คือซูฮ่าวนั่นเอง ขอบคุณที่ช่วยดูแลภรรยาของฉันจนทำให้ฉันได้มีโอกาสมอบความอบอุ่นของครอบครัวให้เธออีกครั้ง”
เขามีลางสังหรณ์ว่าที่เย่จื่ออี๋ไม่คืนดีกับเขาต้องมีความเกี่ยวข้องกับซูฮ่าวแน่นอน
“ฉันเคยได้ยินเรื่องของคุณเฉินจากปากของคุณเย่มานานมากแล้ว” ซูฮ่าวกวาดสายตามองเฉินไห่คั่ว แล้วพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
“เพื่อนของฉันก็มีรถรุ่นเดียวกับคุณเฉิน ได้ยินมาว่ารถคันนี้เพิ่งขายเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วและจำกัดระยะเวลาแค่สามวันต้องรอถึงเดือนตุลาคมปีนี้รถรุ่นนี้ถึงจะเปิดขายอีกครั้ง”
เฉินไห่คั่วขมวดคิ้วขึ้น “คุณอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
“ปีที่แล้วคุณเฉินสามารถซื้อรถหรูราคาสิบล้านได้ นั่นหมายความว่าสภาพทางการเงินของคุณเฉินนั้นมั่นคงแล้วแล้วทำไมตอนนั้นคุณถึงไม่กลับมาหาคุณเย่ล่ะ แต่เพิ่งจะกลับมาในตอนนี้แล้วมาประกาศว่าจะเป็นบ้านใหม่ให้กับเธอ?” ใบหน้าของซูฮ่าวคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มน้ำเสียงประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด
“เสื้อผ้าทั้งตัวคุณก็ดูสวยมาก ราคาต้องไม่ต่ำกว่าแสนหยวนแน่นอนตอนที่คุณใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายคุณเย่กับน้องสาวของเธอแทบจะไม่มีข้าวกินอยู่แล้ว ทั้งยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่ผุพังแม้แต่ผ้าห่มก็ยังขึ้นรา ฉันอยากจะขอคำชี้แนะจริงๆที่คุณบอกว่าจะมอบครอบครัวอันอบอุ่นให้แก่คุณเย่นั้น มันเป็นอย่างไรกันแน่”
ทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าของเย่จื่ออี๋ก็มืดครึ้มเย็นชาลงในทันทีความซาบซึ้งประทับใจในตอนแรกถูกทำลายเป็นผุยผงในทันที
จากคำพูดของซูฮ่าวนั้นเดือนตุลาคมปีที่แล้วสภาพทางการเงินของเฉินไห่คั่วก็มั่นคงมาก แต่ในตอนนั้นเขาไม่มีความคิดที่จะตามหาเธอเลยแต่กลับปล่อยระยะเวลามาถึงตอนนี้
หากเฉินไห่คั่วต้องการจะรักษาความสัมพันธ์กับเธอจริงๆเขาควรจะกลับมาหาเธอตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว
เธอนี่ไร้เดียงสาเกินไปจริงๆ
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเย่จื่ออี๋ค่อยๆ ราบเรียบไปเฉินไห่คั่วก็หน้าเปลี่ยนสีทันทีแล้วอธิบายว่า “จื่ออี๋ฉันเริ่มตามหาเธอตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว แต่ว่าฉันก็หาเธอไม่พบ”
คำพูดนี้เป็นความจริง หลังจากสภาพทางการเงินของเขาดีขึ้นเขาก็สั่งให้คนตามหาเย่จื่ออี๋ในทันที
แต่น่าเสียดายที่เขาไม่พบตัวกอปรกับในช่วงนั้นเขาต้องต่อสู้กับการแย่งชิงอำนาจของคนใหญ่คนโตในเมืองเยว่โจวดังนั้นเขาจึงละทิ้งการค้นหาเย่จื่ออี๋ไว้ชั่วคราวก่อน
เย่จื่ออี๋ไม่พูดไม่จา แต่ซูฮ่าวกลับหัวเราะขึ้นมา “ในเมื่อหาไม่เจอ นั่นก็หมายความว่าคนที่อยู่ข้างกายของคุณต้องเป็นคนของคุณแต่เธอไม่ได้อยู่ข้างกายคุณ ก็หมายความว่าเธอไม่ใช่คนของคุณ ใช่ไหมครับคุณเฉิน?”
“คุณซู คุณพูดผิดไปแล้ว” เฉินไห่คั่วมีสีหน้าเย็นชา
“คนที่ไม่ได้อยู่ข้างกายของฉัน เขาอาจจะแค่หลงทางไปฉันจึงจำเป็นต้องจุดตะเกียงนำทางให้เขากลับมา”
แววตาของซูฮ่าวสว่างวาบ “คนบางคนมีแต่จะเดินไปด้านหน้าไม่มีทางมองแสงตะเกียงจากเบื้องหลัง”
“นั่นก็ไม่แน่ นักท่องเที่ยวต่อให้เดินทางไกลแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะกลับบ้านของตนเอง”
“ความอบอุ่นถึงจะเรียกว่าบ้าน คนคนหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตอนที่ภายในใจไม่มีบ้านแล้ว แม้ว่าบ้านหลังเดิมจะปรากฏตัวขึ้นมาแต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอบอุ่นเหมือนเก่าแล้ว”
บทสนทนาของทั้งสองคนดูราบเรียบ แต่กลับเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก ราวกับสามารถแช่แข็งอากาศได้อีกทั้งยังทำให้ผู้คนหายใจลำบาก
เย่จื่ออี๋ยังคงไม่พูดไม่จา เธอยืนอยู่อย่างเงียบงันเช่นนั้น
เฉินไห่คั่วเหลือบสายตาไปมองเย่จื่ออี๋ ก่อนจะหันมามองทางซูฮ่าว “คุณซู คุณรู้จักจื่ออี๋ดีขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ก็น่าจะรู้จักดีกว่าคุณเฉินนะ” ซูฮ่าวพูดพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
“คำพูดนี้ช่างน่าตลกเล็กน้อย” เฉินไห่คั่วหรี่ตาลงแล้วพูดขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ “จากที่ฉันรู้มาคุณซูเพิ่งได้เจอกับจื่ออี๋แค่ไม่กี่วันเท่านั้นเองไม่ใช่หรือแต่ฉันรู้จักกับจื่ออี๋มาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยเราผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเจ็ดแปดปี”
“ฉันรู้ว่าเธอชอบสีอะไร ชอบกินอะไร ชอบกิจกรรมแบบไหนรวมถึงความเคยชินในการใช้ชีวิตของเธอ ต่อให้จะเป็นสีหน้าการแสดงออกฉันก็สามารถคาดเดาความหมายได้ทั้งหมด”
“ที่คุณซูบอกว่ารู้จักจื่ออี๋ดีกว่าฉัน ฉันก็เลยคิดว่ามันน่าตลกเกินไปหรือเปล่า?”
“ถ้าในเรื่องนี้ฉันยอมรับว่าคุณเฉินรู้จักเธอดีกว่าฉัน” มุมปากของซูฮ่าวประดับรอยยิ้มและพูดต่อว่า “แต่คุณเย่เมื่อสองปีที่แล้วกับคุณเย่ในตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้วหากจะใช้สายตาแบบเดิมดูแลเธอ สำหรับเธอแล้วก็ถือว่าเป็นการทำร้ายเธออย่างหนึ่งด้วย”
“ฉันแค่คิดว่าหากการมีอยู่ของคนคนหนึ่งมันเป็นการทำร้ายอีกคนถ้าอย่างนั้นก็ควรจะหลบเลี่ยงไปไม่ใช่หรือ?”
สายตาของเฉินไห่คั่วมีประกายเย็นชาสว่างวาบ “คำพูดที่ปัดภาระแบบนี้ฉันไม่อยากตอบคุณซูในฐานะที่คุณเป็นคนนอก คุณก็ควรจะอยู่เฉยๆการที่เข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ”
“ในฐานะที่ฉันเป็นเพื่อน ฉันไม่อยากเห็นคุณเย่เสียใจ” ซูฮ่าวหัวเราะขึ้นมา
ทันทีที่สิ้นเสียง ภายในแววตาของเฉินไห่คั่วก็มีประกายกรุ่นโกรธ
คำพูดของซูฮ่าวแหลมคมดุจใบมีด เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่อยากให้เขากับเย่จื่ออี๋คืนดีกัน
“พี่คะ พี่ซูฮ่าวกับไอ้คนเลวคนนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?” เย่เฉียวเฉี่ยวมองทั้งสองคนที่กำลังคุยกันอยู่ด้วยความมึนงง ก่อนจะกระตุกชายเสื้อของเย่จื่ออี๋
“พวกเขากำลังคุยกันอย่างมีเหตุผล พวกเราไม่ต้องยุ่ง” เย่จื่ออี๋เม้มริมฝีปาก แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เฉียวเฉี่ยว พวกเราไปรอพี่ซูฮ่าวในห้องโถงกันดีกว่า”
“อืมๆ ” เย่เฉียวเฉี่ยวพยักหน้าอย่างเชื่อฟังก่อนจะเดินเข้าไปในห้องโถงของบ้านพักตากอากาศพร้อมกับเย่จื่ออี๋
เมื่อเห็นว่าเย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยวไม่อยู่แล้ว เฉินไห่คั่วก็ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไปเขาหันไปมองซูฮ่าวด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า “ไม่ว่านายจะเข้าหาเย่จื่ออี๋เพราะจุดประสงค์อะไรแต่ฉันก็ต้องขอบอกนายว่า เธอคือภรรยาของฉันไม่ว่าใครก็ไม่สามารถพรากเธอไปจากฉันได้ หากใครกล้าแย่ง ฉันก็จะฆ่าคนนั้น!”
ซูฮ่าวมีสีหน้าราบเรียบ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนแรงกดดันของเฉินไห่คั่วอ่อนแอบางเบาราวกับกระดาษ
“คุณเฉิน ไม่มีใครแย่งคุณเย่ไปหรอก แต่คุณเป็นฝ่ายทิ้งคุณเย่เองไม่ใช่หรือ?”
“นาย… ” เฉินไห่คั่วมีสีหน้าเขียวคล้ำเขาอ้าปากพะงาบๆ แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
“ทำไมหรือ ฉันพูดแทงใจดำคุณหรือเปล่า?” ซูฮ่าวส่ายหน้าแล้วกล่าวเตือนว่า “คุณเฉินฉันคิดว่าถ้าคุณอยากได้ใจของคุณเย่กลับคืนมาคุณควรไปคิดให้ดีว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ แทนที่จะมาทำตัวใหญ่โต พูดจาข่มขู่ที่นี่”
เมื่อพูดจบเขาก็หมุนตัวกลับไป แล้วเดินเข้าไปในบ้านพักตากอากาศ
“เดี๋ยวก่อน!” เฉินไห่คั่วมองไปที่แผ่นหลังของซูฮ่าวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณเข้าหาเย่จื่ออี๋เพราะมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?”
ก่อนที่เขาจะมาที่นี่เขาเคยตรวจสอบมาแล้วว่าเดิมทีบ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นนั้นเคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมาก่อนอีกทั้งที่ดินผืนนี้ก็ราคาแพงมากหากไม่มีเงินหลายร้อยล้านไม่มีทางซื้อที่นี่ได้อย่างแน่นอน
และยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาชิงอวิ๋นแห่งนี้ก็มีอาณาเขตกว้างมากแต่กลับมอบให้ซูฮ่าวเพียงคนเดียว เห็นได้ชัดว่าซูฮ่าวคนนี้มีฐานะไม่ธรรมดาคนเช่นนี้ไม่มีทางจะช่วยเหลือผู้หญิงอ่อนแอและธรรมดาอย่างเย่จื่ออี๋โดยไม่หวังผลตอบแทนแน่นอน
ซูฮ่าวพูดเสียงเรียบว่า “ฉันบอกแล้วว่าคุณเย่เป็นเพื่อนของฉัน เธอเคยช่วยฉันมาก่อนตอนนี้ฉันก็แค่ตอบแทนบุญคุณเธอเท่านั้น คุณไม่ต้องคิดมาก”
“แล้วตอนนี้นายพักอยู่กับจื่ออี๋ในบ้านพักตากอากาศแห่งนี้หรือ?” เฉินไห่คั่วจ้องหน้าซูฮ่าวตาเขม็ง แล้วถามขึ้น
ซูฮ่าวตอบโดยไม่หันกลับไปมอง “ตอนนี้ยังไม่ได้อยู่!”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น เฉินไห่คั่วก็โล่งอกแต่หลังจากตีความคำพูดของเขาแล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติไป
ตอนนี้ยังไม่ได้อยู่ นั่นก็หมายความว่าหลังจากนี้อาจจะอาศัยอยู่กับเย่จื่ออี๋ใช่ไหม?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็สาวเท้าขึ้นมาด้านหน้า เพราะต้องการอยากจะถามซูฮ่าวให้ชัดเจน
แต่หลังจากเหยียบเข้าไปในค่ายกลวงกตแล้วไม่ว่าเขาจะเดินหน้าเข้าไปเท่าไรก็ไม่สามารถเข้าไปได้
“บ้าที่สุด!” เฉินไห่คั่วกำหมัดแน่นใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะ
ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าพ่อคุมเยว่โจว คาดไม่ถึงว่าจะถูกเด็กอายุยี่สิบกว่าๆสั่งสอน แบบนี้มันเป็นเรื่องน่าอับอายชัดๆ
ในตอนนั้นบอดี้การ์ดทั้งสองที่อยู่ด้านหลังก็พูดขึ้นมาว่า “บอสไห่ เด็กคนนั้นไม่ธรรมดาเลย บนร่างกายของเขามีลมปราณแข็งแกร่งเห็นได้ชัดว่าเขาเป็นจอมยุทธ์โบราณที่หลบซ่อนตัวอยู่อีกทั้งตรงหน้านี้ก็เป็นค่ายกลพิเศษ คนผู้นั้นก็น่าจะเป็นคนวางค่ายกลนี้เอาไว้”
“พวกนายก็เป็นจอมยุทธ์โบราณ หรือว่าพวกนายกลัวเขาอย่างนั้นหรือ?” เฉินไห่คั่วพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
บอดี้การ์ดทั้งสองคนหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น “บอสไห่ฉันขอพูดตามตรง ฝีมือของเด็กคนนั้นไม่ธรรมดาเลย น่าจะอยู่เหนือกว่าพวกเราด้วยซ้ำ!”
“อะไรนะ?” เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเฉินไห่คั่วก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
บอดี้การ์ดสองคนนี้คือจอมยุทธ์โบราณระดับโฮ่วเทียนที่มีฝีมือดีที่สุดที่เขาคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันฝีมือแข็งแกร่ง สามารถทุบหินแตกและฆ่าเสือมือเปล่าได้
หากทั้งสองคนร่วมมือกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซูฮ่าวอย่างนั้นหรือ?
หลังจากที่เขาครุ่นคิดสักครู่หนึ่งเขาก็ให้บอดี้การ์ดทั้งสองคนเก็บของเก่าของเย่จื่ออี๋ขึ้นรถเขาหันกลับไปมองบ้านพักตากอากาศอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูแล้วขึ้นรถไป
เขารู้ว่าหากซูฮ่าวอยู่ด้วยในวันนี้การที่เขาจะได้พูดคุยกับเย่จื่ออี๋นั้นเป็นเรื่องยากมาก
“ใช้ทุกวิถีทางสืบทุกเรื่องของซูฮ่าวให้ละเอียดแล้วมารายงานฉันพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง!”
“ครับ!” คนขับรถพยักหน้า จากนั้นก็ขับรถบูกัตติ เวย์รอนออกจากบ้านพักตากอากาศหลังนี้ไป
เฉินไห่คั่วจุดบุหรี่ พร้อมกับมองบ้านพักตากอากาศผ่านกระจกหลังหลังจากผ่านไปสักพักสายตาของเขาก็แน่วแน่มั่นคงขึ้น
จื่ออี๋ เธอคือภรรยาเพียงคนเดียวของฉันไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแย่งเธอไปจากฉันได้เด็ดขาด
ไม่ว่าใครที่ขัดขวางไม่ให้ฉันอยู่กับเธอต่อให้เป็นพระเจ้า ฉันก็จะฆ่าให้เธอดู!