ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 91 สาขาสายวิวัฒนาการใหม่: อัสนี!

            ท่ามกลางความสับสนไป๋ฉางเซิงคล้ายจะได้ยินเสียงแตกเพล้งดังชัดถนัดหูเป็นเสียงที่เหมือนกับกระจกถูกทุบจนแตกละเอียด

            และหลังจากเสียงแตกนั้นงูหลามอัสนีครามที่ถูกเขารัดไว้แน่นก็ดูเหมือนจะสิ้นเรี่ยวแรงไปในทันทีมันหยุดการดิ้นรนขัดขืนอย่างบ้าคลั่งลง

            ถึงแม้จะยังมีการกระตุกอยู่บ้างแต่มันก็เป็นเพียงการหดตัวของกล้ามเนื้อตามสัญชาตญาณหลังจากสูญเสียสติสัมปชัญญะไปแล้วเท่านั้น

            ไป๋ฉางเซิงไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียวเขายังคงงับแผลนั้นไว้แน่นไม่มีทีท่าจะปล่อยพร้อมกับฉีดเมือกพิษเข้าไปอย่างบ้าคลั่งต่อไป

            จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งเจียงจืออวี๋จึงเอ่ยปากขึ้น

            “งูหลามอัสนีครามตายแล้ว”

            น้ำเสียงนั้นฟังดูอ่อนแรงอย่างยิ่งซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น

            เธอต้องรับการโจมตีจากอัสนีบาตที่หมายเอาชีวิตไปหนึ่งคราตามด้วยการถูกหางของมันฟาดเข้าอย่างจังอีกหนึ่งครั้งในขณะที่พลังเลือดกำลังแปรปรวน เธอยังฝืนใช้หอกทะลวงทองเป็นครั้งที่สองอาการบาดเจ็บจึงซ้อนทับจนทรุดหนัก

            ในยามนี้เจียงจืออวี๋ใช้มือข้างหนึ่งยันหอกลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างดูเหมือนว่าหากไร้ซึ่งหอกเล่มนี้ค้ำยันไว้ เธอคงจะล้มพับลงในวินาทีถัดไป

            “ช่วยเฝ้าให้ฉันที ฉันต้องปรับสมดุลพลังเลือดที่ตีกลับก่อน”

            พูดจบเจียงจืออวี๋ก็หยิบยาสยบเลือดออกมาจากแหวนมิติหลังจากกลืนลงไปเธอก็ขยับกายนั่งขัดสมาธิลงทันที

            ไป๋ฉางเซิงละสายตาจากเธอแล้วหันกลับมามองที่ร่างของงูหลามอัสนีคราม

            หอกสุดท้ายของเจียงจืออวี๋นั้นแทงทะลุเกล็ดงูสีม่วงกลางหน้าผากของมันจนแตกกระจายพร้อมกับทิ้งรูเลือดกว้างขนาดสามนิ้วเอาไว้ซึ่งเป็นรูปทรงเดียวกับปลายหอกโลหะผสมเล่มนั้นพอดิบพอดี

            สังหารในหอกเดียวเด็ดขาดไร้ซึ่งความลังเล

            ประสบการณ์การต่อสู้ของเจียงจืออวี๋นั้นช่างโชกโชนเหลือเกิน

            หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามคนอื่นอย่าว่าแต่จะชนะเลย แค่รับมืองูหลามอัสนีครามให้ครบสามกระบวนท่าก็คงทำไม่ได้ต่อให้จะเป็นจางสิงหรือซินซวงที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามระดับสมบูรณ์ก็ตาม

            แต่เจียงจืออวี๋กลับใช้ประสบการณ์การต่อสู้ของเธอทั้งตั้งรับและปัดป้องการโจมตีถึงตายของมันในขณะเดียวกันก็ยังสามารถคว้าโอกาสที่แวบเข้ามาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อสวนกลับได้อย่างแม่นยำ

            การโจมตีเต็มกำลังสองครั้งครั้งแรกทำให้งูหลามอัสนีครามบาดเจ็บเล็กน้อยส่วนครั้งที่สองคือการปลิดชีพมันในทันที!

            เธอรู้ว่าจะดึงจุดเด่นของตัวเองออกมาใช้อย่างไรและรู้ว่าควรจะโจมตีจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ตรงไหน

            ประสบการณ์การต่อสู้ระดับนี้หากอยู่ในระดับจักรพรรดิยุทธ์อาจถือเป็นเรื่องปกติแต่ถ้าเทียบในระดับเดียวกันแล้ว มันคือการกดขี่ทางชั้นเชิงอย่างสมบูรณ์แบบ!

            ร่างไร้วิญญาณของงูหลามอัสนีครามคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

            ทว่าในขณะที่ไป๋ฉางเซิงมองดูศพของงูหลามอัสนีครามเขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในหัว

            การกลืนกินเต่าศิลาพิสุทธิ์ทำให้เขาได้เกราะศิลาคุ้มกายการกลืนกินแมงป่องก้ามยักษ์เข็มทองทำให้เขามีพิษรวมถึงราชันหมาป่ากระดูกเหล็กและปลาคาร์ปมังกรที่ช่วยปลดล็อกสาขาสายวิวัฒนาการกระดูกเหล็กและเลือดมังกร

            และเมื่อเทียบกับพวกนั้นงูหลามอัสนีครามตัวนี้ก็มีคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างหนึ่งเช่นกัน!

            นั่นก็คือสายฟ้าที่มันปล่อยออกมานั่นเอง

            มีเพียงผู้ที่เคยสัมผัสกับอานุภาพของสายฟ้านั้นด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามันน่าสยดสยองเพียงใด

            ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลยแต่เมื่อการต่อสู้จบลงและไป๋ฉางเซิงเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ความปรารถนาบางอย่างที่ยากจะอธิบายก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ

            “ถ้าหาก... ฉันหมายถึงถ้าหากนะ”

            “ถ้าฉันกินเนื้อของแกเข้าไประบบน่าจะคัดลอกพรสวรรค์ในการควบคุมสายฟ้าของแกมาให้ฉันได้ใช่ไหม?”

            ไป๋ฉางเซิงพึมพำในใจจากนั้นเขาก็อ้าปากงับลงบนบาดแผลของงูหลามอัสนีครามทันทีเขากัดแน่นไม่ยอมปล่อยก่อนจะกระชากเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดกว่ากำปั้นออกมาแล้วชูคอขึ้นกลืนมันลงไปรวดเดียว

            [ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินงูหลามอัสนีคราม ได้รับค่าพลังเลือด 12 แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 6 แต้ม]

            [ยินดีด้วย โฮสต์ปลดล็อกสาขาสายวิวัฒนาการใหม่ที่ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน:อัสนี]

            [อัสนี: หลังจากปลดล็อก จะได้รับความสามารถในการกระตุ้นการโจมตีด้วยสายฟ้าความรุนแรงของการโจมตีจะเพิ่มขึ้นตามระดับพลังจิตและระดับของสายวิวัฒนาการ]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องใช้ในการเปิดใช้งาน: 300 แต้ม]

            “เฮ้ย!”

            “บ้าเอ้ย บ้าเอ้ย บ้าเอ้ย!”

            เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบในหัวชั่วพริบตานั้นไป๋ฉางเซิงรู้สึกเหมือนถูกคลื่นแห่งความดีใจพัดเข้าใส่จนแทบตั้งตัวไม่ติด

            มันทำได้จริงๆด้วยว่ะ!

            ไอ้ความคิดเมื่อกี้ความจริงเขาก็แค่ลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้นแหละ

            เพราะเขาไม่สามารถกำหนดได้ว่าระบบจะปลดล็อกสายวิวัฒนาการไหนให้อย่างตอนที่อยู่ในถุงกักวิญญาณของคณบดีเฉียนเขาก็ได้กินของล้ำค่าตามซวนหนีหยกทมิฬไปตั้งหลายอย่างแต่กลับไม่มีอย่างไหนปลดล็อกสาขาใหม่ให้เลยสักอัน

            การกินเนื้อของงูหลามอัสนีครามคราวนี้เขาก็แค่คิดว่าลองดูไม่เสียหลายดีกว่าปล่อยทิ้งไว้เปล่าๆ

            ใครจะไปนึกว่าระบบจะมอบเซอร์ไพรส์ให้เขาจริงๆแถมเป็นเซอร์ไพรส์ที่ใหญ่มากเสียด้วย!

            เมื่อมองดูเงื่อนไขในการเปิดใช้งานไป๋ฉางเซิงก็ไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว เขากดเปิดใช้งานทันที

            [ยินดีด้วย โฮสต์ใช้แต้มวิวัฒนาการ 300 แต้มเปิดใช้งานสาขาสายวิวัฒนาการ: อัสนี]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องใช้ในการอัปเกรดครั้งถัดไป: 1,000 แต้ม]

            แต้มวิวัฒนาการที่ใช้ในการเปิดใช้งานและอัปเกรดของอัสนีนั้นเท่ากับเลือดมังกรพอดิบพอดีเพียงแค่จุดนี้ก็สัมผัสได้แล้วว่าระดับของมันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

            และไป๋ฉางเซิงมีลางสังหรณ์ว่าอัสนีน่าจะเหมือนกับเลือดมังกรคือเป็นสาขาสายวิวัฒนาการที่สามารถเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดและจะช่วยยกระดับเพดานพลังของเขาให้สูงขึ้นอย่างมหาศาล

            ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนของระบบสิ้นสุดลงไป๋ฉางเซิงก็เริ่มรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมาตรงกึ่งกลางหน้าผาก

            มันรู้สึกเหมือนถูกไฟลนแต่กลับไม่มีความเจ็บปวดแบบเข็มทิ่มแทง มันยังอยู่ในระดับที่เขาพอจะทนได้

            ทว่าไป๋ฉางเซิงดูเบาความรู้สึกร้อนนี้เกินไปหน่อยเมื่อเวลาผ่านไป ความร้อนนั้นเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆราวกับมีเหล็กเผาไฟมาทาบลงบนหน้าผากแต่เพียงพริบตาเดียวมันกลับเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเย็นเยียบสุดขั้ว

            หากใครมองมาที่ไป๋ฉางเซิงในตอนนี้จะพบว่าบนหน้าผากของเขามีเกล็ดมังกรชิ้นหนึ่งเปล่งแสงสีม่วงเรืองรองวูบวาบไปมาอย่างลึกลับ

            ในขณะเดียวกันไป๋ฉางเซิงรู้สึกว่าในอากาศรอบตัวมีบางสิ่งที่ดูเป็นมิตรกับเขาเพิ่มมากขึ้น

            เพียงแค่เขาขยับความคิดนิดเดียวธาตุต่างๆที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศก็เริ่มไหลเวียนมาสถิตอยู่ที่กึ่งกลางหน้าผากของเขา

            เมื่อความหนาแน่นของธาตุถึงระดับหนึ่งไป๋ฉางเซิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนี้คืออะไร

            “อัสนี!”

            ที่แท้มันเป็นความรู้สึกแบบนี้เองเหรอ?

            ในระหว่างที่ธาตุอัสนีกำลังควบแน่นไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ว่าพลังจิตของเขาถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อธาตุสะสมจนถึงขีดสุด เขาก็สูญเสียการควบคุมที่มีต่ออัสนีไปโดยสิ้นเชิง

            เสียงระเบิด“ตูม!” ดังขึ้นสายฟ้าสีน้ำเงินขาวเส้นหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากหน้าผากของไป๋ฉางเซิงมันเหมือนกับการโจมตีของงูหลามอัสนีครามเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยนสายฟ้าพุ่งผ่านพงหญ้าจนเกิดคลื่นความร้อนที่เผาไหม้ทุกอย่างตามรายทาง

            สุดท้ายมันก็พุ่งเข้าปะทะกับพุ่มหญ้าที่อยู่ไกลออกไปหลายสิบเมตรแรงระเบิดทำให้ดินแตกรอยไหม้ดำกระจุยกระจาย

            อานุภาพนี้ต่อให้จะยังเทียบไม่ได้กับงูหลามอัสนีครามตัวจริงแต่มันก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันสักเท่าไหร่เลย!

            สำหรับตัวตนในระดับเดียวกันถ้าไม่ใช่พวกสัตว์ประหลาดอย่างเจียงจืออวี๋ ก็ยากนักที่จะรับการโจมตีนี้ของเขาได้!

            ยิ่งไปกว่านั้นพลังอัสนีของเขายังสามารถพัฒนาต่อไปได้พร้อมกับพลังเลือดและระดับวิวัฒนาการที่เพิ่มขึ้น

            เมื่อมองดูผลลัพธ์ที่สายฟ้าสร้างไว้บนพื้นดินที่ห่างออกไปไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

            ที่ผ่านมาวิธีการโจมตีของเขามันช่างน้อยนิดจนน่าเวทนามีเพียงพิษเท่านั้นที่พอจะหยิบมาใช้แก้ขัดได้บ้าง

            แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วเมื่อมีท่าไม้ตายอย่างอัสนีไป๋ฉางเซิงก็ไม่ต้องเอาตัวเข้าเสี่ยงอันตรายในระยะประชิดทุกครั้งอีกต่อไป

            แรงระเบิดครั้งใหญ่ทำให้ซินซวงและจางสิงที่อยู่ไกลออกไปต้องเหลียวหลังกลับมามองแม้แต่เจียงจืออวี๋ที่กำลังหลับตาปรับพลังเลือดอยู่ก็ยังต้องลืมตาขึ้นมามองเขา

            โดยเฉพาะเมื่อเห็นเกล็ดมังกรสีม่วงที่เปล่งแสงวูบวาบอยู่บนหน้าผากของไป๋ฉางเซิงแววตาของเจียงจืออวี๋ก็พลันฉายแววความสงสัยและประหลาดใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน