ตอนที่40 แลกเปลี่ยนชีวิต
เงิน1 หยวนวางไว้ริมโต๊ะ ฟู่เยี่ยนนำเหรียญห้าจักรพรรดิออกมาแล้วโปรยเหรียญลงไปบนโต๊ะ
เยว่ซิ่วอิงตาเป็นประกายหลังจากที่เห็นแบบนั้นนี่มันของดีเลยนะ! เพราะปู่ของเธอยังไม่ยอมให้ใครมาสัมผัสเหรียญห้าจักรพรรดิของเขาเสียด้วยซ้ำแต่สาวน้อยคนนี้กลับนำมันออกมาอย่างไม่คิดอะไร
ดวงชะตาของเยว่ซิ่วอิงไม่ซับซ้อนฟู่เยี่ยนมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนก่อปัญหาแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังต้องวางมาดเสียหน่อย
“คุณป้าคุณป้าเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ครอบครัวร่ำรวยมาตั้งแต่สมัยคุณป้ายังเด็กพ่อแม่รักและเอ็นดู พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวและได้รับการศึกษามาอย่างดี พอถึงวัยแต่งงานก็ได้พบกับคนที่มีรักเดียวใจเดียว จนกระทั่งมีลูกสาวและลูกชายอย่างละคนคุณป้าเป็นคนที่มีอายุยืนยาวและมีจุดเริ่มต้นที่ดีและจุดจบที่ดี
เป็นหนึ่งในผู้ที่เกิดมาพร้อมกับความสุขบริบูรณ์ที่หาได้ยากแต่ตอนนี้จุดจื่อหนี่ว์ของคุณถูกปกคลุมด้วยพลังหยิน ลูกสาวของคุณพบเจอคนใจร้ายแต่ก็ยังพอมีทางช่วยอยู่ ส่วนลูกชายของคุณป้าแต่เดิมมีชะตาที่มั่งคั่งและมีอำนาจเกิดมามีอายุยืนยาว แต่เนื่องจากความเกี่ยวพันกับพี่สาวหรือน้องสาวของเขาหากไม่แก้ไขให้ทันท่วงที เกรงว่าจะส่งผลต่ออายุขัยของเขาได้”
ฟู่เยี่ยนพูดจบเยว่ซิ่วอิงก็ตกใจจนหน้าซีด
“พูดจริงหรือ? ” ไม่ใช่ว่าเธอไม่ได้สังเกตท่าทีของสาวน้อยเลย
“ใช่แล้วหนูดูโหงวเฮ้งของลูกชายคุณป้าและเห็นว่าถูกปกคลุมด้วยไอสีดำยันต์แคล้วคลาดที่ให้ไปในวันนั้นสามารถช่วยให้เขารอดพ้นจากภัยพิบัติได้เพียงภัยพิบัติเดียวเท่านั้น”
เยว่ซิ่วอิงขมวดคิ้วแน่นแล้วหันไปพูดกับจางเหว่ย“โทรบอกให้พ่อของลูกกลับมาเดี๋ยวนี้ ! ”
เรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอต้องให้สามีของเธอกลับมาบ้านเพื่อมาหารือกัน
“อาจารย์คุณคงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกชายของฉันใช่ไหม ? ” เยว่ซิ่วอิงเปลี่ยนคำเรียกไปโดยไม่รู้ตัว
“ใช่เรื่องนี้เกรงว่าจะเกี่ยวพันกับว่าที่ลูกเขยของคุณป้าหนูหวังว่าจะได้พบลูกสาวของคุณป้าเพื่อหาวิธีแก้ไขต่อไป”ฟู่เยี่ยนมองเห็นแล้วว่าว่าที่ลูกเขยของเยว่ซิ่วอิงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้เพียงแต่เธอยังไม่เห็นร่องรอยของผู้ที่ทำของใส่จางเหว่ย
“เสี่ยวเหว่ยแล้วโทรหาพี่สาวของลูกด้วย บอกเธอว่าแม่ป่วย ! ให้เธอกลับมาบ้านตอนนี้เลย”
หากเธออ่านชะตาไม่ผิดจางเหว่ยน่าจะถูกใครบางคนขัดขวางชะตาชีวิตของเขาเอาไว้เพียงแต่คนที่ทำยังไม่ชำนาญในวิชา ฟู่เยี่ยนขมวดคิ้วเพราะคราวที่แล้วเรื่องของไป๋หยูก็เป็นไปในลักษณะนี้นี่ศาสตร์อภิปรัชญาจีนตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?
ฟู่เยี่ยนเดาถูกอภิปรัชญาของจีนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงในช่วงสาธารณรัฐจีนในระหว่างการเคลื่อนไหว ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดเลือกที่จะย้ายไปอยู่ที่ฮ่องกงดังนั้นตอนนี้อภิปรัชญากำลังเสื่อมถอยคนส่วนใหญ่ที่เรียนรู้มันก็เริ่มนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีและคนที่เรียนรู้ก็ไม่ได้ชำนาญอะไร
ระหว่างรอฟู่ต้าหย่งก็ย้ายเหล้าองุ่นไปที่ห้องครัวก่อน เยว่ซิ่วอิงยังถือว่าสงบเธอเรียกให้สองพ่อลูกกินของว่างและผลไม้รอไปก่อน
จางเหว่ยชำระค่าเหล้าเสร็จแล้วเขากำลังคิดว่าจะช่วยครอบครัวฟู่ขายเหล้า แบบนี้ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว !
นายกจางกลับมาถึงบ้านอย่างรวดเร็วพอเดินเข้ามาในบ้านแล้วเห็นฟู่เยี่ยนกับฟู่ต้าหย่งเขาก็เกิดอยากรู้เหตุผลที่ภรรยาโทรตามเขากลับมาบ้านทันที
เยว่ซิ่วอิงเห็นว่าสามีกลับมาแล้วเธอจึงให้จางเหว่ยเล่าคำทำนายของฟู่เยี่ยนให้นายกจางฟัง
นายกจางคิดว่าภรรยาของเขาคงจะถูกมนต์บางอย่างเข้าแล้วถึงได้กล้าเชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้
เขามองไปยังฟู่เยี่ยน“เด็กน้อยต้องตั้งใจเรียน ฉันจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องบ้า ๆ พวกนี้แล้วกัน”
ฟู่ต้าหย่งได้ยินแบบนั้นก็โมโหทันทีผู้ชายคนนี้ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
“ไปเถอะเสี่ยวฮั่วกลับบ้านกัน ! ”
เมื่อครู่จางเหว่ยเพิ่งคุยเรื่องขายเหล้ากับฟู่ต้าหย่งไปตอนนั้นฟู่ต้าหย่งยังเกิดความสนใจอยู่เลยแต่ไม่คิดเลยว่าพ่อของจางเหว่ยจะทำให้เขาโมโหขนาดนี้ !
ฟู่เยี่ยนคว้าแขนฟู่ต้าหย่งไว้สาเหตุที่เธอช่วยเยว่ซิ่วอิง ไม่ใช่เพราะเยว่ซิ่วอิงเกิดมาเป็นคนมีบุญแต่เป็นเพราะสาเหตุบางประการที่เธอไม่อาจพูดมันออกมาได้
“นายกจางระหว่างทางกลับบ้าน คุณเพิ่งเจอใครบางคนมาและเขาคนนั้นก็คือญาติของว่าที่ลูกเขยในอนาคตของคุณ” ฟู่เยี่ยนพูดอย่างสบาย ๆ
นายกจางตกใจแต่เขายังคงไม่ปักใจเชื่อ ทั้งยังแสดงออกทางสีหน้าอีกด้วย
“ในเมื่อนายกจางไม่เชื่อหนูก็ต้องงัดเอาความสามารถที่แท้จริงออกมาแล้ว วันนี้หนูเก็บค่าดูดวงจากป้าเยว่มา1 หยวน แต่หนูจะดูให้นายกจางฟรี”
ฟู่เยี่ยนเลิกคิ้วและเชิดหน้าขึ้นนายกจางไม่คิดว่าเด็กผู้หญิงอายุน้อยคนนี้จะดูมีพลังเหนือกว่าเขาได้
“หากเธอทำให้ฉันเชื่อได้ฉันจะจ่ายเงินให้อย่างแน่นอน”
“ตกลงคำไหนคำนั้น ! ”
“นายกจางพ่อของคุณจากไปเมื่อคุณอายุได้ 15 ปี แม่จากไปตอนคุณอายุได้ 18 ปีคุณเป็นคนมีพรสวรรค์ที่หาได้ยากมีคนใจดีช่วยส่งคุณเรียนหนังสือจนเรียนจบกระทั่งคุณเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยตี้ตูได้สำเร็จคุณแต่งงานตอนอายุ 24 ปี และมีลูกสาวและลูกชายอย่างละคน”
“เรื่องพวกนี้สามารถสอบถามจากคนอื่นได้”นายกจางยังคงไม่เชื่อ
“ประเด็นคือคนที่อุปถัมภ์คุณเป็นญาติคุณเองหากฉันอ่านดวงชะตาของคุณไม่ผิด เธอคนนั้นคือพี่สาวน้องสาวของแม่คุณนอกจากนี้คุณเองก็ยังมีพี่ชายจากแม่เดียวกันด้วย ตอนนี้เขาอยู่ที่ตี้ตู”เมื่อเธอพูดคำเหล่านี้ออกมา นายกจางก็นั่งยืดตัวตรงบนโซฟาทันที
นั่นไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดแต่ผู้ที่อุปถัมภ์นายกจางก็คือป้าแท้ ๆ ของเขาเอง ไม่เพียงเท่านั้นสาเหตุที่ป้ารับอุปถัมภ์เขาเพราะตอนนั้นเธอไม่มีลูกชายเธอจึงทำได้เพียงขอพี่ชายแท้ ๆ ของเขาไปเลี้ยงและหวังว่าเขากับพี่ชายจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ซึ่งแน่นอนว่าพี่ชายของเขาไม่รู้เรื่องนี้เพราะตอนที่ป้าอุ้มพี่ชายไปเลี้ยง เป็นตอนที่พี่ชายยังเล็กมากตัวเขาเองไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้แต่ภรรยาและลูก ๆ ของเขาด้วย
เยว่ซิ่วอิงและจางเหว่ยตกใจมากดูจากสีหน้าของนายกจางแล้ว เกรงว่าเรื่องนี้จะเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
“อาจารย์เชิญนั่ง เป็นเพราะฉันมีตาแต่หามีแววไม่ ! ” นายกจางรู้สถานการณ์ดีที่สุดและไม่เคยคิดว่าการกล้าก้มหัวเป็นเรื่องน่าละอาย
“ไม่เป็นไรไม่ว่าใครที่ได้ยินเรื่องนี้ล้วนมีปฏิกิริยาแบบนี้กันทั้งนั้น”
ขณะที่เขาพูดสิ่งนี้ประตูก็ถูกผลักเปิดออก และพี่สาวของจางเหว่ย จางถานก็ได้เดินเข้ามาจากด้านนอก
“แม่แม่เป็นอะไรคะ ? ”
แต่เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่นั่งอยู่ในสภาพที่ปกติดีจางถานก็มองไปทางจางเหว่ยทันที
“เสี่ยวเหว่ยนี่นายว่างมากงั้นเหรอ ! กล้าโกหกฉันว่าแม่ป่วยได้อย่างไร ! ”
“เอาล่ะเลิกโวยวายได้แล้ว แม่เป็นคนให้เสี่ยวเหว่ยโทรหาลูกเอง ! ” เยว่ซิ่วอิงเอ่ยปากห้ามศึกลูกสาวกับลูกชาย
“ที่เรียกลูกมาเพราะแม่มีธุระเรื่องอื่นจะคุยด้วยลูกรู้ไหมว่าในครอบครัวของหลิวหยวนขุยมีใครอีกบ้าง ? ” เมื่อครู่นี้ฟู่เยี่ยนได้บอกพวกเขาว่าผู้ที่ทำแบบนี้ใส่พวกเขาจะต้องเป็นญาติของผู้ที่แลกเปลี่ยนชีวิตอย่างแน่นอน
“แม่หนูแทบไม่ค่อยมีโอกาสได้กลับมาหาแม่แต่แม่โทรเรียกหนูกลับมาเพื่อถามถึงเรื่องแค่นี้น่ะหรือ ? ” จางถานมุ่ยปากดูเหมือนไม่ค่อยพอใจเสียเท่าไหร่
“ในเมื่อแม่ถามลูกย่อมต้องมีเหตุผล ! ”
“เขาบอกว่าพ่อของเขาเสียชีวิตไปนานแล้วเขาเหลือเพียงแค่พี่สาวคนเดียวแต่ระยะนี้มักมีชายคนหนึ่งที่มีอายุค่อนข้างมากเทียวมาหาเขาอยู่เป็นประจำเห็นบอกว่าเป็นคุณลุงที่เป็นญาติห่าง ๆ จากบ้านเกิดของเขา”
จางถานเป็นคนที่มีนิสัยซื่อตรงและไร้เดียงสามากไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ถูกหลอกมานานขนาดนี้โดยไม่ได้สังเกตเยว่ซิ่วอิงเห็นลูกสาวของตนเองเป็นแบบนี้ก็รู้สึกปวดหัว และโทษตัวเองว่าเป็นเพราะเธอตามใจลูกมากเกินไป
“คุณป้าหนูอยากขึ้นไปดูห้องของพี่สาวเสียหน่อย”ฟู่เยี่ยนรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้จึงเอ่ยขึ้นมา
ศาสตร์พวกนี้เป็นเรื่องชั่วร้ายแต่สามารถทำได้ง่าย เพียงแค่นำสิ่งของไปวางไว้ข้างกายคนที่ต้องการทำใส่ก็ได้แล้ว
เยว่ซิ่วอิงพยักหน้าและพาฟู่เยี่ยนขึ้นไปชั้นบนจางถานไม่รู้ว่าเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น เธอจึงทำได้เพียงแค่ลากน้องชายไปถาม
ฟู่เยี่ยนเข้าไปในห้องก็เห็นพระพุทธรูปวางอยู่บนโต๊ะแม้ใบหน้าของพระพุทธรูปจะดูเอิบอิ่มมีเมตตาแต่วิธีการปั้นและการลงปลุกเสกกลับขัดต่อกฎสวรรค์
ฟู่เยี่ยนหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋านี่เป็นผ้าเช็ดหน้าที่อาหญิงของเธอเพิ่งทำให้น่าเสียดายเหลือเกินที่ต้องนำมาใช้ในวันนี้ถ้ารู้แต่แรกคงเอาผ้าสีขาวติดมาด้วยหลาย ๆ ผืนแล้ว
“ไปหากกะละมังมาให้หนูหน่อย”
นายกจางไปยกกะละมังจากห้องข้างๆ มาด้วยตนเอง ฟู่เยี่ยนใช้ผ้าเช็ดหน้าพันมือแล้วยกพระพุทธรูปลงมาวางไว้ในกะละมัง
“ขั้นตอนต่อไปก็ง่ายแล้วเดี๋ยวก็คุณลุงคุณป้าไปรออยู่ด้านนอกที่พักของหลิวหยวนขุยหนูจะทำลายเจ้าสิ่งนี้ในอีก 1 ชั่วโมงให้หลังหยวนชี่ของคนที่อยู่ในที่พักของเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสพวกคุณลุงคุณป้าค่อยรอจับตัวเขาที่ด้านนอก”
นายกจางได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าเขาคิดว่าให้ตำรวจมาช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วยดีกว่า
ดังนั้นเขาจึงพาลูกชายออกไปแล้วให้จางถานรออยู่ที่บ้าน
จนถึงตอนนี้จางถานก็ยังคงไม่เชื่อเรื่องพวกนี้แต่เป็นเพราะแม่ของเธอ ทำให้เธอได้แต่แอบมองค้อนฟู่เยี่ยนอยู่หลายครั้ง
ฟู่เยี่ยนกำลังวาดภาพอะไรบางอย่างบนกระดาษเธอเห็นการกระทำของจางถาน แต่ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นผู้หญิงคนนี้เป็นคนเรียบง่ายแต่มีชะตาชีวิตที่ดีชะตาที่ถูกต้องของเธออยู่ไม่ไกลจากตัวเธอมาโดยตลอด เพียงแต่เธอมองไม่เห็นเท่านั้น
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนครบ1 ชั่วโมง ฟู่เยี่ยนกดจุดไฟแล้วโยนลงไปในกะละมังจากนั้นเธอก็โยนยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่เธอพึ่งวาดลงไปในกะละมังด้วย ไม่นานเปลวไฟก็ลุกท่วมพระพุทธรูปองค์นั้นทันที จากนั้นพระพุทธรูปก็ค่อย ๆส่งกลิ่นเหม็นชวนอ้วกออกมา
“แม่ของพวกนี้เหม็นมาก”
“แช่อยู่ในน้ำมันน้ำเหลืองของศพมา7 วัน 7 คืน ไม่เหม็นก็แปลก ! คุณรู้อยู่ใช่ไหมว่าใครเป็นคนให้พระพุทธรูปองค์นี้มา? ” ฟู่เยี่ยนหันไปมองจางถาน ตัวแต่ตัว แต่ทำไมสมองไม่โตตาม !
เมื่อครู่นี้จางถานยังไม่เชื่อแต่ตอนนี้เธอต้องเชื่อแล้วเพราะพระพุทธรูปองค์นี้ได้มาจากพี่สาวของหลิวหยวนขุยจริง
ด้วยอำนาจของยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายไม่นานพระพุทธรูปองค์นี้ก็กลายเป็นเถ้าถ่านไป ฟู่เยี่ยนยกกะละมังเดินออกไปด้านนอก แล้วแอบหยดน้ำจากในดินแดนต่างมิติลงบนขี้เถ้า
ทันทีที่เทลงไปกองขี้เถ้าสีดำก็ปล่อยควันดำออกมาอีกครั้งซึ่งแสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้มีพิษสงร้ายแรงเพียงใด
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วฟู่เยี่ยนก็ถูกเยว่ซิ่วอิงดึงตัวมาให้ดูดวงให้จางถานแต่คราวนี้ฟู่เยี่ยนปฏิเสธที่จะดูดวงให้และชี้แนะไปว่า:ให้ทะนุถนอมคนที่อยู่ตรงหน้าให้มาก
จางถานพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่งความลุ่มหลงที่เธอมีต่อหลิวหยวนขุยในตอนแรกได้สลายหายไปพร้อมกับพระพุทธรูปที่ถูกทำลายลง
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมานายกจางก็ได้พาลูกชายกลับมา หลังจากเข้ามาในบ้านแล้วเขาก็ให้จางเหว่ยโค้งคำนับฟู่เยี่ยน
ปรากฎว่าเมื่อนายกจางนำตำรวจไปที่บ้านหลิวหยวนขุยก็พบว่าคนดังกล่าวหนีไปแล้วแต่สิ่งของในบ้านและเลือดที่กระเซ็นลงบนพื้นทำให้พวกเขายังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย
ภายในห้องเล็กๆนั้นเต็มไปด้วยผ้ายันต์คำสาปและพระพุทธรูปที่เหมือนกับองค์ที่อยู่ที่บ้านไม่มีผิดนายกจางเห็นแบบนั้นจึงบอกพระพุทธรูปทิ้งทันทีน่าเสียดายที่เขาไม่อาจจับตัวคนร้ายได้
อีกทั้งเขาก็ไม่สามารถจับตัวหลิวหยวนขุยเข้าคุกได้เพราะมันคือมนต์ดำ แต่ทันทีที่มนต์สะกดหายไป เขาก็จะกลับสู่ร่างเดิมโดยธรรมชาติอายุขัยของเขาจะลดลงไปมากกว่ายี่สิบปีและงานเดิมของเขาที่เป็นเสมียนในโรงกลั่นเหล้าองุ่นก็จะสูญสลายไปเช่นกันนายกจางเพียงขยับนิ้วเล็กน้อย เขาก็ต้องจากไปด้วยความสิ้นหวังและสุดท้ายในเมืองก็จะไม่มีคนแบบนี้อีกแล้ว
นายกจางนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของฟู่เยี่ยนเขาไม่รอให้ฟู่เยี่ยนได้พูดอะไรก็ควักธนบัตรออกมาหนึ่งปึกแล้ว
แต่ฟู่เยี่ยนดึงธนบัตรไปเพียงไม่กี่ใบเท่านั้นส่วนที่เหลือ เธอได้คืนให้แก่นายกจางไป
“ฮ่าฮ่าอาจารย์ ฉันนับถือจิตใจของเธอเลย”นายกจางหัวเราะแล้วก็นำเงินยัดใส่มือของฟู่เยี่ยนอีกครั้งเขาบอกว่าเงินจำนวนนี้แลกกับยันต์แคล้วคลาดให้กับครอบครัวของเขาทั้งสี่คน
เห็นแก่จำนวนเงินที่เขาให้มาฟู่เยี่ยนย่อมพยักหน้าตกลงเธอจึงให้จางเหว่ยไปรับยันต์ที่หมู่บ้านอันผิงในอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง