หลังจากที่ซูฮ่าวแสดงความแข็งแกร่งแล้วมื้ออาหารกลางวันครั้งนี้ก็ราบรื่นขึ้นมาก ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยกับเขาอีกต่อไป
หม่าปิงหยิบยารักษามาให้เผิงกวงตามคำสั่งของหวางเฉิงเทียนทำให้เขาฟื้นสติคืนมาได้
เดิมทีทุกคนคิดว่าเขาจะเคียดแค้นซูฮ่าวและลงมืออีกครั้ง แต่คาดไม่ถึงว่าเขากลับดื่มสุราลงโทษตัวเองสามแก้วทั้งยังโค้งตัวคำนับด้วย
กลุ่มลูกน้องของเผิงกวงเห็นดังนั้นก็มึนงงไปหมด
พวกเขาติดตามเผิงกวงมานานหลายปี พวกเขารู้ดีว่านิสัยของเผิงกวงนั้นแข็งกร้าวและหยิ่งในศักดิ์ศรีมากแค่ไหนหากต้องการให้เขาก้มหัว เกรงว่าจะเป็นเรื่องยากกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก
แต่ในวันนี้เผิงกวงได้ก้มศีรษะลงแล้ว อีกทั้งยังก้มอย่างทันทีไม่มีความลังเลจนทำให้พวกเขาต้องนิ่งค้างไป
มีเพียงหวางเฉิงเทียนคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจเผิงกวงไม่ได้หวาดกลัว แต่หลังจากที่เขาเห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของซูฮ่าวแล้วเขาก็รู้สึกเลื่อมใสอีกฝ่ายทั้งตัวและหัวใจ
“ติ๊งต่องขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ด้วยที่สามารถเสแสร้งแข็งกระด้างได้รับรางวัลแต้มเสแสร้งสามสิบแต้ม เหล่าเถาวัลย์พรรณไม้อันเก่าแก่อีกอีกาแผ่ไปในราตรี จะเสแสร้งก็ต้องเสแสร้งให้งดงาม ไม่ว่าถนนจะโสภาเพียงใดแต่ไม่มีการเสแสร้งนั้นไซร้ มันก็ไร้ค่า วันนี้โฮสต์เสแสร้งได้ยอดเยี่ยมมาก อืมคำพูดมีแต่ขยะ”
“ดูแล้วยิ่งใหญ่แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นเพียงแค่การสะกดกลั้นแล้วค่อยแสดงความสามารถแต่การเสแสร้งที่แท้จริง คุณควรจะให้ตัวประกอบก่อนหน้านี้พ่นคำด่าที่รุนแรงออกมายิ่งไม่น่าฟังเท่าไรยิ่งดี และปล่อยให้มีคนออกมาด่ามากกว่านี้ หากจำนวนคนที่โกรธแค้นมีไม่ถึงก็ต้องทำให้ฝูงชนโกรธแค้นสร้างระลอกคลื่นแห่งความเกลียดชัง จากนั้นก็ลงมืออย่างโหดเหี้ยมนี่คือแก่นแท้แห่งการเสแสร้ง”
“แต่น่าเสียดายโฮสต์ยังไม่ทันได้ปูเรื่องราวก็เริ่มต้นการเสแสร้งแล้วขาดทักษะในการวางมาด เฮ้อ สินค้ามีตำหนิก็เป็นเช่นนี้ ไม่เอาไหน สอนแล้วไม่จำ”
ซูฮ่าวมีใบหน้าดำคล้ำ “ระบบนายหุบปากซะ!”
“ก็ได้เห็นแก่หน้าตาน่าเกลียดของโฮสต์ คนที่หล่อเหลาอย่างฉันจะประหยัดคำพูดและหลีกหนีไปจากฝูงชน”
“ไสหัวไปนายสิหน้าตาน่าเกลียด!”
“เมื่อพูดจบก็ตัดความสัมพันธ์เมื่อรักจางหายไปเราก็อย่าได้พบเจอกันอีกเลย”
ซูฮ่าว “ ... ”
ได้ เพราะโรคจูนิเบียวของนายฉันจะไว้ชีวิตนายก็แล้วกัน
หลังจากนั้น หวางเฉิงเทียนและทุกคนก็เริ่มหารือเกี่ยวกับรายชื่ออีกสองคนที่จะส่งเข้าแข่งขันซูฮ่าวไม่ได้พูดแทรกอะไร เขานั่งทานข้าวเที่ยงตามลำพังปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจเรื่องนี้ไป
จุดประสงค์หลักที่หวางเฉิงเทียนเชิญเขามาที่ตึกซินซู่แห่งนี้เพื่อให้เขาแสดงฝีมือต่อหน้าหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามและลูกน้องของพวกเขาทั้งยังขจัดข้อสงสัยของพวกเขาจนหมดสิ้น
ในเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่นอีก
หลังจากทราบรายชื่อของผู้เข้าแข่งขันแล้วงานเลี้ยงอาหารกลางวันนี้ก็สิ้นสุดลง
ซูฮ่าวฉวยโอกาสในช่วงเวลานี้ขอให้หวางเฉิงเทียนช่วยเขาโฆษณาร้านยาอีกทั้งยังให้หัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามคนกระจายข่าวเรื่องนี้ให้พวกลูกหลานคนรวยได้รับทราบด้วย
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการโปรโมตเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น
การโปรโมตที่แท้จริง เขากับหวางเฉิงเทียนได้ปรึกษากันเรียบร้อยแล้วหลังจากงานแข่งขันในอาทิตย์หน้าเสร็จสิ้นลง พวกเขาตัดสินใจจะจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ
ในวันนั้นไฮโซส่วนใหญ่ล้วนอยู่ที่แห่งนั้น ดังนั้นการโปรโมตจึงมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้นซูฮ่าวก็พูดกับหวางเฉิงเทียนเรื่องโรงเรียนของเย่เฉียวเฉี่ยวอีกฝ่ายก็ตบหน้าอกตัวเอง แล้วบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา
เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากนี้เขายังได้ยื่นรายการสมุนไพรให้แก่หวางเฉิงเทียนเพื่อขอให้ลูกน้องของเขาไปซื้อสมุนไพรเหล่านี้มาทั้งหมด
หลังจากนั้นเขาก็เดินออกจากชั้นบนสุดของตึกซินซู่ด้านหลังของเขามีรถบรรทุกที่ขนสมุนไพรเต็มคันรถ ก่อนมุ่งหน้าไปทางภูเขาชิงอวิ๋น
………………..
ในขณะเดียวกันนั้นเองทางเข้าทางทะเลเมืองอี้โจว
มีรถหรูเจ็ดแปดคันกำลังจอดอยู่บนถนนในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดที่จะเดินทางไปสู่อี้โจวหัวหน้าของพวกเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบอสใหญ่แห่งอี้โจว ซ่งโชง
เขายืนอยู่ที่ท่าเรือสายตาทอดมองไปยังผืนทะเลที่อยู่ตรงหน้า เหมือนกับกำลังรออะไรบางอย่าง
ด้านหลังของเขามีชายชุดดำหลายสิบคนยืนอยู่พวกเขาแต่ละคนล้วนร่างกายกำยำล่ำสันเพียงแค่มองครู่เดียวก็รู้แล้วว่าพวกเขาคือบอดี้การ์ดที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
“บอสซ่งพวกเรารอมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนะครับ นี่ยังต้องรอไปอีกนานแค่ไหน?” ชายวัยกลางคนสวมชุดศิลปะการต่อสู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ถามขึ้นมาอย่างหมดความอดทน
ชายคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่พละกำลังเต็มเปี่ยม ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา
“ประธานเกาอย่าเพิ่งรีบร้อน ผมเพิ่งติดต่อกับเขาไปเมื่อวานนี้เขาบอกว่าประมาณบ่ายสองโมงจะมาถึงที่ท่าเรือ” ซ่งโชงก้มมองดูเวลาแล้วพูดปลอบใจเขา
ชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าเขามีชื่อว่าเกาชิวเซิน เป็นประธานสมาคมการต่อสู้แห่งอี้โจว มีฝีมือแข็งแกร่งอยู่ห่างจากระดับเซียนเทียนเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น
เพื่องานประลองในครั้งนี้เขาจึงใช้เงินจำนวนมากเพื่อเชิญเกาชิวเซินเข้าร่วมการประลองในนามของอี้โจว ดังนั้นเขาจึงมีท่าทางที่อ่อนน้อมต่ออีกฝ่าย
“บอสซ่งฉันว่าคุณประเมินงานประลองครั้งนี้สูงเกินไป หากมีฉันอยู่การแข่งขันครั้งนี้จะต้องชนะอย่างแน่นอน แล้วยังจำเป็นจะต้องเชิญใครมาอีก?” เกาชิวเซินแค่นหัวเราะเสียงเย็นชา น้ำเสียงไม่พอใจ
เพียงแค่ครึ่งก้าวเขาก็จะได้กลายเป็นเซียนเทียนแล้วแต่เขากลับต้องมาอยู่รอคนโนเนมกับซ่งโชงในที่แห่งนี้ มันค่อนข้างจะขายหน้าเล็กน้อย
“ประธานเกาฉันรู้ว่าคุณมีฝีมือแข็งแกร่งแต่เงื่อนไขของการประลองครั้งนี้จะต้องมีผู้เข้าแข่งขันสามคนห้ามให้คุณคนเดียวลงสามรายการ” ซ่งโชงหัวเราะขึ้นมาอย่างขมขื่นแล้วยังพูดขึ้นอีกว่า “มีอะไรผิดพลาดก็จะมีแผนสำรองได้ทันการณ์!”
ความจริงแล้วเขาได้ติดต่อกับเซียนเทียนคนหนึ่งฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าเกาชิวเซินเลย
สำหรับเขาแล้วงานประลองในอาทิตย์หน้าสำคัญเป็นอย่างมากไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาจะต้องได้รับตำแหน่งผู้นำ
ยิ่งมียอดฝีมือมากเท่าไรเขาก็ยิ่งมั่นใจมากเท่านั้น
เกาชิวเซินได้ยินดังนั้นก็อ้าปากขึ้นแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เขาเป็นเพียงแค่คนที่ได้รับเงินจ้างจากซ่งโชงจึงไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใจแทนซ่งโชง
ลูกน้องคนหนึ่งของเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วพูดกับซ่งโชงว่า “บอสครับ วันนี้ประภาคารกรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่าช่วงนี้อาจจะมีพายุเฮอริเคนระดับสี่ไม่แน่ใจว่าคนที่คุณติดต่อนั้นจะมาสายเพราะสาเหตุนี้หรือไม่?”
“พายุเฮอริเคนระดับสี่?” ซ่งโชงชะงักไป ก่อนจะรับโทรศัพท์จากลูกน้องของตัวเอง สีหน้าย่ำแย่อย่างมาก
เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับท้องทะเลดังนั้นจึงรู้ว่าพายุเฮอริเคนระดับสี่นั้นอันตรายขนาดไหนอย่างน้อยก็สามารถทำลายอาคารขนาดใหญ่ได้โดยตรงแต่ที่ร้ายแรงที่สุดคลื่นลมภายในทะเลจะรุนแรงมาก ลมพายุทำให้เรือพลิกคว่ำได้
สภาพอากาศที่มาพร้อมกับพายุเฮอริเคนระดับสี่มีทั้งคลื่นสูง กระแสน้ำวน แนวปะการังที่ปรากฏตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก
เขาเคยเผชิญหน้ากับพายุเฮอริเคนระดับสี่ครั้งหนึ่งตอนที่ออกทะเลในตอนนั้นยังมีสัตว์ทะเลจำนวนมากเกาะติดอยู่ใต้ท้องเรือของเขาทำให้ความเร็วของเรือเขาลดต่ำลง หากเรือชูชีพมาถึงไม่ทันเวลาพวกเขาจะต้องถูกดูดเข้าไปในกระแสน้ำวน และยังอาจจะต้องจบชีวิตลงที่นั่นด้วย
“มีเบอร์โทรศัพท์หรือเปล่าคุณลองโทรหาเขาดู หากติดต่อไม่ได้ เกรงว่าศพของเขาคงจะเย็นแล้ว” เกาชิวเซินทอดมองไปที่ทะเลด้วยสายตาเย็นชาภายในน้ำเสียงของเขาแฝงความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
ทะเลตรงด้านหน้าของเขานั้นมีลมแรงเมฆครึ้มคลื่นสาดซัด เหมือนกับมีทหารนับร้อยกำลังพุ่งโจมตีชายฝั่งอย่างรุนแรงพร้อมส่งเสียงคำรามด้วยความกรุ่นโกรธ
ก้อนหินขนาดยักษ์บนชายฝั่งถูกคลื่นซัดจนแตกกระจายภายในชั่วพริบตามันก็จมลงสู่ก้นทะเลลึก คลื่นลูกแล้วลูกเล่าก็ซัดขึ้นมา
สภาพอากาศเช่นนี้ พวกเขามีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงมากต่อให้เป็นเซียนเทียนก็ไม่แน่ว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดได้
“คงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกใช่ไหม?” หัวใจของซ่งโชงบีบรัด ดวงตาเหม่อลอย
เขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อจ้างเซียนเทียนคนนั้นหากอีกฝ่ายตายในมหาสมุทร ถ้าอย่างนั้นเขาก็ขาดทุนมหาศาลแล้ว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา ก่อนจะเตรียมตัวติดต่ออีกฝ่าย
แต่ในตอนนั้นเองลูกน้องที่ยืนอยู่รอบข้างกลับส่งเสียงขึ้นมา
“คุณลองดูนั่นสิ?”
ซ่งโชงชะงักไปแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาเห็นจุดสีดำที่แล่นอยู่บนผืนทะเลได้อย่างรวดเร็ว
ความเร็วระดับนั้น เร็วเท่ากับพายุเคลื่อนที่เท่ากับสายฟ้า
“หรือว่าจะเป็นปลากระโทง?” ซ่งโชงหรี่ตาลง ภายในแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ปลากระโทงหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปลาอินทรีช้าง รูปร่างเพรียว แต่กล้ามเนื้อพอดี พละกำลังในการเคลื่อนที่ก็สูงมากเมื่อมันสะบัดครีบมาด้านหน้า ก็มีความเร็วเทียบเท่ากับเรือยนต์ทั้งยังพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวกับธนูหลุดออกจากแล่ง
ในสภาพอากาศเช่นนี้อาจจะมีปลากระโทงที่หลุดหลงฝูงออกมาตัวเดียว
แต่เมื่อยิ่งจุดสีดำนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆสีหน้าของซ่งโชงก็มีประกายเต็มไปด้วยความตกใจ
เขาพบว่าจุดสีดำนั้นไม่ใช่ปลากระโทงเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ดำอยู่ในน้ำเหมือนกับปลากระโทง แต่เขาเหยียบอยู่บนต้นอ้อต้นอ้อนั้นกลายเป็นเรือที่เขาขับขี่ข้ามทะเล
“นั่น… นั่นมันคนหรือเปล่า?” ลูกน้องของเขาทุกคนกลืนน้ำลายแล้วมองหน้ากัน
รูม่านตาของเกาชิวเซินหดเล็กลงเขาจ้องภาพด้านหน้าตาไม่กะพริบใบหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด
จุดสีดำที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆชัดเจนมากขึ้น สุดท้ายก็กลายเป็นเงาร่างสีดำกำลังลอยเข้ามา
ระยะห่างออกไปสิบกว่าเมตรเงาร่างสีดำกระโดดขึ้นจากต้นอ้อที่ลอยน้ำ เขาโผบินกลางอากาศราวกับนกนางแอ่นและเหมือนกับหยดน้ำที่กระจ่างใส ปลายเท้าของเขาแตะลงที่ท่าเรืออย่างไร้ซุ่มเสียง
ในวินาทีนั้นทุกคนก็มองเห็นเงาร่างสีดำที่กระโดดข้ามมหาสมุทรมาหัวใจของพวกเขาสั่นสะท้าน
ชายคนนั้นมีรูปร่างสูงโปร่งผิวสีทองแดง องคาพยพทั้งห้าชัดเจนราวประติมากรรมกรีก ดวงตาของเขาลึกล้ำและบ้าคลั่งรัศมีที่รุนแรงจากร่างกายเขาทำให้ผู้คนตกตะลึงอย่างมาก
หนิงเป้ากวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดขึ้นมาเสียงเรียบว่า “ใครคือซ่งโชง?”
“ฉัน… ฉันเอง!” ซ่งโชงกลืนน้ำลายลงคอ แล้วถามอย่างลองเชิงว่า “คุณคือคุณหนิงเป้าใช่หรือเปล่า?”
“ถูกต้อง!” หนิงเป้าพยักหน้า พลังชีพรวบรวมอยู่ในเถียนตันของเขาคลื่นความร้อนที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเขาทำให้ผมและเสื้อผ้าที่เปียกโชกของเขาแห้งในทันที
หลังจากนั้นเขาก็กวาดสายตามองซ่งโชงและคนอื่นๆก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่เกาชิวเซินที่สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ
“ครึ่งก้าวสู่เซียนเทียน?”
“มิน่าล่ะถึงทำให้บอสซ่งมารับคุณด้วยตนเองได้คนที่สามารถข้ามแม่น้ำด้วยต้นอ้อ ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นปลายแล้วผู้น้อยเกาชิวเซิน ขอคารวะคุณหนิงเป้า” เกาชิวเซินประสานมือแต่ภายในใจเต็มไปด้วยความตกใจ
เขาคิดว่าคนที่ซ่งโชงเชิญมานั้นอย่างมากที่สุดก็อยู่ในระดับโฮ่วเทียนขั้นสูงสุดหรือไม่ก็คนที่อยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่เซียนเทียนเหมือนเขา แต่ใครจะคิดว่าผู้ที่มาใหม่นั้นคือเซียนเทียนขั้นปลาย
ซ่งโชงรู้สึกมึนงง “ประธานเกาอะไรคือข้ามแม่น้ำด้วยต้นอ้อ?”
“ข้ามแม่น้ำด้วยต้นอ้อเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองท่าไม้ตายของเส้าหลิน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเชือกหนึ่งทะลวงผ่าน โบราณเรียกว่า เหยียบเชือกอ่อน การเหยียบน้ำเหยียบหิมะเป็นหนึ่งในวิชาตัวเบา สามารถเคลื่อนที่ไปบนน้ำด้วยของที่มีลักษณะอ่อนนุ่มอีกทั้งยังเดินทางได้อย่างอิสระ” เกาชิวเซินเหลือบสายตามองไปทางหนิงเป้าน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
“หากต้องการจะใช้วิชาตัวเบาเช่นนี้จำเป็นจะต้องฝึกฝนอย่างยากลำบากเป็นเวลาหลายสิบปี ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้พลังที่แข็งแกร่งของเซียนเทียนขั้นปลายเป็นตัวสนับสนุนไม่อย่างนั้นหากเดินบนน้ำไปแค่สิบกว่าเมตรก็จะต้องจมลงในน้ำจนกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน”
เมื่อได้ยินดังนั้นซ่งโชงก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
หากเป็นอย่างที่เกาชิวเซินพูดมา หนิงเป้าที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้ก็คือยอดฝีมือระดับสูงสุดแน่นอน!
“เกาชิวเซินใช่ไหม? นายมีความรู้ไม่น้อยเลย!” หนิงเป้าหันหน้าไปทางเกาชิวเซินแล้วพูดขึ้นเสียงเรียบ “ก่อนหน้านี้ฉันได้เจอกับพายุเฮอริเคนเรือที่โดยสารมาแตกกระจาย จึงทำได้เพียงต้องแสดงวิชาข้ามแม่น้ำด้วยต้นอ้อที่ฉันมาในครั้งนี้ฉันไม่ได้อยากจะเป็นจุดสนใจหากเมื่อครู่นี้ใครถ่ายคลิปอะไรไว้ละก็ ขอให้ลบไปให้หมดอย่าทำให้โลกใบนี้ตื่นตระหนก”
“ครับ!” ซ่งโชงรีบพยักหน้า จากนั้นก็ปล่อยให้ลูกน้องของเขาจัดการเรื่องนี้ไป
“คุณหนิงเป้าเชิญขึ้นรถได้เลยครับฉันได้เตรียมอาหารกลางวันกับคฤหาสน์ที่พักเอาไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว”
“ทำงานได้ดีมาก” หนิงเป้าพยักหน้าชื่นชม เหมือนกับเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ดังนั้นจึงถามว่า “เรื่องที่ฉันให้คุณตรวจสอบคุณตรวจสอบเสร็จแล้วหรือยัง?”
ซ่งโชงตอบตามความเป็นจริงว่า “ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วครับก่อนหน้านี้ศิษย์น้องของคุณหนิงเป้าได้ไปที่เมืองฉวนโจวเพื่อแก้แค้นหวางเฉิงเทียนแต่เขากลับถูกหวางเฉิงเทียนจับตัวไป เกรงว่าตอนนี้เขาคงจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว”
“หนิงไท่ศิษย์น้องของฉันเป็นเซียนเทียนระดับต้น มีประสบการณ์การต่อสู้มากมายคนที่จะสามารถจับตัวเขาไปได้นั้นอย่างน้อยต้องอยู่ในระดับเซียนเทียนระดับกลาง” หนิงเป้าหรี่ตาลงแล้วพูดเสียงต่ำ “หวางเฉิงเทียนเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนสนิทของเขาที่ชื่อว่าหม่าปิงก็เพิ่งจะอยู่ในระดับโฮ่วเทียนขั้นกลางแล้วเขาจะจับตัวหนิงไท่ไปได้อย่างไร?”
ซ่งโชงครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ฉันได้ยินมาว่าในตอนนั้น หลูชานตง ประธานสมาคมการต่อสู้แห่งเมืองฉวนโจวอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกันเขาอยู่ในระดับอีกครึ่งก้าวสู่เซียนเทียนลูกศิษย์ที่ติดตามของเขาอยู่ในระดับโฮ่วเทียนขั้นสูงสุดหรือว่าทั้งสองคนนี้จะร่วมมือกัน?”
“เป็นไปไม่ได้เซียนเทียนและโฮ่วเทียนมีความแตกต่างเป็นอย่างมาก เซียนเทียนลงมือเพียงแค่นิ้วเดียวก็สามารถทำลายโฮ่วเทียนได้แล้วเมื่อร่วมมือกับโฮ่วเทียนที่ขาดอีกครึ่งก้าวสู่เซียนเทียนเขาจะสามารถเอาชนะศิษย์น้องของฉันที่อยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นต้นได้อย่างไร?” สายตาของหนิงเป้าเย็นยะเยือก เขามองไปทางซ่งโชงด้วยสีหน้าไม่พอใจ “นี่คุณไม่ได้ล้อฉันเล่นอยู่ใช่ไหม?”
“ไม่ๆ ๆคุณหนิงเป้าเข้าใจผิดแล้วครับ ฉันไม่มีเจตนาที่จะโกหกคุณอย่างแน่นอน” ซ่งโชงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แล้วรีบโบกมือไปมา
“ถ้าไม่ใช่หลูชานตงกับลูกศิษย์ร่วมมือกันแล้วละก็…”
ทันใดนั้นภายในสมองของซ่งโชงก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นรูม่านตาของเขาหดเล็กลง
“ใช่แล้วต้องเป็นคนที่ชื่อซูฮ่าวคนนั้นแน่นอน!”