ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 98 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน

              ภายในนอนยามเช้า แสงแดดอ่อน ๆลอดผ่านผ้าม่านโปร่งบางสีขาวส่องเข้ามาภายใน เผยให้เห็นบรรยากาศที่สะท้อนบุคลิกของหญิงสาวได้อย่างชัดเจนการจัดห้องอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เตียงนอนที่ถูกจัดไว้เรียบร้อยและเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกจัดวางอย่างลงตัวบ่งบอกถึงความพิถีพิถันและความเรียบร้อยของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี


                เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่กำลังดังขึ้นไม่หยุดนั้นทำให้คางูยะรู้สึกตัวตื่นอย่างไม่เต็มที่นัก


              สมองเหมือนมีเมฆปกคลุม ร่างกายดูเบา ๆเพราะโดยปกติแล้วเธอจะตื่นขึ้นจากเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นเพียงแค่รอบเดียว


              เธอยืดตัวขึ้นนั่งบนเตียงด้วยอาการปวดหัวอย่างหนักหน่วงก่อนจะใช้มือควานหาที่มาของเสียง และพบว่าเป็นเวลาช่วงสายของวันแล้ว


              เธอผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบไม่เคยตื่นสายเช่นนี้มาก่อน


              เสียงที่ยังคงดังต่อเนื่องทำให้เธอเริ่มเกิดความรำคาญเล็กน้อย เปิดออกดูพบว่าเป็นเอนซุจึงกดรับสาย


              “...คางูยะพูดค่ะ”


              “ยัยบ้า—! กว่าจะรับสายฉันได้”


              เสียงตวาดซึ่งดังจากปลายสายทำเอาคางูยะต้องดึงอุปกรณ์สื่อสารให้ห่างจากหูเล็กน้อย


              “ทำเอาฉันนึกว่าเธอน็อกตายคาเตียงไปแล้วซะอีก!”


              “นี่ฉัน...เป็นอะไรไปงั้นเหรอคะ”


              ความทรงจำของเธอยังคงพร่ามัวเหมือนมีเมฆหมอกบดบังเธอจำได้เพียงแค่ว่าเมื่อคืนตนเองได้ไปงานปาร์ตี้เลี้ยงรุ่นพร้อมกับเอนซุทว่าเรื่องหลังจากนั้นเธอกลับจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง


              “นี่เธอจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยรึไงยะ! ไปถึงงานก็ดื่มเอา ๆ เหมือนคนอกหักพวกผู้ชายที่อยากจะเข้ามาคุยกับเธอก็ถูกจ้องด้วยสายตาเย็นชาจนถอยหนีกันไปหมด...ฉันรึอุตส่าห์สกรีนหาผู้ชายประวัติดี ๆ ให้เธอรับไว้พิจารณาหวังว่าหลังหย่าจะได้มีคนมาคอยดูแล— แต่นี่อะไร!เล่นปล่อยออร่าน่ากลัวไม่หยุด สายตาท่าทีดูมีกำแพงกับระยะห่างเต็มไปหมดจนไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าเข้าใกล้ พูดแล้วหน้าโมโหชะมัด!”


              เอนซุร่ายยาวอย่างมีน้ำโหจนแทบไม่เว้นช่วงพักหายใจ


              “ฉัน—”


              “แล้วนี่เธอเป็นยังไงบ้างยังไหวอยู่ไหมเนี่ย”


              ถึงจะโมโหแค่ไหนแต่สุดท้ายเอนซุก็อดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้อยู่ดียิ่งสภาพของเพื่อนเมื่อคืนเป็นอะไรที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน


              “ก็ยังปวดหัวอยู่นิดหน่อย...แล้วฉันกลับมาที่นี่ได้ยังไงคะ”


              คางูยะใช้นิ้วนวดหน้าผากระหว่างคิ้วสายตามองไปรอบด้านพบว่าเป็นห้องส่วนตัวของเธอเอง


              “ก็เมื่อคืนเธอเมาจนแทบไม่ได้สติเดินให้ตรงยังแทบไม่ไหว ฉันเลยเป็นคนลากเธอกลับถึงห้องเองนั่นแหละ”


              เอนซุค้อนจนตาคว่ำทั้งที่รู้ว่าปลายสายไม่มีทางเห็น


              “อย่างงั้นเองเหรอ...ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายนะคะ”


              “นี่ทำไมน้ำเสียงดูไม่ค่อยดีให้ฉันไปหาเธอที่นั่นไหม”


              “…!...”


              “นี่ทำไมเงียบไปเธอเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย”


              “ไม่มีอะไร... ค่ะฉันแค่รู้สึกว่าตัวเองฝันแปลก ๆ ไปสักหน่อย”


              คางูยะพึมพำเบา ๆ โดยที่รู้สึกว่าใบหน้าตัวเองเริ่มร้อนผ่าวเมื่อคิดถึงความฝันเมื่อคืน


              เธอฝันว่าอาเจียนออกมาจนเลอะเทอะแต่ก็ได้พี่ชายคอยเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกาย และเปลี่ยนเสื้อผ้า


              ทว่าหลังจากนั้นเธอกลับรุกเร้าเข้าหาเขาปลดปล่อยอารมณ์ที่กักเก็บไว้ สัมผัสกายแกร่งของเขาด้วยฝ่ามือ


              ในความฝันอันเลือนรางนั้นเธอเองก็ถูกเขาสัมผัสกลับด้วยปลายนิ้วอันเร่าร้อนและเรียวลิ้นที่แสนร้ายกาจเอาแต่ใจ คอยกระซิบคำหวานบอกรักคลอเคลียปรนเปรอส่งเธอถึงจุดหมาย


              คางูยะคิดว่ามันสมจริงจนร่างกายตอนนี้ยังรู้สึกถึงมันได้


              ‘หากเอนซุได้มาเห็นใบหน้าของเธอตอนนี้ล่ะก็...’


              ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงอุณหภูมิภายในร่างกายที่สูงขึ้น


              ทั้งที่ช่วงนี้เธอมีปัญหารุมเร้าจนสมองตึงเครียดแถมมีงานจำนวนมากต้องเร่งสะสางให้แล้วเสร็จทันเวลา จนแทบไม่ว่างคิดเรื่องอื่น จะว่าเป็นเพราะฮอร์โมนปั่นป่วนในช่วงก่อนมีประจำเดือนก็ไม่น่าใช่


              หรืออาจเป็นเพราะของขวัญชิ้นนั้นที่เธอได้รับมาทำให้เกิดอารมณ์อ่อนไหว และโหยหาถึงพี่ชายผู้จากไปทำให้นึกขึ้นได้ว่าจิตใจเธอคงด้านชาไปแล้วจึงไม่ได้ร้องไห้มานานมากจนกระทั่งคืนนั้น


              ไม่มีใครที่เธอจะสามารถระบายความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้ให้ฟังได้การจมดิ่งอยู่กับการทำงานทั้งวันจึงเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้เธอลืมความรู้สึกเหล่านี้ไปได้


              แต่เรย์นั้นคือข้อยกเว้นมีแต่ตอนที่เธออยู่กับหลานชายคนนี้ เธอถึงจะมีความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้เจอพวกเดียวกัน ตอนแรกเธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจนภายหลังเธอถึงได้พบว่าบนตัวของเรย์เองก็มีความห่างเหินที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้อยู่เช่นเดียวกันเหมือนกับว่าเขาแปลกแยกไปจากโลกใบนี้ เพียงแต่อีกฝ่ายนั้นปิดบังความรู้สึกตรงนี้ได้ดีกว่าเธอแทบจะไม่มีใครที่จะสังเกตเห็นอาการที่ว่านี้ได้เลย


              และอาจเป็นเพราะช่วงชีวิตคนเราจะมีจังหวะที่จิตใจเสียสมดุลจนกระทั่งเรารู้สึกเฉื่อยชา โดดเดี่ยว เหนื่อยล้า ในช่วงที่สภาพจิตใจเราจะบอกว่า ‘เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน’


              ช่วงเวลาแบบนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ เกิดกับใครก็ได้


              มันเป็นแค่การตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายเท่านั้นเธอพร่ำบอกตัวเอง


              มันไม่ได้เกี่ยวกับความเศร้าโศกแล้วก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ


              หากแต่เป็นสิ่งช่วยยืนยันว่าเธอยังคงคิดถึงพี่ชายอยู่เสมอ


              “เธอพูดว่าฝันเฝินอะไรนะ?ฉันไม่ค่อยได้ยินเลย”


              “เปล่าค่ะไม่มีอะไรฉันขอนอนพักต่ออีกสักหน่อยแล้วจะโทรกลับ ตอนนี้เริ่มรู้สึกปวดหัวมากเลยค่ะ”


              คางูยะรีบตัดบทเพราะรู้สึกว่าหากพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ ตัวเองจะเผลอหลุดเรื่องน่าอายออกมา


              “ช่วงนี้ชักทำตัวแปลกๆ นะ... เฮ้อ ก็ได้— ไม่ไหวยังไงรีบโทรหาฉันเลยนะ”


              “ขอบคุณมากนะคะที่เป็นห่วง”


              เธอกล่าวขอบคุณก่อนวางสายขณะนั้นเองสายตาเหลือบเห็นซองยากับแก้วน้ำเปล่าวางไว้อยู่บนโต๊ะบริเวณหัวเตียง


              ข้าง ๆ กันมีแผ่นกระดาษข้อความเขียนไว้


              ‘อาจารย์ตื่นมาอาจมีอาการปวดหัวได้ ผมเตรียมยาไว้ให้แล้วนะครับแล้วก็ในตู้เย็นมีอาหารที่ผมทำไว้ให้ คิดว่าอาจารย์ตื่นมาคงหิว อย่าลืมนำมาอุ่นทานด้วยนะครับ’


              คางูยะยิ้มให้เล็กน้อยกับความใส่ใจของเรย์หลังทานยาเสร็จคางูยะเอนตัวลงนอนอีกครั้ง มองไปยังเพดานห้องที่แสงแดดส่องผ่านม่านมาเป็นเงาสะท้อนอยู่เบื้องบนเธอคิดถึงคำพูดของเอนซุและสิ่งที่เธอทำเมื่อคืนความเหนื่อยล้าจากทั้งร่างกายและจิตใจเริ่มจางหายไปเล็กน้อยความอบอุ่นจากการได้รับความห่วงใยของเพื่อนสนิททำให้เธอรู้สึกดีขึ้น


              ทว่าเธอก็ต้องยันตัวขึ้นมาด้วยความตกใจเธอคลำสำรวจตัวเองที่อยู่ในสภาพเสื้อเชิ้ตสีขาวพร้อมกับชุดชั้นในซึ่งมันเป็นคนละตัวกับเมื่อวาน


              เธอนิ่งนานอย่างชั่งใจใจเธอยังเต้นแรงด้วยความสับสนต่อสถานการณ์ทั้งหมด


              ‘ใครกันที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอหรือว่าเมื่อคืนเธอจะอาเจียนออกมาจริง ๆ หาใช่เป็นเพียงแค่ความฝัน—’


     


              หมัดขวาที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วทำให้เรย์ต้องโยกหัวและเอียงตัวหลบไปทางซ้ายอย่างหวุดหวิด


              เขาพลิกดาบไม้ในมือฟันเสยไปยังบริเวณข้อศอกที่กำลังลอยค้างปล่อยหมัดในท่าเหยียดตรง


              ทว่าก็ถูกอีกฝ่ายกันได้ด้วยการยกเข่าสูงขึ้นมาป้องกัน


              หมัดเหยียดตรงที่ปล่อยค้างไว้เปลี่ยนมาเหวี่ยงฟาดหมายจับล็อกคอของเขา


              เรย์จำต้องหยุดกระบวนท่าและถีบตัวเองถอยฉากออกมาตั้งหลัก แต่ก็ช้ากว่าอีกฝ่ายไปหนึ่งก้าวเมื่อคู่ต่อสู้หมุนตัวตามและจับข้อมือเขาไว้ได้ทันพร้อมกับจับเขาด้วยท่าทุ่มข้ามหัวไหล่


              เขาตีลังกาหมุนคว้าง ถูกทุ่มลงกับพื้น


              “เฮ้มัวแต่ใจลอยไปไหนกัน ปกตินายไม่น่าพลาดโดนฉันต้อนจนมุมเร็วขนาดนี้เลยนะ”


              เสียงของจุนเปย์ที่กำลังบ่นนั้นเต็มไปด้วยความแปลกใจ ขณะยืนอยู่เหนือเรย์ที่กำลังพยายามลุกขึ้นจากพื้น


              วันนี้เรย์รู้สึกปวดหัวนิดหน่อยเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับอีกแล้ว


              ช่วงนี้ตนเอาแต่ฝันเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา


              ในความฝันนั้น...เขามองเห็นใบหน้าเปื้อนเลือดของเพื่อน ๆ รอบข้างเต็มไปด้วยเฉดสีแดงของเลือด เสียงเหล่านั้นก่นด่าว่าเขาไม่สมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมันยิ่งทำให้เขาไม่อาจปล่อยวางความรู้สึกผิดอยู่ในใจทิ้งไปได้


              “โถ่อย่าไปว่าหมอนั่นเลยครับ... ในนี้มีใครบ้างที่สามารถต้านกระบวนท่าของคุณจุนเปย์ได้เกินสามนาทีเหมือนหมอนั่นบ้างล่ะครับ”


              เรย์ได้ยินเสียงของใครบางคนทักท้วงขึ้นไม่สิต้องบอกว่าโอดครวญเสียมากกว่า แต่หากว่ากันตามตรง เขาไม่ได้แพ้ที่กระบวนท่าแต่แพ้ความต่างชั้นของกำลังภายในเสียมากกว่า ต่อให้เป็นดาบจริง ๆก็ไม่สามารถทิ่มแทงผ่านออร่าป้องกันอันเข้มข้นของจุนเปย์ได้


              “ก็เพราะพวกแกเอาแต่อู้อยู่แบบนี้ไงล่ะ! ถึงยังไม่สามารถสอบเลื่อนระดับกันได้เสียที— เอ้าอย่ามัวแต่มามุงดูกลับไปฝึกของตัวเองต่อกันได้แล้ว”


              จุนเปย์ตะเพิดสมาชิกกิลด์ขามุงที่กำลังดูพวกเขาฝึกซ้อมออกไป


              ภายในห้องซ้อมเต็มไปด้วยสมาชิกกิลด์ของจุนเปย์ระดับทั่วไปพวกเขาต่างแยกฝึกซ้อมกันเป็นคู่ ๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังงานและความมุ่งมั่น


              ห้องซ้อมนี้มีขนาดกว้างขวางด้านข้างทั้งสี่ของห้องมีอัฒจันทร์แบบขั้นบันไดซึ่งทำจากหินมีเหล่าฮันเตอร์หลายคนที่นั่งชมการฝึกซ้อมจากที่นั่น พวกเขาบางคนส่งเสียงเชียร์บางคนวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของผู้ฝึกซ้อม บ้างฝึกการโจมตีและป้องกันบ้างฝึกการหลบหลีกและความคล่องตัว ทุกคนต่างพยายามฝึกปรือทักษะของตนเองเพื่อยกระดับ


              บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเข้มข้นและการทุ่มเทในการฝึกซ้อมเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้น และเสียงหอบหายใจของฮันเตอร์ที่กำลังฝึกอย่างหนักทุกสิ่งทุกอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตพวกเขา เพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญหน้ากับอันตรายที่รออยู่ในดันเจี้ยน


              “ให้ตายสิเจ้าพวกนี้ไม่ได้เรื่องกันเลยจริง ๆ”


              “ขอโทษทีครับผมแค่รู้สึกว่าหมัดของคุณจุนเปย์เร็วเกินไปจนผมเร่งตามไม่ทันการก้าวขาในช่วงสุดท้ายนั่นเลยผิดพลาดไปหมด”


              “เหอะ! อย่ามายอฉันให้เสียเวลา... ความขุ่นมัวของกำลังภายในที่ฉันสัมผัสได้นั่น—นายกำลังคิดมากเรื่องอะไรอยู่ล่ะ เงิน? ครอบครัว? ผู้หญิง? —อะฮ้า! ผู้หญิงงั้นสินะ”


              จุนเปย์จับสังเกตสีหน้าของเขาได้อย่างแม่นยำเมื่อเอ่ยคำว่า ‘ผู้หญิง’ ออกมา


              “งั้นเหรองั้นเหรอ ผู้หญิงคนไหนกันที่ทำให้คนอย่างนายคิดมากได้ ฉันล่ะอยากรู้จริง ๆ”


              “มาต่อยกสองกันเถอะครับ”


              เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้พลางนึกถึงช่วงหลายวันที่ผ่านมานับจากคืนนั้น


              คางูยะยังคงทำตัวเป็นปกติทุกอย่างไม่ได้สงสัยเลยว่าใครเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเขาคิดว่าด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ในระดับนั้นอาจทำให้เธอเมาจนจำเหตุการณ์เรื่องคืนนั้นไม่ได้


              นั่นทำให้เขาอธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่ถูกว่าควรรู้สึกอย่างไรระหว่างโล่งอกหรือผิดหวัง


     

              “แน่นอนการขัดเกลาความสามารถเป็นเรื่องสำคัญความพยายามเพื่อยกระดับกำลังภายในและมาโซ เป็นเรื่องซึ่งละเลยไม่ได้เด็ดขาด แต่ขอให้จงจำใส่ใจเอาไว้ด้วยว่าแค่ความพยายามเท่านั้นยังไม่เพียงพอ พลังใหญ่โตหากใช้ผิดพลาดยังด้อยกว่าพลังเล็กจ้อยแต่รู้จักดัดแปลง เรียนรู้และพลิกแพลงขัดเกลาเทคนิคของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม”


              จุนเปย์กล่าวขณะกำลังนั่งพักดื่มน้ำเกลือแร่พิเศษบนอัฒจันทร์ภายในโรงยิมหลังจากผ่านการฝึกซ้อมมาด้วยกันอย่างหนัก


              “แนวคิดวิธีใช้พลังสำคัญกว่าระดับชั้นของพลังสินะครับ... ผมจะจำไว้ให้ขึ้นใจ”


              ในช่วงเดือนที่ผ่านมาจุนเปย์คอยให้คำแนะนำนิด ๆ หน่อย ๆ กับเด็กหนุ่มเป็นพัก ๆซึ่งเรย์จับหลักการได้เร็วมาก เท่ากับมีฮาร์ดแวร์ที่ดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้วการลงซอฟต์แวร์ให้จึงเป็นเรื่องง่ายกว่า หากมีแต่ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ตามไม่ทันซอฟต์แวร์ก็ใช้งานไม่ได้อยู่ดี ซึ่งการอัปเกรดฮาร์ดแวร์เป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่โตมากกว่า


              มองเห็นความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเด็กหนุ่มที่พากเพียรอุตสาหะอย่างเงียบกริบ ไม่ปริปากบ่นจุนเปย์รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ย่อมอนาคตไกลไม่น่าห่วงเหมือนเจ้าพวกที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ข้างล่างนี้


              “ฉันถามจริงเถอะนายไม่สนใจมาเข้าร่วมกิลด์ฉันจริง ๆ เหรอเรย์”


              จุนเปย์เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเพราะรู้สึกอยากได้เด็กหนุ่มมีแววมาร่วมทีมเสริมกำลังรบด้วยจริง ๆ


              “ผมเป็นแค่ฮันเตอร์ไม่มีระดับนะครับคงไม่คู่ควรกับกิลด์ของคุณจุนเปย์หรอก”


              สายตาของทั้งคู่ทอดมองฮันเตอร์คนอื่นๆ กำลังฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น


              “อย่ามาอำฉันหน่อยเลยศักยภาพของนายตอนนี้ ฉันสามารถปั้นให้อยู่ในระดับแกนนำได้สบาย ๆมั่นใจในตัวเองหน่อยสิ!”


              เป็นคำชมที่ชัดเจนไม่มีอะไรเคลือบแฝงเขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจจากอีกฝ่ายจนรู้สึกซาบซึ้งเหลือคณานอกจากจะให้หยิบยืมสถานที่แล้ว จุนเปย์จะคอยมาสังเกตการณ์ความก้าวหน้าของเขาคอยวิพากษ์วิจารณ์เป็นพัก ๆ และยังได้รับคำแนะนำดี ๆ หลายอย่างจากทั้งตัวของจุนเปย์และคนรอบข้าง

              “ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองพัฒนามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาแต่ก็ยังโดนคุณจับทุ่มจนสะบักสะบอมอยู่แบบนี้ จะให้มั่นใจยังไงไหวกันล่ะครับ”


              เขากล่าวอย่างหยอกเย้า ซึ่งจุนเปย์หัวเราะพลางทำสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจ


              “ฮ่าฮ่าเพราะนั่นเป็นเรื่องที่ควรจะเป็นยังไงล่ะ ขืนฉันพลาดพลั้งเสียท่าให้นายฉันจะมีหน้ามาคอยสอนเจ้าพวกนี้ได้ยังไงกัน”


              “ขอบคุณที่อุตส่าห์ชวนมากนะครับแต่ผมคงต้องขอปฏิเสธน้ำใจครั้งนี้ด้วยจริง ๆ”


              จุนเปย์ที่ได้ฟังคำตอบก็ไม่ทู่ซี้ต่อไป


              “ไม่ต้องคิดมากหรอกนายคงมีเหตุผลบางอย่างสินะ ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ ก็ อย่าลืมคิดถึงฉันล่ะ”


              “ถ้ามีปัญหาผมคงต้องขอรบกวนคุณจุนเปย์อย่างแน่นอนครับ”


              “ปัญหาน่ะ ฉันไม่เอาโว้ย! แค่เรื่องของนายกับอิจิกะก็ปวดหัวจะแย่”


              เรย์หัวเราะอย่างที่ไม่ได้ทำมาหลายวันจนกระทั่งได้ยินเสียงข้อความจากอุปกรณ์สื่อสารของตัวเองดังขึ้น


              “เย็นนี้มาพบฉันที่อาคารคณะด้วยนะคะ”


              จุนเปย์เอี้ยวตัวชะโงกหน้ามาอ่านข้อความบนมือถือของเขาด้วยการดัดเสียงแหลม


              “สาวคนนี้น่ะหรือ?ที่ทำให้นายเสียอาการวันนี้น่ะ”


              “ไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกครับ”


              เขาส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจก่อนลุกขึ้นยืนเตรียมตัวเพื่อไปให้ทันเวลานัดหมาย


              “ขอบคุณสำหรับวันนี้มากนะครับผมขอตัวก่อน”


              “ไปเถอะ ไปเถอะอย่าปล่อยให้หญิงสาวผู้นั้นต้องรอนานเลย”


              เรย์กลอกตาให้กับเสียงหัวเราะที่ดังไล่หลังมา

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน