The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๔๙ ก้าวสามภพ

            “ผมขอโทษครับพี่ใหญ่”

            หลังจากไปคืนชีพที่ไตรเหมันต์พวกโจรก็ลอบหนีออกมาจากเมืองเพื่อกลับมาที่รังกบดาน เพราะรู้ดีว่าถ้าเดินเอ้อระเหยอยู่ในเมืองต่อก็อาจจะเจอกับโจทก์เก่าบางคนของพวกเขาได้

            “เพราะมึงคนเดียวเลยไอ้…@%^฿&*” สารพัดคำด่าลอยออกมาพร้อมหยดน้ำลายจนเต็มหน้าเจโรบ่งบอกว่าผู้พูดมีความรู้ด้านสัตว์ป่าและอวัยวะสืบพันธุ์ที่ไม่ธรรมดา

            พาพวกไปด้วยสิบห้าคนเลเวลเฉลี่ยเกือบห้าสิบ สู้แพ้ไม่พอ แต่ถึงกับตายกันหมด แน่นอนว่าปัจจัยหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาประมาทเกินไปไม่รู้ว่าวิฬาร์จะเก่งกาจขนาดนั้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ควรเห็นใจคนพวกนี้

            วิฬาร์เป็นหนึ่งในผู้บริหารสูงสุดของอนันตนาคราชเป็นถึงเทสเตอร์มือทองในยุคนั้นขนาดผู้เล่นที่มีระดับและประสบการณ์เท่ากันยังรับมือได้ลำบาก ขนาดกฤษณะหรือจินมยองยังไม่อยากสู้ด้วยอาศัยพวกเขาสิบห้าคนนับว่าไม่พอมือจริงๆ

            แต่คนพวกนี้ไม่รู้กามอนจึงต้องหาที่ลงอื่นแทน

            หัวหน้าที่กำลังอารมณ์เสียอย่างหนักจึงต้องหาที่ระบายอารมณ์และเจโรก็รับกรรมไปเต็มๆ

            ยังดีที่ถูกด่าเพียงอย่างเดียวไม่พัฒนาไปถึงขั้นลงไม้ลงมือ แต่พี่ใหญ่กามอนก็ด่าไม่หยุดเกือบครึ่งชั่วโมง พลังปิดนับเป็นที่น่าหวาดหวั่นทำให้เจโรหดหัวจนทำอะไรต่อไม่ถูก ถึงคิวรองหัวหน้ากลุ่มต้องออกมาไกล่เกลี่ย

            “ช่างมันเถอะพี่เจโรมันไม่ดูตาม้าตาเรือเอง พวกเราก็ประมาทเกินไป พี่ใหญ่เลยไม่ทันลงมือไม่งั้นมันคงไม่รอด” เขาพูดพลิกจากดำเป็นขาว เชิดชูหัวหน้ากลุ่มขึ้นมาแทนพูดเสมือนว่าถ้ากามอนลงมือ เรื่องจะไม่มีทางจบลงอย่างนี้ ทั้งๆที่รู้ดีว่าพี่ใหญ่ตัวเองไม่ได้มีฝีมืออะไรเท่าไหร่อย่างที่ร่ำลือกัน

            “ฮึ่มมม”กามอนเองแม้รู้ตัว แต่หลังจากด่ามาครึ่งชั่วโมง คอก็ต้องพักบ้างจึงฮึ่มฮั่มเสียงต่ำ ทำทีเป็นยอมลดราวาศอก

            “แต่จะว่าไปช่วงนี้ผลประกอบการของเราก็เริ่มไม่ค่อยดีแล้วนะพี่ ผมว่าเรื่องที่เราจะย้ายรังเริ่มให้มันเร็วขึ้นสักหน่อยดีมั้ย?” อิวานผู้เป็นรองฯ เกริ่นขึ้น

            ความจริงที่เขาเปิดเรื่องนี้ก็เป็นเพราะวิฬาร์

            กามอนเป็นลูกพี่ใหญ่ก็จริงทว่าเบื้องหลังกลับถูกอิวานชักใยอยู่

            เขาเป็นคนรู้จักคิดหน้าคิดหลังทำให้บางครั้งเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังจะเดือดร้อน ก็จะเป่าหูพวกกลุ่มโจรให้ไปช่วยแก้แค้นให้

            และมาคราวนี้ที่เห็นว่าเจโรไปแหย่รังแตนยุ่งกับใครที่ไหนไม่รู้แต่ดันมีฝีมือระดับกดข่มก็รู้ดีว่าถ้าหากหมอนั่นคิดจะเอาเรื่องพวกเขาจะต้องฉิบหายกันแน่ๆ จึงพยายามหาเรื่องให้รีบหนีคดีเจ้าทุกข์จะได้ไม่ตามมาเช็กบิลทีหลัง

            “เห้อก็จริง พักนี้ไอ้พวกหน้าใหม่น้อยลงทุกวัน ทำมาหากินไม่ค่อยจะขึ้นเล้ย”พี่ใหญ่เองก็คิดเรื่องนี้มาบ้าง เขาเคยคุยกับรองหัวหน้ากลุ่มโจรสองสามครั้งจึงเปรยขึ้นอย่างเห็นด้วย

            ผู้เล่นของเกมเลเวลสูงขึ้นทุกวันเพื่อการเข้าถึงทรัพยากรที่สูงชั้นขึ้น พวกเขาเองก็ต้องเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆพาตัวเองเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของทวีป ทำให้พื้นที่ขอบนอกถูกทิ้งร้างมากขึ้นถ้าหากไม่ใช่พวกพ่อค้าหรือมีภารกิจพิเศษจริงๆ น้อยครั้งจะกลับออกมาส่วนพวกผู้เล่นใหม่ก็น้อยลงทุกวัน บางคนเข้าเมืองได้แป๊บเดียว พอรู้เรื่องอะไรมากหน่อยก็ออกเดินทางเข้าส่วนในทันทีพวกเขาจึงประสบปัญหาที่เหยื่อไม่มากพอให้ล่า ผลประกอบการลดลงจนน่าหดหู่

            “งั้นก็ไปกันเถอะเก็บของโว้ย!” หัวหน้าหันไปตะโกนบอก

            พวกลูกน้องเองก็ไม่คิดอะไรมากพวกเขาเองก็รู้ข่าวนี้มาบ้าง จึงเตรียมใจเอาไว้แล้ว ทุกคนพากันเก็บเต็นท์นอนหมอนข้าง สัมภาระจุกจิกพวกหม้อชามนิดหน่อย ไม่นานก็เริ่มออกเดินทาง

            และจุดหมายของพวกเขาก็คือเมืองปางตาล

            มหานครระดับห้าหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเกม เทียบเท่าอยุธยา

             

            ………………..

             

            ระหว่างที่อยู่กับฤๅษีพิสิทธาบนภูเขาเขาก็ไม่ได้ทำอะไรต่างไปจากตอนที่ฝึกวิชาอยู่กับคทานนเพราะหลังจากเวลาว่างจากการฝึกท่าเท้าจากท่าน เขาก็ต้องออกไปตัดฟืนจากป่าสนรอบๆ ท่ามกลางอากาศในช่วงอุณหภูมิติดลบก่อนจะลากสังขารกลับมาในสภาพหนาวเหน็บ

            ท่าเท้าก้าวสามภพนี้นับเป็นทักษะสายยุทธเวทแบบหนึ่งแต่วิฬาร์ที่ไม่คุ้นเคยกับทักษะจากสายนี้นัก ก็ไม่ถึงกับเป็นน้องใหม่สำหรับการฝึก เพราะในช่วงเบต้าเทสต์ตัวเขาเองก็ต้องเอาชีวิตรอดท่ามกลางสมรภูมิอันวุ่นวายโกลาหลอยู่บ่อยครั้งทำให้แม้จะไม่มีวิชาตัวเบา แต่ก็รู้จักการวางเท้าการเอาตัวรอดจากสถานการณ์วุ่นวายอยู่บ้าง พาราฟินเองก็เคยสอนวิชาให้บ้างหลายท่าวิธีการโคจรพลังเวทมนตร์เขาเองก็เป็นอยู่ เขาจึงทำมันได้ค่อนข้างดีจนพิสิทธาเอ่ยปากชมอยู่บ่อยๆ

            ก้าวสามภพเป็นวิชาตัวเบาที่สอนวิธีวางเท้าและบิดหมุนอวัยวะแต่ละแบบที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ว่าจะเป็นแขน ไหล่ ลำตัว ช่วงเอว หรือแม้แต่ส่วนหัวต่างก็ส่งผลกับการเคลื่อนที่ต่างกันไป เพราะเมื่ออวัยวะแต่ละส่วนเคลื่อนไหวก็จะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนแปลงทำให้เขาสามารถย้ายตำแหน่งและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเดิม

            วิชานี้สอนให้เขาบิดหมุนหักหลบ ถ่ายเทกำลังไปแต่ละส่วนของร่างกายเพื่อเสริมส่งการเคลื่อนที่โดยรวมทั้งหมดขึ้นอีกขั้นหนึ่งแน่นอนว่ามันมีความซับซ้อนสูงมากแต่สำหรับวิฬาร์ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลส่วนหลังบ้านของอนันตนาคราชมานานปีรวมถึงเป็นคนดูแลเรื่องลับๆ หลายส่วนของกิลด์ ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไรนัก

            และหลังจากเรียนรู้อยู่ถึงเจ็ดวันในที่สุด วิฬาร์ก็สามารถใช้วิชาก้าวสามภพได้จนพิสิทธาพึงพอใจ นอกจากนี้ตัวเขาเองยังลองประยุกต์ใช้เวทมนตร์บางส่วนเสริมการเคลื่อนที่เพิ่มเติมอีกด้วยทำให้พระอาจารย์ถึงกับชมเปาะในไอเดียของเขาที่ชอบคิดเรื่องพิสดารอยู่ตลอดเวลา

            ส่วนเลเวลของเขาก็พุ่งมาอยู่ที่สี่สิบเป็นที่เรียบร้อยหลังจากวันก่อนล้มสัตว์อสูรระดับสูงได้หลายตัวใกล้กลับกระท่อมพักของท่านฤๅษี

            ทักษะก้าวสามภพจะมีท่าเท้าพื้นฐานอยู่เก้าแบบส่วนเรื่องการถ่ายกำลังและการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนอื่นให้เข้ากันนั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้เป็นหลัก ทำให้แม้ว่าจะฝึกวิชาเดียวกันแต่พิสิทธาก็บอกกับเขาว่าแต่ละคนจะใช้มันได้มากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจของแต่ละคน ซึ่งนั่นเป็นส่วนที่ท่านสอนให้เขาไม่ได้เนื่องจากแต่ละคนมีสัดส่วนร่างกายที่แตกต่างกันนั่นเอง

            และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ท่านไล่เขาลงจากเขาไปในวันนี้

            เพื่อให้เขาได้ฝึกเองในสถานการณ์จริงภายใต้ความกดดัน บีบคั้น และความเป็นตาย

            “ลาก่อนครับพระอาจารย์ไว้หลังจากที่ผมมีเลเวลสูงกว่านี้สักหน่อย จะกลับมาให้ท่านสั่งสอนอีก”

            “อืมไปดีมาดี ขอให้โชคจงสถิตอยู่กับเจ้า”ฤๅษีพิสิทธาตบบ่าเขาสองสามทีเป็นเชิงให้กำลังใจเปลี่ยนภาพจำจากครั้งแรกที่เจอกันจนเป็นคนละเรื่องก่อนที่เขาจะเดินลงจากภูเขาที่ท่านอาศัยอยู่

             

            ………………..

             

            เดิมทีหลังจากประชุมกับเจ็ดเศียรคราวก่อน วิฬาร์นัดกับมะปรางว่าอีกสิบห้าวันให้มาเจอกันที่ไตรเหมันต์เพื่อเตรียมตัวเข้าเกาะลงกาแต่หลังจากฝึกวิชารวมทั้งเดินทางไปกลับ ก็ทำให้เวลาเขาหายไปแปดวันทำให้ตอนนี้เขาเหลือเวลาอีกราวๆ หกวันเศษในการเตรียมตัวรวมถึงอ่านและทำความเข้าใจเรื่องราวมากน้อยต่างๆ ในเกม จากข้อมูลที่เพื่อนให้มาทั้งหมดด้วย

            ตัวเขาไม่รู้ว่าข้อมูลที่เพื่อนๆเอามาให้นั้นจะมีรายละเอียดอะไรให้ตรวจสอบเยอะแค่ไหนจึงรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อยว่าเวลาหกวันก่อนออกเดินทางอาจจะไม่พอใช้ แต่ถึงอย่างนั้นวิฬาร์ก็ยังมีทางออกอยู่

            นั่นก็คือหอสมุดเวทมนตร์

            ผู้เล่นสามารถสมัครเป็นสมาชิกของหอสมุดเวทมนตร์ได้ซึ่งจะทำให้ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงส่วนต่างๆ ของมันแตกต่างกันตามแต่ละระดับชั้นและในช่วงแรกหลังจากประชุมกับเพื่อนๆ เสร็จวิฬาร์ก็แอบดอดออกมาทำไว้หลายอันล่วงหน้าอีกทั้งยังใช้ไอเทมที่ฮาลอสเอามาให้ในการส่งเควสโดยไม่ต้องออกไปล่าหาของให้เสียเวลา

            ทำให้ในตอนนี้ระดับสมาชิกของวิฬาร์เปลี่ยนจากระดับหนึ่งดาวมาอยู่ที่ระดับสามดาวเรียบร้อยแล้ว

            สมาชิกระดับสามดาวจะสามารถยืมหนังสือในหมวดที่อนุญาตออกไปอ่านได้เป็นเวลา14 วัน รวมถึงยังสามารถใช้ห้องอ่านหนังสือของวิหารได้อีกด้วย

            และนี่คือทางออกของวิฬาร์

            ห้องอ่านหนังสือมีเวทมนตร์สายมายาช่วยสนับสนุนอยู่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเวลาในห้องให้หมุนเร็วกว่าโลกภายนอกได้ถึงสามเท่าวิฬาร์จึงคิดจะใช้ห้องอ่านหนังสือของวิหารเวทมนตร์สำหรับใช้เวลาที่เหลืออีกหกวันกว่าในการทำความเข้าใจข้อมูลเท่าที่จำเป็น รวมถึงค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนเผื่อว่าเจอจุดขาดตกบกพร่องอะไรไปในนั้น

             

            ………………..

             

            ร่างโปร่งเหยียดแข้งยืดขาอยู่ในห้องอ่านหนังสือเพียงคนเดียวจนกระดูกลั่นดังกรอบแกรบจากนั้นก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา เลื่อนดูไปจนถึงส่วนอัปเกรด

            ในนั้นบอกว่าตอนนี้หน้าต่างระบบของเขาอยู่ที่ระดับFซึ่งนับว่ากระจอกที่สุด มันจึงไม่มีฟังก์ชันอะไรให้เขาใช้งานได้มากนักเขาเลยกดเลือดอัปเกรดมันไปที่ระดับสูงสุดที่ทำได้ในตอนนี้ที่ระดับ C ทันที

            เหรียญทองจำนวนมากพอให้ผู้เล่นทั่วไปใช้ชีวิตในเกมได้สามเดือนอย่างสบายไหลออกจากกระเป๋าวิฬาร์ในวินาทีเดียวกันที่วิฬาร์กดปุ่มอัปเกรดแต่เขาไม่ได้ใส่ใจกับมันแม้แต่น้อย

            เพราะสิ่งที่สำคัญคือส่วนต่อจากนี้ต่างหาก

            เขากดเลือกข้อมูลชุดเอกสารที่เพื่อนทั้งเจ็ดส่งให้ออกมาแล้วเปิดมันขึ้นจอแสดงผลบนจอเสริมที่ลอยอยู่รอบตัว

            ไล่สายตาไปทีละหน้าทีละหน้า พร้อมทั้งจดบันทึกข้อมูลสำคัญลงหน้าต่างระบบอีกอัน ลาก โยง เชื่อมเส้นต่อจุด วง ขีดฆ่า จากเบาะแสแต่ละส่วนโดยละเอียด แปะโพสต์อิทสำหรับส่วนเสริม สร้างลิงก์เพื่อกดเด้งไปหาข้อมูลที่ต้องการเกิดมีส่วนไหนที่ไม่ชัดเจน หรือต้องการข้อมูลเพิ่ม ก็จดเอาไว้แล้วส่งไปถามพวกเพื่อนๆแต่ถ้าส่วนไหนที่ในหอสมุดอาจจะมี เขาก็หมุนตัวไปที่ช่องเล็กๆ ตรงผนังห้องกรอกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการทราบ และหลังจากกดเอนเทอร์ระบบห้องสมุดของวิหารเวทมนตร์ก็เด้งรายชื่อหนังสือนับพันเล่มที่เกี่ยวข้องกับคำที่วิฬาร์ค้นหาออกมาให้

            เขาไล่อ่านมันอย่างรวดเร็วแล้วกดเลือกหนังสือเล่มที่คิดว่าน่าจะเกี่ยวโยงกับข้อมูลที่เขาสงสัย ไม่นานนักหนังสือสามสี่เล่มก็ถูกส่งเข้ามาที่หน้าต่างเขา ทำให้ต้องเปิดหน้าต่างเพิ่มอีกหลายบานมาลอยอยู่ข้างตัว

            หัวสมองวิฬาร์ตอนนี้เปรียบเสมือนผืนดินอันแห้งผากที่ซึมซับน้ำฝนเข้าไปอย่างหิวกระหายเปลี่ยนจากพื้นที่แห้งแล้งเป็นทะเลสาบอันอุดมสมบูรณ์

            เขาทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหน้าต่างระบบลอยอยู่ท่วมห้อง

            ตอนนี้หากมีใครมานั่งอยู่ในห้องด้วยซักคนคงจะต้องหัวหมุนตาลายกับการกระทำของวิฬาร์จนต้องเดินออกไปอ้วกสักสองสามรอบก่อนที่จะกลับเข้ามานั่ง แล้วค่อยออกไปอ้วกใหม่อย่างแน่นอน

             

            ………………..

             

            หลังจากกินและนอนอยู่ในห้องอ่านหนังสือสามวันสามคืนทำงานบ้างอู้บ้าง วิฬาร์ก็สรุปเรื่องที่น่าสนใจได้สี่เรื่อง ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆเขาเห็นว่าเพื่อนๆ จัดการได้ดีแล้ว ไม่ก็เลยเวลาที่เหมาะสมมานานเกินไป จึงไม่ได้สนใจมันอีก

            เรื่องแรกกิลด์ดาร์ค ฮอไรซอน มีท่าทีแปลกไปในช่วงสองปีในเกมที่ผ่านมานี้

            กิลด์นี้เป็นกิลด์อันดับหนึ่งของเกมอาศัยความทุ่มเทของหัวหน้ากิลด์และพวกพ้องอย่างหนักจนในที่สุดก็เปิดร่างอวตารของรามได้รวมถึงหลังจากนั้น ก็ดึงดูดผู้เล่นมากความสามารถเข้ากิลด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ล้ำหน้าคู่แข่งคนอื่นๆ อย่างพวกเขาไปไม่น้อย

            แต่ว่าพวกนั้นกลับอยู่อย่างสงบเสงี่ยมแม้ว่าพวกนั้นจะพยายามขยายฐานอำนาจให้กว้างขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจ และการทหารแต่ท่าทีเหล่านั้นกลับดูไม่สมกับเป็นกิลด์อันดับหนึ่ง เดิมทีฮาลอส ไซออนและฟาร์นาร์ทวิเคราะห์กันไว้ว่าเพราะทางนั้นทุ่มเททรัพยากรบางส่วนให้กับผู้ครองร่างอวตารเพื่อช่วยในการผ่านภารกิจขั้นต่อๆ ไป จึงทำให้การขยายฐานอำนาจชะลอตัวลงแต่วิฬาร์กลับไม่เห็นด้วย เพราะจากข้อมูลทั้งหมดที่เขาเห็นในรายงานเขาเชื่อมั่นว่าทรัพยากรของดาร์ค ฮอไรซอนนั้นต่อให้ทุ่มเทไปกับการเพิ่มขั้นร่างอวตารจริงก็ยังเหลือเกินพอที่จะใช้ในการขยายฐานอำนาจ นี่แปลว่าพวกนั้นน่าจะดึงทรัพยากรไปใช้สำหรับโครงการอื่นแทน

            อาจจะเป็นการวิจัยด้านสิ่งประดิษฐ์?

            หรือการพัฒนาสมาชิกโดยรวม?

            แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรวิฬาร์ก็คิดว่าควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นไม่แน่ว่าเรื่องนั้นอาจจะส่งผลร้ายกับพวกเขาในอนาคตก็ได้

            เรื่องถัดมาที่เขาสนใจก็คือเรื่องร่างอวตารของสหัสเดชะ

            สหัสเดชะเป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มากอีกทั้งยังมียอดศาสตราในตำนานอย่างกระบองต้นชี้ตายปลายชี้เป็น ทำให้เหล่าเกมเมอร์ต่างก็คาดหวังกันว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในร่างอวตารที่ทรงอำนาจพอๆ กับอินทรชิตหรือกุมภกรรณได้เลยทีเดียว

            ดังนั้นในช่วงแรกๆของเกม ผู้เล่นจึงพยายามออกตามหาร่างอวตารนี้กันอย่างขะมักเขม้น และก็พบเจอภารกิจลึกลับหลายอันที่บ่งชี้ว่าร่างอวตารร่างนี้มีเบาะแสต่อเนื่องอยู่ที่เมืองปางตาล

            และเบาะแสนี้ก็มีเนื้อหาตรงกับเรื่องเล่าในวรรณคดีรามเกียรติ์เพราะนี่เป็นเมืองที่สหัสเดชะและมูลพลัม ผู้เป็นอนุชาครอบครองอยู่ ผู้เล่นทั้งหลายจึงยิ่งเชื่อมั่นว่าร่างอวตารของทั้งสองจะต้องซ่อนอยู่ในเมืองนี้อย่างแน่นอน

            ทำให้ตั้งแต่เริ่มเกมมามหานครใหญ่อย่างปางตาลก็คลาคล่ำไปด้วยผู้เล่นนับหมื่น ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ที่แวะเวียนมาอยู่ตลอดเวลา

            แน่นอนว่าเหล่ากิลด์ใหญ่ต่างก็ทุ่มเทกำลังจากสมาชิกทั้งหลายเข้าไปตามหาเบาะแสร่างอวตารเพิ่ม แต่ก็ไม่มีใครสืบพบอะไรไปมากกว่าเดิม

            สำหรับวิฬาร์แล้วเขาคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีเลศนัยอะไรบางอย่าง เพราะด้วยกำลังพลระดับกิลด์ใหญ่และผู้เล่นทั้งหลายแม้การตามหาร่างอวตารจะเปรียบได้กับการงมเข็มในมหาสมุทร แต่เมื่อทุ่มคนลงไปนับแสนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปียังไงก็ควรจะมีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่จมดิ่งหายต๋อมไปทั้งอย่างนั้น

            ไม่อย่างนั้นก็แปลว่าข่าวนี้เป็นข่าวลวงที่มีใครกุขึ้นมาและถ้าเกิดมันเป็นอย่างนั้นจริง วิฬาร์ก็เชื่อว่าเบาะแสที่เขาจะต้องตามหาก็ควรจะเริ่มจากข่าวลือปลอมๆ นี่แหละ ไม่แน่ว่ามันอาจจะนำไปสู่เบาะแสอื่นที่มีประโยชน์กว่าหรือไม่ก็ข่าวจริงของร่างอวตารก็เป็นได้

            เรื่องถัดมาก็คือเกาะลงกา

            ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมไม่ว่าจะเป็นช่วงเบต้าเทสต์ หรือตอนนี้ ผู้เล่นทุกคนต่างก็ตามหาเมืองลงกากันอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะส่วนหนึ่งเชื่อมั่นว่าร่างอวตารของทศกัณฐ์หรือไม่ก็เผ่ายักษ์ตัวอื่นๆจะมีเบาะแสอยู่ในเมืองนั้น แต่หลังจากผ่านไปหลายปีในเกมกลับยังไม่เคยมีผู้เล่นคนไหนเจอเมืองนี้หรือเบาะแสของมันแม้แต่น้อยทำให้ยิ่งเวลาผ่านไปนานวันเข้า ก็ไม่มีใครสนใจมันอีกเลย

            กิลด์ของพวกเขาก็เช่นเดียวกัน

            แต่เรื่องนี้ก็เกี่ยวกันกับเรื่องสุดท้ายที่เขาวิเคราะห์ออกมาได้

            เรื่องเกาะลอยฟ้าที่พวกเขาครอบครองอยู่

            ตอนแรกที่ค้นพบเกาะนี้ด้วยความบังเอิญพวกเขาก็คิดว่ามันอาจจะเป็นเกาะลงกาที่สาบสูญก็เป็นได้เพราะแม้ในเกาะจะมีแต่ซากอารยธรรมเก่าแก่ แต่มันก็ดูคล้ายกับเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่และมีเศษซากคล้ายเทคโนโลยีที่ดูล้ำหน้าของพวกยักษ์แต่ส่วนที่ย้อนแย้งก็คือเกาะนี้ดูมีความเป็นมาลึกลับ เพราะทั้งๆที่เป็นเกาะขนาดมหึมา แต่ในเกาะกลับมีแต่ซากปรักหักพัง มีสัตว์อสูรประปรายไม่เจอแม้แต่ NPCสักคนบนเกาะ คล้ายกับเป็นเกาะร้างยังไงยังงั้น

            แถมเรื่องที่มันลอยอยู่บนฟ้านั้นยังเป็นปริศนาที่พวกเขาขบคิดไม่แตกว่ามันลอยขึ้นไปบนนั้นได้ยังไงและมีความเกี่ยวข้องกับเมืองเริ่มต้นอีกแห่งของเกมหรือไม่เพราะเมืองราตรีนภากาศนั้น ก็ลอยอยู่บนฟ้าแบบนี้เหมือนกันเพียงแต่มีเพดานบินต่ำกว่าเกาะลอยฟ้านั้นเกือบเท่าตัว

            ด้วยปริศนาที่ขบคิดไม่แตกหลายต่อหลายอย่างวิฬาร์จึงคิดจะไปสำรวจเกาะลอยฟ้านี้ด้วยตัวเองในตอนที่เอากองพลอสูรไปเก็บพร้อมกับมะปราง

            หลังจากสรุปข้อมูลทั้งหมดจนเสร็จวิฬาร์ก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะส่งเอกสารสรุปและขอให้ช่วยตรวจสอบเรื่องการเคลื่อนไหวของดาร์คฮอไรซอนเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยไปให้ฮาลอสจัดการ ส่วนตัวเองก็ผล็อยหลับคาเก้าอี้ไปทั้งอย่างนั้นปล่อยให้เวลาที่ใช้เช่าห้องไหลไปเรื่อยๆ

            นี่ถ้าเกิดคนทั่วไปรู้ว่าวิฬาร์เช่าห้องอ่านหนังสือแสนแพงของหอสมุดเวทมนตร์มานอนน้ำลายยืดอยู่อย่างนี้ละก็คงจะอกแตกตายเพราะเสียดายค่าเช่าห้องแทนวิฬาร์เป็นแน่