เมื่อเข้ามาภายในกระโจม ฉางอ๋องก็ลากตัวหลิวหรงมาวางไว้บนเตียงและทันทีที่ก้นของเธอแตะโดนฟูก เธอก็เอนตัวลงนอนแล้วกลิ้งไปจนเจอผ้าห่ม คว้ามันขึ้นมาแล้วห่มตัวจากนั้นก็นอนแผ่หลากางแขนกางขาจนเต็มพื้นที่เตียง
หลี่จ้งเหว่ยมองคนเมาอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอันใดออกมาดี ครั้นจะกลับไปที่งานเลี้ยงก็ไม่เหลืออารมณ์สุนทรีย์ใดๆอีกต่อไปแล้ว เขาจึงเดินเข้าไปหลังฉากกั้นเพื่ออาบน้ำ
เมื่อชำระร่างกายเสร็จแล้ว ระหว่างที่กำลังลุกขึ้นมาจากอ่างและหมุนตัวกลับมาก็เห็นร่างของหญิงสาวที่ควรจะนอนหลับอยู่บนเตียงยืนอยู่ข้างอ่างน้ำจนเขาใ
“เหตุใดเ้าจึงมายืนอยู่ตรงนี้!”
“ข้าร้อน ข้าจะอาบน้ำ”
ฉางอ๋องเห็นหญิงสาวที่บ่นว่าร้อนจัดการถอดเสื้อผ้าของตนเองอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงตู้โตวและกางเกงชั้นในชั่วพริบตา จึงอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง
“แล้วยืนขวางอยู่ทำไม หลบไปดิ๊” นอกจากจะทำตัวไร้ยางอายแล้ว นางยังกล้าผลักเขาอีก!
หลิวหรงไม่สนว่าฉางอ๋องที่เปลือยเปล่าจะออกจากอ่างน้ำอย่างทุลักทุเลเพียงใดเธอรีบกระชากตู้โตวออก ถกกางเกงลง แล้วก้าวลงไปในอ่างทันทีหลี่จ้งเหว่ยที่ยังไม่ทันได้หันหน้าหนีจึงได้เห็นภาพเปลือยของหญิงงามโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เ้านี่มัน...” เขาทำได้เพียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หากไม่รู้ว่านางเมาไม่ได้สติเขาคงคิดว่านางกำลังหาทางยั่วยวนเขาอยู่เป็แน่
หลี่จ้งเหว่ยตัดสินใจเดินออกไปสวมเสื้อผ้าที่หลังฉากแต่หูยังฟังเสียงที่เกิดขึ้นหลังฉากอย่างตั้งใจ เมื่อได้ยินว่าเสียงเงียบไปแล้วเขาก็ขมวดคิ้ว
“ซูอวี่หรง เ้าหลับอีกแล้วหรือ” เมื่อรออยู่นานแล้วแต่ไม่ได้คำตอบเขาจึงเดินกลับเข้าไปหลังฉากอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือนางนอนคว่ำหน้าลงไปในน้ำแล้ว
“เ้านี่มัน... หาที่ตายจริงๆ!”
ฉางอ๋องจัดการจิกผมนางให้เงยขึ้นมาจากน้ำ ตามด้วยการลากตัวนางขึ้นมาในสภาพที่...เห็นแล้วควรจะรู้สึกน่ามองแต่เพราะนางไม่ได้สติด้วยฤทธิ์สุรา มันจึงดูน่าสังเวชเสียมากกว่า
เขาจัดการอุ้มนางขึ้นมา เดินไปวางไว้บนเตียง แล้วใช้ผ้าห่มคลุมเอาไว้
หลังจากความวุ่นวายที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนจบลง หลี่จ้งเหว่ยก็ยืนเท้าเอวเสยผมอย่างหงุดหงิด
“ซูอวี่หรง เ้าช่างมากความสามารถยิ่งนัก”
เนื่องจากผ้าห่มผืนเดียวในห้องถูกใช้ต่างเสื้อผ้าให้คนเมาไปแล้วฉางอ๋องจึงต้องไปขอผ้าห่มเพิ่มจากองครักษ์ด้านนอกเมื่อกลับเข้ามาแล้วยังเห็นว่าคนเมาไม่ได้ก่อเื่เพิ่มอีกจึงคลายใจ และคิดจะเข้านอนเช่นกัน
หลี่จ้งเหว่ยดันคนที่นอนแผ่คล้ายกับคืนก่อนให้กลิ้งตัวในท่าตะแคงแต่นั่นกลับทำให้ผ้าห่มที่คลุมไว้อย่างลวกๆ หลุดออก เผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนและบั้นท้ายกลมกลึง
ภาพที่เห็นทำให้เขากลืนน้ำลายดัง ‘เอื๊อก’ ก็เขาเป็บุรุษธรรมดาเห็นภาพงดงามตรงหน้าจนรู้สึกกระหายน้ำแล้วจะผิดอันใด
สุดท้ายแล้วเขาก็หยิบผ้าห่มขึ้นคลุมร่างกายขาวผ่องยั่วสายตานั้นไว้จนมิดชิดตามด้วยการล้มตัวลงนอนและใช้ผ้าห่มอีกผืนคลุมตัวเอาไว้
ค่ำคืนนั้นผ่านไปคล้ายจะไร้เื่วุ่นวาย แต่ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลี่จ้งเหว่ยกลับตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าร่างกายถูกบางสิ่งบางอย่างรบกวนแผ่นอกของเขาถูกลูบไล้ อีกทั้งปลายถันของเขายังถูกบิดบี้อีกด้วย
“ซูอวี่หรง!”เสียงเรียกที่จะว่าดังก็ดังจะเบาก็เบานั้น ทำให้คนที่กำลังนอนคลึงเม็ดมุกในความฝันตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย
“อือออ เสียงดังอะไรแต่เช้า...” หลังจากบ่นไปทีหนึ่งเธอก็พลิกตัวไปอีกด้านเพื่อหลับต่อ ทิ้งให้คนที่ถูกรบกวนการนอนมาตลอดทั้งคืนถลึงตาใส่อยู่ด้านหลัง
เมื่อคืนคนเมาเล่นงานหลี่จ้งเหว่ยไม่ได้พัก เดี๋ยวก็ถีบผ้าห่มออกเดี๋ยวก็พาดเท้ามาที่ตัวเขา บางครั้งก็ปีนขึ้นมานอนทับเขา แล้วยังจิกผมของเขาเขย่าไปมาพร้อมกับคำบ่นที่ฟังไม่รู้ความได้ยินเพียงนาม ‘เหิงกัง’ กับ ‘ไอ้คนมักมาก’ หรือ ‘คนไม่รู้จักพอ’ ครั้นเขาจะลงจากเตียงทั้งมือและเท้าที่ไม่รู้ว่าติดกาวไว้หรือไรก็เกาะเขาไว้แน่นอีกวุ่นวายจนเขานอนไม่ได้ กว่าจะหลับลงก็เข้ารุ่งสางแล้ว
ฉางอ๋องสะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นมานวดขมับก่อนจะเดินไปจัดการตนเองที่หลังฉากกั้น เมื่อกลับมาถึงเตียงสนาม เขาก็ยืนมองตัววุ่นวายที่ยังนอนหลับสบายไร้กังวลโดยมีก้อนผ้าห่มกองขยุกขยุยอยู่บนร่าง
เวลานั้นเขานึกอยากจะดึงและสะบัดผ้าห่มออกเพื่อให้นางกลิ้งตกจากเตียงยิ่งนักแต่ก็ไม่ได้ทำ เขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินออกไปจากกระโจมเท่านั้น
ที่หน้ากระโจม เลี่ยงฮั่นและนางกำนัลทั้งสองของนางมายืนรออยู่แล้ว
“หวางเฟยสั่งให้เ้าหายหน้าไปสักสองสามวันมิใช่หรือ เ้าจะมายืนทำอันใดตรงนี้อีก”
เลี่ยงฮั่นที่ถูกเ้านายระบายอารมณ์ใส่แต่เช้าทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตนทำเื่ใดผิดไปทำเพียงก้มหน้ารับ
“กระหม่อมมิกล้า”
ดูเหมือนฉางอ๋องจะไม่ได้อยากต่อปากต่อคำกับผู้ใต้บังคับบัญชาอีกจึงสะบัดหน้าแล้วเดินผ่านไป ทำให้จีหลิงและจีเฉียวที่กลั้นหายใจอยู่นานพรูลมหายใจออกมาได้เสียที
“เ้าว่าจะเกิดเื่กับหวางเฟยหรือไม่” จีหลิงกันไปกระซิบกระซาบกับสหาย
“ลองเข้าไปดูกันเถิด”
เลี่ยงฮั่นมองนางกำนัลของพระชายาเอกผลุบหายเข้าไปในกระโจมพลางส่ายหน้าเป็องครักษ์ของฉางหวางเฟยไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อเ้านายทั้งสองเกิดมีความเห็นไม่ตรงกันขึ้นมา
หลิวหรงที่ตื่นมาแล้วไม่พบสามีในนามทั้ง 2 วัน ทั้งๆ ที่นางกำนัลยืนยันว่าเขานอนห้องเดียวกับเธอแน่นอนก็ได้แต่ครุ่นคิดและสงสัยอยู่ในใจว่าเขาไปนอนตรงส่วนไหนของกระโจม? แต่เมื่อคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเธอจึงโยนความสงสัยนั้นทิ้งไป
ขากลับเข้าเมืองหลวง เธอยังคงต้องนั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกับสามีจอมปลอมตามเดิมแม้ความรู้สึกอึดอัดในใจจะน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังอยากให้ถึงตำหนักไวๆ เพื่อความเป็ส่วนตัวอยู่ดี
“เมื่อคืนนอนหลับสบายหรือไม่”
คำถามไร้ที่มาที่ไปนั้นทำให้หลิวหรงกลอกตาไปมาไม่รู้ว่าเขา้าอะไร
“น่าจะสบายนะเพคะ”
“แล้วเหิงกังคือผู้ใด”
หลิวหรงยกมือขึ้นปิดปากด้วยความใ นั่นมันชื่อคู่หมั้นเฮงซวยในชีวิตก่อนของเธอนี่นาเขาไปรู้ชื่อนี้มาจากไหน
“เอ่อ... ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็ชื่อหมาสักตัวที่เคยรู้จักเพคะ”
“ข้าเพิ่งรู้ว่าสุนัขมีนิสัยมักมากและไม่รู้จักพอได้ด้วย”
ชัดเลย... เธอคงเผลอละเมอด่ามันออกไปแน่ๆ
“อะแฮ่ม... คนเราเวลาฝัน ก็มักจะฝันสะเปะสะปะจับแพะชนแกะไปเรื่อยแบบนี้แหละเพคะ”ด้วยความที่อยากให้บทสนทนาไปให้พ้นจากเหิงกังเสียที เธอจึงเบี่ยงประเด็นออกไป
“แล้วทั้งสองคืนที่ผ่านมา ท่านอ๋องไปนอนที่ไหนหรือเพคะ”
หลิวหรงเห็นฉางอ๋องมองหน้าเธอด้วยสีหน้าเหมือนอยากจะบอกว่า ‘ถามอะไรโง่ๆ’ ก็ไปต่อไม่ถูกอย่าบอกนะว่าเขานอนอยู่บนเตียงกับเธอ? แล้วเมื่อเช้าที่เธอนอนแก้ผ้าโดยมีแค่ผ้าห่มผืนเดียวคลุมเอาไว้นั้น...?
“ยังจะต้องให้ข้าตอบอีกหรือไม่”
“มะ... ไม่ต้องก็ได้เพคะ”
เธอไม่รู้หรอกว่าเขาไปนอนที่ไหน และไม่อยากรู้แล้วด้วยเมื่อไม่รู้ ก็ไม่ผิด เมื่อไม่ผิด ก็ไม่มีอะไรทั้งนั้น!
“เื่คนร้ายที่ลอบทำร้ายเ้าแม้ว่าจะสืบสาวไปถึงผู้ว่าจ้างไม่ได้ แต่พวกมันเป็มือสังหารฝีมือเยี่ยมจากสำนักเจวี๋ยมิ่งเ้าอาจไม่รู้จัก แต่สำนักนี้เป็สถานที่รวบรวมมือสังหารอันดับต้นๆ ของแคว้นหลี่คนธรรมดาไม่มีปัญญาจ้างคนจากสำนักนี้ได้อย่างแน่นอน”
คำชี้แจงแถลงไขที่หลิวหรงไม่คาดคิดว่าจะได้ยินนอกจากจะไม่ทำให้รู้สึกดีขึ้นแล้ว กลับทำให้เธอเห็นเส้นทางสำหรับการไปเกิดใหม่อีกรอบในเร็ววันเสียด้วยซ้ำ
“ท่านอ๋องกำลังจะบอกอะไรกันแน่”
“อย่าให้องครักษ์ห่างตัว และหากไม่จำเป็ก็อย่าออกไปหาเื่เสี่ยงอันตรายด้านนอก”
คำตอบที่ได้ทำให้หลิวหรงขมวดคิ้ว วันๆ จะให้เธออยู่แต่ในตำหนักไม่ต้องทำงานทำการอะไรเลย?มันจะเป็ไปได้ยังไง อย่างนี้พวกฮ่องเต้หรือประธานาธิบดีที่มีคนหมายหัวทั่วทุกสารทิศไม่ต้องหมกตัวอยู่แต่ในเซฟเฮ้าส์ทั้งปีทั้งชาติเลยเหรอ
“หม่อมฉันว่าท่านอ๋องกล่าวผิดแล้ว ที่ถูกคือต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้นต่างหากถ้าท่านอ๋องไม่สะดวกเื่จัดหาองครักษ์ให้ หม่อมฉันจ้างเพิ่มเองก็ได้เพคะ”
“เหอะ!” หลี่จ้งเหว่ยไม่คาดคิดว่านอกจากนางจะไม่ยอมเชื่อฟังแต่โดยดีแล้วยังเถียงคำไม่ตกฟากอีกด้วย แต่สิ่งที่นางกล่าวมาก็ไม่ผิด หากทุกคนที่ถูกปองร้ายเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านเช่นนั้นเมืองหลวงคงกลายเป็เมืองร้างไปแล้ว
“ได้! หากเ้าไม่กลัวตายข้าก็จะเพิ่มองครักษ์ให้จนกว่าเ้าจะพอใจ”
ขบวนรถม้ากลับถึงตำหนักฉางอ๋องใน่พระอาทิตย์ตกดินพอดี เมื่อหลิวหรงก้าวลงจากรถม้าตามหลังฉางอ๋องมาติดๆก็พบว่าที่หน้าตำหนักมีคนมายืนต้อนรับการกลับมาของเ้าของตำหนักหลายคนและคนที่ยืนรออยู่ที่หัวแถวจะเป็ใครไปได้อีก ถ้าไม่ใช่ตู้เมิ่งเจี๋ย
“คารวะท่านอ๋อง คารวะหวางเฟยเพคะ”
หลิวหรงมอบหมายหน้าที่ในการตอบรับ ทักทายและอาจจะรวมถึงการพลอดรัก...? ให้หลี่จ้งเหว่ยแต่เพียงผู้เดียว ภรรยามายืนรอสามีกลับบ้านเป็เื่ปกติแต่ที่ไม่ปกติคือมีเมียหลวงปลอมๆ มาด้วย
“ข้างนอกอากาศเย็นแล้ว วันหน้าเ้าอย่าออกมายืนตากลมเช่นนี้อีก”
“ในวันออกเดินทางหม่อมฉันไม่ได้มีโอกาสมาส่งท่านอ๋องอย่างน้อยก็ให้หม่อมฉันได้รอรับท่านอ๋องในวันนี้ก็ยังดีเพคะ เวลานี้ที่เรือนเถาฮวาเตรียมสำรับเย็นไว้รอท่านอ๋องแล้วเชิญเสด็จเถิดเพคะ”
หลิวหรงมองคู่รักตรงหน้าตาปริบๆ ไม่ใช่ว่ากำลังพยายามเหยียบหน้าและยั่วโมโหให้เมียหลวงอาละวาดใช่ไหม?เพราะถ้าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็ซูอวี่หรง เธอมั่นใจเลยว่าผมของตู้เมิ่งเจี๋ยจะไม่ได้อยู่เป็ทรงตอนขากลับไปยังเรือนตัวเองอย่างแน่นอนเพราะกระจุกหนึ่งคงอยู่ในมือของนาง อีกกระจุกก็น่าจะกระจายไปตามพื้น
เมียหลวงปลอมๆ สะบัดหน้าไล่จินตนาการโลดโผนที่อาจเป็ไปได้ออกไปแล้วยืนรอให้พวกเขาเดินไปก่อน
หลี่จ้งเหว่ยปรายตามองพระชายาเอกที่ยังยืนนิ่ง ดวงตากลมโตกระจ่างใสที่มองมาก็ไร้ซึ่งร่องรอยของโทสะและความหึงหวงโดยสิ้นเชิงแล้วจึงเบือนหน้ากลับไป
“วันนี้คงไม่ได้ ข้ายังมีงานรอให้สะสางอยู่อีกมากเ้ากลับเรือนไปก่อนเถิด”
รอยยิ้มอ่อนหวานของตู้เมิ่งเจี๋ยแข็งค้างไม่คาดว่าจะได้รับคำปฏิเสธต่อหน้าพระชายาเอกและบ่าวไพร่ที่มายืนรออยู่ ก่อนหน้านี้เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนฉางอ๋องมักคล้อยตามการชักชวนของนางเสมอ แม้จะมีราชกิจมากมายรออยู่ แต่เขาก็ยังยอมเจียดเวลาไปเยือนเรือนของนางแม้จะเป็เวลาเพียงไม่นานก็ตาม
หลิวหรงเองก็ไม่อยากยืนอยู่ในสถานการณ์ที่มีคนเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ให้กระอักกระอ่วนใจเหมือนกันจึงกล่าวว่า
“พอดีหม่อมฉันเพิ่งนึกได้ว่าลืมดับตะเกียงในห้องนอนขอตัวก่อนนะเพคะ” และเธอไม่คิดจะอยู่รอฟังคำถามทำนองว่า ‘ลืมดับตะเกียง?ป่านนี้ไม่ไหม้ไปทั้งเรือนแล้วหรอกหรือ’ อีกด้วย เธอรีบเดินนำนางกำนัลทั้งสองพร้อมเลี่ยงฮั่นกลับเรือนทันที