วันนี้สายฝนโปรยปรายทำให้ผมนึกถึงวันแรกที่ได้พบกับเสี่ยวอวี่
แม้ว่าเธอจะเป็นวิญญาณแต่เธอกลับมอบชีวิตเพิ่มให้ผมอีกหนึ่งปี และดูแลผมเป็นอย่างดี
ด้วยเหตุผลบางอย่างเราจำต้องแยกจากกันบางที...คืนนี้ผมอาจได้รู้คำตอบว่าเพราะเหตุใด
คิดได้ดังนั้นผมจึงเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังถนนถงซินอย่างรวดเร็ว
เสียงฝนหยดลงพื้นดัง“เปราะแปะ” ท่ามกลางความเงียบงันของถนนที่แทบไร้ผู้คนมีเพียงแค่แสงไฟจากเสาไฟข้างทางที่ส่องสว่างเป็นระยะ ให้ความรู้สึกวังเวง
จากระยะไกลผมเห็นป้ายรถบัสตั้งตระหง่านอยู่เพียงลำพังท่ามกลางสายฝนและความมืด
ผมก้มดูเวลา...สี่ทุ่มกว่า
ยังเหลืออีกเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงยามจื่อ
ไม่มีทางเลือกอื่นผมต้องรออยู่ที่นี่ก่อน
ที่สำคัญผมไม่รู้เลยว่าของที่เสี่ยวอวี่ฝากไว้ให้ผมนั้นจะเป็นอะไร
จะเป็นจดหมายข้อความสลัก หรือเป็นสิ่งลี้ลับบางอย่าง?
แค่เงื่อนไขในการรับของที่ต้องเป็นคืนฝนตกและต้องเป็นยามจื่อเท่านั้นนี่ก็บ่งบอกได้แล้วว่ามันไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน
ผมเดินมาถึงป้ายรถบัสด้วยความรู้สึกกังวลใจ
กวาดตามองรอบๆมันเป็นเพียงป้ายรถบัสทั่วไป ไม่มีอะไรแปลกไปจากเดิม
ผมเดินวนไปรอบๆป้ายอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดผิดปกติ และแทบไม่รู้สึกถึงพลังอาฆาตเลย…
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
ฝนตกกระทบพื้นดัง“ซ่าๆ” จนเกิดเป็นม่านหมอกบางๆ
ผมยังคงยืนอยู่ตรงป้ายรถบัสไม่ขยับไปไหน รอคอยให้ยามจื่อมาถึง
แต่ในขณะที่สายฝนกระหน่ำลงมาบรรยากาศที่เคยสงบเงียบกลับเริ่มเย็นเยียบลงอย่างผิดปกติ
ผมรู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวค่อยๆหนักขึ้น ความเย็นของพลังอาฆาตแผ่กระจายออกมาเรื่อยๆ
ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรมากเวลาก็ล่วงเลยเข้าสี่ทุ่มกว่าแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงยามจื่อ
โดยปกติแล้วช่วงยามจื่อเป็นช่วงที่พลังหยินและหยางพลิกกลับกันอากาศรอบตัวเต็มไปด้วยพลังหยินจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่ยิ่งใกล้ถึงยามจื่อความรู้สึกหนักอึ้งและเย็นเยียบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เย็นเสียจนผมเริ่มรู้สึกถึงไอเย็นที่ซึมเข้าไปถึงกระดูก
ไม่ใช่แค่นั้นมีลมเย็นลึกลับพัดวูบผ่านหน้าและแผ่นหลังของผมไปมาเป็นระยะ ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวรอบตัวผม
ผมไม่ได้เปิดตาทิพย์แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมมั่นใจว่าบริเวณรอบตัวผมตอนนี้…ไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวอีกต่อไป
ผมกวาดตามองแอ่งน้ำบนพื้นถนน
ภายใต้แสงไฟถนนสีเหลืองหม่นผมเห็นเงามืดจำนวนหนึ่งสะท้อนอยู่ในแอ่งน้ำ
พวกมันยืนอยู่รอบตัวผมแทรกตัวอยู่ในเงาฝน
ในเงาน้ำนั้นผมมองไม่เห็นใบหน้าของพวกมันเลย แต่ในใจของผมรู้ดีว่าพวกมันคืออะไร
พวกมันคือวิญญาณร้ายที่มาหลบฝนเหมือนครั้งที่ผมไปหลบฝนในศาลาที่สวนสาธารณะ
พวกมันไม่ทำอะไรคนทั่วไปแต่ถ้าหากใครที่พลังหยางอ่อนแอ ดวงกำลังตก หรือเผลอไปสบตากับพวกมันเข้า
เหล่าวิญญาณที่หลบฝนเหล่านี้…อาจไม่ยอมปล่อยให้รอดออกไปง่ายๆ
สายฝนกระหน่ำไม่ขาดสายขณะที่พลังอาฆาตรอบตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่ได้เปิดตาทิพย์เพียงแค่ยืนรอเงียบๆ
ตอนนี้เป็นเวลา22:54 น.
เหลืออีกหกนาทีก่อนจะห้าทุ่ม
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆหัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
แต่ในขณะนั้นเองท่ามกลางสายฝน มีแสงไฟหน้ารถสองดวงกะพริบสว่างขึ้นจากที่ไกลๆ
มันกำลังใกล้เข้ามาและทันใดนั้น พลังอาฆาตรอบตัวผมเริ่มปั่นป่วน
ผมรู้สึกถึงความผิดปกติจึงก้มมองเงาสะท้อนในแอ่งน้ำ
ภาพเงาที่พร่ามัวของกลุ่มวิญญาณเหล่านั้นเริ่มขยับ…
พวกมันกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาหาผม
ผมไม่สามารถสัมผัสตัวพวกมันได้โดยตรงแต่รับรู้ถึงไอเย็นเยียบที่หมุนเวียนอยู่รอบตัว
แล้วรถตู้คันหนึ่งก็โผล่ออกมาจากม่านฝนมันเก่าโทรมเต็มไปด้วยสนิม เคลื่อนตัวเข้ามาด้วยความเร็วต่ำ
แม้จะแล่นไปบนถนนเปียกแฉะน้ำกระเด็นไปทั่ว แต่กลับไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์ มีเพียงไฟหน้ารถที่ส่องสว่างจากห้องโดยสาร
ผมมองเห็นใบหน้าของคนขับอย่างเลือนรางจากระยะไกล
เขามีใบหน้าซีดขาวน่าจะเป็นชายวัยสี่สิบกว่าๆ ใส่แว่นกรอบดำ
เขาขับรถเข้ามาใกล้เรื่อยๆมุ่งตรงมาที่ป้ายรถบัสที่ผมยืนอยู่
ผมจ้องเขาสีหน้าขรึมขึ้น สายตาหรี่ลงเล็กน้อย
รถคันนี้…เกรงว่าจะไม่ต่างจากรถบัสคันนั้นเป็นรถวิญญาณเช่นกัน และเหล่าวิญญาณที่รายล้อมอยู่รอบตัวผมคงเป็นผู้โดยสารของมัน
ผมไม่ขยับไม่หวาดกลัว ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
รถตู้เก่าคร่ำคร่าแล่นมาจอดนิ่งตรงหน้าป้ายรถบัส
ประตูด้านหลังค่อยๆเปิดออก พร้อมเสียงดัง 'แกร่กๆ'
แต่เมื่อมองเข้าไปในรถกลับว่างเปล่า ทั้งเบาะด้านในและรอบนอกไม่มีใครเลย
ประตูทำงานเองโดยอัตโนมัติราวกับเป็นกลไกไฟฟ้า
แต่ผมรู้ดีรถเก่าขนาดนี้ไม่มีทางมีประตูระบบไฟฟ้าแน่
ผมก้มลงมองแอ่งน้ำเบื้องล่างอีกครั้ง
ผมเห็นเงาวิญญาณจำนวนมากกำลังมุดเข้าไปในตัวรถจากเงาน้ำ
ลมเย็นยะเยือกพัดโหมกระหน่ำไหลเข้าสู่ห้องโดยสาร
ขณะเดียวกันกระจกหน้าต่างฝั่งคนขับก็ค่อยๆ ลดลงทีละนิด ผมมองเห็นชายคนขับได้ชัดเจนกว่าเดิมผ่านช่องแคบๆนั้น
ใบหน้าเขาซีดขาวราวกับไร้เลือดดูเหมือนคนตายที่ยังเคลื่อนไหวได้
เขามองมาที่ผมก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า "พี่ชายขึ้นรถไหมห้าหยวนต่อคน!"
ผมยกมือขึ้นปฏิเสธ"ไม่ล่ะ"
คนขับรถดันแว่นกรอบดำขึ้นเล็กน้อย"ฝนตกแล้วนี่เป็นรถเที่ยวสุดท้ายของคืนนี้ ขึ้นมาทนเบียดนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้คิดแค่สามหยวนพอ"
ผมเหลือบมองไปที่ประตูรถที่ยังเปิดค้างอยู่ข้างในดูว่างเปล่า แต่ในหัวของผมกลับจินตนาการออกว่าถ้าผมเปิดตาทิพย์ คงเห็นวิญญาณเบียดเสียดกันเต็มคันรถแน่
ผมยังคงส่ายหัว"ไม่ล่ะพวกนายไปตามทางของพวกนายเถอะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้นคนขับรถก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาเพียงแค่ดันแว่นอีกครั้งมุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ หมุนกระจกปิดลง
ประตูเลื่อนด้านหลังที่เปิดอ้าก็ปิดดัง“ปัง!”
จากนั้นรถตู้เก่าคร่ำคร่าก็ค่อยๆแล่นออกไปโดยไร้เสียงเครื่องยนต์
ผมก้มมองไปที่แอ่งน้ำหน้าป้ายรถบัสเงามืดที่เคยปรากฏอยู่บนน้ำ บัดนี้หายไปหมดแล้ว
บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบสงัดความเย็นยะเยือกและไอวิญญาณหายไปหมดสิ้น
ผมมองป้ายรถบัสที่เงียบสงัดอีกครั้ง
ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อก่อนผมถึงได้พบเสี่ยวอวี่ที่นี่
ป้ายรถบัสแห่งนี้ไม่ใช่ป้ายธรรมดา
มันคือ 'ป้ายรถบัสหยินหยาง' มนุษย์และวิญญาณใช้โดยสารได้
'ถงซิน ถงซิน... (พ้องใจ)' ชื่อนี้แท้จริงหมายถึง 'วิญญาณและมนุษย์เดินทางร่วมกัน'
ผมเงยหน้าขึ้นมองป้ายรถบัสรู้สึกเหมือนเพิ่งตาสว่างในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
มนุษย์มีทางของมนุษย์
วิญญาณก็มีทางของวิญญาณ
แต่บางครั้งทั้งสองโลกสามารถทับซ้อนกันได้ เช่น ตึกเก้าศพหรือป้ายรถบัสแห่งนี้…
ขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องนี้เวลาก็ล่วงเลยมาถึงห้าทุ่ม
ถึงยามจื่อแล้ว
และในตอนนั้นเองผมรู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองมาที่ผม
ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนทำให้ผมเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณแล้วมองไปยังอีกฝั่งของถนน
สิ่งที่เห็นทำให้หัวใจของผมแทบหยุดเต้น
ชุดกระโปรงสีขาวร่มสีดำ... ร่างที่คุ้นเคย
เธอยืนอยู่อย่างเงียบงันบนอีกฟากของถนนจ้องมองมาที่ผมอย่างเงียบงัน