“ฉันจะเล่าตั้งแต่เริ่มให้ฟังเลยแล้วกัน...วันแรกที่โลกเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้นฉัน...”
“พอผ่านไปได้สักเดือนฉันก็เริ่มที่จะปรับตัวได้ แต่มันก็เป็นแค่การดิ้นรนที่แสนจะจอมปลอมเพราะเมื่อใดฉันต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเลวร้าย ฉันเลือกที่จะหวาดกลัวก่อนเป็นอันดับแรกเสมอแล้วค่อยคิดวิธีหนี! ฉันไม่เคยคิดวิธีการเผชิญหน้ากับมันเลยแม้แต่เสี่ยววิ...”
“แล้วมีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่เผ่าพันธุ์ก็อบบลินอาละวาด เจ้าพวกน่ารังเกียจจอมป่าเถื่อนนั้นมากันทั้งเผ่าพันธุ์มีทั้ง ราชา ราชินี องค์รักษ์ นักเวท นักรบมากมาย พวกมันบุกทำลายล้างอย่างบ้าคลั่ง แล้วก็อย่างที่ฉันบอกนายฉันกลัวก่อนแล้วค่อยคิดหาวิธีหนีซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ฉันก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ในขณะที่ฉันกำลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตนั้นเท้าของฉันไปเหยีบเข้ากับบางอย่างจึงทำให้ฉันตกลง...”
“ตกลงอะไร?” กรีนชิลดที่กำลังตั้งใจไฟแต่จู่ ๆ สมิธก็หยุดเล่าไปดื้อ ๆ
“ใช่แล้วตกลงไป! ใช่เลย!” สมิธตาเป็นประกายรีบเปิดสมุดบันทึกแล้วจดในสิ่งที่พึ่งจะปรากฏในหัวเขาเมื่อสักครู่อย่างเร่งรีบเพราะกลัวมันจะจางหายไปซึ่งมันไม่หายเร็วขนาดนั้นหรอก แต่มันก็ไม่แน่...
“โทษทีเมื่อกี้ความทรงจำมันแว่บเข้ามาภายในหัวน่ะ เอาล่ะมาต่อกันเลย...” มันได้ผล! สมิธคิดไว้แล้วถ้าความทรงจำของเขาได้รับกระตุ้นไม่ว่าด้วยวิธีใดหรือทำอะไรสักอย่างกับมันสิ่งใหม่จะปรากฏออกมา ที่เหลือก็แค่รอว่าเขาจะกระตุ้นได้ในระดับไหนความทรงจำใหม่จะปรากฏทั้งหมดกี่ครั้ง
“แล้วเหตุการณ์วันนั้น...”
“การโจมตีตีเพียงครั้งเดียวของยักษ์ตนนั้นก็ทำเอาผู้ใช้การ์ดตายไปหลายร้อยคน...”
“กรีนชิลดนายรู้จักปีศาจแห่งมิติที่ 66 ไหม ปีศาจวิกลจริตพวกนั้นมันฆ่าล้างทุกสิ่งอย่างที่ขว้างหน้า...”
“วันที่ xx เดือน xxx ปี xxxx เป็นวันที่ข้าได้รับความกล้าหาญอย่างแท้จริง”
“10ปี เวลาที่ข้าดิ้นรน”
“20ปี”
“30ปี”
“นี้คือเรื่องราวของข้า กว่า 33 ปี ที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากขุมนรกแห่งนั้น”
“ข้ากรีนชิลดแห่งบาร์ค ผู้ศรัทธาเทพีแห่งชีวิตมิทธรี ขอทำความเคารพเจ้าจากใจจริง” กรีนชิลดรู้สึกเปิดโลกเป็นอย่างมากแม้ตัวมันจะมีประสบการณ์จากสองโลกก็ตามแต่สิ่งที่สมิธเล่าให้ฟังนั้นมันน่าเหลือเชื่อและมหัศจรรย์เป็นอย่างมากจนประสบการณ์กว่า 500 ปีที่มันเผชิญมากลายเป็นเรื่องราวดาด ๆ ไปเลย ทำให้ตัวมันรู้สึกเคารพสมิธจากใจจริงและมีมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
“ขอบคุณ” สมิธรับรู้ได้ถึงความจริงใจที่กรีนชิลดส่งมา
“เจ้าช่วยเล่าเรื่องเผ่าพันธุ์บาร์คเพิ่มเติมได้หรือไม่?” กรีนชิลดอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ของตัวเอง เนื่องจากสมิธเล่าไม่ลงรายละเอียดมากนักซึ่งมันก็พอจะรู้เหตุผลที่ไม่ลงลึกและมันคงไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
“นายแน่ใจนะ! ฉันบอกเลยว่ามันแย่มาก...” สมิธถามย้ำกับกรีนชิลดว่าแน่ใจจริงไหม
“ข้าอยากรู้ทุกรายละเอียด บอกมาให้หมด” กรีนชิลดไม่กลัวอยู่แล้วในการรับความจริงและสิ่งที่ต้องเผชิญ การรู้ก่อนเป็นผลดีอีกต่างหากในมุมมองของมันเพรสะตัวมันจะได้รับมือกับสิ่งนั้นได้ดีกว่าที่เคยเผชิญราวกับมีโอกาสครั้งที่ 2
“นายรู้ใช่ไหมว่าบุคลิกของเผ่าพันธุ์นายคือเป็นพวกรับสงบ ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเผ่าพันธุ์ก็มักจะเริ่มต้นด้วยความสงบซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์นี้ก็เช่นกัน เหตุการณ์ที่ทำให้เผ่าพันธุ์บาร์คถึงจุดจบ ซิลด์เผ่าพันธุ์คู่อาฆาตของเผ่าพันธุ์บาร์คด้วยขุมพลังของเผ่าพันธุ์ตัวเองคงไม่สามารถกวาดล้างเผ่าพันธุ์ของนายได้ แต่...ซิลด์ได้จับมือกับ ‘เดอะคอลเลคเตอร์กิลด์’ กลุ่มนักสะสมสิ่งมีชิวิต! เมื่อทั้งสองรวมมือกัน เผ่าพันธุ์ซิลด์ที่ต้องการทำลายล้างบาร์คให้สูญสิ้น เดอะคอลเลคเตอร์สกิลด์ที่ชอบสะสมสิ่งชีวิตแล้วยิ่งเผ่าพันธุ์ระดับสุดยอดอย่างบาร์คด้วยพวกมันจึงทุ่มสุดตัว...การทำลายล้างฆ๋าล้างเผ่าพันธุ์บาร์คจึงเริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วด้วยการสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์บาร์ค” สมิธเล่ารายละเอียดทั้งหมดเท่าที่เขารู้ ซึ่งถือว่าน้อยมากเขาคิดว่ารายละเอียดน่าจะเยอะกว่านี้แต่ที่เขาบอกได้แค่เท่านั้นเพราะเขารู้แค่นี้จริง ๆ เนื่องจากข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่เขาได้รับจากบุคคลที่สามมาอีกที
“นั้นไง! ข้าบอกพวกตาแก่แล้วว่าสักวันหายนะจะมาเยือนถ้ายังทำตัวเป็นรากไม้ที่เอาแต่หน้ามุดดินอยู่แบบนี้ จะเป็นอะไรไหมสมิธถ้าข้าเอาข้อมูลนี้ไปบอกพวกตาแก่เผ่าข้า” กรีนชิลดถึงกับโมโหและไม่ได้โมโหพวกซิลดด้วย แต่โมโหพวกตาแก่ภายในเผ่าพันธุ์ที่แม้แต่ช่วงสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ยังเลือกที่จะทำตัวเป็นรากไม้อีก
“ได้สิ” สมิธไม่ติดอะไรแถมยินดีอีกด้วย เขาก็เสียใจเหมือนกันถ้าโลกนี้จะไม่มีเผ่าพันธุ์บาร์คอีกต่อไป การสูญพันธุ์ของบาร์คก็เหมือนได้สูญเสียเทพพิทักษ์แห่งป่าไป
“ตาแก่เตรียมตัวรากแห้งได้เลย!”