ตอน 09
ตื้นตัน
(ส่วนตอนต้น)
ตื่นนอนตาปรือยังสะลึมสะลือ เหมือนรับััจากอีกมือนุ่มเคียงข้าง พอจับรู้สึกได้ชัดจึงเบิกตากว้าง
“ลอริส... มองฉันตาแป๋วเลย...” พี่เลี้ยงลูบไล้ศีรษะและสางผมแ่เบา สาวฝรั่งนอนห่มผ้าข้าง ๆ กะพริบตาตอบรับ เอื้อนคำผสมภาษาหวาน ๆ ครางในลำคอ
“มาย ซิสเตอร์... สปาซิบะ...”
มือนวลขาวไล้แก้มสาววัยสิบแปด พี่เลี้ยงพลันหัวใจพองฟูระคนตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
“สปาซิบะ... ลอริส” สุรีย์รัตน์รำพันเสียงหวาน มือนุ่มโอบกอดร่างสาวรัสเซียกระชับ
ลอริสโอบกอดตอบรับแทนคำขอบคุณ หยาดน้ำใสเอ่อคลอไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทว่าไร้เสียงสะอื้น
สาวไทยซับน้ำตาให้ แย้มยิ้มจากหัวใจพี่เลี้ยงที่ทุ่มเท ตื้นตันขีดสุดพลันน้ำตาคลอเช่นกัน
สาวฝรั่งเอื้อมมือััดวงตาดั่งอยากซับให้ พี่เลี้ยงจับมือประคองพลางเอ่ยเอื้อน “โด๊นท์ วอร์รี่... สปาซิบะ...”
ฉากตื่นนอนสองสาวไทยสาวรัสเซียดั่งสีชมพู ต่างถ่ายทอดความรักความผูกพันนานหลายนาที จวบจนพี่เลี้ยงบรรจงคำแห่งความสุข
“เมอร์รี่ คริสต์มาส อีฟ... ลอริส...”
มือนวลนุ่มจากตุ๊กตารัสเซียกระชับมือสาวพี่เลี้ยง บ่งบอกจากหัวใจขอเป็ที่พึ่งพิงแห่งชีวิต
สองสาวเริ่มตื่นจากนอนเป็นั่งบนเตียง พี่เลี้ยงหยิบหนังสือภาพนิทานเ้าหญิงข้างหมอนหนุน หนังสือเก่าสมัยอ่านตอนเด็กแต่กลับมาชอบเปิดดูก่อนจะนอนในวัยนี้ ส่วนหนึ่งคงเพราะได้นอนกับลอริสจึงทำให้นึกถึงสิ่งที่ชอบเมื่อวันวาน
“ราพันเซล... ไอ... เลิฟ ราพันเซล...” หญิงสาวผมน้ำตาลรำพันเสียงหวาน พลางจ้องมองรูปวาดเ้าหญิงผมยาวลากพื้นในหนังสือ สุรีย์รัตน์ตื่นเต้นดีใจคอยช่วยพรรณนา
“ไอ เลิฟ ราพันเซล ทู...”
“คัค คราซิวา... ไอ... ว้อนท์ ทู... บี... ราพันเซล...”
หญิงสาวรัสเซียเงยหน้าสบมองตาละเมียดละมุนต่อพี่เลี้ยง เอื้อนคำหวานจับหัวใจพลางสางผมยาวสยาย บ่งบอกว่าคงรักผมยาว ๆ เป็แน่
สุรีย์รัตน์พลันแปลกใจจึงบรรจงคำถาม “ลอง แฮร์... ดู ยู เลิฟ เวรี่ ลอง แฮ้ร์”
“ด๊า...” ลอริสพยักหน้าตอบ มือยังสางผมน้ำตาลดกหนานุ่มนิ่มไปมา “ไอ... ว้อนท์ ทู บี... ราพันเซล...”
สาววัยสิบแปดพลันไหวหวั่นตื่นเต้น ไม่นึกไม่ฝันว่าตุ๊กตารัสเซียผู้นี้อยากจะไว้ผมยาว ๆ เหมือนราพันเซล ผมสีน้ำตาลดกหนาทั้งดูแข็งแรงแทบไม่หลุดร่วง ผิดกับร่างกายที่เปราะบางเพราะโรคหัวใจบกพร่อง
ยิ่งกว่านั้น ได้อยู่ร่วมมาสามเดือนผมลอริสก็เริ่มยาวกว่าเคย และยาวเร็วเสียด้วยจนแอบทึ่ง จากเดิมปลายอยู่กลางหลังกลับเริ่มลงต่ำใกล้เอวบนแล้ว
“ไอ วิล เทก แคร์ ยัวร์ แฮร์...” สุรีย์รัตน์ไล้ผมลูบศีรษะลอริสแ่เบาไปมา ตั้งใจว่าจะเลี้ยงผมลอริสเหมือนราพันเซลให้จงได้ แม้ต้องใช้เวลานานนับหลายปี
สาวฝรั่งผงกก้มเล็กน้อยตอบรับ บรรจงมอบคำหวานครางในลำคอ “สปาซิบะ มาย... ซิสเตอร์”
นั่งเคียงกันชั่วครู่จึงต่างลุกจากเตียง สุรีย์รัตน์ปล่อยให้ลอริสได้ทำธุระส่วนตัว รวมทั้งอาบน้ำแปรงฟันตามปกติ อีกสักชั่วโมงจะมารับลงไปนั่งเล่นชั้นล่าง
“ไอ วิล คัม แบ็ก เนกซ์ อาวเออร์”
ประโยคนุ่ม ๆ สุดท้ายจากพี่เลี้ยงก่อนออกจากห้องนอน ลอริสได้ฟังเหมือนจะเข้าใจจึงส่งเสียงหวานแ่ ๆ “ด๊า...”
อยู่ร่วมชีวิตกันมาจนรู้ว่าลอริสเริ่มกล้าพูด ประโยคง่าย ๆ ภาษาต่างประเทศของคนรัสเซียหาฟังไม่ง่ายนัก น้าวนัสเคยอธิบายถึงความพิเศษนี้ น้อยคนนักจะพูดได้ในยุคเปลี่ยนผ่านจากโซเวียตเป็รัสเซีย บางคนเพิ่งมีโอกาสเรียนภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษ
ลอริสก็คงเป็หนึ่งในนั้น หญิงสาวจากโลกแห่งคอมมิวนิสต์เพิ่งก้าวข้ามสู่โลกเสรีนิยม
ฐานะครอบครัวก็น่าจะมีส่วนเช่นกัน เพราะพ่อของลอริสเป็ถึงนักวิทยาศาสตร์ ลูกสาวจึงได้รับการศึกษาที่พิเศษกว่าคนปกติเล็กน้อย
เจ็ดโมงเช้าแดดอ่อน ๆ สาววัยสิบแปดยกถังขยะนำออกไปเทใส่ถังสาธารณะไม่ไกลจากบ้าน จังหวะเดินกลับมาจะเลื่อนเปิดประตูเหล็ก พลันเหลียวหันตามเสียงเรียกจากสองสตรีไม่คุ้นหน้า
“รับหนังสือหน่อยค่ะ ขอให้ชีวิตพบแสงสว่างนะคะ”
สุรีย์รัตน์วางถังขยะเปล่าลงพื้น รับไว้เพียงเล่มเดียวไม่บางไม่หนา ทว่าไม่ทันจะเอ่ยขอบคุณ สองสตรีเดินจากไปเสียก่อนแล้ว
ก้มมองหน้าปกที่มีภาพบุคคลยุคโบราณหลายคนประกอบ บนรูปมีข้อความเด่นชัดด้วยคำว่า 'แสงสว่างแห่งชีวิต'
เมื่อรู้ว่าเป็หนังสืออะไร จึงยิ้มบาง ๆ มองสองสตรีที่เดินห่างไกลตา “พอใกล้คริสต์มาส แจกกันใหญ่เลย แฮ่ะ ๆ”
เดินกลับเข้ามาด้วยสองมือไม่เปล่า ข้างหนึ่งถือถังขยะว่างอีกข้างถือหนังสือที่เพิ่งรับ วางถังขยะลงที่ประจำนอกชายคา พอเข้ามาเพื่อเลื่อนประตูกระจกห้องนั่งเล่น พลันเห็นชายวัยสี่สิบกำลังผูกเนกไทและหวีผม
“หล่อจังพ่อ ที่ทำงานจะจัดปาร์ตี้คริสต์มาสหรอคะ” สุรีย์รัตน์ขอแซวแต่เช้า เกริกไกรได้แต่ยิ้มกริ่มแล้วขบขันเบา ๆ
“วันนี้ทำงานวันสุดท้ายของปีกัน แต่คงจัดปาร์ตี้นิดหน่อย พรุ่งนี้จะหยุดยาวยันปีใหม่เลย ยกเว้นพวกไกด์พาเที่ยว ดีที่พ่อเลิกเป็ไกด์มาสิบปีแล้ว มีเวลาอยู่กับบ้าน อยู่เพื่อลูกมากขึ้นไง”
คนเป็พ่ออยากทุ่มเทเพื่อครอบครัว ส่วนลูกสาวก็อยากเอาอย่างบ้าง “หนูเอง... หยุดั้แ่วันนี้จนปีใหม่เลยค่ะ แต่จริง ๆ แล้ว...”
อยากเล่าให้พ่อฟังแต่ก็เล่าได้ไม่เต็มปาก ก้มงุดคอตกคล้ายกลัวพ่อจะเสียใจ “เพื่อนหนูมีสอบวันนี้กัน หนู... ไม่มีสอบเพราะดรอปวิชานั้นไป แต่... วิชาทั่วไปเรียนเทอมไหนก็ได้ เหลืออีกสามปีกว่าจะจบ”
ชายวัยสี่สิบไม่ได้ตำหนิสักคำ ตรงข้ามกลับยิ้มกริ่มแล้วลูบศีรษะลูกรัก “สู้ต่อไปและทำให้ดีที่สุดตามทางที่ลูกเลือกนะ พ่อจะให้กำลังใจเสมอ”
“ขอบคุณค่ะพ่อ...” สุรีย์รัตน์สบตาละมุนซาบซึ้ง “พ่อคงรู้นะคะ หนูต้องทำเพราะเพื่อพ่อด้วย พ่อลำบากเื่เวลางานที่หายไป แต่พอหนูดรอปไปวิชานึง หนูก็มีเวลาอยู่กับบ้านเยอะขึ้น พ่อก็ลางานน้อยลง รบกวนน้าไหวน้อยลง หนูก็อยู่กับลอริสได้มากขึ้นด้วยค่ะ”
พ่อแหงนหน้าเหม่อลอยไร้คำพูด ไม่มีความเห็นใดเพราะมอบให้ลูกตัดสินใจทั้งหมดแล้ว
พอมองอีกทีที่ผนังติดเพดานห้องยามนี้ก็ไม่เหมือนเดิม ลูกสาวจึงมองตามแล้วรู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ
“วานซืนกับเมื่อวานตอนเย็น พ่อกับน้าวนัสช่วยประดับริ้วพู่ปีใหม่กัน มองแล้วเงาวิบวับรอบผนังบนติดเพดาน ข้างใน ข้างนอก ก็ร้อยสายประดับไฟหลากสีโยงจนเกือบรอบห้องเลย พอเปิดไฟก็กะพริบสวยอย่างกับคาเฟ่ร้านอาหารเลยค่ะ แฮ่ะ ๆ”
สุรีย์รัตน์ยิ้มตื่นเต้นยกใหญ่ รู้สึกดีใจที่บ้านหลังนี้มีสีสันแปลกตาในเทศกาลแห่งความสุข เกริกไกรตบบ่าแ่พลางบอกความตั้งใจ
“ทั้งหมดที่ทำก็เพื่อลอริสน่ะลูก...”
“อยากให้ ลอริส... มีความสุขในเทศกาลแบบนี้นะคะ” ลูกสาวส่งประกายตาแฝงความหวังเต็มเปี่ยม
“แล้วคืนนี้กับคืนพรุ่งนี้ก็จะมีปาร์ตี้เล็ก ๆ กัน ลูกก็พาเพื่อนสนิท ๆ มาเที่ยวสังสรรค์ได้นะ ้าอะไรบ้าง อาหาร เครื่องดื่ม พ่อกับน้าไหวและก็วนัสจะช่วยเต็มที่เลย”
เกริกไกรเอ่ยชวนเพื่อให้บรรยากาศในบ้านดูครื้นเครง ลูกสาวจึงขอวิสาสะอยากจะมีแบบนี้มานานแล้ว
“บ้านเราไม่เคยจัดคริสต์มาสเลย เพราะไม่เคยมีสาวฝรั่ง แฮ่...” สุรีย์รัตน์โปรยยิ้มหวาน ๆ “แต่พอมีลอริสมาอยู่ด้วย ทำให้อยากจัดขึ้นมาเลย ส่วนหนู กะให้เพื่อนสาวมากันพรุ่งนี้ คริสต์มาสพอดีเลยค่ะ ก็คงมากันแค่สามคน หนูเชิญเพื่อนแค่นี้พอค่ะกำลังดี เพื่อนหนูอยากเห็นสาวฝรั่งด้วยค่ะ สาวรัสเซียที่เหมือนตุ๊กตาน่ารัก ๆ”
“มากันได้เลยนะ มาดูความน่ารักของลอริสกัน...” เกริกไกรไม่คิดคัดค้านแม้แต่น้อย พอก้มสายตาพลันเห็นหนังสือที่ลูกสาวถือแอบ ๆ หลบ ๆ “อะไรน่ะลูก...”
“เอ่อ.. เขามาแจกแต่เช้าเลยค่ะพ่อ” สุรีย์รัตน์ชูหนังสือที่เพิ่งรับให้พ่อดูเต็มตา เกริกไกรขอใส่มุกก่อนไปทำงานจนลูกยิ้มน้อย ๆ
“อยากเปลี่ยนศาสนาหรอลูก โอกาสมาแล้วนะ เทศกาลนี้เลย”
“เปล่าค่ะพ่อ... หนูยังนะโมตัสสะอยู่เลยค่ะ แฮ่ะ ๆ”
สองพ่อลูกยิ้มให้กับสิ่งแปลก ๆ ที่ตนไม่ได้ยึดเหนี่ยว แต่กลับไหวหวั่นสะท้านใจลึก ๆ จนได้ เมื่อได้ยินเสียงเท้าเดินบนพื้นไม้แ่เบาไม่ใกล้ไม่ไกล พลันเหลียวหันจนพบสาวฝรั่งสวมเดรสขาวคลุมเท้า ผมเผ้ายังเปียกเล็กน้อยพอหมาด บ่งบอกว่าเพิ่งเสร็จกิจหลังจากตื่นนอน ค่อยย่างก้าวช้า ๆ เข้ามาใกล้แล้วก้มผงกทักทาย
“ซดราสท์ วุย ถิ”
เสียงหวานละมุนที่คุ้นเคยทุกเช้า เสียงที่ทำให้สองพ่อลูกหัวใจพองฟูทุกคราว
“กู๊ด มอร์นิ่ง ลอริส...” เกริกไกรผลิแย้มตอบรับ สุรีย์รัตน์ไร้คำเอ่ยใดได้แต่หยีตาพริ้มเป็ของขวัญ ถึงกระนั้นก็ยังยกหนังสือขึ้นมาแล้วยื่นส่งให้สาวรัสเซีย
“ฟอร์ ยู...” พี่เลี้ยงสาวได้แต่กลั่นวาจาสั้น ๆ ไม่แน่ใจว่าลอริสจะตอบรับเช่นใด รูปภาพคนโบราณที่ตนไม่ค่อยจะรู้จัก ทั้งหนังสือยังมีแต่ภาษาไทย ลอริสจะเข้าใจความหมายอะไรบ้างเล่า
แต่ผิดคาด สองพ่อลูกสาวหันหน้าสบตางงงันชั่วขณะ กลับเห็นอาการจากลอริสรับหนังสือแล้ววางแนบอก สองมือกอดหนังสือเหมือนนี่คือสิ่งที่ขอพึ่งทางใจ
“อาร์ ยู... คาทอลิ้ก...” สุรีย์รัตน์เอื้อนถามทั้งที่ไม่แน่ใจ ไม่รู้ผลตอบกลับจะดีหรือร้าย เพราะไม่รู้กระทั่งว่าสมควรถามหรือไม่
แต่สุดท้ายก็เป็คำตอบที่ชวนโล่งอก ทั้งรู้สึกน่ายินดีน่าปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก...
“ด๊า...” ลอริสก้มผงกแ่เบา มือยังกอดหนังสือแนบอกเช่นเดิม
“โล่งใจแล้วนะลูก หนังสือนั้นเหมาะกับลอริสที่สุดแล้ว...” เกริกไกรยิ้มปลอบลูกสาวที่ใจเต้นเหงื่อตกไปหมด
“แฮ่... ก็ว่าอยู่ทำไมรู้สึกแปลก ๆ ที่รับเล่มนี้มาได้ไง ไม่รู้ตัวว่ารับมาเพราะอยากให้ลอริสนี่เอง... แล้วก็เดาถูกด้วย ลอริสเป็คาทอลิก”
“งั้นพ่อไปทำงานก่อนนะ แล้วเย็นเจอกัน กู๊ด บาย”
เกริกไกรยิ้มส่งพลางโบกมือลาสองสาวไทยฝรั่ง ลอริสก้มผงกเล็กน้อยตอบรับ สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้แล้วช่วยออกไปเลื่อนเปิดประตูเหล็ก
รถสีขาวส่งเสียงเครื่องสตาร์ต ค่อยเคลื่อนจากลาจนพ้นเขตบ้าน
ลูกสาวเคาะกระจกข้างคนขับ เกริกไกรเลื่อนเปิดเอ่ยทัก “อะไรหรอลูก...”
“ร้านค้าแถวสนามบินมีแชมพูจากธรรมชาติขายไหมคะ” สุรีย์รัตน์ยิ้มเขิน ๆ เล็กน้อย “ลอริสอยากไว้ผมยาวค่ะพ่อ...”
เกริกไกรปั้นหน้างงเล็กน้อย แต่แล้วก็เบิกรอยแย้มนิด ๆ ตอบกลับ
“สาวตุ๊กตาคงอยากไว้ผมยาว ๆ แบบราพันเซลมั้ง”
“ใช่เลยค่ะ แฮ่ะ ๆ” ลูกสาวยิ้มหวาน “พ่อเก่งจัง เดาถูกด้วย”
“ถ้ามีพ่อจะซื้อมาให้นะ ไปก่อนนะ...” ชายวัยสี่สิบโบกมือลาแล้วเลื่อนปิดกระจกขับรถจากไป
ประตูเหล็กเลื่อนปิดตามเดิม ลอริสก็ยังยืนหน้าห้องกระจกเช่นเดิม รอจนสาววัยสิบแปดประคองเอวสาวฝรั่งกลับเข้ามาภายใน ไม่นานจึงได้นั่งพักกายพักใจบนเก้าอี้นวมดุจเคย แต่สิ่งที่แปลกไปกลับเป็ฉากรอบข้าง
งานจ้างประดับฉากสวยลุล่วงเมื่อต้นเดือนธันวาคม เนรมิตรอบเก้าอี้นวมจนงดงามและโรแมนติก ฉากหลังเป็ผ้าโปร่งสีขาว รอบข้างซ้ายขวาประดับกลีบกุหลาบจากผ้าขาว ฝีมือล้วนรังสรรค์จากน้าไสวยอดฝีมือ สองข้างเก้าอี้ยังมีกุหลาบขาวประดิษฐ์ปักวางในแจกันเซรามิกด้วย
มองตรงไหนก็ขาวไปหมดถ้าไม่นับเก้าอี้นวมสีไข่ แม้แต่ลอริสที่สวมเดรสยาวแขนยาวจั๊มดูนุ่มฟูก็ยังสีขาว
ยามลอริสได้นั่งมุมนี้ กลับยิ่งอ่อนโยนงดงามดุจดั่งนางฟ้า หลายครั้งที่เกริกไกรและสุรีย์รัตน์นึกอยากบันทึกภาพ อดไม่ได้ที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปหญิงสาวตุ๊กตา ยิ่งกว่านั้นลูกสาววัยเรียนยังได้ประโยชน์ ถือโอกาสใช้เป็แบบฝึกหัดวิชาถ่ายภาพบุคคลเสียเลย
พี่เลี้ยงหยิบผ้าขนหนูซับผมเปียกให้ลอริสจนเกือบแห้ง หยิบหวีที่วางเคียงรูปถ่ายครอบครัวบนโต๊ะเล็ก บรรจงสางผมสีน้ำตาลดกหนานุ่มนิ่มจนจับลอนหยักสวย
“ผมลอริสจับลอนนิด ๆ สวยจัง ถ้าไว้ยาวเหมือนราพันเซล คงเป็ลอนคลื่นสวยกว่านี้แน่เลย”
สุรีย์รัตน์รำพันคำหวาน จ้องมองตาสวยของลอริสที่สบมองไม่เบือนหลบ แววตาอันอ่อนโยนจริงใจจากสาวรัสเซียเช่นนี้ ยิ่งพาให้หัวใจผู้ช่วยดูแลแสนชุ่มฉ่ำ
ตุ๊กตารัสเซียเปิดหนังสือสอนศาสนาเรื่อยไป แม้คงไม่อาจเข้าใจคำอธิบายเพราะมีแต่ภาษาไทย แต่ภาพประกอบแต่ละหน้ากลับเป็สิ่งคุ้นตาผู้นับถือมาตลอด
หนังสือที่พึ่งทางใจวางปิดแนบตักนุ่ม สาวผมน้ำตาลสบมองพี่เลี้ยงผ่านประกายตาแสนซื่อเช่นเคย
สาวไทยหายหน้าไปสักพักแล้วเดินกลับมา มือขวาถือกรรไกรตัดผมสเตนเลส สีหน้าตุ๊กตารัสเซียกลับแปรเปลี่ยนเคล้าหวาดกลัว
“ไอ วิล คัต อะ ลิทเทิล” สุรีย์รัตน์แย้มหวานพลางชูกรรไกรให้ลอริสเห็นชัด ๆ ทว่าสองมือขาวนวลจากสาวรัสเซียกลับประคองแขนพี่เลี้ยงไว้ แววตาละห้อยสีครามแกมฟ้าสบมองตรง ๆ บ่งบอกผ่านอณูรู้สึกถึงใจหวาดพรั่นหวั่นกลัว
“เนี้ยต...”
ลอริสเอื้อนคำรัสเซียสั้น ๆ บ่งบอกผ่านแววตาวิงวอนไม่คุ้นเคยนัก สุรีย์รัตน์พลันงวยงงผ่านสีหน้า ตั้งใจแต่แรกจะแต่งผมปรกหน้าผากที่ยาวจวนจะปิดตา ผมของสาวรัสเซียผู้นี้ยาวเร็วจนน่าทึ่ง หากไม่เล็มออกก็คงดูรกรุงรังไม่สวยงามนัก
แต่จะทำอย่างไรเล่า สื่อสารครั้งนี้เหมือนผิดพลาด ลอริสอาจเข้าใจว่าพี่เลี้ยงกลายเป็จอมโหด อยากจะตัดผมแสนหวงแหนที่ยาวจรดเอวบนออกไป สุดท้ายจึงต้องใช้วิธีง่าย ๆ คล้ายสังเวยตนเองสักหน่อย
“ไอ วิล... เมก เอกแซมเปิล... ดิส อิส เอกแซมเปิล” พี่เลี้ยงสาวไม่ค่อยเก่งไวยากรณ์อังกฤษสักเท่าใด พูดผิดพูดถูกแต่ก็อยากสื่อสารให้เข้าใจ พลันกลับไปหยิบกระจกพกจากโต๊ะเสริมหล่อของพ่อแล้วเดินกลับมา ตัดสินใจยกกรรไกรเงาวาวเล็มผมปรกหน้าผากตนเองให้ลอริสเห็น
ดูเหมือนว่าสื่อสารสำเร็จแล้ว จังหวะที่สาวไทยชูกรรไกรให้ดูใกล้ ๆ ครั้งที่สอง ลอริสเอื้อมสองมือจับประคองแขนพี่เลี้ยงดั่งเมื่อครู่ ทว่ากลับก้มผงกเล็กน้อยแล้วบอกผ่านวาจาหวาน
“ด๊า...”
ตุ๊กตารัสเซียก้มผงกอีกสองสามคราว เสียงหวานจับใจยังเอ่ยให้ได้ยิน
“ด๊า...”
ดั่งคล้ายลอริสยืนยันว่าเข้าใจ สุรีย์รัตน์เริ่มคลายหวั่นวิตก จึงเบิกรอยยิ้มละเมียดตอบรับอีกครั้ง
“พลีส ฟีล อีซี่... โด๊นท์ วอร์รี่...” วาจาหวานโปรยปรายจากคนเล็มผมให้ หวังเพียงสาวฝรั่งผมน้ำตาลสวย ๆ จะคลายหวาดกลัว
ภารกิจเล็มผมม้าให้ลอริสไม่ยากไม่เย็น ตัดแต่งเล็กน้อยจนดูน่ารักน่าทะนุถนอม ทั้งยื่นกระจกพกให้เพื่อส่องดูช่วยพิจารณา
สุดท้ายกลายเป็คำรัสเซียง่าย ๆ แสนนุ่มนวลไพเราะ ดั่งรางวัลมอบให้พี่เลี้ยงสาว
“คัค คราซิวา... สปาซิบะ”
ลอริสก้มผงกอีกครั้ง ส่งกระจกพกคืนใส่มือพี่เลี้ยงสุดนุ่มนวล แววตาสบมองยังคงใสซื่ออย่างเคยเป็
“ราพันเซล... ไอ วิล เทก แคร์ ยัว แฮร์...” สุรีย์รัตน์ย้ำชื่อเ้าหญิงผมยาวลากพื้นให้ได้ยิน หวังเพียงลอริสอบอุ่นใจ ยังอยากให้หญิงสาวตุ๊กตาไว้ผมยาวเหมือนราพันเซลไม่เปลี่ยนแปลง
“ด๊า...”
ลอริสก้มผงกตอบรับ เสียงหวานขานบรรจงจากหัวใจ พลางเอื้อมหยิบกิ๊บโบผ้าขาวใกล้รูปถ่ายครอบครัวแล้วกลัดผมสวย
มื้อเช้าง่าย ๆ ผ่านไปช่างราบรื่น ลอริสรับยาไม่เคยขาดตกบกพร่อง สุขภาพนับว่าไม่เลวร้ายแม้ไม่ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งพ่อลูกช่วยกันประคับประคองอาการเรื่อยไปไม่ให้ป่วยทรุด หวังเพียงว่าจะได้พบการรักษาที่ดีกว่าเช่นได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
สองพ่อลูกสาวเคยพาลอริสเข้าตรวจโรคหัวใจที่โรงพยาบาลอีกแห่ง ย้ายจากโรงพยาบาลโรดสามสิบเอ็ดมายังโรดสามศูนย์สองซึ่งใกล้บ้านกว่า ผลตรวจเมื่อปลายเดือนที่แล้วนับว่าไม่เลวร้าย อาการยังทรง ๆ คล้ายเมื่อไปตรวจโรงพยาบาลเดิม
ไฟประดับงานคริสต์มาสยังไม่ถึงเวลาเปิด จนกว่าจะเย็นย่ำจึงอวดโฉมกะพริบวิบวับชวนอยากครื้นเครง
สุรีย์รัตน์หยิบซองแผ่นเสียงจากกล่องครอบใส วางแผ่นกลมสีดำบนถาดแล้วตั้งก้านเข็มหัวอ่าน กดปุ่ม PLAY บรรเลงเพลงหวานละมุน อบอวลบรรยากาศห้องยิ่งเพิ่มความโรแมนติก
'♪♪ ...เพลงเนิบช้า เศร้า ๆ ปนเหงา...เสียงจากเพลง 'อยากหยุดเวลา'... ♪♪'
“เพลงเพราะไหม ลอริส...”
สุรีย์รัตน์นอนคว่ำราบพื้น เงยหน้าเท้าคางส่งยิ้มหวาน ๆ
ตุ๊กตารัสเซียไม่ได้ตอบสักคำใดเลย มีเพียงส่งประกายตาอ่อนโยนให้พี่เลี้ยงเหมือนทุกครา
“พ่อฉันซื้อแผ่นเสียง 'ยะหยา ศรัณย่า' พ่อชอบฟัง ฉันก็เลยชอบฟัง แต่เพลงเศร้าจัง ลอริส...”
สุรีย์รัตน์รำพันเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอย แม้รู้ว่าพูดไปลอริสก็คงแปลไม่ได้ แต่ความเพ้อเจ้อแบบนี้ตนถนัดนัก ถูกทั้งพ่อทั้งเพื่อนล้อเสมอว่ายัยบ๊องยัยบ้าจนชินชา
นี่ยังไม่นับชุดนอนลายทางที่ใส่อยู่ก็ถูกล้อถูกแซวบ่อยหนแล้ว
หญิงสาวรัสเซียสบมองพี่เลี้ยงเนิ่นนาน กระทั่งก้มลงเปิดหนังสือสอนศาสนาไปมา
สำหรับคนที่นับถือและใกล้เทศกาลสำคัญเช่นนี้ หนังสือคงมีความหมายต่อจิตใจเหลือล้น ในขณะที่ต้องมาอยู่ต่างแดนไม่อาจกลับสู่บ้านเกิด หรือหากกลับไปก็คงเสี่ยงอันตราย
สุรีย์รัตน์เข้าใจหัวอกคนเคยมีพ่อมีแม่ จู่ ๆ ต้องมากำพร้าและไร้สิ่งยึดเหนี่ยวอื่นใด แค่ได้เห็นรูปบุคคลโบราณในหนังสือก็ถือเป็ 'แสงสว่างแห่งชีวิต' สมชื่อแล้ว
บทเพลงไพเราะขับกล่อมเรื่อยไป จบแทร็กสุดท้ายก็จับพลิกกลับด้านแล้วเล่นต่อ อบอวลบรรยากาศห้องนั่งเล่นให้สุขใจเคลิบเคลิ้ม
แหงนมองผนังบนรอบห้องใกล้เพดาน ริ้วพู่ฉลองปีใหม่วิบวับทั้งสีแดงสีเขียว มองทีไรก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
“ชอบเทศกาลนี้จัง... อยากให้มีตลอดปี...” สาววัยสิบแปดรำพันพร่ำเพ้อ นึกถึงของขวัญสวย ๆ ที่อยากมีคนมอบให้ แม้แต่ขนมเค้กก็นึกอยากกิน
ผินมองลอริสที่ยังก้มเปิดหนังสือ พลางคิดไปว่าคริสต์มาสปีก่อนจะเป็เช่นไร พ่อแม่คงพาไปโบสถ์เพื่อซึมซับคำสอนและรับพรจากพระผู้เป็เ้ากระมัง
พอนึกถึงพ่อแม่ของลอริสแล้ว มองที่รูปถ่ายครอบครัวบนโต๊ะเล็กไม่ไกลจากเก้าอี้นวม เ้าของรูปยังสบมองบ่อยครั้งด้วยความถวิลถึง บางทีก็เห็นน้ำตาเอ่อคลอดูเศร้าสร้อย แล้วผ่านสักพักก็เหือดแห้งไปเอง
ช่างเป็หญิงสาวที่ใจสู้อย่างที่สารวัตรสานิตย์บอกไม่มีผิด ใจสู้แล้วยังน่าสงสารเหลือเกิน
เปิดเพลงวนเวียนพลิกกลับแผ่นเสียงไปสองสามรอบ พี่เลี้ยงสาวหยุดเครื่องเล่นแล้วเก็บแผ่นเข้าที่เดิม พลางเห็นลอริสเอื้อมวางหนังสือใกล้รูปถ่ายครอบครัว จากนั้นจึงหยิบตุ๊กตากระต่ายขาวข้างตัวแล้วนำมากอด
ผ่านไปไม่นานนัก ตุ๊กตารัสเซียเอียงซบข้างเก้าอี้งีบหลับเสียแล้ว คนเฝ้าดูแลพลันยิ้มหวานหัวใจชื่นบาน มองทีไรก็น่ารักน่าเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
สุรีย์รัตน์ยกกล้องเข้าหาฉากเก้าอี้นวมสวย ๆ ปรับวัดแสงหมุนเลนส์ปรับโฟกัสจนพอใจ ได้จังหวะจึงกดชัตเตอร์ไปหนึ่งครั้ง
ถ่ายรูปแนวนอนเสร็จก็เป็รูปแนวตั้ง เสียงชัตเตอร์ลั่นอีกหนึ่งหน ช่างภาพฝึกหัดหยีตาพริ้มยามมองสาวฝรั่งนั่งหลับปุ๋ย
เก็บกล้องกลับเข้าตู้กระจกแล้วเริ่มหน้าที่ใหม่ อีกหนึ่งชั่วโมงเป็มื้อกลางวันจึงเดินเข้าครัวจัดเตรียมอาหาร ปล่อยให้ตุ๊กตารัสเซียจมนิทราลำพังในห้องพักสักหน่อย
มื้อกลางวันผ่านล่วงง่ายดาย สลัดผักพร้อมไข่ต้มและมักกะโรนีแฮม ทั้งสาวไทยสาวฝรั่งร่วมรับประทานด้วยกัน
เสิร์ฟยาและน้ำดื่มเสร็จจึงเริ่มกิจกรรมพักผ่อนต่อ จังหวะเหลือบเห็นอัลบั้มปกสีน้ำตาลบนโซฟายาว พี่เลี้ยงจึงหยิบขึ้นมาพร้อมยกกระเป๋าสีน้ำตาลจากแดนไกลที่อยู่เคียง เดินกลับมาใกล้เก้าอี้นวมแล้ววางลงด้วยกัน
สุรีย์รัตน์พลันผลิแย้มละมุน ยามเปิดเล่มปกสีน้ำตาลแล้วหันข้างในให้ลอริสดู แต่ละหน้าคือรูปถ่ายจากฟิล์มม้วนก่อน ล้วนเป็ภาพที่สองพ่อลูกบันทึกให้เพื่อลอริส
หญิงสาวผมน้ำตาลถือประคองเล่มอัลบั้มภาพถ่าย พี่เลี้ยงช่วยเปิดทีละหน้าจากรูปแรกจนรูปสุดท้าย
“คราซิวา...” เสียงหวานรำพันจากสาวรัสเซีย คงสุขใจยิ่งเมื่อได้เห็นตนเองบนภาพถ่ายทั้งสามสิบหกใบ แม้ไร้แย้มใด ๆ ปรากฏก็ตาม
“เลิฟลี่... ยู อาร์ เลิฟลี่” สุรีย์รัตน์ช่วยเสริมคำหวานให้บรรยากาศเคลิบเคลิ้ม พลางไล้ลูบผมน้ำตาลไปมาด้วยใจเอ็นดู
ในเล่มยังเหลือหน้าว่างไร้รูปเกินกว่าครึ่ง รอใส่รูปใหม่จากฟิล์มใหม่ที่ยังไม่หมดม้วน
พอปิดอัลบั้มภาพถ่ายแล้ววางลงกับพื้น เคียงกันคือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลจากแดนหนาว สุรีย์รัตน์ยกมันขึ้นมาแล้วให้ลอริสช่วยอุ้มประคอง พลางเงยหน้าสบมองแววตาสีครามแสนอ่อนโยน
“แคน ยู โอเพ้น” สุรีย์รัตน์ส่งคำหวานถามไถ่ เพราะรู้เสมอว่ากระเป๋าใบนี้คือความทรงจำทั้งหมดของลอริส ภายในมีเอกสารสำคัญที่ควรขออนุญาตเ้าของก่อน
เดิมทีกระเป๋าใบนี้ใส่ทั้งเอกสารและเดรสสีขาว แต่บัดนี้ทุกชุดจากรัสเซียถูกเก็บไว้ในห้องนอนหมดแล้ว เหลือเพียงชิ้นผ้าบางอย่างที่ยังไม่ได้นำออกมา
ไม่ช้าจึงได้ยินเสียงตอบรับนุ่มนวล
“ด๊า...” ลอริสก้มผงกเล็กน้อย มือนวลขาวบรรจงปลดเข็มขัดออกทีละเส้น
พี่เลี้ยงช่วยเปิดกางกระเป๋าเพื่อให้หยิบง่าย พลันเห็นซองใส่เอกสารที่เห็นเล่มพาสปอร์ตชัดเจนที่สุด กระดาษแผ่นอื่น ๆ เรียงซ้อนเื้ัคงมีหลายรายการ แม้แต่ธนบัตรหนึ่งร้อยบาทที่วนัสเคยให้ก็ยังคงอยู่
แต่กลับสะดุดตากระดาษแผ่นใหญ่ที่ซ้อนหลังสุด ยิ่งมองแล้วคล้ายบรรทัดโน้ตเพลงอย่างไรอย่างนั้น ถึงอย่างไรก็ไม่อาจฟันธง เพราะเห็นมุมขอบได้เพียงเล็กน้อย
ยังเหลือหนึ่งถุงใสเก็บผ้าขาวย่อย ๆ ลอริสหยิบมันขึ้นมาก่อนแล้วส่งให้พี่เลี้ยง สุรีย์รัตน์ผงกศีรษะแทนคำขอบคุณ รับไว้แล้วยิ้มอ่อนโยนด้วยความยินดี
หยิบบรรดาชิ้นผ้าเล็ก ๆ ออกมาจึงพบว่าเป็ถุงมือลูกไม้ นับแล้วมีสี่ชิ้นและจัดได้สองคู่ คาดว่าเป็ถุงมือใช้สวมคู่กับเดรสขาวเมื่อตอนเดินทาง แต่เ้าของกลับไม่ได้สวมใส่มันเลย
“สวยจังเลย... น่ารักอ่า... คราซิวา...” พี่เลี้ยงอดรำพันเชยชมผสมภาษามิได้ ยามได้เห็นถุงมือลูกไม้สุดสวยดุจถุงมือชุดเ้าสาว
แม้แต่เ้าของก็เอื้อนวาจารัสเซียแสนหวาน “คราซิวา...”
สุรีย์รัตน์รวบรวมถุงมือลูกไม้ทั้งหมดใส่ถุงใส วางลงเคียงรูปถ่ายครอบครัวเพื่อให้สังเกตง่าย เพราะรู้ว่าลอริสชอบวางกิ๊บโบผ้าขาวตรงนี้เป็ประจำ
เหลือแต่ซองเก็บเอกสารที่ยังไม่กล้าเปิด สาววัยสิบแปดได้แต่เพ่งดูกระดาษปริศนาแผ่นใหญ่สุด พยายามมองแล้วมองอีกถึงรายละเอียดด้านข้างที่แลบออกมา มองอย่างไรก็เป็บรรทัดโน้ตเพลงไม่มีผิด
ทางเดียวที่จะรู้ให้แน่ชัด คงต้องถามเ้าของซองใส่เอกสารเท่านั้น
“อิส ดิส มิวซิ้ก” สุรีย์รัตน์ไม่รู้จะกลั่นกรองเป็คำพูดใด จึงกล่าวประโยคอังกฤษง่าย ๆ แล้วชี้นิ้วที่ขอบกระดาษในซองใส หวังเพียงสื่อสารพอให้เข้าใจ
แต่สุดท้ายกลับได้คำตอบน่ายินดี ลอริสก้มผงกเอื้อนเสียงละมุน
“ด๊า...”
สาววัยสิบแปดรับรู้ความหมายทันที แต่ก็อยากให้เ้าของลองเปิดเผยตัวตนมากกว่านี้ ไม่รู้จะทำเช่นไรจึงส่งมอบซองใสให้ทั้งหมด มือขาวนวลรับไว้แล้วเปิดซองหยิบกระดาษแผ่นใหญ่สุด
นั่นคือกระดาษที่สุรีย์รัตน์สงสัยมาแต่แรกเห็น กระดาษที่ถูกนำออกมาจากซองกลับมีหลายแผ่น ล้วนเป็โน้ตเพลงที่คนเรียนดนตรีเท่านั้นจะซึมซับเข้าใจ
แต่ก็ไม่รู้อยู่ดี ไม่รู้ว่าลอริสเรียนเครื่องดนตรีชนิดไหน ทางเดียวคือถามอีกครั้ง พี่เลี้ยงจึงงัดวิชาภาษาอังกฤษที่เรียนมาั้แ่ประถมห้าประถมหก บรรจงถามเป็ประโยคง่าย ๆ เผื่ออีกฝ่ายกล้าตอบ
“ดู ยู เพลย์... กีตาร์ ไวโอลิน เปียโน ออร์…. นึกไม่ออก...” พี่เลี้ยงถามไปยิ้มเขินไป แค่ประโยคอังกฤษง่าย ๆ แต่พอพูดก็ทำขายหน้าเสียแล้ว
ไม่ทันคาดคิดว่าจะได้ผล คนถามก็ถามอย่างงู ๆ ปลา ๆ แต่คำตอบที่ได้มากลับชัดเจน เพียงเพราะลอริสเอื้อนคำง่าย ๆ แสนหวาน
“ไอ มิส เปียโน...”
กระดาษโน้ตเพลงและซองใสวางแนบตัก สองมือนวลผ่องวางบนกระดาษอีกที หลากนิ้วเริ่มขยับยกขึ้นลงไปมา เหมือนดั่งท่าทางกำลังเล่นเปียโนไม่มีผิด
“ดู ยู ว้อนท์... เปียโน้” สุรีย์รัตน์เอ่ยถามเสียงใสอีกครั้ง หวังว่าคำตอบจะแปลไม่ยากเกินไป ไม่ 'ด๊า' ก็ 'เนี้ยต'
ว่าแล้วก็เป็ดั่งคาดคิดในใจ ลอริสเลือกคำตอบแรก บรรจงคำรัสเซียเสียงหวานพลางก้มผงก “ด๊า...”
พี่เลี้ยงโปรยยิ้มพริ้มละเมียดตอบแทน ทั้งจับมือนวลผ่องแล้วเอ่ยบอกจากใจ “สปาซิบะ... ลอริส”
พลันนึกขึ้นได้จึงลุกยืนแล้วเดินไปที่เครื่องโทรศัพท์สีดำ ยกหูพลางหมุนหมายเลขติดต่อโอเปอเรเตอร์ รอจนเ้าหน้าที่ปลายสายรับแล้วบรรจงวาจา “หมายเลขเครื่อง หนึ่งหกสองสามศูนย์เจ็ดเก้า ข้อความนะคะ... น้องรัสเซียอยากเล่นเปียโนนะคะ น้องมีโน้ตเพลง”
วางสายลงเมื่อโอเปอเรเตอร์บอกว่าเรียบร้อยแล้ว เงยหน้านึกถึงคนรับข้อความที่อาจต้องลำบากใจ
“พ่อจะใไหมนี่... เพจไปหาอ่านแล้วคงงงแน่เลย... แต่อยากให้พ่อหาให้น้องได้เล่นจัง”
-ยังไม่จบตอน-
