ลมเหนือพัดกระหน่ำโบกผืนธงตระกูลฮวาให้สะบัดกวัดแกว่งเหนือป้อมผาเหล็กเสียงผ้าไหมปะทะลมดังก้องดังสัญญาณแห่งชัยชนะที่กลับกลายเป็นบทเพลงโศกสลดธุลีดินจากสนามรบยังไม่ทันจางหาย องครักษ์เว่ยกลับยืนตรงเกร็งด้วยความเคร่งเครียดหน้าค่ายบัญชาการ
"ค้นทั้งป่าทั้งเขาแล้วไม่พบแม้เงารางของซีเออร์เลยหรือ?" เสียงฮวาเจิ้นก้องกังวาล ดวงตาอันอ่อนล้าสั่นระริก แต่
ท่าทางยังคงองอาจ"แม่น้ำสายนี้...หากนางยังมีชีวิตอยู่..."
จิ้นอ๋องยืนนิ่งเป็นแท่งศิลาแววตาเหม่อมองสายน้ำเชี่ยวที่พัดพาความหวังสุดท้ายของเขาไปภาพความทรงจำคืนนั้น ร่างบางของฮวาเสี่ยวซีที่อ่อนระทวยใต้มือเขา เสียงครางเบาๆที่ดังก้องในความมืด ทำให้เขากำหมัดจนเล็บจิกเลือดออกจากฝ่ามือ
"ท่านอ๋อง"ฮวาเจิ้นก้มคำนับอย่างเคร่งขรึม "ศึกสงบแล้ว ขอให้เตรียมพระราชดำเนินกลับนครหลวงตามรับสั่ง"
คำพูดดังกล่าวเหมือนมีดกรีดหัวใจจิ้นอ๋องรู้ดีว่าการจากไปครั้งนี้หมายถึงการละทิ้งโอกาสสุดท้ายที่จะตามหานางแต่ฎีกาสงบศึกจากเป่ยหม่านที่ส่งมานั้นชัดเจน
องค์หญิงสามพระองค์ สาวงามสามร้อย ยามากมายและเงินชดเชยหนึ่งล้านห้าแสนตำลึง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนสิ่งที่เขาสูญเสียไปได้แม้แต่น้อย
หมอหลวงเฒ่าตรวจร่างกายจิ้นอ๋องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"เป็นพิษราคะนารี...เช่นเดียวกับท่านแม่ทัพ"
ฮวาหยางสะดุ้งเห็นร่างบิดาเริ่มสั่นเทา กางเกงขาสั้นเริ่มตึงขึ้นอย่างน่าอับอาย
"ท่านพ่อ!"
"อย่า...อย่ามอง..."ฮวาเจิ้นครางออกมา ขณะที่ภาพไป๋หลินหญิงสาวผู้งดงามผุดขึ้นในความทรงจำทรวงอกอวบอิ่ม
ยอดแดงชวนให้เขาหลงใหล
หมอหลวงรีบยัดยาระงับพิษเข้าปากแม่ทัพ
"ท่านอ๋องก็ต้องรับประทานด้วย"
จิ้นอ๋องกลืนยาด้วยความยากเย็นแต่ร่างอันกำยำของเขายังคงตื่นตัว ภาพฮวาเสี่ยวซีในคืนนั้นชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้าผิวเนียนนุ่มใต้ฝ่ามือ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของนาง เสียงครางที่ทำให้เขาลุ่มหลง
"ท่านอ๋อง!"ฮวาหยางจ้องตาแดงก่ำ "หากน้องสาวข้าตาย..."
"ข้าจะตามหานางจนกว่าจะพบ"จิ้นอ๋องตอบด้วยเสียงสั่น "แม้ต้องใช้ทั้งชีวิต"
ระหว่างทางกลับนครหลวงขบวนทัพอันยาวเหยียดเคลื่อนผ่านเส้นทางคดเคี้ยวริมแม่น้ำจิ้นอ๋องทรงม้าอยู่กลางขบวน แต่พระทัยกลับเหินห่างออกไปทุกย่างก้าวทุกครั้งที่ขบวนหยุดพัก พระองค์มักจะแยกพระองค์ไปยังโขดหินริมน้ำหรือใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เงียบสงัด
ท่ามกลางความเงียบนั้นองค์หญิงแห่งเป่ยหม่านทั้งสามพระองค์ต่างพากันส่งสายตามองพระองค์ด้วยความหวัง
"ท่านอ๋องเพค่ะ..."องค์หญิงน้อยที่สุดเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหวานละมุน ขณะย่างเท้าเข้าใกล้อย่างระมัดระวัง
"ขอประทานอภัยที่ข้าทรง..."
พระนางสวมชุดสีชมพูอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีตเน้นพระวรกายอันอ่อนช้อย ผมยาวประบ่าแต่งแต้มด้วยดอกไม้ป่าริมพระโอษฐ์แดงชาดเบิกบาน แต่ดวงพระเนตรกลับแฝงความกลัวเอาไว้
"อากาศยามเย็นช่างหนาวเหน็บนัก"พระนางเอื้อมพระหัตถ์อันบอบบางออกมา ถือถ้วยน้ำชาที่อบไอน้ำ "ข้านำน้ำชามาถวาย..."
จิ้นอ๋องเงยพระพักตร์ขึ้นสายพระเนตรที่เคยอบอุ่นกลับเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง "วางไว้แล้วไปซะ"
"แต่..."พระนางสะดุ้ง พระหัตถ์สั่นจนน้ำชาในถ้วยกระเพื่อม
"ข้าปรารถนาจะรับใช้..."
"ออกไป!"พระสุรเสียงดังขึ้นกึกก้อง จนองค์หญิงน้อยถอยหลังไปสองก้าว พระพักตร์ขาวซีด
เบื้องหลังองครักษ์เว่ยเข้ามาเคารพ
"ท่านอ๋องควรจะพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางต่ออีกไกล"
จิ้นอ๋องลุกขึ้นยืนพระองค์เหลือบมององค์หญิงน้อยที่กำลังสั่นสะท้านสุดท้ายก่อนหันหลังเดินจากไปภาพของฮวาเสี่ยวซีผุดขึ้นในความทรงจำอีกครั้ง นางไม่เคยยอมสยบง่ายดายเช่นนี้ ไม่เคยพูดจาอ่อนหวานเพื่อประสงค์สิ่งใด
ใต้แสงจันทร์สีเงินที่สาดส่องผ่านกิ่งไม้พระองค์ทรงหยิบผ้ารัดหน้าอกสีฟ้าอันบอบบางของฮวาเสี่ยวซีขึ้นมาเบาๆผืนผ้ายังคงเก็บกลิ่นหอมจางๆ ของนางไว้อย่างเหนียวแน่น ดุจดังวิญญาณที่ยังไม่ยอมจากไป
พระองค์ทรงหลับพระเนตรลงภาพสุดท้ายของนางในความทรงจำปรากฏชัดเจนราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น เสื้อผ้าเปียกชุ่มติดร่างอันบอบบางๆที่กำลังดิ้นรนต่อสู้กับกระแสน้ำเชี่ยวกรากผมยาวของนางกระจายเป็นเส้นสายในน้ำดุจเงาประดับมรกต มือน้อยๆ ยื่นขึ้นมาโบกสะบัดไปมาเหนือน้ำเพ่ื่อขอความช่วยเหลือกลางอากาศอย่างอ่อนแรง
ผืนผ้าที่กุมอยู่ในพระหัตถ์บัดนี้รู้สึกหนักหน่วงราวกับก้อนตะกั่วพระองค์ทรงสัมผัสลวดลายปักอย่างประณีตด้วยปลายนิ้วราวกับกำลังลูบคลำเรือนร่างอันบอบบางของนางอีกครั้งผ้าผืนบางๆ ผืนนี้ผ้าผืนนี้เคยโอบอุ้มทรวงอกอันอวบอิ่มของนางไว้อย่างอบอุ่นส่งความรู้สึกอันวาบหวามเข้าสู่ฝ่าพระหัตถ์ราวกับเรือนร่างอันอบอุ่นของหญิงสาวยังคงสิงสถิตอยู่
พระองค์ทรงหลับพระเนตรลงช่างประหลาดใจเหลือเกินที่ผืนผ้าธรรมดาสามารถเก็บรักษาความทรงจำได้มากมายถึงเพียงนี้ความอุ่นของผิวหนังนางความนุ่มนวลของทรวงอกอันอวบอิ่มที่เคยโอบกอดผืนผ้านี้ไว้อย่างแนบชิด กลิ่นหอมจางๆของดอกไม้ป่าที่นางชอบใช้ชโลมร่างกาย
แต่บัดนี้...ความอบอุ่นนั้นได้จางหายไปแล้วเหลือเพียงความเย็นชาที่ทำให้พระหทัยหดหนาวผ้าผืนนี้ที่เคยโอบอุ้มความมีชีวิตชีวาของนางกลับว่างเปล่าและไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ ดุจดังผีเสื้อที่สูญเสียปีกอันสวยงามไปแล้ว
"เสี่ยวซี..."พระสุรเสียงกระซิบออกมาอย่างเจ็บปวด "หากนางยังมีชีวิตอยู่...ขอเพียงให้ข้ามีโอกาสได้ชดใช้..."
แสงจันทร์สาดส่องผ่านผืนผ้าสร้างเงารูปทรงอันคุ้นเคยราวกับนางกำลังยืนอยู่ตรงนั้นแต่เมื่อพระองค์ทรงยื่น
พระหัตถ์ออกไปสัมผัสก็พบเพียงความว่างเปล่าและความเย็นของค่ำคืน...
"เสี่ยวซี..."พระสุรเสียงกระซิบออกมาอย่างเจ็บปวด ภาพความทรงจำทำให้พระอุระบิดเบี้ยวอย่างทรมานพระองค์ทรงกุมผ้าผืนนั้นแน่นขึ้น จนพระองคุลีเริ่มสั่นระริก
แสงจันทร์ส่องผ่านผ้าบางสีฟ้าสร้างเงารูปทรงอันคุ้นเคยราวกับนางกำลังยืนอยู่ตรงนั้นแต่เมื่อพระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปสัมผัสก็พบเพียงความว่างเปล่าและความเย็นของค่ำคืน..
"นางต้องรอด..."พระองค์กระซิบกับสายลม "ข้าจะตามหานางจนสุดขอบฟ้า"
ขณะเดียวกันองค์หญิงน้อยกลับไปยังกระโจมของพระนางด้วยพระพักตร์เปื้อนน้ำตาพระนางรู้ดีว่าหากไม่สามารถเอาพระทัยจิ้นอ๋องได้ พระชะตาของพระนางและเหล่าหญิงสาวอีกสามร้อยคนจะตกต่ำเพียงใด
"อย่าท้อแท้ไปน้องหญิง" องค์หญิงองค์โตกล่าวปลอบ"เรายังมีเวลาอีกหลายวันก่อนถึงนครหลวง"
แต่ในความมืดมิดของค่ำคืนนั้นแต่ละองค์ต่างรู้ดีว่าโอกาสของพวกนางริบหรี่ดั่งแสงหิ่งห้อยยามค่ำ..
แต่จิ้นอ๋องกลับเห็นเพียงภาพฮวาเสี่ยวซีที่จางหายไปในสายน้ำเขาคุกเข่าอ้อนวอนต่อสวรรค์
"ขอเพียงให้นางปลอดภัย...ข้าจะขอสละทุกสิ่ง..."
ลมค่ำพัดผ่านราวกับคำตอบจากฟากฟ้า...
บนเส้นทางกลับเมืองหลวง
ขบวนม้าศึกเคลื่อนผ่านทุ่งกว้างจิ้นอ๋องขมวดคิ้วขณะมองไปยังขบวนสตรีจากเป่ยหม่านที่เดินตามหลัง
"ท่านอ๋อง"องครักษ์เว่ยกระซิบ "องค์หญิงเป่ยหม่านขอเข้าเฝ้า..."
"ปฏิเสธ"เขาตอบสั้นๆ โดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
ตลอดระยะทางจากเมืองเฉิงหยางจนเกือบถึงนครหลวงองค์หญิงเป่ยหม่านทั้งสามพระองค์ต่างพยายามเข้าถวายตัวกับจิ้นอ๋องตลอดการเดินทางแต่ทุกครั้งที่เข้าใกล้ จิ้นอ๋องกลับมีแต่จะถอยห่าง
กลางดึกคืนนั้นเมื่อทุกคนหลับใหล จิ้นอ๋องคุกเข่าต่อหน้าพระจันทร์"ขอเพียงให้นางปลอดภัย...ข้าจะยอมแลกทุกอย่าง"
ที่มุมค่ายหนึ่งหมอหลวงเฒ่าก้มตรวจสมุนไพรอย่างเร่งรีบ"ต้องเตรียมยาให้ทันก่อนพิษลุกลาม"
แสงตะเกียงสลัวสาดส่องลงบนใบสมุนไพรที่แผ่กระจายอยู่บนผืนผ้าใบหมอหลวงเฒ่าหนังมือหยาบกร้านก้มลงตรวจสอบอย่างเร่งรีบเสียงครืดคราดของใบไม้แห้งดังขึ้นทุกครั้งที่ท่านพลิกดูด้วยความละเมียดละไม
"ต้องเตรียมยาให้ทันก่อนพิษลุกลาม..."เสียงกระซิบของท่านแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความกังวล
นิ้วที่เคยคลุกคลีกับยามานานปีกำลังคัดสรรสมุนไพรอย่างชำนาญ- โสมแดงเพื่อบำรุงกำลัง เกสรบัวหลวงเพื่อดับพิษร้อนเห็ดหลินจือเพื่อปรับพลังลมปราณ ทุกอย่างต้องถูกต้องตามสัดส่วนมิเช่นนั้นอาจไม่เพียงแต่รักษาไม่ได้ แต่ยังเร่งให้พิษร้ายแผ่กระจายเร็วขึ้น
"ท่านหมอ..."เสียงกระซิบของลูกมือรุ่นหนุ่มสะกิดให้ท่านเงยหน้าขึ้น
"อย่ามารบกวนข้าในขณะนี้"หมอหลวงตวาดเสียงดัง แต่สายตายังจดจ่ออยู่กับสมุนไพร
"แต่ท่านแม่ทัพเริ่มมีอาการอีกแล้ว..."
หมอหลวงเฒ่าหยุดนิ่งชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจยาวและคว้าขวดยาสีดำที่เตรียมไว้ใกล้ตัว"นำยานี้ไปให้ท่านแม่ทัพทันที อย่าให้ขาดแม้แต่มื้อเดียว"
มือของท่านสั่นเล็กน้อยขณะส่งขวดยาให้ลูกมือเห็นได้ชัดว่าความเหน็ดเหนื่อยเริ่มเข้าครอบงำร่างที่อายุอานามเกินหกสิบปีนี้แล้วแต่ความรับผิดชอบที่มีต่อชีวิตแม่ทัพและองค์ชายทำให้ท่านไม่สามารถหยุดพักได้
"ส่วนท่านอ๋อง..."ท่านหันกลับไปมองสมุนไพรที่ยังเตรียมไม่เสร็จ"ต้องเพิ่มปริมาณโสมขึ้นอีกสองเท่าร่างของท่านอ่อนแอกว่าที่คิด..."
เสียงลมพัดผ่านช่องกระโจมทำให้เปลวไฟของตะเกียงกระพริบเหมือนจะเตือนถึงเวลาที่กำลังร่อยหรอลงทุกขณะหมอหลวงเฒ่าก้มลงทำงานต่อด้วยความเร่งด่วน เงาของท่านที่สะท้อนบนผนังกระโจมดูใหญ่โตและโดดเดี่ยวในค่ำคืนอันเงียบสงัด
"ขอเพียงให้ทันเวลา..."เสียงกระซิบของท่านผสมผสานกับเสียงบดสมุนไพรที่ดังเป็นจังหวะ"ขอเพียงให้ทัน..."