หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    จูบ

    เมื่อฮั่วฟางหรงเริ่มเข้าสู่กระบวนการดูดกลืนเปลวเพลิง ลั่วอู่หลินก็พลันกางม่านพลังให้นางในทันทีโดยไม่รอช้า ผ่านไปสามชั่วยามเมื่อเปลวเพลิงสวรรค์เข้าสู่ร่างกายของนางจนหมด ชายหนุ่มจึงนำตัวนางเข้าสู่หอคอยชั้นที่ห้าและพุ่งทะยานลงไปยังเทือกเขาในทันที

     

    ก่อนที่จะเข้าไปยังถ้ำเดิมที่เคยอยู่นำตัวของนางออกมา และเริ่มกระบวนการฟื้นฟูพลังของตนเองด้วยเช่นเดียวกัน ในการต่อสู้เมื่อครู่นี้แม้มันจะดูง่ายดายแต่ก็กินพลังปราณของเขาไปมากโขเลยทีเดียว โดยเฉพาะทักษะเทพสวรรค์จู่โจมและการใช้เคียวปีศาจผสานอัสนีบาตทมิฬ มันทำให้ลั่วอู่หลินตอนนี้เหลือพลังแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

     

    "โชคยังดีที่เจ้าร่างจำแลงเปลวเพลิงสวรรค์ในครานี้พึ่งเกิดมาได้ไม่นาน ไม่เช่นนั้นเจ้าคงลำบากไม่น้อยเลยทีเดียว"ในขณะที่ฟื้นฟูพลัง ภายในทะเลแห่งจิตใจไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวอย่างขบขัน

     

    "หืม แรกเกิด? ท่านรู้ได้อย่างไร?"ลั่วอู่หลินกล่าวถาม

     

    "เหอะ เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครกัน เรื่องแค่นี้ข้าย่อมต้องดูออกอยู่แล้ว หากมันเกิดมานานขนาดตัวของมันเท่ากับร่างจำแลงอสรพิษเปลวเพลิงที่เป็นร่างจำแลงของเปลวเพลิงทองคำแก่นภพที่เจ้ากำราบไปครั้งก่อนและมีความว่องไวกว่านี้มาก เจ้าไม่ได้สังเกตุหรือมันยังใช้ปีกด้านหลังของมันไม่เป็นด้วยซ้ำแล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าแรกเกิดได้อย่างไร อย่างมากอายุก็น่าจะแค่หมื่นปี"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวเพื่อไขความกระจ่าง

     

    "ถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านพูดละก็ หากเปลวเพลิงเหมันต์ผนึกฟ้านี้เติบโตไปมันจะร้ายกาจกว่าเปลวเพลิงทองคำแก่นภพอย่างนั้นหรือ?"ชายหนุ่มกล่าวถาม

     

    ไฉ่เยว่เอ่อร์ส่ายหน้าเบาๆ "ไม่มีทาง เปลวเพลิงทองคำแก่นภพคือเปลวเพลิงที่เป็นต้นกำเนิดของดวงดาวและดินแดนดังนั้นจึงมีแรงดึงดูดที่มหาศาล ส่วนเปลวเพลิงเหมันต์ผนึกฟ้าอย่างมากก็ทำได้แค่ผนึกแฝดเผาและผนึกพลังของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หากกล่าวตามคุณสมบัติเปลวเพลิงทองคำย่อมเหนือกว่า แต่หากกล่าวกันด้านที่เป็นปัญหากับเจ้าก็คงต้องยกให้เปลวเพลิงเหมันต์ เพราะอย่างที่เจ้าเห็นมันมีคุณสมบัติป้องกันปราณหยินได้"

     

    ลั่วอู่หลินพยักหน้าเห็นด้วย เพราะหนึ่งหยดเหมันต์ผนึกเทวาของเขาแช่แข็งมันได้แค่ห้าลมหายใจเท่านั้น ทั้งๆที่เป็นหนึ่งในทักษะผนึกที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา

     

    "แกร็ก!!"

     

    "หืม เกิดอะไรขึ้น"ลั่วอูหลินที่ได้ยินเสียงบางอย่างก็หันไปทางฮั่วฟางหรงในทันที ซึ่งปรากฏว่านางในตอนนี้กำลังค่อยถูกแช่แข็งช้าๆพร้อมด้วยสีหน้าที่เจ็บปวดทรมาน

     

    "นางคงทนต่อความเย็นและการแผดเผาที่ประดังเข้าใส่พร้อมกันไม่ไหว ถ้าปล่อยเอาไว้ก็คงถูกแช่แข็งไปตลอดกาล"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าว

     

    "แล้วจะทำอย่างไรดีละ เราจะช่วยนางได้อย่างไร"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างตื่นตระหนก

     

    ไฉ่เยว่เอ่อร์ที่ได้ยินก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา "จูบนาง!! และต้องจูบอย่างดูดดื่มด้วยเพื่อดูดกลืนและระบายความหนาวเย็นออกจากร่างกายของนาง"

     

    "ห๊ะ! ท่านต้องล้อข้าเล่นแน่ๆ มันไม่มีวิธีอื่นแล้วหรืออย่างไร?"ลั่วอู่หลินกล่าวถามอีกครา

     

    "อย่าทำตัวเป็นคนใสซื่อหน่อยเลยน่า เรื่องแบบนี้เจ้าน่าจะชอบอยู่แล้วนี่ มีให้เจ้าเลือกสองทางจูบนางหรือผสานหยินเลือกเอา"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวอย่างไม่สนใจใยดีและปิดกั้นทะเลแห่งจิตใจทันทีไม่คิดจะพูดกับลั่วอู่หลินให้มากความ

     

    ชายหนุ่มที่ได้ยินข้อเสนอเช่นนั้นก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ แน่นอนเมื่อเห็นเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบกับหน้าตาที่ร้อนแรงและงดงามของฮั่วฟางหรง ลั่วอู่หลินอยากจะเลือกผสานหยินใจจะขาด แต่ด้วยปณิธานที่ตั้งไว้ในใจว่าจะทำแค่กับภรรยาเท่านั้น อีกทั้งระหว่างเขากับฮั่วฟางหรงก็ยังไม่ได้มีความสัมพันธ์กันถึงขั้นนั้นจึงต้องข่มใจเอาไว้

     

    "ข้าขอโทษ แต่คงต้องล่วงเกินท่านแล้ว"

     

    ชายหนุ่มค่อยเข้าใกล้ๆหญิงงามที่กำลังดำดิ่งอยู่ในห้วงแห่งสมาธิ กระชับร่างกายของนางเข้ามาใกล้ กลิ่นบุปผางานอันเย้ายวนทำให้เขาเลือดลมเดือดพล่านไปทั่วร่างกาย ชายหนุ่มสูดลมหายใจเขาลึกๆเชยคางนางขึ้นมาจากนั้นก็ประกบจูบในทันทีโดยไม่รั้งรอ

     

    ระหว่างจูบลั่วอู่หลินก็ทำการดูดกลืนไอเย็นออกมาจากตัวของหญิงงามอย่างต่อเนื่องอยู่เช่นนั้น การกระทำของชายหนุ่มแน่นอนว่าฮั่วฟางหรงรับรู้ได้แต่ก็ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะต่อต้านได้ เนื่องจากตัวนางเองก็ต้องพุ่งสมาธิเพื่อควบคุมเปลวเพลิงเหมันต์ที่อยู่ในกาย

     

    ลั่วอู่หลินต้องทำเช่นนี้เป็นระยะๆจนกระทั้ง ผ่านไปสองเดือนในที่สุดฮั่วฟางหรงก็ควบคุมพลังด้วยตัวเองได้ ร่างกายของนางบัดนี้เเผ่ไอเย็นออกมาด้านหลังที่เคยมีดวงดาวสีแดงแปดดวงกลับกลายเป็นดวงดาวสีฟ้า อีกทั้งมันยังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งดวงกลายเป็นเก้าดวงในที่สุด

     

    "บูม!!"

     

    "ระดับวีรชนเก้าดาว"

     

    ฮั่วฟางหรงระเบิดเปลวเพลิงสีฟ้าออกมาทั่วบริเวณ ทุกจุดที่เปลวเพลิงลุกลามพลันถูกแช่แข็งในพริบตา ด้านบนท้องฟ้าเหนือศรีษะของนางในตอนนี้เกิดปรากฏการณ์วิหคเพลิงตัวสีฟ้าบินวนไปมาพร้อมกับเปล่งรัศมีแห่งความสูงศักดิ์อย่างไม่หยุดยั้ง

     

    "นี่คือ?" ลั่วอู่หลินที่สัมผัสได้ก็อุทานออกมาด้วยความแปลกใจ

     

    "มันคือการพัฒนาของทักษะรูปแบบใหม่อย่างไรละ ด้วยการช่วยเหลือจากเปลวเพลิงสวรรค์ทักษะบ่มเพาะนี้ได้เลื่อนไปถึงระดับเทวะแล้ว แถมยังมีแค่นางที่ถือครองเปลวเพลิงเหมันต์ผนึกฟ้าเท่านั้นที่สามารถบ่มเพาะได้"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าว ลั่วอู่หลินที่ได้เห็นก็พลันตาโตขึ้นมาในทันใด

     

    แม้เขาจะไม่ต้องใช้ทักษะบ่มเพาะอะไรเข้าช่วยในการยกระดับ แต่ก็รู้ดีถึงความยอดเยี่ยมและล้ำค่าของทักษะบ่มเพาะระดับเทวะที่แม้แต่หอคอยมหาสมบัติยังมีเพียงไม่กี่ทักษะเท่านั้น

     

    "นางจะโชคดีอะไรขนาดนั้น"

     

    "หุหุ หากเจ้าผสานหยินกับนางพรสวรรค์ของนางอาจจะสูงกว่านี้อีกหลายเท่าเลยทีเดียว น่าเสียดายๆ"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าวหยอกล้อ ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็หน้ามุ้ยขึ้นมาในทันที หากทำเช่นนั้นโดยที่นางไม่ยินยอมเขาจะต่างอะไรจากสวะที่ข่มเหงผู้หญิงไปทั่วกัน แค่จูบนางอย่างต่อเนื่องตลอดสองเดือนมานี้ก็นับว่าล่วงเกินนางมากแล้ว


    ในเวลาเดียวกันฮั่วฟางหรงก็ลืมตาตื่นขึ้นมา นางสำรวจร่างกายของตนเองก่อนที่จะยกยิ้มอย่างพึงพอใจออกมา แต่ทว่ากลับต้องชะงักค้างไปเพราะคิดขึ้นมาได้ว่าตลอดสองเดือนมานี้นางโดนชายหนุ่มจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งการจูบแต่ละครั้งก็ยังดูดดื่มและกินเวลานานเป็นวันๆอีกด้วย

     

    "ท่านฟื้นแล้วหรือ"ลั่วอู่หลินที่ยืนอยู่ตรงปากถ้ำกล่าวถาม แต่ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าแดงระเรื้อและบูดบึ้งของนางก็ถึงกับชะงักฝีเท้าของตนเองและยิ้มเจื่อนๆให้นาง

     

    'หวังว่านางจะไม่โจมตีข้าหรอกนะ'เขาคิดในใจเช่นนั้น ทั้งฮั่วฟางหรงและลั่วอู่หลินจ้องมองกันเป็นเวลานาน ก็เป็นหญิงงามที่ถอนหายใจยาวออกมา

     

    'เรื่องนี้จะโทษเขาก็ไม่ได้ หากเขาไม่ทำเช่นนั้นตัวข้าคงตายไปแล้ว' ฮั่วฟางหรงกล่าวในใจ แม้ตอนนี้จะไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกับอีกฝ่าย แต่แน่นอนว่านางก็ไม่ได้โกรธอะไรเขา

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน