หลังจากฟังข้อมูลของจากมู่หลานฉางเฟิงก็ยิ่งแสดงสีหน้าจริงจังเพราะเมื่อเร็วๆนี้มีระดับราชันจำนวนมากหลายตัวไปและระดับปฐพีก็เช่นกันส่วนใหญ่จะเป็นจอมยุทธิ์อิสระที่ชอบเดินทางไปใหนมาใหนคนเดียว
“ข้าว่านี่มันแปลกๆแล้ว”ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่ผิดมันแปลกจริงๆ จะว่าเป็นฝีมือของศัตรูก็ไม่น่าใช่” มู่หลานกล่าว
“แล้วอาจารย์ของข้าคิดว่าเป็นฝีมือใคร”
“ท่านซงเทียนเองก็ยังไม่แน่ใจและต้องการข้อมูลเพิ่ม”
“งั้นเหรอถ้างั้นช่วงนี้ให้คนของพวกเราระวังตัวหน่อยก็ดี จะไปใหนมาใหนให้เกาะกลุ่มกันไว้”ฉางเฟิงกล่าว
เวลาผ่านไปอีก3 เดือน ตอนนี้ได้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้น 2 ใน 9 นิกายขนาดเล้กได้ถูกทำลายศพทั้งหมดของคนในนิกายได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เรื่องนี้ไม่เพียงแต่นิกายบุปผาเท่านั้นทั่วทั้งทวีปก็พากันตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ตอนนี้ข้ามั่นใจแล้วละว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใหน”ซงเทียนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“หรือว่าจะเป็นคนเหล่านั้น”หวั่นชางที่มีประสบการณ์มากมายก็พอนะนึกออก
“มันเป็นใครกัน”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว
“นิกายซากศพนิกายที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” จักรพรรดิสุราเผยสีหน้าเย็นชาออกมา
“พวกมันเป็นขุมอำนาจของทวีปแห่งนี้งั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่ใช่พวกมันเคยเป็นกองกำลังที่อยู่นอกทวีปเพียงแต่ภายหลังพวกมันพ่ายแพ้สงครามและหนีมาอยู่ยังทวีปของพวกเราโชคดีในสมัยนั้นระดับจักรพรรดิจำนวนมากช่วยเหลือกันขับไล่พวกมันออกไปแต่ใครจะคิดว่าพวกมันจะยังไม่ตกตายไปจนหมดและยังกล้ากลับมาอีก” ซงเทียนเผยจิตสังหารออกมา
“นิกายซากศพใช้วิธีบ่มเพาะที่ชั่วร้ายโดยการกลั่นศพเป็นหุ่นเชิด พวกมันนั้นมักจะไปขุดศพของบรรพบุรุษของนิกายต่างๆและนำมันไปหลอมเป็นหุ่นเชิดศพและหุ่นเชิดศพเองก็มีความแข็งแกร่งที่น่ากลัวมาก จากที่ข้ารู้มาศิษย์ 1คนในระดับปฐพีของนิกายซากศพสามารถควบคุมศพระดับราชั้นได้ 1 ตัวและระดับปฐพีได้อีก 2ตัว” หวั่นชางกล่าว
“แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย”มู่หลินยังต้องตกใจ
“ในตอนนั้นทวีปของพวกเราสูญเสียระดับจักรพรรดิไปจำนวนมากเกือบครึ่งทวีปเพื่อขับไล่พวกมันไปพวกเจ้าคิดว่ายังไงละ” จักรพรรดิสุรากล่าว
“ถ้าพวกมันชั่วร้ายขนาดนี้พวกเราก็คงต้องสงบศึกกับราชวงศ์จงโจวเสียแล้ว”ฉางเฟิงกล่าว
เพราะไม่งั้นพวกนิกายซากศพได้สะสมกองกำลังจนแข็งแกร่งเกินที่พวกฉางเฟิงจะต้านได้
“คงต้องเป็นเช่นนั้นตอนนี้พวกเรารีบกระจายข่าวออกไปให้ทุกคนระวังตัวให้มาก ส่วนข้าจะให้คนของข้าคอยสอดส่องรอบๆอาณาจักรของพวกเราเอง”ซงเทียนกล่าว
“ในเร็วๆนี้พวกมันน่าจะยังไม่บุกมาอย่างแน่นอนและจากที่ข้าสัมผัสได้เป้าหมายของพวกมันนั้นชัดเจน” ฉางเฟิงหรี่ตาลง
“นิกายขนาดเล็กทั้งหมด”มู่เฟยเสวี่ยเบิกตากว้าง
“ไม่ผิดเพราะนิกายขนาดเล็กสูญเสียระดับปฐพีและระดับราชันไปจำนวนมากกับแผนการสกปรกของพวกมันทำให้กำลังของพวกมันลดลงไปมากบวกกับนิกายซากศพแข็งแกร่งขึ้นจากศพของนิกายขนาดเล็กอีกด้วย” หวั่นชางกล่าว
“เจ้าสองตัวนั้นมันไปใหนข้ามีงานจะให้มันทำ” ฉางเฟิงมองหาเสี่ยวจินและเสี่ยวเฮ่ย
“ทั้งสองออกไปได้สองเดือนแล้วและยังไม่กลับออกมา”ซงเทียนกล่าว
ฉางเฟิงหรี่ตาลงด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าสองตัวนั่นแน่นอนว่าต้องรับรู้อะไรบางอย่างได้แน่แต่กลับหลบหน้าฉางเฟิง
“เจ้าพวกแผนการเยอะจริงๆรอก่อนเถอะเมื่อไหร่ข้าแข็งแกร่งพอข้าจะกลั่นแก้งพวกนั้นให้หลาบจำ” ฉางเฟิงคิด
“เจ้าเองก็รีบทะลวงระดับเสียเถอะ”เสียงของซีรั่วหยานดังขึ้น
“นั่นสินะสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ค่อยดีเลยพวกเรามีศัตรูที่น่ากลัวเพิ่มมาอีก 1 เสียแล้ว”ฉางเฟิงรู้สึกกดดันเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับราชวงศ์แล้วนิกายซากศพต่างหากที่น่ากลัวขณะที่ฉางเฟิงเข้ามาในภาพสวรรค์นิรันดร์ก็พบกับศิลาน้อยนั่งแทะศิลาปราณด้วยท่าทางที่มีความสุขตอนนี้ศิลาน้อยยกระดับกลายเป็นระดับ 3 แล้ว
“ตอนนี้พลังของศิลาน้อยน่าจะสามารถกลั่นเหมืองศิลาปราณระดับต่ำได้แล้วสินะ”ฉางเฟิงกล่าวและมองไปที่ศิลาปราณทั้งหมดของตนด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“น่าจะได้แล้วเอาละศิลาน้อยเจ้ากินมามากพอแล้วได้เวลาตอบแทนบุญคุณแล้ว” ซีรั่วหยานกล่าว
“อู้อ่า อู้อ่า” ศิลาน้อยแสดงสีหน้าพึงพอในและเดินตามฉางเฟิงออกไป
ฉางเฟิงได้นำศิลาน้อยมาปล่อยไว้ในเหมืองศิลาปราณและให้ศิษย์ของนิกายบุปผาเฝ้าเอาไว้ให้ดีๆส่วนตนเองก็เข้าไปปรุงยาในภาพสวรรค์นิรันดร์
ตอนนี้พลังของซีรั่วหยานฟื้นฟูมาไม่น้อยแล้วอย่างน้อยนางก็เริ่มใช้พลังปราณได้นิดหน่อยแล้วแต่ด้วยระดับพลังของนางสูงเกินไปทำให้อาการบาดเจ็บยิ่งรุนแรงเกินกว่าที่ฉางเฟิงจะสามารถช่วยได้
ดังนั้นจำเป็นต้องให้ซีรั่วหยานฟื้นฟูตัวเองอย่างช้าๆแต่เพราะซีรั่วหยานมักมีเวลาว่างทำให้นางเริ่มสร้างค่ายกลจำนวนมากในภาพสวรรค์นิรันดร์ไม่ว่าจะค่ายกลกาลเวลาที่เอาไว้ฝึกฝนโดยเฉพาะหรือค่ายกลสังหารและค่ายกลปกป้อง
และค่ายกลพวกนี้ฉางเฟิงก็นำออกไปมอบให้กับนิกายบุปผาเพื่อพัฒนานิกายต่อไป
“ก่อนที่เจ้าจะเก็บตัวทะลวงระดับให้นำหญิงสาวทั้งสามของเจ้ามาหาข้า”ซีรั่วหยานกล่าว
“ทำไม”ฉางเฟิงตกใจหรือว่าหญิงสาวนางนี้คิดจะขมหญิงสาวของตนเอง
“ไม่จำเป็นต้องคิดมากข้าแค่จะพูดคุยกับพวกนาง ในฐานะพี่สาวใหญ่ของพวกนางข้าต้องตั้งกฎเกณฑ์และบอกถึงบางสิ่งให้พวกนางรู้”ซีรั่วหยานกล่าว
“ทำไมท่านต้องทำอะไรให้ยุ่งยากด้วย”ฉางเฟิงแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“หืม...”ซีรั่วหยานหรี่ตาลง
ฉางเฟิงถึงหน้าซีดทันทีแม้ซีรั่วหยานจะบาดเจ็บแต่นางก็เป็นตัวตนระดับจ้าวจักรวาลเลยนะแน่นอนว่านางมีแรงกดดันของจ้าวจักรวาลโดยธรรมชาติ
“ก็ได้”ฉางเฟิงเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้าเย็นชาจึงตอบรับ
หลังจากปรุงยาเสร็จฉางเฟิงก็เรียกให้หญิงสาวทั้งสามารวมตัวกันนอกจากมู่หลานแล้วคนอื่นๆยังไม่เคยเข้ามาในภาพสวรรค์นิรันดร์ทำให้พวกนางตื่นเต้นอย่างมากเมื่อเข้ามา
“งดงามมากที่นี่มันคือมิติลับงั้นเหรอ” มู่เฟยเสวี่ยตื่นตระหนก
“มันคือมิติภายในสมบัติของข้า”ฉางเฟิงกล่าว
“มันมีสมบัติที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ด้วยเหรอ”เย่เฉียนตกตะลึง
“นายน้อยเรียกพวกเราเข้ามาข้างในมีเรื่องอะไรงั้นเหรอ”เมื่อเทียบกับทั้งสองคนมู่หลานแปลกใจที่ฉางเฟิงเรียกพวกนางมา
“มีคนอยากพบพวกเจ้า”ฉางเฟิงกล่าวและชี้ไปทางข้างในตำหนักที่งดงามซึ่งเป็นที่พักของซีรั่วหยานทั้งสามคนแปลกใจเพราะฉางเฟิงแสดงท่าทีแปลกๆราวกับหวาดกลัวคนข้างในนี่ทำให้พวกนางรู้สึกดันไปด้วย