บทที่ สิบสาม
เป็เทพจันทรา
บ่ายแก่วันนั้นท้องฟ้าโปร่งใส กลิ่นดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่ในสวนหน้าต่างเรือนลอยมาตามลมจางๆฟ่านหนิงนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบนโต๊ะเครื่องแป้งผิวพรรณหญิงสาวนวลผ่องหลังจากแต่งหน้าผัดแป้ง นางแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีเหลืองส้มเนื้อผ้าบางเบาปักลายเถาดอกบัวผ้าคาดเอวเป็สีเขียวรับกับปิ่นหยกที่เสียบอยู่บนมวยผมแต่เรียวคิ้วงดงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อยสะท้อนการครุ่นคิดเพราะวันนี้เป็วันที่ต้องทำภารกิจแต่นางคิดไม่ออกว่าสิ่งนี้ได้เกิดไปเมื่อชาติที่แล้วเป็อย่างไร
หลังเอ่ยเปิดระบบฟ่านหนิงก็ถามขึ้นทันที“วันนี้มีงานยินดีเลื่อนตำแหน่งของเ้ากรมพิธีการ ใช่งานนี้แน่หรือที่ต้องทำภารกิจ” ฟ่านหนิงพึมพำพลางยกกล่องไม้ที่บรรจุเครื่องประดับขึ้นมาเปิดดูหาเครื่องประดับถูกใจที่จะใช้สวมประดับวันนี้“ข้านึกออกเพียงว่าชาติก่อน ตอนข้าไปงานนั้นได้รางๆ ...แต่จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นมากไปกว่าการเข้าร่วม”
ระบบตอบเสียงเรียบกลับเหมือนทุกครั้ง“ถูกต้องแล้ว เป็งานเลี้ยงครั้งนี้ ที่ผู้ทำภารกิจต้องทำให้ถุงหอมของถังหลันชิงร่วงเพื่อให้โดยหลังจากนั้นหานอี้เหอจะเป็ผู้เก็บไป”
มือที่หยิบปิ่นเงินของฟ่านหนิงหยุดกลางอากาศั์ตาเป็ประกายระคนระแวง “ถุงหอม?” นางพึมพำคิ้วเรียวยกสูงขึ้น “เข้าใจภารกิจแล้วแต่ข้าจำได้เลือนราง ตอนนั้นเหมือนว่าข้าจะไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับถุงหอมเลย เพียงแค่เข้าไปยั่วโทสะถังหลันชิงค่อนแคะเล็กน้อยเท่านั้นเอง” แต่หลังจากนั้นก็เป็นางที่เดินออกมาอย่างหัวเสียเพราะถ้อยคำของถังหลันชิงตอกกลับจนนางไม่สบอารมณ์ ฟ่านหนิงนึกไปถึงแล้วก็เบ้ปาก
เสียงระบบตอบ “แต่ครั้งนั้นเป็จุดเริ่มต้นให้หานอี้เหอรู้ตัวตนของถังหลันชิง”
ฟ่านหนิงวางเครื่องประดับลงแล้วหมุนตัวห่างจากกระจกนางยกพัดไม้หอมขึ้นเคาะเบาๆ กับปลายคางขณะใช้ความคิดพอคิดได้บางสิ่งเสียงหัวเราะถึงดังลอดออกจากริมฝีปาก “หรือว่า...แค่การชนไหล่ทำให้ถุงหอมนั้นหลุดออกมา?” คล้ายว่าตอนเดินจากมานางชนไหล่ถังหลันชิงเพราะสู้วาจาไม่ได้ ได้แต่ทำฟึดฟัดออกมา
“ใช่ การทำให้ถุงหอมร่วงลงมีได้หลายวิธีการชนก็เป็หนึ่งในนั้น”
แววตาฟ่านหนิงหรี่ลงอย่างสงสัย “หมายความว่าอย่างไร หนึ่งในวิธี?”
“เพราะภารกิจนี้คือเส้นเื่หลักไม่ว่าตัวละครฟ่านหนิงจะเลือกกระทำสิ่งใดเส้นเื่จะอำนวยให้เหตุการณ์เป็ไปตามจุดหมายโดยสะดวกการที่ถุงหอมตกจึงทำได้ง่าย”ระบบยังคงตอบเสียงไร้อารมณ์
“ฮึๆ” ฟ่านหนิงหัวเราะเยาะเบาๆพลางวางพัดลงบนโต๊ะ “ช่างน่าอิจฉาเสียจริง ถังหลันชิงผู้นั้นไม่ว่าทำอะไรก็ได้รับความอวยชัยให้สมหวัง...ฟ้าดินคอยเมตตาปรานี” ริมฝีปากเม้มเป็รอยยิ้มเย้ยหยัน “แต่ก็ดีภารกิจครั้งนี้ดูจะง่าย เพียงทำให้ถุงหอมร่วงน่าจะไม่ถูกหักคะแนนภาพลักษณ์นางร้ายอีกใช่หรือไม่?” นางหันไปถามอย่างขึ้นเสียง
“ไม่อาจประเมินล่วงหน้าได้ขึ้นอยู่กับการแสดงออกของตัวละครฟ่านหนิง”
“ชิ” ได้ยินดังนั้นนางเบือนสายตาเหลือบมองบนเต็มไปด้วยความรำคาญ“จริงๆ เถอะ เ้าเอาแต่ตอบเหมือนเป็ก้อนหินไร้ชีวิตรำคาญหูนัก...” เสียงนางกดต่ำลงอย่างหงุดหงิด “ปิดระบบ!”
ทันทีที่คำสั่งหลุดจากริมฝีปาก ความเงียบก็เข้ามาแทนที่ฟ่านหนิงขยับไหล่สูดหายใจลึก พลางหยิบผ้าคลุมมาสวมใบหน้าเรียวสวยเผยรอยยิ้มเย็นเยียบเพียงครู่เดียวก่อนจะเลือนหายไปเมื่อมีสาวใช้มาเคาะประตู
“คุณหนูเ้าคะ ถึงเวลาออกเดินทางไปงานเลี้ยงแล้วเ้าค่ะ” ฟ่านหนิงลุกขึ้นยืนก้าวเท้าออกจากเรือนในจวนสกุลฟ่านเตรียมทำภารกิจรับแต้มพลังชีวิตเพิ่ม
เมื่อมาถึงจวนสกุลกู่ก็เริ่มสว่างไสวไปด้วยโคมไฟสีแดงและสีทองแขวนประดับทั่วทั้งเรือนใหญ่เนื่องจากพระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้ากลิ่นหอมของดอกไป๋เห่อดอกอวี้หลานที่ประดับไว้ตามระเบียงลอยมาตามสายลมงานเลี้ยงเพื่อฉลองรับตำแหน่งใหม่ของเ้ากรมพิธีการกู่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เหล่าขุนนางใหญ่น้อยต่างพากันมารวมตัวพร้อมครอบครัวเพื่อแสดงความยินดี
สกุลฟ่านก็มิได้ขาด ฟ่านซือิในชุดทางการสีน้ำตาลแดงเข้มเดินนำหน้ามาดองอาจสง่าไม่เร่งร้อน ฮูหยินฟ่านในอาภรณ์ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆางามเดินเคียงคู่มาอย่างสตรีชั้นสูงรักษากิริยาโดยข้างกายคือฟ่านหนิงผู้เป็บุตรีคนโตนางสวมชุดกระโปรงยาวผ้าไหมเนื้อบางเบาสีเหลืองส้มสด้าสายคาดเอวประดับอัญมณีสีน้ำผึ้งเสมือนเปลวเพลิงอ่อนที่เคลื่อนไหวยามขยับตัวผมดำขลับถูกรวบครึ่งศีรษะตกแต่งด้วยปิ่นหยกยิ่งขับให้ผิวพรรณนวลเนียนของนางดูเจิดจ้าในหมู่ผู้คนส่วนฟ่านเฉิงน้องชายก็แต่งกายชุดสีเขียวเข้มตามวัยแต่โดดเด่น
เมื่อสกุลฟ่านมาถึงงานเลี้ยงก็ครึกครื้นด้วยเสียงพิณขับขานและกลิ่นหวานของขนมน้ำชาที่จัดรับร้องเบื้องต้นเต็มโต๊ะยาวฟ่านซือิเข้าไปทักทายเ้ากรมกู่ด้วยน้ำเสียงยินดี “เ้ากรมกู่ข้ายินดียิ่งที่ท่านได้รับเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้จริง นับเป็เื่ดีแก่ราชสำนักและยังทำให้ข้าสบายใจที่งานพิธีในแผ่นดินอยู่ในมือผู้เหมาะสม”
เ้ากรมกู่หัวเราะเบาๆดวงตายิ้มแย้มเต็มไปด้วยความภาคภูมิ “คำกล่าวของท่านเสนาบดีฟ่านเกินไปแล้วข้าต้องขอบคุณที่พวกท่านกรุณามาร่วมงานในครั้งนี้มากกว่า”
หลังแสดงความยินดีแล้วฟ่านซือิก็ถูกเหล่าขุนนางอีกหลายคนเข้ามารายล้อม ชวนสนทนาถึงเื่บ้านเมืองทั้งปัญหาภาคเหนือที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวของชนเผ่า การค้าเส้นใหม่กับต่างแตน ด่านนอกที่กำลังขยายตัวรวมถึงการเก็บภาษีซึ่งเป็ที่กังวลขนาดในงานเลี้ยงยังไม่อาจจะวางเื่งานบ้านเมืองได้เพราะหลายคนอยากขอความเห็นจากเสนาบดีซ้ายที่มีชื่อเสียงและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
“ภาษีปีนี้ แม้จะเพิ่มรายได้แก่คลัง แต่หากบีบชาวบ้านเกินไปเกรงว่าผลผลิตปีหน้าอาจยิ่งขาดแคลน”ฟ่านซือิกล่าวเสียงหนักแน่น “หากจะขยายกิจการค้าขาย ควรเปิดทางผ่อนปรนบางด้านมิใช่แต่เก็บเข้าคลังอย่างเดียว”
เสียงสนทนายังคงดำเนินไปขุนนางบางคนก็พยักหน้าเห็นด้วย บางคนก็แย้งบ้างตามเหตุผล แต่บรรยากาศยังคงอยู่ในกรอบของความเป็มิตร
ขณะนั้นเองฟ่านหนิงยืนอยู่ข้างมารดาเงียบๆและกำลังหาทางหลบออกไปจากเื่ที่เป็ของบิดาแววตาพลันสะดุดเมื่อเห็นกลุ่มผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังตรงเข้ามานำหน้าคือเ้ากรมคลังเจิ้งผู้มีอำนาจในราชสำนัก ตามด้วยฮูหยินเจิ้งและบุตรชายเจิ้งเปาหย่งใบหน้าของฟ่านหนิงซีดเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวหัวใจพลันเต้นแรงยามเห็นบุรุษผู้เคยเป็สามีในชาติก่อน
หวนคิดได้ในความทรงจำชาติที่แล้วนางจำได้ว่าเจิ้งเปาหย่งมิได้พบเจอนางในงานนี้มิใช่หรือ ในงานเลี้ยงครั้งนี้จึงไม่ควรมีเจิ้งเปาหย่งชาติก่อนอย่างมากก็เจอสามไม่เกินสี่ครั้งเท่านั้นกระทั่งมีนางออกเรือนเป็ทางการถึงได้ใกล้ชิดกัน
หรือเพราะว่าเหตุการที่วัดต้าฝูทำให้เจิ้งเปาหย่งยิ่งเข้าหานางเพราะนางหลบเลี่ยงเขา?ส่งผลให้ชายผู้นี้เริ่มวนเวียนเพื่อหาทางเข้าใกล้นางมากขึ้น ‘พวกน่ารำคาญ!’ฟ่านหนิงที่มิอยากเจอหน้าเขาจึงรีบหันไปสะกิดแขนมารดา“ท่านแม่ พวกเราไปชมดอกบัวทางนู้นกันเถอะเ้าคะด้านสวนข้างสระงดงามนัก”
ฮูหยินฟ่านเหลียวมองบุตรสาวแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้มเพราะอยู่ตรงนี้สามีคงคุยเื่บ้านเมืองไม่จบ“ก็ดี เช่นนั้นไปชมดอกบัวกันสักหน่อย” แล้วฮูหยินฟ่านก็สะกิดผู้เป็สามีว่าไปชมบัวกันเถิดฟ่านซือิย่อมไม่อยากปฏิเสธเพราะเดิมทีเขาก็อยากปลีกตัวอยู่พอดี
ทั้งสี่พากันเดินเลี่ยงออกมาทว่าเสนาบดีฟ่านจะปลีกตัวไม่ใช่เื่ง่าย ขุนนางคนอื่นๆ ไม่ยอมให้เขาหายไปเร่งคุยรั้งให้อยู่ต่อ จนสุดท้ายพวกสกุลเจิ้งถึงเดินเข้ามาทันใน ฟ่านหนิงหน้าบึ้งไปพริบตาหนึ่งที่สลัดให้บิดาไม่ได้พบพวกสกุลเจิ้งได้ทันแต่โชคดีที่นาง มารดาและฟ่านเฉิงขอตัวออกไปก่อนจึงหลบทัน
พวกนางเดินมาถึงสวนสระบัวส่องแสงสะท้อนโคมไฟยามค่ำใบบัวเรียงรายดอกบัวสีชมพูบานสะพรั่ง ดึงดูดสายตาผู้คน ฟ่านหนิงสูดลมหายใจลึกชมความสงบของสระบัวเงียบๆกระทั่งเสียงฆ้องประกาศ การแสดงของคณะละครก็เริ่มขึ้นนางไม่ได้รู้สึกอะไรแต่ฟ่านเฉิงตื่นเต้นร่าเริงนักจึงดึงพี่สาวกับมารดากลับไปนั่งชมด้านหน้าเวที
คณะละครขับร้องด้วยท่าร่ายรำงดงามผู้คนโดยรอบพากันปรบมือชมเชยจนนางก็เผลอชมสนุกตามผู้อื่นไปด้วยแต่ไม่นานฟ่านหนิงก็ต้องหายใจติดขัดอีกครั้งเมื่อเจิ้งเปาหย่งพามารดามานั่งใกล้พวกนางอีกครั้ง ‘นี่จะตามเป็เวรเป็กรรมไปถึงไหน!’ เ้าก่นด่าเขาในใจ
หากแต่เจิ้งเปาหย่งไม่รู้สิ่งนั้นสักนิดทั้งส่งยิ้มบางๆเอียงกายเล็กน้อยเพื่อเอ่ยทัก “คุณหนูฟ่าน มิคิดว่าจะได้พบกันที่นี่การแสดงเป็เช่นไรบ้าง เ้าชอบใจหรือไม่”
ฟ่านหนิงชะงักก่อนแสร้งยกยิ้มอ่อนโยน “ก็งดงามเ้าค่ะ ท่ารำล้วนมีชีวิตชีวา”
“เช่นนั้นหรือ”เจิ้งเปาหย่งจ้องสายตานางอย่างค้นหา “เมื่อครู่ข้าเห็นว่าเ้าสนใจชมบัวนัก บัวปีนี้งดงามกว่าปีก่อนเสียอีกข้าว่าจวนสกุลฟ่านก็คงปลูกบัวไว้ด้วย เ้าชอบปลูกดอกไม้หรือไม่”
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆแต่ใจจริงรำคาญนัก จะชวนคุยอะไรนักหนา “ไม่เ้าค่ะ จวนสกุลฟ่านไม่ค่อยปลูกดอกไม้ยิ่งดอกไม้ที่ตายง่ายๆ ข้าไม่มีความสามารถหรอกเ้าค่ะ” นางรีบบอกปัดก่อนที่เขาจะเอ่ยเกี้ยวพาทีทำนองว่า‘เช่นนั้นข้าขอไปชมดอกไม้จวนเ้าได้หรือไม่’ แค่คิดก็สะท้านไปทั้งกาย
หากด้านชายหนุ่มยังคงไม่ลดละ “คุณหนูฟ่านถ่อมตัวนัก หากวันหนึ่งได้เชิญเจ้สมาชมบัวในสวนจวนสกุลเจิ้งข้าคงยินดี”
ฟ่านหนิงใจเต้นแรงร้อง ‘ข้าไม่มีวันกลับไปเหยียบจวนสกุลเจิ้ง’แต่มือกำชายแขนเสื้อแน่นเพื่อข่มอารมณ์ “เกรงว่าจะรบกวนเกินไปเ้าค่ะ” นางตอบหลีกเลี่ยง ขนาดนางบอกว่าที่จวนตัวเองไม่มียังชวนนางไปที่จวนเขาอีกบุรุษผู้นี้อยากจะดองสกุลฟ่านเสียจ้องตาเป็มัน ชอบตำแหน่งเสนาบดีของบิดาข้ามากเลยสินะ
แต่อย่าหวังเลย! เพราะการที่แต่งกับเ้าไม่ใช่เพียงที่สกุลฟ่านจะล่มจมเพียงแค่แต่งกับเ้าข้าก็พบเื่ทุกข์ใจไม่เว้นแต่ละวันเรียกได้ว่าชีวิตของฟ่านหนิงเริ่มดำดิ่งั้แ่แต่งเข้าสกุลเจิ้งโดยไม่ต้องรอเื่โทษทัณฑ์เกี่ยวค้าของเถื่อนเื่ในบ้านที่กัดกินนางทุกวันในตอนนั้น...
ฉะนั้นถึงจะเป็บทสนทนาไม่กี่คำฟ่านหนิงก็ปล่อยต่อไปไม่ได้ต้องรีบหาทางออก นางหันไปทำทีเหลียวมองอีกด้าน “ดูเหมือนสหายของข้าจะเรียกหา” ว่าแล้วก็รีบลุกขึ้นขอตัว “ท่านแม่ข้าขอไปหากลุ่มสหายทางนั้นสักครู่นะเ้าคะ”ฟ่านหนิงรีบร่ำลาแล้วหนีไปไม่รอฟังคำลาของอีกฝ่าย
นางก้าวเดินเร็วๆออกมาขณะที่เห็นสกุลหวงของหวงซูหรงมาถึงงานแล้วเช่นกันครอบครัวของหวงซูหรงที่กำลังสทนากับคนของสกุลจงอยู่ฟ่านหนิงหรี่ตามองหวงซูหรงที่ยืนอยู่หลังมารดา สหายเสแสร้ง คนนี้ก็หันมาทางนางเช่นกันฟ่านหนิงจึงแสร้งยกยิ้มให้ ส่วนด้านสกุลจงที่มีเ้ากรมอากรเป็ผู้นำสกุลและมีคุณชายจง...จงป๋อซานคุณชายใหญ่ของสกุลร่วมอยู่ด้วย
ฟ่านหนิงส่งสายตาให้หวงซูหรงให้เดินไปรวมกลุ่มกันหวงซูหรงจึงทันไปขอตัวลากับมารดาแล้วหันหลังเดินมาทางนาง ฟ่านหนิงที่มองตามหวงซูหรงตลอดก็พลันได้เห็นสิ่งที่หวงซูหรงไม่เห็นคือสายของจงป๋อซานที่เผลอมองตามหวงซูหรงมองปลายนิ้วที่ถือผ้าเช็ดหน้าสะบัดไปมาอย่างแช่มช้า
จนเมื่อหวงซูหรงเดินมาถึงนางก็เลิกคิ้วเล็กน้อยเอ่ยถาม“คุณหนูใหญ่ฟ่าน รู้จักกับสกุลเจิ้งด้วยหรือ” หวงซูหรงน่าจะเห็นเมื่อครู่ว่านางมีบทสนทนากับเจิ้งเปาหย่งและตอนนี้ฮูหยินเจิ้งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กับมารดาฟ่านหนิง “เมื่อครู่ข้าเพิ่งเห็นว่าพวกเขามาทักทายเ้า”
ฟ่านหนิงแสร้งยิ้มใสซื่อ “ก็เพียงทักตามมารยาทเท่านั้น หาได้สนิทชิดเชื้อไม่”
แต่ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของฟ่านหนิงนางคล้ายจะคิดอะไรออก ‘เ้าเคยบอกนี่ว่าถ้าเลือกสามีก็ให้เลือกดีๆลองเป็เ้าที่เลือกไม่ดีดูบ้างจะเป็ไร’จงป๋อซาน...คนนี้เหมาะสมกับเ้าดียิ่ง ข้าจะเป็เทพจันทราอุ้มสมให้เองนางยกยิ้มมุมปากร้ายกาจพริบตาแล้วเก็บกลับไป
ขณะที่หวงซูหรงไม่ทันเห็นความคิดร้ายกาลพยักหน้าหัวเราะน้อยๆ“อ้อ เช่นนั้นเอง แต่ตอนนี้ได้ยินว่าเ้ากรมเจิ้งกำลังรุ่งเรืองนักเพราะมีมิตรในราชสำนักอยู่มาก ทำกิจการใหญ่โตส่งออกถึงนอกด่านรายได้มากมหาศาลทีเดียว”
“...หึ” คำพูดว่ารุ่งเรืองของพวกสกุลเจิ้งนั้นดั่งคมมีดกรีดลงกลางใจเพราะเงินทองเ่าั้คือพิษร้ายที่กัดกร่อนครอบครัวนางในชาติที่แล้วอย่างไรเล่า เงินฉ้อฉลที่ทำให้สกุลฟ่านต้องล่มสลายแต่ไม่ว่าอย่างไรบนใบหน้างดงามของนางกลับยังประดับด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา “จริงหรือนี่ เช่นนั้นก็ยินดีกับพวกเขาแล้ว”
ดีที่หวงซูหรงมิได้สังเกตความผิดแปลกนางหัวเราะรับพลางเดินไปหาที่นั่งแล้วชวนคุยเื่เครื่องแต่งกายและเกี่ยวกับการแสดงต่อฟ่านหนิงก็เพียงทำทีตีหน้าใสสนทนาไปด้วย แต่ใจไม่ได้อยู่ที่การแสดงตรงหน้า เพราะต้องรอจนกระทั่งเวลาล่วงเลยงานเลี้ยงดำเนินต่อไปให้นางต้องทำภารกิจ
จนเวลามาถึงที่คณะแสดงขับเสียงร้องและเสียงดนตรีจากในงานเลี้ยงยังคงดังเป็ระยะๆผู้คนในงานล้วนมองไปที่การแสดง ทว่าฟ่านหนิงกลับมิได้สนใจบรรยากาศเ่าั้ นางยกพัดขึ้นบังครึ่งหน้าเหลือบมองตามสตรีผู้หนึ่งไปถังหลันชิงจะเข้าประจำตำแหน่งแล้ว สตรีชุดสีเขียวอ่อนก้าวย่างเนิบช้าเรื่อยๆ ออกไปจากบริเวณงานไปยังระเบียงนอก
ั์ตาของฟ่านหนิงฉายแววอย่างมีประกายนางรอสักครู่แล้วก้าวออกจากกลุ่มอย่างเงียบงัน พลางเอี้ยวตัวสั่งเสียงเบา “ไป๋ซิน เ้าตามข้ามา”
จางไป๋ซินกำลังยืนอยู่ข้างกายนายหญิงรีบโค้งรับเดินตามเร้นกายออกมาจากความครึกครื้นเข้าสู่ทางเดินที่ทอดไปยังเรือนเล็กข้างงานเลี้ยง ซึ่งเป็ที่สำหรับพักผ่อนเงียบหรือใช้เป็ที่ปลดธุระส่วนตัว
ฟ่านหนิงก้าวถึงระเบียงไม้เงียบรอบกายยิ่งนัก นางยกมือลูบขอบพัดแ่เบาพลางเหลือบสายตามองไกลออกไปถังหลันชิงกำลังก้าวพ้นประตูอีกฟากกลับออกมาร่างในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนอวดความอ่อนหวานสะดุดตาแสงโคมสีนวลกระทบเนื้อผ้าทำให้ดูราวกับหยาดน้ำแข็งใสที่สะท้อนประกายเจิดจ้า
ฟ่านหนิงหยุดยืนรอครู่หนึ่งจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินสวนออกมาพอดี เวลาเหมือนตรงตามที่นาง้า
“คุณหนูถัง”เสียงเรียกนั้นกังวานแต่แฝงรอยแหลมคม
ถังหลันชิงหันมองสายตาสุภาพไม่เสียมารยาทใบหน้าอ่อนละมุนคลี่ยิ้มเล็กน้อย “คุณหนูใหญ่ฟ่าน” นางตอบกลับอย่างสงบ
ฟ่านหนิงยกยิ้มเฉียบเย็นก้าวเข้าใกล้พลางใช้พัดเคาะเบาๆที่ฝ่ามือ “ข้าเพียงสงสัยอยู่บ้างคุณหนูถังน่าจะรู้ตำตอบนี้ช่วยแจ้งให้ข้ากระจ่างที คุณหนูที่เติบโตมาจากชายแดนไกลจะคุ้นชินกับงานรื่นเริงของเมืองหลวงเช่นนี้ได้จริงหรือ” น้ำเสียงนั้นแฝงนัยดูถูกเด่นชัดทั้งทียังไม่ได้ถามสารทุกสุขดิบใดๆ นางก็เอ่ยประโยคค่อนขอดนำไปก่อนเสียแล้วนั้นเพราะฟ่านหนิงก็เบื่อที่จะต้องอ้อมค้อม ไหนๆ ก็จะทำอยู่แล้วจะวกไปไหนอีก
ถังหลันชิงเลิกคิ้วเรียวเพียงเล็กน้อยไม่ได้ทำตัวเป็นุ่นให้ชกเช่นก่อน อย่างน้อยก็มีปฏิกิริยาตอบกลับแววตายังคงสงบแต่แฝงประกายเยือกเย็น “เื่ที่คุณหนูฟ่านสงสัยข้าก็ไร้คำตอบแม้ข้าจะมาจากชายแดน แต่สิ่งที่รู้มาความเป็กุลสตรีมิใช่หาได้จากเมืองหลวง” ริมฝีปากโค้งรับวาจาเรียบง่ายแต่หนักแน่น
ฟ่านหนิงหัวเราะหยันเบาๆพลิกพัดในมือ “เป็กุลสตรีหรือ?ช่างกล้าพูดนักหากเป็เมืองชายแดนที่กันดาร จะมีสิ่งใดเลิศเลอเทียบเท่าเมืองหลวงแห่งนี้ได้เล่า”
ถังหลันชิงไม่ถอยหากแต่ก้าวเข้ามาอีกก้าวใบหน้ายังคงนิ่งดวงตาจ้องลึก เอ่ยคำพูดเฉียบคมราวมีด “แต่คุณหนูในเมืองหลวงหลายคนก็แสดงให้ข้าเห็นใช่ว่าจะสูงส่งสมคำร่ำลือหากไร้เป็ได้แต่เงาที่พาดพื้นดิน เมื่อแสงหมดเงาย่อมจางหาย”
วาจาคมกริบทำไห้ดวงตาของฟ่านหนิงวาวโรจน์ทันทีแต่เสียงหัวเราะกลับแ่ลงเป็เสียงแข็งกระด้าง “ปากดีจริงคุณหนูถังคมเสียจนคล้ายคนแค่อยากอวด”
“ข้าเพียงตอบตามจริง”ถังหลันชิงไม่เปลี่ยนสีหน้า “คุณหนูฟ่านหากปรารถนาจะยกตนสูงส่งนักก็ขออย่าได้กดคนอื่นต่ำลง มิเช่นนั้นจะยิ่งเผยความพร่องในใจตนเอง”
คำตอบแทงลึกเข้าไปในใจฟ่านหนิงชะงักไปชั่วครู่ ใบหน้าเริ่มตึงเครียดั์ตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่แม้จะเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ใช่ว่าจะอยากได้ยินบ่อยๆ ฉะนั้นน่าจะพ่นวาจาส่อเสียดเท่านี้ก็พอ
ฟ่านหนิงกัดฟันแน่น “เ้า...” แสร้งท่าทางโกรธจัดนางรู้สึกว่าตนเองเพลี่ยงพล้ำในถ้อยวาจาอย่างที่วางไว้ตามแผนไม่รอให้อีกฝ่ายได้เอ่ยอะไรต่อ นางร้ายอย่างนางก็เชิดหน้าขึ้น ใบหน้ามืดหม่นก่อนจะก้าวพุ่งไปข้างหน้ากระแทกไหล่ถังหลันชิงเต็มแรงแล้วเดินหน้าต่อไปร่างอรชรของอีกฝ่ายเซเล็กน้อยแต่ยังตั้งตัวได้มั่น
ถังหลันชิงมิได้กล่าวสิ่งใดต่อนางเพียงปรับท่าทางให้ตรงขึ้น ดวงตานิ่งสงบดังเดิม ไม่หันกลับไปมองแต่อย่างใดราวกับไม่เห็นความโกรธเกรี้ยวของฟ่านหนิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย แล้วจึงเดินตัวตรงกลับเข้าบริเวณงาน
หลังจากมั่นใจแล้วว่าถังหลันชิงเดินลับสายตาไปพ้นเขตระเบียงฟ่านหนิงก็หมุนกายกลับมาช้าๆ ไม่ได้รีบร้อนในสิ่งใด แววตาเปี่ยมโทสะเมื่อครู่มลายสิ้นดวงตาเรียวหลุบต่ำลงมองพื้นหินเย็นแข็งใต้เท้าก่อนจะหยุดลงตรงตำแหน่งที่เคยยืนรอเมื่อครู่
สายลมอ่อนพัดผมดำขลับพลิ้วสลวยดวงหน้าเผยแย้มรอยยิ้มเมื่อสะดุดเข้ากับสิ่งเล็กๆ บนพื้น มันคือถุงหอมสีฟ้าลายเถาวัลย์ประณีตปักด้วยเส้นไหมเล็กกะทัดรัดทว่ากลับดูโดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของระเบียงชาติที่แล้วนางไม่เห็นสิ่งนี้ตกได้อย่างไรนะ?
ฟ่านหนิงก้มลงมองถุงหอมสังเกตใกล้ๆสายตาของนางแฝงรอยพึงพอใจ นางหัวเราะเยาะในลำคอ ขณะคิดในใจ ‘ภารกิจนี้ง่ายนักเพียงปล่อยให้สิ่งนี้ตกอยู่ที่นี่ จนหานอี้เหอก็จะมาเก็บไปก็จบ’
ถุงหอมที่เป็เหมือนกุญแจไขเส้นทางของโชคชะตาฟ่านหนิงขยับกายตรงขึ้นแล้วเดินกลับเข้าสู่งานเลี้ยงใหญ่ในสวน ใบหน้าเรียบเฉยราวมิได้มีเื่ราวใดเกิดขึ้นเพราะมั่นใจว่าตอนนี้คงภารกิจสำเร็จแน่ๆ