เรเวลเดินมุ่งหน้าไปยังริมทะเลสาบฝั่งผู้ชาย..จนกระทั่งมาถึงจุดวางถุงนอนของเขากับรูอัน
‘เห้ออ…นอนดีกว่าแหะ..’
ตัวเขาถอดเกราะเบาออกแล้ววางลงข้าง
ความรู้สึกเบาสบายเริ่มปรากฎขึ้น
‘อืมมม...ยังไม่นอนดีกว่า’
เขาเก็บชุดเกราะใส่กระเป๋าเวทย์มนต์..แล้วเดินไปเรื่อยๆตามริมชายฝั่ง..จนกระทั่งไปเจอโขดหินริมทะเลสาบจำนวนมาก
ณ ตำแหน่งนี้มีโขดหินสูงชันกว่าที่อื่นวางเรียงรายอยู่บนพื้นทรายซึ่งใช้เป็นที่กำบังได้อย่างดี…ประกอบกับดันเจี้ยน ณ เวลานี้ค่อนข้างมืดสนิท..มีเพียงแค่อนุภาคแสงสีเขียวคล้ายแสงหิ่งห้อยลอยอยู่เต็มอากาศเท่านั้น
เรเวลค่อยๆนั่งลงบนโขดหิน ณ ตำแหน่งหนึ่ง
เขานั่งลงแล้วมองผิวน้ำริมทะเลสาบยามค่ำคืนอยู่เพียงลำพัง
‘ตอนนี้เอลิเซ่ทำอะไรอยู่กันนะ’
ผมนั่งคิดถึงเรื่องราวของเอลิเซ่และคฤหาสน์ร้างแห่งนั้น
ตัวเธอสูญเสียความทรงจำงั้นหรอ?..
“อึก..”
ผมเอามือจับไปที่หน้าอกตัวเอง..เพราะรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย
ภาพของเอลิเซ่ที่ร้องไห้ในวันนั้น...ทำไมกันแน่นะ….
“ชิ..” เรเวลกัดฟันแน่น
ช่างมันเป็นไรล่ะ…ไม่ว่าใคร..ก็ไม่จริงใจกับฉันสักคน..ในตอนแรกก็เข้าหาด้วยความใจดี..แต่พอตอนหลังก็ทอดทิ้งแบบไม่เหลียวแล...ฉันน่ะ…ฉันน่ะ…
“เรเวลนายยอมรับเถอะ..ว่านายตัดเอลิเซ่ไม่ขาด”
มีเสียงหนึ่งกระซิบข้างหูเขา
น้ำเสียงนั้นระบุไม่ได้ว่าเป็นชายหรือหญิง
“!"
เรเวลสะดุ้งแล้วหันไปด้านหลัง
ภาพที่เห็นตอนนี้มีเพียงแค่อากาศอันว่างเปล่า..กับอนุภาคแสงสีเขียวเท่านั้น
“แกเป็นใครน่ะ!!..” เรเวลตะโกนขึ้นทันที
สายลมอันเย็นเฉียบลอยวูบผ่าน
“ฉันคือกระจกที่สะท้อนจิตใจของนายไงล่ะ"
น้ำเสียงของตัวตนปริศนาเริ่มดังก้องขึ้น
“อย่ามาพูดบ้าๆนะ…แน่จริงโผล่ออกมาซะ..”
เรเวลมองไปยังอนุภาคแสงสีเขียวจำนวนมากที่ลอยอยู่รอบตัว
“ถ้านายรู้สึกเศร้าใจนัก..ทำไมไม่ลองทิ้งชีวิตในที่แห่งนี้ดูล่ะ…”
น้ำเสียงเริ่มเย็นเฉียบและชวนให้ขนลุกราวกับประสาทหลอน
“ความตายน่ะ..น่าหลงไหลนะ”
ไอเย็นลอยวูบผ่านตัวเรเวลไปหลายครั้ง..แต่เหงื่อกลับไหลออกมาไม่ยอมหยุด
‘ชิ..บ้าเอ้ย..มันอยู่ไหนกันแน่นะ…ทำไมสัมผัสพลังเวทย์ไม่ได้เลย’
“ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่สิ..มอบชีวิตให้ฉันสิ..”
เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆพยายามตั้งสติ
“ทั้งนายและเพื่อนของนายน่ะ…จะไม่มีใครรอดไปได้หรอก”
เด็กหนุ่มหลับตา..พยายามรวบรวมสมาธิและอ่านทิศทางกระแสของพลังเวทย์แบบละเอียด
"ฉันคือกระจกสะท้อนจิตใจของนาย..เรเวล"
เสียงชวนให้รู้สึกหลอน..ยังดังก้องอยู่ข้างหูไม่ยอมหยุด
ตอนนั้นเองรู้สึกได้ถึงบางอย่างโอบกอดจากทางด้านหลัง
“!”
เรเวลลืมตาขึ้นมองไปยังแขนข้างนั้นที่โอบกอดเขาจนเลยมาด้านหน้า
แขนสีน้ำตาล..เหี่ยวย่น…และมีรอยจุดสีดำ
“หง่าา..หงับบบ”
ขากรรไกรปริศนาพุ่งกัดลงไปตรงหัว
เด็กหนุ่มใช้ศอกกระทุ้งไปด้านหลังแล้วก้มหลบได้แบบฉิวเฉียด
“โฮกกกก……”
มีบางสิ่งบางอย่างที่กอดเขาจากด้านหลัง…พยายามกินศีรษะของเขา
‘มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล’
เปลวไฟลุกไหม้ท่วมตัวเรเวล
เขากระชากแขนที่กอดเขาออกแล้วหมุนตัวเตะอย่างแรง
“ฮั่ก..”
ศัตรูปริศนาถูกเตะเข้าที่คอ
เรเวลรีบกระโดดถอยห่าง
‘อาร์ติเฟกซ์-หอกศักดิ์สิทธิ์โฮลี่เจวาลิน’
‘เวทย์ไฟ…’
ตอนที่กำลังจะร่ายสกิล..ศัตรูได้หายตัวไป
ผ่านไปสักพัก…ลอยกัดพุ่งลงบนหินจนแตกกระจาย
เรเวลกระโดดหลบได้แบบฉิวเฉียด
“แกพรางตัวเก่งดีนักใช่ไหม..ถ้างั้นเจอนี่หน่อย”
‘เวทย์ไฟ-คัตเตอร์สเปียร์’
คมดาบครีบฉลามสีแดงพุ่งไปยังอากาศว่างๆที่หนึ่ง
‘ฉับ..’
ของเหลวสีเขียวกระฉูดออกมา
“ฮีๆๆๆๆ…….ฮากกกก….”
มีเสียงร้องคร่ำครวญจากอากาศอันว่างเปล่า..หลังจากนั้นร่างกายของศัตรูค่อยๆปรากฎขึ้น
“ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ๆๆๆๆ…”
ร่างกายสูง 1.5 เมตร
หัวใหญ่มนคล้ายแท่งบางอย่าง
เขี้ยวแหลมคมและน้ำลายไหลออกจากปาก
มือ2ข้างยาวจนผิดปกติ..ขาสั้น..ลำตัวยาว
สิ่งมีชีวิตนี้ยืน2ขาคล้ายมนุษย์
“ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ๆๆๆๆๆ…”
“โผล่หัวออกมาจนได้นะ..”
เรเวลพุ่งเข้าไปหวังใช้หอกแทง
สิ่งมีชีวิตนั้นหายตัวไปแบบลึกลับ..ทำให้การโจมตีปกติของเขาพลาด
“หงับบบบบ..”
คมเคี้ยวพุ่งกัดลงมา
เรเวลกลิ้งตัวหลบได้ทัน..ทำให้รอดพ้นอันตราย
สิ่งมีชีวิตนี้สามารถอำพรางพลังเวทย์ตัวเองได้..แต่จะปรากฎพลังเวทย์ออกมาเฉพาะตอนที่มันเลิกอำพรางตัว และในจังหวะนั้นต้องหลบการโจมตีของมันแบบเร่งด่วนที่สุด
‘เวทย์ไฟ-ไลน์นิ่งไดร์ฟ’
ศัตรูรีบพรางตัวอีกครั้ง
‘คัตเตอร์สเปียร์’
คมดาบครีบฉลามติดตามเป้าหมายอัตโนมัติ
‘ฉึก..’
“เฮี้ยกกกก…”
เสียงร้องแปลกๆชวนสยองปรากฎขึ้น
โหมดพลางตัวของศัตรูถูกยกเลิกชั่วคราว
เรเวลถีบพื้นแล้วพุ่งเข้าไปฟันเป้าหมายจนขาดสองเสี่ยงในทันที
เลือดสีเขียวสาดกระจายเต็มพื้น..ร่างของศัตรู2ท่อนค่อยๆสลายหายไป..เหลือแต่เพียงดรอปไอเท็มคล้ายผ้าคลุมแปลกๆทิ้งเอาไว้
‘โช้ง..เช้งง…ฟิ้วว…ตู้มมม’
เสียงต่อสู้ดังมาจากที่ไกลห่าง
เรเวลรีบมองไปทะเลสาบฝั่งตรงข้าม
“แย่แล้ว!…ต้องรีบไปช่วย”
เด็กหนุ่มใช้แอเรียลบินข้ามทะเลสาบไปในทิศทางตรงดิ่ง
*************************
#ณ ชายฝั่งทะเลสาบอีกตำแหน่งหนึ่ง#
เหล่านักเรียนห้องS กำลังร่วมมือกันต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่าง
“ย้ากกกกกกกก…”
มอนสเตอร์หายตัวเพื่อหลบการโจมตี
“ชิ..”
หลายคนพยายามอัดสกิลใส่..แต่ไม่โดนแม้แต่น้อย
สถานที่ๆเคยจัดปาตี้สังสรรค์รอบกองไฟบัดนี้ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสนามรบอันดุเดือด
“ขอชีวิตๆๆๆ..ขอร่างกายๆๆ”
มอนสเตอร์ตัวหนึ่งโผล่มาด้านหลังแล้วกัดเข้าเป็นที่ศีรษะของนักเรียนชายคนหนึ่ง
“อ้ากกกกกกกก..”
หลังจากนั้นไม่นานมอนสเตอร์ตัวนั้นก็หายตัวเข้าไปในร่างกายของชายคนนั้นราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว...นักเรียนชายคนนั้นดวงตาเปล่งแสงสีแดงฉานแล้วขยับปากด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
‘เวทย์ดิน-อัลติเมทแกรนคัตเตอร์’
เขาโจมตีใส่พวกเดียวกันในทันที
‘ฟิ้ววว..วืบบบ…ฉับบๆๆๆๆๆ’
“เห้ยยยย…แกจะบ้าป่าวนี่มันพวกเดียวกันนะ!!…อึก..” นักเรียนอีกคนถูกโจมตีจนลอยกระเด็น
มอนสเตอร์อีกตัวโผล่จากอากาศอันว่างเปล่า…เข้าโผกอดนักเรียนที่ลอยกระเด็นไว้แล้วกัดเข้าไปที่ศีรษะ
"หงับ…”
เกราะหน้าผากได้ป้องกันคมเขี้ยวเอาไว้..แต่ว่านักเรียนคนนั้นก็สูญเสียสติทันทีที่มอนสเตอร์กัดแล้วหายตัวเข้าไปในร่าง
ผู้คนที่ถูกมอนสเตอร์กัด..ต่างไล่โจมตีเพื่อนคนอื่นๆด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง
นักเรียนคนหนึ่งหลบการโจมตีของมอนสเตอร์และเพื่อนตัวเองด้วยความร้อนรน
“ยะ…อย่าบอกนะว่า..มะ..มะ..มอนสเตอร์พวกนี้นอกจากจะพูดภาษามนุษย์ได้แล้วมันยังสิงร่างได้ด้วยน่ะ!!!..”
เมื่อ10นาทีก่อนหน้านี้ขณะกำลังกินอาหารมื้อค่ำแล้วตั้งวงดื่มคุยสนุกสนานรอบกองไฟ ก็ได้มีเสียงกระซิบบางอย่างเกิดขึ้น...แล้วก็มีมอนสเตอร์โผล่มาโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว…หลายคนที่ถูกกัดก็ได้สูญเสียสติไปราวกับไม่ใช่มนุษย์
ลูน่ากับเซเลน่าพยายามหลบการโจมตีของมอนสเตอร์ไปเรื่อยๆ
เซซิเลียพยายามร่าย<อาณาเขตแห่งส่วนดอกไม้>...แต่มอนสเตอร์ก็โผล่มาโจมตีเรื่อยๆทำให้การร่ายสกิลถูกขัดตลอด
ตอนนั้นเองมีนักเรียนคนหนึ่งที่ถูกสิงโจมตีใส่เซเลน่าจากด้านหลัง
เซเลน่าก้มตัวหลบ..แล้วหมุนตัวใช้หมัดเสยแบบอัพเปอร์คัทเข้าไปที่คาง
ทันทีที่นักเรียนคนนั้นลอยกระเด็นเซเลน่าใช้เขาเป็นโล่กำบังแล้วร่ายสกิล
‘เวทย์ไฟ-โซลิดวิง’
ปีกแห่งวิหคเพลิงปั่นกระแทกอย่างรุนแรงต่อเนื่อง..การโจมตีดุจพายุอันดุเดือดได้พัดพานักเรียนที่ถูกสิงหลายคนกระเด็นไปกระแทกตามโขดหินและต้นไม้…..เกราะโลหะถูกการโจมตีจากสกิลเสียดสีจนเกิดสะเก็ดไฟ
มอนสเตอร์กระเด็นออกมาจากตัวของนักเรียนที่ถูกสิงแล้วกระอักเลือดสีเขียวออกมา
“หึ..กะแล้วว่าการสิงร่างมันก็คือเวทย์มนต์ประเภทหนึ่งนี่เอง”
เซเลน่าพูดแบบนั้นแล้วหลบการโจมตีของมอนสเตอร์ต่อ
การสิงของมอนสเตอร์สามารถแก้ไขได้ด้วยสกิลลบล้างเวทย์มนต์..ฉะนั้นจึงไม่ใช่ปัญหา..แต่ปัญหาคือ…
‘บ้าเอ้ยย..กระจุกตัวกันหลายคนแบบนี้นี่สู้ยากชะมัด…ถ้า 1-1 และมีคนอยู่น้อยๆในที่โล่งๆละก็..คงไม่มีปัญหาแบบนี้แน่’
เซเลน่าใช้หมัดเสยมอนสเตอร์1ตัว…แต่มอนสเตอร์อีกตัวก็โผล่มากัดที่ขา
ฝันแหลมคมเสียดสีกับเกราะขาจนเกิดสะเก็ดไฟ
‘ยะ..แย่แล้วถูกมันสิงแน่!!..’
ตอนนั้นเองมีนักเรียนคนหนึ่งพุ่งมาโจมตีเซเลน่า
“น่ารำคัญจริงโว้ยยยยยยยยยยยยยยยย”
เซเลน่าใช้ขาข้างที่มอนสเตอร์กำลังกัดอยู่เตะเข้าที่ลำตัวของนักเรียนคนนั้น
มอนสเตอร์หลุดออกจากขาแล้วปลิวไปพร้อมกับนักเรียนที่ถูกสิง
“หึ..ค่อยยังชั่ว..ดูเหมือนถ้าไม่ถูกกัดที่หัวจะไม่ถูกสิงงั้นสินะ”
ทางฝั่งเซซิเลียตัวเธอกำลังหลบการโจมตีของมอนสเตอร์5ตัวและนักเรียนคนอื่นๆกว่า10คนที่ถูกสิง
มอนสเตอร์หายตัวไปมา..ผลุบๆโผล่ๆสลับไปเรื่อยๆ
‘จะทำยังไงดี..สัมผัสพลังเวทย์ของศัตรูไม่ได้เลย..แถมคนที่ถูกสิงก็เป็นเพื่อนร่วมห้องของเราด้วย...ถ้าเกิดทำร้ายพวกเขาไปละก็…’
เธอคิดในใจอย่างร้อนรนพร้อมกับเหงื่อที่ไหลซึมออกมาตามหน้าผาก
มอนสเตอร์ตัวหนึ่งโผล่มาตรงจุดอับของเซซิเลีย
“อ้ะะ….!”
เซซิเลียถูกบางอย่างโฉบเข้าแล้วพาบินขึ้นไปบนอากาศ
“เอ๊ะ!..เรเวล”
“ค่อยยังชั่ว..เธอไม่เป็นอะไรสินะ..”
เรเวลอุ้มเซซิเลียในท่าอุ้มเจ้าหญิงขณะบินบนอากาศด้วยแอเรียล
“ไม่เป็นไรค่ะ..ขอบคุณนะคะ..ว่าแต่คุณปลอดภัยดีใช่ไหม”
“ก็เกือบโดนมันเล่นแล้วเหมือนกัน…แต่ดูเหมือนมอนสเตอร์พวกนี้จะบินไม่ได้..ฉะนั้นหากมีจำนวนมากๆเราโจมตีพวกมันจากบนอากาศจะปลอดภัยกว่านะ…”
“แต่ถ้าทำแบบนั้นเพื่อนห้องเราจะโดนลูกหลงไปด้วยนะคะ..แถมมอนสเตอร์พวกนั้นสามารถสิงร่างมนุษย์ได้ด้วย”
“เอ๊ะ!..สิงร่างงั้นหรอ!?”
เรเวลดูตกใจเล็กน้อย…แต่เขาก็พูดออกไปต่อ
“ไม่ต้องห่วงหรอก..เธอแค่ใช้<เมล็ดต้นไม้โลก>ปาไปผนึกพวกนั้นไว้ให้หมดก็พอ..”
“เข้าใจแล้วค่ะ"
'เวทย์พืช-เมล็ดต้นไม้โลก'
'เวทย์พืช-เมล็ดต้นไม้โลก'
เมล็ดพืช 5เมล็ดปรากฎขึ้นที่มือข้างซ้ายและข้างขวา รวมกันเป็น10เมล็ด
เซซิเลียปาเมล็ดลงไปข้างล่างทันที
มอนสเตอร์ที่หายตัวเพื่ออำพรางตัวตน..ถูกเมล็ดต้นไม้โลกกระแทกใส่แล้วโดนผนึกในพริบตา..ส่วนนักเรียนคนอื่นๆที่ถูกสิงก็ถูกผนึกด้วย
‘เวทย์ไฟ-โซลิดวิด'
เซเลน่าโจมตีใส่ซ้ำ..ผ่าทั้งต้นไม้โลกและมอนสเตอร์ไปพร้อมๆกัน
เซซิเลียเรียกเมล็ดต้นไม้โลกออกมาแล้วปาใส่เรื่อยๆจากบนอากาศ
“เซซิเลียเธอใช้เอเรียลบินแล้วปาเมล็ดพืชคอยสนับสนุนอยู่ตรงนี้นะ….เดี๋ยวฉันจะลงไปสู้ข้างล่างเพื่อลดจำนวนมันให้เร็วขึ้น”
“แต่เมื่อกี้คุณบอกว่าสู้ข้างล่างมันไม่ปลอดภัยไม่ใช่หรอคะ?”
“ก็ตามนั้นแหละ…แต่มันก็มีข้อยกเว้นล่ะนะ”
เรเวลตะโกนลงไปข้างล่างทันที
“ทุกคน!!….มอนสเตอร์พวกนี้ต้องใช้สกิลที่ติดตามอัตโนมัติเท่านั้นนะ..ถึงจะโจมตีโดนน่ะ”
“นี่นายตาบอดหรือไง..ฉันก็ทำอยู่เนี่ย” ลูน่าตะโกนด่ากลับ
เพราะตัวเธอก็ยิงกระสุนที่มีผลติดตามอัตโนมัติสังหารมอนสเตอร์หลายตัวมาตั้งนานแล้ว…แต่แค่จำนวนมันเยอะมากก็เท่านั้นเอง
เรเวลลงมาเหยียบบนพื้น…แล้วร่ายสกิล<ไลน์นิ่งไดร์ฟ> ผสานกับ <มานาโซน-ไฟเยอร์แอเรียล>
อนุภาคแสงสีเขียวรอบตัวกลายเป็นเชื้อพลังเวทย์ขับดันในการใช้มานาโซนทำให้ผลลัพธ์ของมันรุนแรงขึ้นอย่างมาก
เรเวลพุ่งเข้าไปฟันมอนสเตอร์อย่างรวดเร็วก่อนที่ศัตรูจะอำพรางตัว
การโจมตีด้วยปลายหอกเทวทัณฑ์สร้างความเสียหายทางกายภาพที่ไม่ธรรมดา
มอนสเตอร์ถูกปลายหอกคมกริบฟันขาดเป็นเสี่ยงๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาสกิลแม้แต่น้อย
“ย้ากกกกก..”
‘ฉับบ..’
“ฮี่กกกกกกกกกก…”
มอนสเตอร์ร้องคร่ำครวญแล้วสลายหายไป
เรเวลหลบมอนสเตอร์ที่โจมตีเข้ามา..แล้วใช้ปลายหอกแทงทะลุหน้าอก
มอนสเตอร์ที่เหลืออาศัยจังหวะที่หอกเรเวลถูกตรึงแน่น…กระโดดเข้ามาโจมตี
‘เวทย์ไฟ-เบิร์สแลนซ์’
ปลายหอกเปล่งแสงแล้วเกิดระเบิดอย่างรุนแรง
“ตู้มมมมมมมมมมมม”
มอนสเตอร์ที่ถูกหอกแทง..ระเบิดเป็นเสี่ยงๆจากภายใน…ส่วนมอนสเตอร์ที่กระโจนเข้ามาลอยกระเด็นไปด้วยแรงระเบิด
“!”
ลูน่าเห็นดังนั้นจึงรีบชูปืน1กระบอกขึ้นฟ้า
‘เวทย์แสง-กระสุนแสงดาวตก’
เกิดอักขระวงเวทย์สีเหลืองรอบตัวมอนสเตอร์ที่ลอยกระเด็น
'เปรี้ยงงง!'
ดาวตกแสงผ่าลงมาราวกับสายฟ้า..ทะลุร่างกายมอนสเตอร์หลายตัวจนสิ้นชีวิตในทันที
ห้องSคนอื่นๆที่ไม่มีสกิลติดตามอัตโนมัติและมีสเตตัสความเร็วที่ไม่สูงพอ..จึงอาศัยจังหวะโจมตีมอนสเตอร์ตอนที่ถูกผนึกโดยต้นไม้โลกของเซซิเลียแทน
ไม่นานนักมอนสเตอร์ปริศนาก็ถูกจัดการลงจนหมด..ส่วนนักเรียนที่ถูกสิงก็ถูกสกิลลบล้างเวทย์มนต์ของเซเลน่าโจมตีใส่..จนหลุดออกจากร่าง..แล้วก็ถูกตัวเธอจัดการ
“เห้อ..จบสักทีนะครับ”
“นึกว่าชั้นนี้จะไม่มีมอนสเตอร์ซะอีก”
รูอันกับชีน่าทำได้แค่หลบและวิ่งหนีอย่างเดียว..พวกเขาจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก..เมื่อความวุ่นวายจบลง
“ท่านเซซิเลียคะ..มอนสเตอร์ตัวเมื่อกี้เลเวลประมาณไหนหรอคะ”
นักเรียนหญิงคนหนึ่งถาม…เธอคนนี้เป็นหนึ่งในคนที่ต่อสู้เรื่อยมาแล้วรอดจากการถูกสิงมาได้
“ก็ประมาณนี้แหละค่ะ”
เซซิเลียแสดงข้อมูลของมอนสเตอร์ที่ตัวเองเห็นให้ดู
ตัวเธอยื่นฝ่ามือมาด้านหน้า
ปรากฎหน้าจอแสง3มิติพร้อมตัวอักษร
-----------------------------
[โกสต์อิลูชั่น]
มอนสเตอร์: LV33
เผ่า: วิญญาณ
รายละเอียด: มอนสเตอร์สิ่งสู่และปั่นปวนจิตใจ
------------------------------
“ทำไมรายละเอียดของมันดูแปลกๆจังแหะ..แล้วมอนสเตอร์พวกนี้ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนงั้นหรอ?” เรเวลเดินมามองแล้วถามเซซิเลียแบบนั้น
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ..แต่เลเวลมันมากกว่ามอนสเตอร์ในชั้นที่2,3,4 อยู่ 1เลเวล”
“หือ?..เพิ่มมาแค่1เลเวลแต่ความสามารถเพิ่มขึ้นมหาศาลเลยนะ”
“คงเพราะความสามารถของมันเริ่มเข้าใกล้เลเวล40มากขึ้นล่ะมั้งคะ”
“พูดง่ายๆคือพวกมันเข้าใกล้การเป็นสัตว์ปีศาจมากขึ้นสินะ..”
เรเวลกล่าวแล้วเดินเข้าไปเก็บดรอปไอเท็มของมอนสเตอร์ [โกสต์อิลูชั่น]
ส่วนรูอันกับชีน่าเริ่มทยอยรักษาคนอื่นๆที่บาดเจ็บ
“เจ้ากระต่าย..ชุดเกราะของนายไปไหน?” ลูน่าถาม
“ฉันถอดเก็บไว้ในกระเป๋าเวทย์มนต์น่ะ..แบบว่าใส่ตลอดเวลาแล้วมันอึดอัด”
“งั้นหรอ…แต่ฉันว่านายใส่มันดีกว่านะ..เพราะชั้นนี้เองก็ไม่ได้ปลอดภัย100%เหมือนกัน”
“อืมเข้าใจแล้ว..ขอบใจนะที่เป็นห่วง”
หลังเรื่องราววุ่นวายจบลงสมาขิกในห้องจึงตกลงกันใหม่ว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะนำถุงนอนมานอนในระยะใกล้กันเพื่อความปลอดภัยจากมอนสเตอร์..แต่ทั้งนี้ยังคงแบ่งโซนชายหญิงเหมือนเดิม…โดยจะมีการผลัดเวรกันเฝ้ายามครั้งละ2คนทุกๆ1ชั่วโมง
“พวกเราจะขยายเวลาพักเป็น15ชั่วโมงนะคะ..แต่ละคนจะต้องได้เฝ้ายามคนละ1ชั่วโมง ซึ่งใน1ชั่วโมงนี้จะมีคนเฝ้ายามอยู่ด้วยกัน2คน” เซซิเลียเสนอตารางผลัดเวรกันเฝ้ายาม"
“พูดง่ายๆคือใน 1 ชั่วโมงจะมีคนเฝ้าเวรอยู่2คน..พอหมดชั่วโมงนั้นแล้ว 2คนนั้นก็ไปนอน..แล้วให้อีก2คนซึ่งเป็นคิวถัดไปมาเฝ้าเวรแทน..อย่างงั้นสินะครับ” รูอันถามเพื่อความชัวร์
“ใช่แล้วค่ะ..คุณรูอัน..แต่ว่าคุณรูอันกับคุณชีน่าไม่ต้องเฝ้าเวรก็ได้นะคะ..เพราะผู้ใช้อาร์ติเฟกซ์สายรักษาซึ่งไม่มีสกิลโจมตี..เฝ้าเวรไปก็เปล่าประโยชน์..ฉะนั้นพวกคุณพักให้เต็มที่เถอะค่ะ”
“เข้าใจแล้วครับ/เข้าใจแล้วค่ะ”
“เอ่อ..ถ้างั้นห้องเราจะเหลืออยู่แค่ 30 คน ที่ต้องเฝ้าเวร ซึ่งจะแบ่งได้ทั้งหมด 15 คู่ พอดีสินะ..แล้วใครจะคู่ใครล่ะ?” เซเลน่าถาม
“ก็จับคู่กันตามอัธยาศัยไงคะ ><” เซซิเลียกล่าวจบแล้วเข้าไปกอดแขนเรเวล
“วะ..เหวออ….” เรเวลตกใจเสียหลักเล็กน้อย….
หลังจากนั้นสมาชิกในห้องแต่ละคนก็เริ่มจับคู่กัน…จนเหลือแค่ลูน่ากับเซเลน่าเท่านั้นที่ไม่มีคู่
“ฉันต้องคู่กับเธอสินะ..ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเวิ้งว้างละกัน” เซเลน่ากล่าว
“หึ..” ลูน่ากอดอกแล้วหันหน้าไปด้านข้าง