ตอนที่ 52
ออกตามหาสมุนไพรห้าสี
หลิงเฉินจำเป็นต้องหาสมุนไพรห้าสีมาให้ได้เพื่อใช้ในการหลอมยาจื่อซู่ขึ้นมา แต่ว่าการหลอมยาเม็ดวิญญาณจื่อซู่ขึ้นมามันต้องใช้สมุนไพรห้าสีที่ยังเปล่งแสงอยู่เท่านั้น
สมุนไพรห้าสีคือสมุนไพรที่ใบของมันจะเปล่งประกายแสงห้าสีออกมาตลอดเวลาแต่เมื่อใดที่ใบของพวกมันถูกดึงออกมาจากลำต้น เมื่อผ่านไปสองชั่วยามใบของมันจะหมดแสงทันที
คุณค่าของสมุนไพรห้าสีตอนเปล่งประกายแสงห้าสีมันมีค่ามาก สามารถนำไปปรุงยาได้หลายอย่างแต่ถ้ามันหมดแสงในตัวแล้วคุณค่าของมันก็เปรียบดังต้นหญ้าไร้ค่า
การที่หลิงเฉินจะนำสมุนไพรห้าสีกลับมาหลอมยาหลิงเฉินจะต้องนำพวกมันมาทั้งต้นโดยไม่ปล่อยให้มันตาย มันเป็นเรื่องที่ถือว่ายากเย็นอย่างนึง
หลังจากที่หลิงเฉินตัดสินใจได้ว่าเขาจะออกไปหาสมุนไพรห้าสี เขาก็รีบมุ่งตรงตามหลังหวังเซียนที่เพิ่งจะกลับไปทันที แต่เขานั้นไม่ได้ไปหาหวังเซียนแต่อย่างใดแต่หลิงเฉินไปซื้อม้าจากคอกม้าภายในเมืองชิงลู่ต่างหาก เขาต้องมีพาหนะในการเดินทางก่อนเป็นอย่างแรก
และเมื่อได้ม้ากลับมา ภายในมื้อเย็นที่โต๊ะอาหารมีหกชีวิตนั่งล้อมรอบ หลิงเฉินก็ได้บอกเกี่ยวกับเรื่องการออกตามหาสมุนไพรห้าสี กับครอบครัวเยี่ยและพี่น้องลู่ภายในโต๊ะอาหารค่ำ
“ ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ!!! ” นางเยี่ยเอ่ยออกมาด้วยความตระหนกเมื่อได้ยินว่านายน้อยของตนเองจะออกเดินทางไปสักพัก
“ ข้าจะออกไปตามหาสมุนไพรห้าสีน่ะขอรับ ” หลิงเฉินตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย
“ พรุ่งนี้เลยหรือเจ้าคะ ” นางเยี่ยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง นายน้อยหลิงดีกับครอบครัวของนางเป็นอย่างมากจะหานายที่ดีเช่นนี้ได้ที่ใด และถึงแม้นายน้อยหลิงจะเป็นผู้ฝึกตนแต่เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 16 ปีเท่านั้น ออกไปท่องใต้หล้าคนเดียวจะไม่ให้เป็นห่วงได้เยี่ยงไร
“ ใช่แล้วขอรับข้าต้องไปพรุ่งนี้เลยอย่างไรข้าก็ต้องรบกวนพวกท่านทั้งสองดูแลลู่หมิงและลู่หนิงแทนข้าด้วยนะขอรับเพราะว่าการไปในครั้งนี้ไม่รู้ว่าข้าจะต้องใช้เวลานานขนาดไหนถึงจะหาสมุนไพรห้าสี พบ ” หลิงเฉินกล่าวออกมาพลางกับใช้ตะเกียบตักอาหารเข้าปาก
“ ไม่ไปไม่ได้หรือเจ้าคะ ” นางเยี่ยถามอีกครั้งแต่หลิงเฉินก็ส่ายหัวตอบกลับไปทันที
“ ไม่ได้ถ้าข้าไม่สามารถหามันมาได้ข้าคงจะแย่ ”
“ มันหนักหนาขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ ”
หลิงเฉินทำเพียงยกยิ้มตอบกลับนางเยี่ยไปถ้าเขาไม่สามารถได้ยาเม็ดวิญญาณจื่อซู่มา และเขายังขัดเกลาพลังวิญญาณไปให้สูงกว่าระดับนี้ ระยะเวลาในการใช้พลังวิญญาณของเขาก็จะยิ่งลดน้อยลง เพราะร่างกายมันรับภาระไม่ไหว
ทันใดนั้นเองเสียงของลู่หมิงก็ได้ดังขึ้นมา “ ให้ข้าไปด้วยนะขอรับท่านพี่ใหญ่!!! ” เด็กน้อยวัย 8 ปีแสดงแววตาที่มุ่งมั่นออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
หลิงเฉินสายหน้าตอบปฏิเสธกับไปพร้อมกับกล่าวว่า “ มันอันตรายเกินไปสำหรับเจ้าลำพังตัวข้าเองยังจะพอดูแลตัวเองได้แต่ถ้าจะมาให้ห่วงหน้าพะวงหลังข้าคงจะทำไม่ได้ ”
ไม่ได้ยินคำตอบนั้นใบหน้าของเด็กน้อยวัย8 ปีก็เต็มไปด้วยความสลด หลิงเฉินก็ยิ้มดีใจที่เห็นทุกคนเป็นห่วงเขาเช่นนี้
ขณะนั้นเองหลิงเฉินก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่กำลังดึงชายเสื้อของเขาอยู่ หลิงเฉินกวาดสายตามองไปหาเจ้าของมือเล็กๆนั้น ลู่หนิงกำลังใช้มือเล็กๆของตนเองดึงชายเสื้อของเขาอยู่ยังไม่ปล่อยมือ
“ มีอันใดลู่หนิง ” หลิงเฉินถามด้วยความสงสัย ทันใดนั้นเองเด็กน้อยลู่หนิงก็ใช้แววตาที่เศร้าหมองของตนจ้องมาที่พี่ใหญ่ที่กำลังจะออกเดินทาง
“ กลับมาเร็วๆนะเจ้าคะท่านพี่ใหญ่ ” ลู่หนิงกล่าวออกมาด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู เมื่อหลิงเฉินเห็นก็ให้เอ็นดูนักเขายื่นมือของตนเองไปสัมผัสที่ผมของลู่หนิงก่อนจะออกแรงลูบอย่างเบาๆอย่างอ่อนโยน
“ เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว พี่จะรีบกลับมา ” หลิงเฉินเอ่ยพลางแสดงรอยยิ้มที่มีความสุข
หลังจากนั้นหลิงเฉินก็จัดการเรื่องทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พักผ่อนทันทีเพราะว่ายามรุ่งขึ้นเขาจะออกเดินทางไปจากคฤหาสน์หลังนี้
ตอนเช้าหลิงเฉินก็ได้ขี่ม้าออกไปทันทีโดยมีครอบครัวเยี่ยและพี่น้องลู่มาคอยส่ง โดยนางเยี่ยนั้นเตรียมอาหารจำนวนนึงให้กับหลิงเฉินติดตัวไปด้วย ม้าสีน้ำตาลที่บนหลังของมันมีเด็กหนุ่มวัย 16 ปีที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬนั่งอยู่ ได้ออกวิ่งจากคฤหาสน์หลังใหญ่มุ่งตรงเข้าไปภายในป่า
หลิงเฉินไม่ค่อยจะเป็นห่วงคนที่คฤหาสน์กลางน้ำสักเท่าไหร่เพราะว่าเขานั้นได้กางเขตแดนของอักขระเอาไว้แล้วและยังมีปลามังกร 7 สีที่เป็นสัตว์อสูรวิญญาณระดับสีดำคอยดูแลอยู่ด้วย
การจะต่อกรกับสัตว์อสูรวิญญาณระดับสีดำผู้ฝึกตนจะต้องมีระดับพลังวิญญาณอยู่ถึงขั้นบรรลุชะตาขึ้นไปแล้ว ในบริเวณเมืองชิงลู่ไม่มีผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับบรรลุชะตาเช่นเขาอีกแล้วเลยไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวว่าคฤหาสน์ของเขาจะเป็นอันตราย
ห่างออกไปตรงบริเวณชายแดนแคว้นหมิงและแคว้นหลิวกองทัพของทั้งสองแคว้นที่มีทหารร่วมแสนนายกำลังตั้งแถวรอการเข้าปะทะกันอยู่ตรงกลางสมรภูมิ วันนี้จะเป็นวันชี้ชะตาของสงครามในครั้งนี้
หมิงเหอหลิงที่สวมเกราะสีทองอร่ามนั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำสนิทก้าวเท้าออกมาด้านหน้าของทหารทุกคน เผยให้เห็นความกล้าหาญและความสง่างามในเวลาที่นั่งอยู่บนหลังม้าประหนึ่งเทพสงครามที่กำลังนำทัพ
จบบท