ตอนที่137 เรื่องเข้าใจผิด
ซูเวยหยิบต้นคอของหงน้อยจากไหล่ตนเองออกมาแล้วจ้องมองต่อหน้ากันพลางหรี่ตามองอย่างจับผิดทำให้หงน้อยตัวสั่นเทาแลดูน่าสงสารยิ่งนัก ทว่าเธอรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมันจึงไม่ใจอ่อนยอมปล่อยไปแต่อย่างใดเธอสอบถามมันเสียงเข้มจริงจังว่า “หงน้อย แกหายไปไหนมา?ตอบฉันมาตามตรง”
หงน้อยเห็นว่าการออดอ้อนของตนเองไม่สามารถหลอกล่อซูเวยได้มันบีบน้ำตาให้ดูน่าสงสารและทำท่าสะอื้นพร้อมกับส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณว่า “เวยเวยเวยเวยไม่ใช่คนใจร้ายนี่นา ข้าแค่เหงาที่ไม่มีใครเล่นด้วยก็เลยออกไปเล่นนอกบ้านรอสืออู๋เจ๋อแค่นั้นไม่ได้ออกไปกลั่นแกล้งใครสักหน่อย”
ซูเวยพบว่ามันไม่ได้สร้างปัญหาจริงเพราะไม่พบความผิดปกติใดๆจากชาวบ้านของหมู่บ้านมังกรทว่าเธอกลับพบว่าพฤติกรรมของหงน้อยเหมือนกับเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมมารยาของผู้คนมากขึ้นทำให้เธอไม่แปลกใจเท่าใดนัก จึงถามเพื่อให้หงน้อยคิดตามว่า “หงน้อยแกอยู่ในพื้นที่เหยียนเจียงนานเกินไปจนไม่ได้รับรู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งพบศัตรูที่สามารถสังหารแกได้ในพริบตาแกจะทำยังไง?”
หงน้อยพลันหยุดสะอื้นมันจ้องมองหน้าซูเวยพลางเอียงคอด้วยท่าทางสงสัยและถามกลับว่า “เอ! ถ้าอย่างนั้นข้าควรทำยังไงดี?”
“แกจำเป็นต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ไม่ใช่ห่วงแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ ต้องรู้จักฝึกฝนตัวเองด้วย อย่าขี้เกียจนักสิ”ซูเวยพูดตามจริง เนื่องจากเธอพบว่าหงน้อยตัวหนักขึ้นเล็กน้อยกอปรกับเธอสำรวจสืออู๋เจ๋อและพบว่าเขาไม่ได้แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเลยบ่งบอกว่าหงน้อยมัวแต่เล่นมากกว่าทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับสืออู๋เจ๋อตามที่เธอมอบหมายงานไว้ก่อนเดินทางไปเมืองหลวง
คำตอบของซูเวยที่ตรงกับความจริงทำให้หงน้อยเบิกตาโตพลางส่ายหางอย่างสำนึกผิดมันก้มหน้าด้วยความรู้สึกเศร้าสลดว่า “เวยเวยรู้จนได้ ข้ายอมรับว่าพอเห็นโลกแปลกใหม่ก็เลยห่วงเล่นไปหน่อยเวยเวยให้โอกาสข้าอีกสักครั้งได้ไหม?”
“ก็ได้ไปอยู่กับพี่ชายลู่เพ่ยก่อน ฉันจะพาแกไปที่แห่งหนึ่งในวันพรุ่งนี้”ซูเวยโยนหงน้อยให้กับหลงลู่เพ่ย ซึ่งเขาเตรียมรอรับตัวหงน้อยไว้ก่อนแล้วหงน้อยไม่กล้าขัดขืนเพราะหลงลู่เพ่ยแข็งแกร่งกว่ามัน ฉะนั้นมันจึงเกาะไหล่เขาและอยู่นิ่งอย่างสงบเสงี่ยม
จากนั้นซูเวยเดินนำทุกคนเข้าไปในตัวบ้านเธอเหลือบมองเห็นยายกำลังเย็บผ้าอยู่เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ซูเวยเห็นยายทำอยู่เสมอเธอเห็นว่ายายทำอย่างมีความสุขจึงไม่ได้ห้ามปรามอะไร
“ยายคะหนูกลับมาแล้วค่ะ มีพี่ชายสองคนมาแนะนำให้ยายรู้จัก พวกพี่เขาจะมาอยู่กับเราสักพักแต่บางวันอาจไม่ได้อยู่นะคะ” ซูเวยบอกยายพลางเดินเข้าไปกอดแขนพร้อมกับใช้แก้มตนเองแนบท่อนแขนยายอ้อนอย่างน่ารักทำให้เกาอิงที่กำลังเย็บผ้าอยู่บนตั่งขนาดใหญ่ในบ้านพลันหยุดชะงักและเงยหน้าขึ้นมองหลานสาวที่กำลังส่งยิ้มหวานให้อยู่
“เวยเวยกลับมาแล้วเป็นอย่างไรบ้างเดินทางไกลเหนื่อยไหม?”ยายลูบหัวหลานสาวด้วยความรักใคร่พลางถามด้วยความห่วงใย
ภาพการแสดงความรักของสองยายหลานทำให้สององครักษ์ยืนจ้องมองอย่างมีความสุขไปด้วยพวกเขารู้สึกว่าเจ้านายน้อยมีพฤติกรรมเหมือนเด็กทั่วไปเมื่ออยู่ต่อหน้ายายแตกต่างจากเวลาที่อยู่กับพวกเขาที่ซูเวยจะเหมือนผู้ใหญ่ที่เฉลียวฉลาดคนหนึ่ง
จากนั้นเกาอิงชักชวนทุกคนไปทานอาหารเย็นร่วมกันก่อนที่จะให้จิวมู่ตานช่วยเตรียมเครื่องนอนสำหรับสองชายหนุ่มบนชั้นสอง
ระหว่างทานอาหารเย็นด้วยกันปรากฏว่ามีภาพแปลกประหลาดบนโต๊ะอาหารระหว่างชายหนุ่มสามคนที่จ้องมองกันไปมาด้วยความสงสัยใคร่รู้สืออู๋เจ๋อเหลียวมองระหว่างชายหนุ่มทั้งสามคนด้วยความสนใจ เขาพบว่ามีบางคนที่รู้สึกไม่พอใจกับท่าทางของซูเวยที่แสดงออกมาแตกต่างกันระหว่างชายหนุ่มทั้งสามคน
“พี่ชายลู่เพ่ยพี่ชายอี้เฟิงคะ อาหารน้าจิวทำอร่อยไหมคะ?”ซูเวยหันหน้าถามสององครักษ์อย่างใส่ใจ
“อร่อยครับเป็นอาหารพื้นเมืองที่ปรุงรสได้ดีทีเดียว” หัวอี้เฟิงพยักหน้ารับและพูดชื่นชมตามจริง
“ใช่ครับบางทีทานอาหารจากรสมือพ่อครัวคนเดิมก็เบื่อพอเจอแม่ครัวคนใหม่รู้สึกว่ารสชาติแปลกใหม่ อร่อยดีครับ”หลงลู่เพ่ยพูดชื่นชมและเสริมคำพูดของเพื่อนตามรสชาติจริงที่เขาสัมผัสได้
“แหม!ฉันก็ปรุงแบบเดิมนั่นแหละค่ะ แต่พวกคุณเพิ่งจะได้ทานครั้งแรกเฉยๆ”จิวมู่ตานหัวเราะชอบใจพลางอธิบายอย่างถ่อมตัว
จู่ๆซ่งลี่หมิงพลันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ เพราะเขาพบว่าซูเวยไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อยซูเวยชักชวนสองหนุ่มให้ทานอาหารและพูดคุยอย่างเป็นกันเอง แตกต่างจากเขาที่เธอทำเหมือนเขาเป็นคนแปลกหน้าและไม่พึงใจที่จะพูดคุยด้วยว่า“กลับมาคราวนี้ดูเหมือนซูเวยจะไม่ถามไถ่เรื่องราวของผมบ้างเลยนะครับ”
หัวอี้เฟิงและหลงลู่เพ่ยชะงักมือที่กำลังคีบอาหารอยู่ทั้งสองคนลอบสบตากันด้วยความแปลกใจ ทั้งคู่เห็นว่าซูเวยไม่ได้แนะนำเกี่ยวกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอีกคนที่อยู่ในบ้านเธอเหมือนกับว่าไม่มีเขามานั่งทานอาหารด้วย ทำให้ทั้งคู่ไม่กล้าส่งเสียงพูดอะไรออกมาทว่าพวกเขากำลังลอบสังเกตสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจแทน
“อ้าว!ก็ฉันเห็นอยู่นี่คะว่าคุณเป็นอย่างไรบ้าง? ก็เห็นสบายดี เอ! หรือเป็นเพราะฉันไม่ได้แนะนำคนของฉันให้คุณรู้จักงั้นหรือ?”
“งั้นก็ได้นี่คือพี่ชายลู่เพ่ย ส่วนนี่คือพี่ชายอี้เฟิง แล้วนี่คือลูกค้าของฉันเองค่ะชื่อซ่งลี่หมิง”
ซูเวยยังไม่รับรู้อารมณ์ซับซ้อนของซ่งลี่หมิงเธอวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องปกติของการปฏิบัติตัวที่แตกต่างระหว่างลูกค้ากับองครักษ์เป็นความสัมพันธ์ที่มีเส้นแบ่งชัดเจนเนื่องจากความรู้สึกอันซับซ้อนของซูเวยนั้นจะคิดคำนวณตามหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าอารมณ์อันละเอียดอ่อนและลึกซึ้งของมนุษย์ทั่วไป
หลังจากอธิบายและแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันทว่าสีหน้าของซ่งลี่หมิงไม่ได้รู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อยเขาพยักหน้ารับการทักทายจากชายหนุ่มสองคนด้วยอารมณ์หลากหลายเขายังข้องใจกับคำว่าคนของซูเวยอยู่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะถามให้เสียความรู้สึกอีกต่อไป
สององครักษ์ลอบสบตากันและต่างพากันยักไหล่อย่างไม่เข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าพวกเขาก็รับรู้จากเจ้านายน้อยแค่ว่า ชายหนุ่มที่ชื่อ ซ่งลี่หมิงเป็นลูกค้าคนหนึ่งเท่านั้น ทว่าไม่มีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมดังนั้นสำหรับสององครักษ์และซ่งลี่หมิงจึงเป็นเสมือนคนแปลกหน้าระหว่างกันอยู่
ความจริงแล้วซ่งลี่หมิงน้อยใจที่ซูเวยเอาใจใส่ถึงขนาดที่ให้สองหนุ่มพักอาศัยอยู่บ้านหลังใหม่ด้วยในขณะที่ตัวเขาต้องอยู่ในบ้านหลังเล็กที่สำคัญคือเขาต้องทำความสะอาดบ้านและซักเสื้อผ้าเองจึงเป็นเหมือนการปฏิบัติที่มีสองมาตรฐานและไม่ยุติธรรมสำหรับเขาที่เป็นถึงลูกค้า
ท่าทางและสีหน้าของชายหนุ่มทั้งสามคนตกอยู่ในสายตาของเกาอิงทั้งหมดเธอลอบถอนหายใจเล็กน้อยพลางคิดว่าหลานสาวยังเด็กเกินไปจนไม่รับรู้ความคิดอันละเอียดอ่อนของมนุษย์ทั่วไปทว่าเธออาบน้ำร้อนมาก่อนและพบเห็นสิ่งต่างๆมากมายจึงมีประสบการณ์มากกว่าหลานสาว
พอจิวมู่ตานและสืออู๋เจ๋อช่วยกันเก็บถ้วยชามออกไปล้างหลังจากทุกคนทานอาหารเย็นอิ่มแล้ว เกาอิงจึงทำหน้าที่เป็นคนช่วยประสานแก้ไขความเข้าใจผิดทั้งหลายให้กับทุกคนโดยเธอเรียกทุกคนก่อนแยกย้ายไปทำภารกิจส่วนตัวว่า “เวยเวย เสี่ยวหมิง ทุกคนอยู่คุยกันสักหน่อยก่อนเถอะ”
ครั้นทุกคนได้ยินเสียงเรียกของเกาอิงต่างพากันนั่งลงตามเดิมพลางจ้องมองเกาอิงด้วยความแปลกใจและสงสัยกับท่าทางกระอักกระอ่วนใจของเกาอิงเล็กน้อยแต่สุดท้ายเกาอิงก็พูดกับหลานสาวก่อนเป็นคนแรกว่า “เวยเวยทำไมหลานจึงต้องเจาะจงให้เสี่ยวหมิงพักที่บ้านหลังเล็กแทนที่จะพักอยู่บ้านใหม่แถมยังต้องให้เขาทำงานบ้านและซักเสื้อผ้าเองด้วยล่ะ”
คำถามของเกาอิงทำให้สององครักษ์ต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความสงสัยกับการปฏิบัติของซูเวยกับซ่งลี่หมิงแต่ละคนต่างพากันจ้องมองซูเวยด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้และต้องการรู้คำตอบจากปากของซูเวยกันถ้วนหน้า
ซูเวยเหลือบมองทุกคนพลางยิ้มน้อยๆอย่างเข้าใจเธอรับรู้แล้วว่าบรรยากาศแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นบนโต๊ะทานอาหารเย็นคืออะไรหากไม่ได้ยายช่วยพูดขยายความอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ซูเวยจึงกล่าวขอบคุณยายและเริ่มอธิบายให้ทุกคนฟังตามจริงว่า
“ขอบคุณมากค่ะยายที่เตือนสติหนูหนูมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปความจริงแล้วมีความแตกต่างระหว่างพี่ชายสองคนกับคุณซ่งอยู่มากทีเดียวอย่างแรกคือคุณซ่งเป็นลูกค้าที่มาพักอยู่ที่นี่ เพื่อหลีกหนีเคราะห์กรรมที่จะทำให้เขาเสียชีวิตได้ส่วนพี่ชายสองคนเป็นองครักษ์ของหนูที่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดและมีเรื่องปรึกษาหารือกันบ่อยครั้ง”
ซูเวยหยุดพูดพลางสังเกตท่าทีของแต่ละคนว่าจะเป็นอย่างไรเธอเหลือบมองเห็นยายพยักหน้าเหมือนกับพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวที่เธอกำลังสื่อสารส่วนซ่งลี่หมิงเขายังคงขมวดคิ้วแน่นเหมือนเดิมคล้ายกับว่าคำอธิบายของเธอไม่ช่วยคลี่คลายความสงสัยของเขาไปได้ส่วนสององครักษ์พยักหน้าเหมือนกำลังเข้าใจเรื่องราวบางอย่างบ้างแล้ว
“พูดง่ายๆก็คือคุณซ่งจำเป็นต้องทำตัวเองให้ลำบากที่สุดเท่าที่จะทำได้หากคุณซ่งคิดว่าเรื่องแค่นี้ลำบากมากเกินไปและอยากกลับไปเผชิญเคราะห์กรรมต่อก็เชิญออกไปจากบ้านได้ตลอดเวลาฉันไม่ได้กักขังคุณไว้แต่คุณสมัครใจที่จะให้ฉันช่วยปัดเป่าเคราะห์ให้กับคุณเอง ซึ่งฉันบอกไปแล้วว่าอีกสามเดือนค่อยคำนวณดวงชะตาคุณใหม่อีกครั้ง”
คราวนี้เกาอิงและสององครักษ์พยักหน้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดของซ่งลี่หมิงแล้วทว่าสององครักษ์กลับรู้สึกแปลกใจที่พบว่าซูเวยเน้นคำว่า “คุณซ่ง” มากเกินไปเหมือนกับเธอไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับชายหนุ่มคนนี้เป็นการขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ที่ชัดเจนจนเหมือนคนแปลกหน้า
ซ่งลี่หมิงหรี่ตามองซูเวยอย่างไม่พอใจเขายังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของสองหนุ่มกับซูเวยสำหรับการปฏิบัติตัวเพื่อให้ตนเองพ้นเคราะห์กรรมไปได้นั้นเขาเข้าใจและยอมรับข้อเสนอของซูเวยเองทว่าเหลือแค่เรื่องเดียวที่เขาแปลกใจและไม่คลี่คลาย
หัวอี้เฟิงกระแอมเสียงเบาก่อนเป็นคนพูดอธิบายให้ซ่งลี่หมิงเข้าใจเรื่องราวทั้งหลายเองเนื่องจากเขารับรู้แล้วว่าซ่งลี่หมิงไม่พอใจเรื่องอะไรซึ่งไม่ใช่เรื่องการพักอยู่อาศัยทว่าเป็นเรื่องการปฏิบัติตัวของซูเวยที่แตกต่างระหว่างพวกเขาสองคนกับซ่งลี่หมิงต่างหากเขาจึงเป็นตัวแทนช่วยอธิบายขยายความเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดครั้งนี้เองว่า
“คุณซ่งพวกเราสองคนเป็นองครักษ์ของซูเวย องครักษ์ที่พร้อมตายแทนได้ซูเวยและพวกเรามีหน้าที่สำคัญจะต้องทำในอนาคตดังนั้นความสัมพันธ์ของคนที่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขายบริการกับลูกค้าย่อมไม่เหมือนกันคุณเข้าใจไหมครับ?”
หัวอี้เฟิงพยายามเลือกใช้คำพูดที่ตรงประเด็นในครั้งเดียวดีกว่าเสียเวลาอธิบายอะไรอีกทว่าเขาไม่สามารถพูดรายละเอียดของภารกิจลับให้กับคนนอกได้เพราะยิ่งคนรู้มากยิ่งอันตราย ฉะนั้นเขาจึงเลือกพูดเฉพาะเท่าที่จำเป็นหัวอี้เฟิงเหลือบมองเห็นเพื่อนยกนิ้วโป้งให้เป็นการชมเชยที่เขาพูดได้ดี ทำให้เขายิ้มมุมปากอย่างพอใจ
ซ่งลี่หมิงได้ยินคำอธิบายที่คลุมเครืออยู่บ้างทว่ามีเนื้อหาสำคัญครบถ้วน ทำให้เขาเหลือบมองซูเวยและชายหนุ่มสองคนด้วยความแปลกใจเขาไม่คิดว่าซูเวยจะมีคนกล้าเสียสละชีวิตแทนโดยไม่หวั่นเกรงเช่นนี้รวมทั้งเขาเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ของซูเวยกับสองหนุ่มมากขึ้นถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้พูดเนื้อหาสำคัญออกมาโดยตรง
ซ่งลี่หมิงพยักหน้าเข้าใจเขารับรู้แล้วว่าชายหนุ่มสองคนเป็นมากกว่าผู้คุ้มกันที่เขาเคยมีเป็นเหมือนเพื่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ที่พร้อมเสียสละชีวิตให้แก่กันได้อย่างไม่ลังเลใจ
ส่วนเกาอิงเธอพยักหน้าเข้าใจพลางคิดว่าชายหนุ่มสองคนจะต้องเป็นคนจากที่ทำงานของหลานสาวจากกองกำลังหรือกองทัพของประเทศ เพราะเธอรับรู้แค่ว่าหลานสาวทำงานปกป้องประเทศดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะต้องทำงานท่ามกลางภัยอันตรายทั้งหลายทำให้เธอเข้าใจทัศนคติของหลานสาวมากยิ่งขึ้น
เมื่อสถานการณ์เข้าใจผิดคลี่คลายแล้วทุกคนต่างพากันแยกย้ายไปพักผ่อนและทำภารกิจส่วนตัว โดยซูเวยเรียกหงน้อยกลับห้องนอนพร้อมตนเองเพื่อทำการอบรมยกใหญ่ให้กับมันก่อนออกเดินทางไปสำนักนิรนามในพรุ่งนี้เช้า
……….
ระหว่างที่ซูเวยและหงน้อยนั่งจ้องมองตากันอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอนซูเวยหยิบตัวหงน้อยพร้อมกับทดลองทำอะไรบางอย่างเธออยากจะรู้ว่าสามารถพาหงน้อยเข้าไปในคฤหาสน์ขาวได้หรือไม่หากเข้าไปได้ย่อมหมายถึงช่องทางลับของเธอและกองกำลังในอนาคตดังนั้นเธอจึงอยากทดลองกับหงน้อยก่อน
ซูเวยหยิบตัวหงน้อยแล้วหายตัวเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ขาวเธอเหลือบมองมือขวาของตนเองที่ใช้หยิบหงน้อย ปรากฏว่าไม่มีหงน้อยติดมาด้วยมีแค่ตัวเธอเท่านั้น ทันใดนั้นซูเวยรับรู้ว่าหงน้อยส่งเสียงเรียกเธอจากด้านนอกทำให้เธอรีบกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
“เวยเวย!เวยเวย! ทำไมนิ่งไปแบบนี้ละ?”หงน้อยพบว่าจู่ๆ ซูเวยนิ่งเงียบไป ทำให้มันใจหายจึงเขย่าแขนของซูเวยอย่างแรงด้วยความกังวลใจ