“ฮืก ท่านไม่ใช่ตัวประหลาดสักหน่อย” เสียงสะอื้นร้องไห้ของหญิงสาว แม้เวลาผ่านมานานแล้วจนกระทั่งเขาพานางกลับเข้ามาในเรือนแต่นางก็ยังไม่หยุดร้องไห้สักที หยาดน้ำตาร่วงหล่นดั่งไข่มุกขาดสาย ใบหน้าหวานอาบน้ำตาจนเขารู้สึกอ่อนใจไม่รู้ว่าจะพูดปลอบโยนอย่างไรดี
เฟยหลงมองท่าทางคับแค้นใจแทนเขาด้วยหัวใจอ่อนยวบ หลังจากอุ้มนางเข้ามาในเรือนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่หยุดร้องไห้เลย “ตัวของเจ้าปั้นขึ้นมาจากน้ำหรืออย่างไร หืม...” น้ำเสียงอ่อนโยนกระซิบข้างหูแผ่วเบา
ป๋ายฮวาหันหน้ากลับมามองด้วยความน้อยอกน้อยใจ “ฮึก ท่านกำลังล้อเลียนข้าหรือ” ดวงตากลมโตบวมเป่ง จมูกแดงระเรื่อ ริมฝีปากแดงก่ำเพราะนางมักกัดริมฝีปากตัวเองเวลารู้สึกเสียใจ ท่าทางน้อยใจของนางทำให้เฟยหลงรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเหลวละลายอ่อนปวกเปียกลงแทบเท้าของหญิงสาว
“ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเถิด ข้าจะไปต้มน้ำร้อนไว้ให้ ดีหรือไม่” เฟยหลงลูบผมเปียกชื้นของนางแผ่วเบาพลางใช้แขนเสื้อช่วยซับหยาดน้ำตาออกให้
“ฮึก ท่านก็เปียกเหมือนกัน”
“ไปรอในห้อง เดี๋ยวข้าจะต้มน้ำร้อนเอาเข้าไปให้” มือหนาปัดผ่านจมูกดื้อรั้นเบาๆ อย่างเอ็นดู
ป๋ายฮวาสะบัดหน้าหนีรู้สึกจักจี้ประหลาด “ฮือ แต่ห้องครัวถูกทหารทุบไปแล้ว” นางมองรอบเรือนที่เต็มไปด้วยเศษซากสิ่งของถูกทุบทิ้งมากมาย แม้แต่ตอนนี้เฟยหลงก็ทำได้เพียงให้นางนั่งลงบนพื้นเท่านั้น เพราะโต๊ะเก้าอี้ล้วนถูกทำลายหมดแล้ว
ความโกรธแค้นในใจค่อยๆ กลับคืนมาอีกครั้ง นางไม่ควรปล่อยมนุษย์เหล่านั้นไปเลยจริงๆ อย่างน้อยก็ควรอาละวาดคืนจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย
“อย่างน้อยก็ควรเปลี่ยนชุดก่อน” เฟยหลงเปลี่ยนคำพูด ก่อนจะพยุงหญิงสาวเข้าไปในห้องนอน หลังจากเห็นความเละเทะของห้องนอนซึ่งถูกประดับไปด้วยไข่มุกและของตกแต่งมากมาย ดวงตามังกรมีไอสังสารไหววูบวาบผ่านก่อนจะเก็บกลับคืนโดยที่ป๋ายฮวาไม่ทันสังเกตเห็น
เดิมทีคิดว่าตัวเองตัดขาดจากวังหลวงได้แล้วก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสักที แต่เขาคงจะมองเรื่องเหล่านี้สวยงามจนเกินไป เขาและน้องชายถูกกำหนดให้เป็นศัตรูกันตั้งแต่ถือกำเนิดแล้ว หากเขาไม่ตายก่อน น้องชายของเขาก็คงจะไม่ปล่อยเขาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแน่นอน
“ฮึก ห้องนอนของข้า” ป๋ายฮวาสะอื้นไห้ด้วยความเสียใจเมื่อเห็นห้องของตัวเองถูกทำลาย นางมองไข่มุกด้วยหัวใจแหลกสลาย แม้แต่พี่ใหญ่ของนางยังไม่เคยกล้าพังวังหิมะหยกเลยสักครั้งเดียว
ป๋ายฮวาไม่รู้แม้แต่น้อยว่าหงเหลียนอยากทำลายวังหิมะหยกมากเพียงใดแต่เป็นเพราะเผ่าจิ้งจอกเก้าหางที่หนุนหลังอยู่จึงทำได้เพียงกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับเฟยหลงที่ไม่มีอำนาจใด ย่อมนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้
“เสื้อผ้ายังดีอยู่ เปลี่ยนชุดก่อน” เฟยหลงยกหีบเสื้อมาไว้บนโต๊ะ แม้จะอยากยืนปลอบนางอีกสักหน่อยแต่ตอนนี้คงทำได้เพียงเดินเลี่ยงออกไปเพื่อให้นางได้เปลี่ยนชุด เขาปิดประตูห้องแผ่วเบา ชายหนุ่มหยุดยืนมองความเละเทะในห้องโถงด้วยความโกรธ มือทั้งสองข้างแนบลำตัว มือหนากำหมัดแน่นจนได้ยินเสียงลั่นของกระดูก
หากคนเหล่านั้นหาเรื่องหรือทำร้ายร่างกาย บางทีเขาจะเพียงอดทนอดกลั้นปล่อยผ่านไปได้เช่นทุกครั้ง เขาคร้านที่จะสนใจทุกเรื่องที่น่ารำคาญเสมอ แต่หลังจากมองดูเรือนที่นางตั้งใจสร้างขึ้นมา ทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย หูยังได้ยินเสียงสะอื้นไห้ในห้อง แม้อยากจะทำเป็นไม่สนใจเหมือนที่เคยผ่านมาก็คงทำไม่ได้แล้ว
แต่คนที่ไม่มีอำนาจใดเลยเช่นเขา จะสามารถสู้กับคนในวังหลวงได้หรือ
“เกิดอะไรขึ้นบ้าง” ซื่อจื่อเว่ยชีหลานถามลูกน้องตัวเองทันทีที่รู้ว่าเหล่าองค์ชายพาทหารไปเรือนหลังมากมาย หากไม่ใช่เพราะมีแขกมาเรือน เขาก็คงใจร้อนรีบตามออกไปแล้วเช่นกัน
องครักษ์เล่าเหตุการณ์สั้นๆ ก่อนจะสรุปเสียงเรียบว่า “องค์ชายเว่ยเฟยเจินสั่งให้ทหารทำลายเรือนขอรับ”
“เดิมทีเขาแสร้งเป็นองค์ชายผู้อ่อนโยนมานาน ทำไมจึงกระทำป่าเถื่อนเช่นนี้ได้เล่า” เว่ยชีหลานถอนหายใจ เป็นอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด เขารู้ว่าองค์ชายรองพอเห็นว่าพี่ชายที่ตัวเองดูถูกยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายซ้ำยังดีกว่าเขาที่อยู่ในวังหลวง รวมถึงความคับแค้นที่ไม่ถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาทสักที เขาต้องระบายความโกรธออกมาแน่นอน
เพียงแต่เว่ยชีหลานคิดไม่ถึงว่าองค์ชายผู้อ่อนโยนที่คนในเมืองหลวงยกย่องจะใช้การกระทำที่ป่าเถื่อนและตรงไปตรงมาเท่านั้น
เว่ยชีหลานขมวดคิ้ว “ทหารที่องค์ชายนำมาด้วยมีจำนวนเท่าไหร่”
“หากรวมกับกลุ่มที่พักอยู่ตำหนักฤดูหนาวและกลุ่มที่ติดตามใกล้ชิด มีประมาณสามร้อยคนขอรับ”
หัวหน้าหลี่ หัวหน้าองครักษ์บอกเพราะองค์ชายทั้งสองไม่ได้พักอยู่ในจวนอ๋องแห่งนี้ พวกเขาพักอยู่ที่ตำหนักฤดูหนาวซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับรองเหล่าคนในราชวงศ์โดยเฉพาะ ภายในมีทหารประจำการของวังหลวงอยู่ไม่น้อย
“ทหารของเรามีเท่าไหร่” เว่ยชีหลานคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว
องครักษ์นิ่งเงียบคำนวณในใจ “ทหารในจวนอ๋องมีห้าร้อย ในสนามฝึกก็มีอย่างน้อยสองร้อย แต่ทหารที่อยู่ภายใต้คำสั่งของคุณชายมีเพียงห้าสิบคนเท่านั้นขอรับ” มีเพียงทหารห้าสิบคนเท่านั้นที่ซื่อจื่อสามารถออกคำสั่งได้
“ยังไม่เพียงพอ ส่งข่าวออกไปว่าข้าฝันร้ายว่ามีโจรมาขโมยกวานของข้าในวันงานพิธี จึงระแวง ขอให้ทหารของท่านพ่อช่วยลาดตะเวรในยามค่ำคืนป้องกันโจรร้ายด้วย” เว่ยชีหลานบอกด้วยหน้าเคร่งเครียด
องครักษ์มองเจ้านายตัวเองอย่างกระอักกระอ่วน “ซื่อจื่อขอรับ เหตุผลของท่านออกจะน่าอายไปหน่อยหรือไม่”
“เหอะ สมองอันชาญฉลาดของคุณชายอย่างข้าบอกว่าเหตุผลนี้น่าเชื่อถือยิ่ง” เว่ยชีหลานถลึงตามองลูกน้องตัวเองด้วยความไม่พอใจ
“คุณชายเกรงว่าองค์ชายจะลอบฆ่าคนที่อยู่ในเรือนหลังหรือขอรับ” หัวหน้าหลี่กระซิบเสียงเบา
“ไม่ใช่แค่คาดเดา ข้ามั่นใจว่าพวกเขารอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อีกไม่กี่วันทั้งสองก็ต้องเดินทางกลับเมืองหลวง ไม่ลงมือคืนนี้ก็คงจะลงมือคืนพรุ่งนี้ มีแค่ทำให้องค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์เท่านั้นถึงทำให้เหล่าขุนนางหัวโบราณไม่กล้าคัดค้านตำแหน่งรัชทายาทของเขาอีก”
เว่ยชีหลานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เดิมทีคิดว่าขอเพียงกล่อมให้เฟยหลงเข้าร่วมกับแผนการของจวนอ๋องเว่ยชีได้ก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเหยียบลงบนเรือลำเดียวกันตั้งแต่องค์ชายใหญ่ก้าวเท้าลงเหยียบจวนอ๋องเว่ยชีตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว
เกรงว่าในใจขององค์ชายรองคงคิดว่าจวนอ๋องดูแลองค์ชายใหญ่เป็นอย่างดีจึงทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและเป็นคนที่มีความสามารถได้ ทั้งที่ความจริงคือพวกเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเด็กชายผอมแห้งผู้นั้นเหตุใดภายในเวลา 7 ปีถึงเปลี่ยนไปมากมายจนแทบจำไม่ได้ ทั้งได้รับการศึกษา ทั้งได้เรียนวรยุทธ และครอบครองของล้ำค่ามากมาย
พวกเขาจวนอ๋องไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
ครั้งนี้องค์ชายรองต้องลอบปลงพระชนม์พี่ชายของตัวเองแน่นอนแล้ว แม้ในเมืองหลวงจะไม่รู้ว่ายังมีองค์ชายใหญ่อยู่ แต่กลุ่มผู้มีอำนาจในเมืองหลวงหรือขุนนางอายุมากหน่อยล้วนรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ยังคงมีชีวิตอยู่ในแดนเหนือ น่ากลัวว่าครั้งนี้คงต้องเอาศพของเฟยหลงกลับไปให้ได้เท่านั้นถึงทำให้ตัวเองได้เป็นรัชทายาทได้
“ทำตามคำสั่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถให้คนผู้นั้นตายได้” เว่ยชีหลานสั่งเสียงเครียด
หากคนที่ขึ้นครองราชย์คนต่อไปคือองค์ชายรอง แม้อยากจะหลีกเลี่ยง แต่เพียงอำนาจทหารในมือบิดาของเขาซึ่งเป็นหนามตำใจฮ่องเต้มานานหลายปี รวมกับเข้าใจผิดว่าจวนอ๋องเว่ยชีส่งเสริมดูแลองค์ชายใหญ่ เกรงว่าครั้งนี้จวนอ๋องและวังหลวงคงได้แตกหักกันแล้ว
หวังว่าครั้งนี้เขาคงจะเลือกเข้าข้างเจ้านายถูกคน
เหอะ แม้จะรังเกียจเด็กชายที่ไม่น่ารักผู้นั้นมากก็ตาม
แต่เมื่อเทียบองค์ชายในวังหลวงหลายคนกับเด็กชายที่อยู่ในเรือนหลังของเขา อย่างน้อยได้แกล้งเด็กชายใบหน้าเย็นชาคนนั้นเขาก็ยังสบายใจกว่า.........นิดหน่อย.......
“องค์ชายจะลงมือคืนนี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าองครักษ์ถามชายหนุ่มอาภรณ์แดงซึ่งกำลังนั่งอยู่ในเงามืด ชายเสื้อคลุมปักเป็นลวดลายมังกร
“หากมันยังมีชีวิตอยู่วันหนึ่ง ข้าก็นอนหลับไม่สนิทอีกคืนหนึ่ง มีเพียงมันตายเท่านั้น นับจากนี้ข้าจึงจะสามารถวางใจได้” เว่ยเฟยเจินกำหนังสือรายงานที่ลูกน้องสืบมาได้ว่าหลายปีที่ผ่านมาองค์ชายใหญ่หรือพี่ชายที่ถูกเสด็จพ่อเสด็จแม่ทอดทิ้งใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง
ยิ่งอ่านเขาก็รู้สึกเกลียดแค้นมากเท่านั้น
เดิมทีคิดว่าหากได้เจอกัน เขาจะยังผอมแห้งและเป็นพี่ชายไร้ความสามารถ ไม่มีการศึกษา ร่างกายขาดสารอาหาร เสื้อผ้าที่ใส่ขาดจนน่ารังเกียจ หลบนอนอยู่ในเรือนหลังเก่า เป็นคนขี้ขลาดเมื่อยืนต่อหน้าเขา เพียงคิดถึงสภาพนั้นก็ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างสบายใจมาหลายปี
กลับกลายเป็นความประมาทให้เวลาแก่เฟยหลงได้เติบใหญ่ ตอนนั้นท่านน้าของเขายังบอกว่าควรกำจัดพี่ชายตัวเองตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เขากลับอยากกลั่นแกล้งและเก็บไว้เป็นของเล่นตัวเองให้นานหน่อย โดยไม่รู้ตัวเด็กชายผอมแห้งอ่อนแอผู้นั้นกลับเติบใหญ่เป็นหนามตำใจของเขาในวันนี้
จวนอ๋องเว่ยชี เห็นทีจะเก็บไว้ไม่ได้เช่นกัน
“ลงมือคืนนี้ ข้าต้องนำศพของมันกลับเมืองหลวงด้วย” เว่ยเฟยเจินสั่งหัวหน้าองครักษ์ของตัวเอง ขอแค่องค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้และฮองเฮาก็จะเหลือเขาเป็นตัวเลือกเพียงผู้เดียวเท่านั้น กลุ่มขุนนางหัวโบราณก็ไม่สามารถขัดหนังสือกราบทูลได้อีกต่อไป
แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่คนที่รู้เรื่องก็มักจะนินทาลับหลังเขาเสมอว่าเขาแย่งตำแหน่งของพี่ชายตัวเอง เป็นเพียงบุตรจากครรภ์นางกำนัลคนหนึ่ง แต่กลับได้รับความรักจากฮองเฮาและฮ่องเต้ เหอะ....ใครให้ฮองเฮาคลอดปีศาจออกมาเล่า หากไม่ใช่เพราะองค์ชายใหญ่เป็นตัวประหลาด องค์ชายรองเช่นเขาจะสามารถขึ้นมาแทนที่ได้หรือ
“แล้วคนที่อยู่เรือนข้างล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
“ปล่อยให้น้องสี่นอนหลับไป เด็กชายที่อายุ 15 ปีแต่ร่วมหลับนอนกับหญิงงามแล้ว ผ่านมานานหลายปี เขายังไม่เคยทำอนุคนใดท้อง คิดว่าไตของเขายังดีอยู่อีกหรือ ไม่ต้องไปสนใจหรอก” เว่ยเฟยเจินแค่นยิ้มเย็นชา เพราะหลายวันที่เดินทางมาแดนเหนือ ทุกเมืองที่ผ่านลูกน้องของเขาล้วนสรรหาสาวงามมาถวายทุกคืน
คนที่มีจุดอ่อนย่อมสามารถใช้งานได้
เว่ยเฟยเจินขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงสาวงามอาภรณ์ขาวในอ้อมกอดของเฟยหลง ใบหน้างามล่มเมืองกว่าซูเฟยมารดาของน้องสี่ที่ได้ขึ้นชื่อว่าสาวงามอันหนึ่งของเมืองหลวง ยิ่งเมื่ออยู่ในชุดขาวเช่นนั้นยิ่งทำให้ผู้ชายทั้งหลายอยากปกป้องโอบกอด นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากครอบครองหญิงสาวสักคน บางทีเขาอาจจะเลี้ยงนางไว้นอกวังรอวันที่เขาสามารถแต่งตั้งนางขึ้นเป็นสนมได้
“หญิงสาวที่อยู่ข้างกายมัน อย่าได้ทำร้าย” เว่ยเฟยเจินหันเตือน
หัวหน้าองครักษ์ขมวดคิ้วก่อนจะพยักหน้ารับคำ วีรบุรุษผู้กล้า ก็ยากที่จะผ่านด่านสาวงามไปได้เช่นกัน
ภายในเรือนหลังอันเงียบสงบ เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า หลังจากหญิงสาวใช้การกระทำบางอย่างที่ทำให้เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดก็นอนสลบไปทันที แม้ยังคงเสียใจร้องไห้แต่ทุกคืนนางก็จะตื่นขึ้นมาเพื่อช่วยเขาเสมอไม่เคยลืมสักวัน จนกลายเป็นความเคยชินของหญิงสาวไปแล้ว
เฟยหลงใช้แขนยาวของตัวเองพาดเอวบางเล็กก่อนจะดึงป๋ายฮวาเข้ามากอดแน่น ความรู้สึกหวงแหนและอยากครอบครองเพียงผู้เดียวทำให้ดวงตาของเขาดำมืดลงดั่งก้นทะเลไร้แสงสว่างมานานหลายพันปี เฟยหลงกอดรัดร่างในอ้อมกอดไว้แน่นกว่าเดิม เขาจำสายตาของน้องชายทั้งสองที่ตกตะลึงในความงามของนางได้ดี
ถึงตาย...ก็ไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิง