ค่ำวันนั้นลมเหนือพัดแรงจนประตูเรือนฝึกสั่นระรัว ชิวจิ้นอันเพิ่งกลับจากลานฝึกม้ายังไม่ทันได้พักเสียงฝีเท้ารวดเร็วของฮุ่ยเจียงก็ดังขึ้นพร้อมเสียงรายงานเร่งร้อน
“นายท่าน! มีสายลับจากชายแดนเหนือส่งข่าวมาด่วนขอรับ! ข่าวว่า...มีขุนนางบางส่วนเตรียมก่อกบฏในราชสำนัก!”
ชิวจิ้นอันขมวดคิ้วทันที
“พวกนั้นเคลื่อนไหวแล้วสินะ... ที่ใด”
“ห้องลับทางตะวันตกของจวนร้าง คนของเราเฝ้าอยู่ที่นั่นและขอให้ท่านไปโดยด่วน”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับทันที
“เรียกฮุ่ยเหอกับทหารอีกสองนายเตรียมม้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ราตรีนั้นมืดสนิทราวผืนหมึก แสงคบเพลิงสะท้อนบนเกราะเงินดำของแม่ทัพใหญ่ชิว อวิ๋นหลงควบทะยานอย่างรวดเร็วทะลุผ่านประตูเมืองที่ไร้ผู้คน ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปชายหนุ่มได้มาถึงจวนร้างที่ว่ากันว่าถูกใช้เป็นจุดส่งข่าว ลมเย็นพัดกลิ่นฝุ่นและเศษไม้เข้าจมูกประตูไม้เก่ากรอบแกรบ เปิดอ้าไว้ราวกับเชื้อเชิญให้เข้ามา ฮุ่ยเหอกับทหารอีกสองคนหยุดม้ารออยู่หน้าทางเข้า
“นายท่าน จะให้ข้าเข้าไปด้วยหรือไม่ขอรับ”
“ไม่จำเป็น ข้าเข้าไปเองพวกเจ้าคอยระวังรอบนอกให้ดี”
“ขอรับ!”
ชิวจิ้นอันก้าวเข้าไปในอาคารไม้ทีละก้าว เสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เหยียบ ไฟในมือส่องให้เห็นเพียงฝุ่นหนาและผ้าม่านเก่าที่ปลิวเบา ๆ ตามแรงลม บนโต๊ะกลางห้องมีถ้วยชาที่ควันยังอุ่นและแผ่นกระดาษหนึ่งที่เขียนด้วยหมึกเพียงไม่กี่คำ
“หากอยากรู้ตัวการใหญ่...จงเปิดประตูห้องในสุด”
คิ้วของแม่ทัพกระตุกเบา ๆ “กับดัก” เสียงในใจเอ่ยขึ้นทันที แต่เขายังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง มือข้างหนึ่งวางบนด้ามดาบ อีกข้างผลักบานประตูไม้ที่ปิดไว้ครึ่งหนึ่งออก เสียงเอี๊ยด...ดังขึ้นในความเงียบเบื้องหลังประตูคือ ห้องว่างเปล่าไม่มีคน ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ มีเพียงกระถางธูปเล็ก ๆ วางอยู่กลางห้องควันบางสีขาวลอยวนอยู่ในอากาศ...หอมอ่อนแต่ติดจมูก
“...”
จมูกของเขาไวเกินกว่าคนทั่วไปกลิ่นนั้นไม่ใช่กลิ่นธูปธรรมดา เขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในทันที
“กลิ่นนี้มัน...”
แต่ยังไม่ทันจบประโยคแรงดันในอกได้เริ่มตีขึ้นมาจนหายใจติดขัด ปลายนิ้วชา และภาพตรงหน้าค่อย ๆ เริ่มพร่า ร่างกายเริ่มร้อนรุ่มเขาพยายามไม่หายใจเข้าไปแต่กลิ่นธูปกลับหนาแน่นขึ้น ราวกับมีใครจงใจเร่งมันจากภายนอก เสียงแผ่วเบาแฝงความอ่อนหวานดังขึ้นจากเงามืดจากด้านข้าง
“แม่ทัพใหญ่ชิว...ช่างเป็นบุรุษที่หายากเสียจริง ยาปลุกกำหนัดนี้เป็นยาที่แรงที่สุดและมิมียาแก้นอกจาก...ท่านจะเสพสมกับข้า...”
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในควัน สตรีนางนั้นเนื้อตัวมีเพียงผ้าน้อยชิ้นขณะถือขวดเล็กที่ควันขาวยังลอยออกมาไม่หยุด ชิวจิ้นอันกัดฟันแน่นดึงดาบออกจากฝักในพริบตาแสงโลหะยาวสะท้อนคบเพลิงทว่าร่างของเขากลับเซเล็กน้อย
“คืนนี้ท่านคงต้อง.....อยู่เป็นของเล่นของข้า...แต่ท่านไม่ต้องห่วงยามเมื่อเราเสร็จกิจกันภรรยาที่รักของท่านก็จะมาร่วมเป็นพยานรักของพวกเรา.....ฮ่า ๆ ๆ”
“เจ้า....”
ชิวจิ้นอันพยายามกัดฟันแน่นแล้วพยายามตั้งสมาธิขับพิษในร่างกาย แต่กลิ่นธูปยังวนรอบห้องเหมือนหมอกหนาไม่มีที่สิ้นสุด เสียงก้าวเท้าใกล้เข้ามาทีละน้อยดวงตาที่สะท้อนประกายเย้ยหยันก่อนที่มือบางเรียวจะค่อย ๆ ลูบบนตัวเขาอย่างแผ่วเบาและเย้ายวน
“คืนนี้เจ้าคงต้องเป็นของข้าแล้ว”
ร่างสูงใหญ่เริ่มทรุดลงช้า ๆ ก่อนเสียงดาบที่หลุดจากมือกระแทกพื้นดัง แกร๊ง! เงานั้นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปยกขวดธูปขึ้น ควันสีขาวกลืนร่างของชิวจิ้นอันไว้ในความเงียบ แสงคบเพลิงสะท้อนกับเกราะเงินที่ค่อย ๆ ล้มลงไปช้า ๆ เสียงสุดท้ายที่ได้ยินในความมืดคือเสียงม้าศึก “อวิ๋นหลง” ร้องก้องลั่นจากนอกจวน...ราวกับรับรู้ว่าเจ้านายของมันตกอยู่ในอันตราย
ร่างบางที่แม้จะเคยขี่ม้าแค่ครั้งเดียวแต่ก็นั่นคือเมื่อไม่กี่วันก่อนที่สามีนางได้พานางขี่ แต่ครั้งนี้ทั้งจดหมายที่นางได้รับและท่าทีของอวิ๋นหลงยามเมื่อนางคิดจะออกไปนอกจวนได้ทำให้นางอดที่จะกังวลไม่ได้
“อวิ๋นหลงไม่เคยห่างกายอาอิงหากออกไปทำงาน...ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นกับเขาอย่างแน่นอน”
หญิงสาวคิดก่อนจะขึ้นควบม้าโดยไม่ลืมบอกให้หลิวหลงจัดการเรื่องในเรือน อย่าให้ผู้ใดรู้โดยเด็ดขาดและให้ตามหมอเฉามารอที่จวน อวิ๋นหลงตะบึงออกไปอย่างไม่คิดชีวิตก่อนจะหยุดลงหน้าจวนเก่านั้น
“นายหญิง ท่านมาได้อย่างไร”
“อวิ๋นหลงไปตามข้า”
แม้ฮุ่ยเหอและฮุ่ยเจียงจะเฝ้าอยู่ด้านนอก พวกเขากลับไม่รู้ว่าด้านในเกิดอันใด พวกเขารับรู้เพียงว่าอวิ๋นหลงเกิดคลั่งแล้วกัดสายบังเหียนหลุดไป...แต่สิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงคือ...มันไปตามนายหญิงมา
“นายท่านเข้าไปด้านใน”
“พวกเจ้าไม่ต้องตามเข้าไป...คนที่ส่งจดหมายให้ข้า...คงต้องการให้ข้าเห็นอะไรบางอย่าง พวกมันมิได้คิดเอาชีวิตอาอิงหรอก”
“ขอรับ”
หญิงสาวลูบแผงคอปลอบอวิ๋นหลงก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน สายตาของนางค่อย ๆ ปรับให้ชินกับความมืดขณะเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง
“กรี๊ดดดด”
เสียงกรีดร้องของสตรีนั้นได้ทำให้เฉินฟางซินที่กำลังเดินถึงกับวิ่งอย่างสุดชีวิตเพื่อไปตามเสียงนั้น ทันทีที่เปิดประตูนั้นออกนางกลับพบร่างบุรุษผู้เป็นสามีที่ยืนโซเซร่างกายชุ่มไปด้วยเลือด ดาบของเขาสั่นน้อย ๆ นั่นทำให้นางรู้ว่าตอนนี้ชิวจิ้นอันไม่ปกติ
“อาอิง”
หญิงสาวเอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มเบา ๆ แต่สภาพของเขานั้นทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าพิษในร่างกายและยาปลุกกำหนัดได้ทำให้เขากลายเป็นปีศาจไปแล้ว แม้จะมองเห็นร่างที่ขาดสองท่อนของสตรีกองอยู่ตรงหน้าแต่เฉินฟางซินกับห่วงบุรุษผู้เป็นสามีมากกว่า เพราะหากเรื่องนี้รู้ถึงหูคนร้ายแล้วล่ะก็....ชิวจิ้นอันคงได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสังหารคนเป็นแน่
“ข้าจะฆ่าเจ้า”
เสียงชิวจิ้นอันเอ่ยขึ้นเหมือนคนไร้สติ ดาบในมือกระชับแน่นขึ้นราวกับพร้อมที่จะฟาดฟันทุกคนที่เข้ามา กลิ่นเลือดที่ลอยคลุ้งอยู่รอบ ๆ ได้กระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าของเขา
“แกร๊ก”
เฉินฟางซินตัดสินใจหยิบไม้ที่อยู่ด้านข้างเพื่อโยนไปอีกทาง ทันทีที่ชายหนุ่มหันไปสนใจเสียงนั้นหญิงสาวได้ตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยเสียงอันดัง
“อาอิง”
ร่างน้อยวิ่งกระโดดเข้าหาชายหนุ่มโดยมิได้รังเกียจเลือดที่ชุ่มร่างของเขาแม้แต่ก่อน หญิงสาวพร่ำเรียกชื่อนั้นขณะโอบกอดร่างนั้นไว้แน่น แม้จะเหมือนไร้สติแต่วูบหนึ่งของแววตากลับเหมือนจำสตรีที่กอดรัดเขาเบื้องหน้าได้
“อาอิง ๆ เจ้าจำข้าได้หรือไม่”
เสียงพร่ำเรียงขณะที่มืออีกข้างค่อย ๆ เช็ดเลือดที่แปดเปื้อนหน้าชายหนุ่มนั้นได้ทำให้ร่างสูงใหญ่นิ่งไปเหมือนกำลังพยายามดึงสติของตนเอง
“ถะ...เถียน...เถียน”
เสียงชายหนุ่มพยายามข่มความรู้สึกอยากฆ่าและความทรมานของตนเองอย่างถึงที่สุดแต่กระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถควบคุมร่างกายได้
“ข้าเองเถียนเถียน”
“ไม่...เจ้าไม่ใช่นาง....พวกเจ้าโกหก”
แม้จะอยากเชื่อแต่อีกใจกลับพร่ำบอกให้เขาอย่าเชื่อ ชายหนุ่มรู้สึกลังเลขณะนั้นมือของเขาได้ยกดาบขึ้นอีกครั้งเพื่อจะจัดการร่างน้อยที่เกาะเกี่ยวเขาไว้ เฉินฟางซินจึงได้โอบแขนรอบคอของเขาขณะยกขาทั้งสองข้างขึ้นคล้องรอบเอวของชายหนุ่มไว้ ริมฝีปากอิ่มกัดติ่งหูเขาเบา ๆ ความอุ่นและความชื้นจากลิ้นได้สัมผัสติ่งหูพร้อมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคย
“แกร๊งงง”
ดาบที่เคยจับแน่นค่อย ๆ หลุดร่วงลง ชายหนุ่มก้มลงสูดกลิ่นหอมหวานที่เขาจำได้จนเต็มปอดจากร่างที่กอดเขาไว้แน่นนั้นก่อนจะมองสตรีตรงหน้าชัด ๆ อีกครั้ง
“เถียนเถียน เป็นเจ้า”
“เจ้าค่ะ...เป็นข้า อวิ๋นหลงพาข้ามา”