นางซูพยักหน้า ดวงตาของนางเป็นประกายอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี ในครอบครัวของพวกนางล้วนเป็นหมิงเยว่และพวกเด็ก ๆ ที่พยายามกันมาโดยตลอด ตอนนี้นางอยากช่วยเหลือนางเหมาจึงไม่รู้ว่าจะเปิดปากพูดอย่างไรดี
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องห่วง พวกเราจะพยายามช่วยพวกเขาเมื่อพวกเราทำได้ แต่ว่าท่านแม่ หากพวกเขาคิดทำเรื่องอะไรไม่ดี หรือมาทำร้ายพวกเรา……”
หลี่หมิงเยว่ไม่ทันได้พูดจบ นางซูก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “หมิงเยว่ แม่แค่อยากช่วยนาง ตอบแทนความช่วยเหลือของนางเมื่อครั้งก่อนก็เท่านั้น หากพวกเขาไม่คู่ควร แม่ก็จะไม่ยุ่งกับพวกเขาอีก”
“ได้ ข้ารับปากท่าน หากพวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายพวกเรา ข้าก็จะช่วยพวกเขาตามสมควรเอง”
เมื่อพูดคุยเรื่องของหลี่ไห่จบลง หลี่หมิงเยว่ก็นึกถึงเรื่องทำไส้กรอกที่รับปากไว้กับผู้ดูแลหลิวขึ้นมาได้ นางตบหน้าผากตัวเองอย่างกลัดกลุ้มพลางเอ่ย “พี่ใหญ่ พี่สาม พวกพี่พาข้าไปบ้านของปู่ผู้นำตระกูลที! ข้าลืมเรื่องไส้กรอกไปเสียสนิทเลย ปู่หลิวสั่งไส้กรอกกับข้าไว้หนึ่งร้อยจิน ผู้ดูแลหลิวเองก็ให้ข้าเป็นผู้ดูแลกิจการไส้กรอกของเมืองชิงซาน ข้าว่าจะให้ครอบครัวของปู่ผู้นำตระกูลเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้น่ะ”
.
.
บ้านผู้นำตระกูลหลี่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน หลี่ชงเพิ่งจะกลับมาถึงบ้านพร้อมกับบุตรชายทั้งสองคน สามพ่อลูกเพิ่งจะนั่งลงข้างโต๊ะ จู่ ๆ หลี่เหมิงก็จำเรื่องที่คุยกับหลี่หมิงเยว่ในวันนี้ได้ เขาจึงตบต้นขาฉาดใหญ่อย่างกลัดกลุ้มพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาดังลั่น “ไอ้หยา! ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร”
ภรรยาของหลี่ชงยกถ้วยชาให้ผู้เป็นสามี เมื่อครู่นี้เขาพูดคุยที่ห้องโถงบรรพบุรุษมากเกินไปหน่อย จึงรู้สึกคอแห้งเล็กน้อย ขณะที่ยกถ้วยชาแนบริมฝีปาก และกำลังคิดจะดื่มชาให้โล่งคอ ใครจะไปนึกว่าทันทีที่เขาจิบชาเข้าไปหนึ่งอึก ก็ถูกหลี่เหมิงทำให้ตกใจจนสะดุ้งตัวโยน สำลักชาที่เพิ่งกลืนลงคอจนเข้าไปในหลอดลม เขาวางถ้วยชาลงและไอออกมาอย่างหนัก ภรรยาของหลี่ชงเห็นจึงรีบเข้าไปช่วยให้เขาหายใจหายคอได้สะดวก เมื่อเห็นชายชราไอจนหน้าแดง จึงถลึงตาใส่ลูกชายตนอย่างไม่พอใจ และพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิติเตียน “เจ้าลูกคนนี้นี่มันอะไรกัน โตขนาดนี้แล้วยังมาทำท่ากระโตกกระตากเช่นนี้อีก ดูซิเนี่ย พ่อเจ้าตกใจหมดแล้ว”
หลี่ชงไออยู่สักพักก่อนจะค่อย ๆ สงบลง เขาหวดมือตบหลังหลี่เหมิงไปหนึ่งฝ่ามือ และสบถด่าอย่างรุนแรง “แค่ก แค่ก ๆ เจ้าหน้าเหม็น แกตั้งใจใช่หรือไม่ อยากให้ข้าสำลักตายหรือ!”
หลี่เหมิงเองก็รู้ว่าตัวเองทำผิด แต่หลังจากถูกบิดาตีเขาก็ยังคงหัวเราะคิกคักโดยไม่โกรธเลยสักนิด และเอ่ยกับบิดาของตนอย่างขำขันว่า “ท่านพ่อ อย่าโกรธเลย เมื่อครู่ลูกแค่นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เลยตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปพูดกับบิดามารดา พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ข้าเพิ่งนึกอะไรออก เป็นเรื่องดีที่ข้าลืมบอกพวกท่านไปน่ะ”
“เจ้าเด็กหน้าเหม็น มีเรื่องดี ๆ อะไรก็รีบพูดมา” หลี่ชงยิ้มดุและเร่งเร้าให้เขารีบพูด
“เหมิงเอ่อร์ มีข่าวดีอะไรหรือ?” ผู้เป็นมารดาเองก็เอ่ยถามขึ้นมาเช่นกัน
“ปู่ผู้นำตระกูลอยู่บ้านหรือไม่เจ้าคะ?” ทันใดนั้นเสียงของหลี่หมิงเยว่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตู
หลี่เหมิงชี้ไปทางนอกห้องพลางพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “เรื่องดี ๆ ที่ข้าพูดมาแล้วนั่นไง แม่หนูนี่จะทำให้หมู่บ้านสกุลหลี่ของพวกเรามีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น ปรากฏว่าพอกลับมาถึงกลับถูกเรื่องวุ่นวายนั่นรบกวนจนลืมไปเสียได้” หลี่เหมิงรีบเอ่ยให้บิดามารดาของตนฟัง และวิ่งไปเปิดประตู
“ห้าวเกอเอ๋อร์ ซู่เกอเอ๋อร์ เสี่ยวหมิงเยว่ พวกเจ้ามาแล้วหรือ รีบเข้ามาสิ” เขาเปิดประตูให้เด็กทั้งสามคนเข้ามา พาพวกเขาไปที่ห้องโถง
“คารวะปู่ผู้นำตระกูล ย่าหก ลุงหูจื่อ ป้าจาง” เมื่อทั้งสามคนเข้ามาภายในห้องต่างส่งเสียงทักทายเรียบร้อย
“พวกเจ้าทั้งสามมาในเวลานี้มีเรื่องอะไรหรือ?” หลี่ชงยิ้มจนตาหยี
“ลุงเหมิงจื่อไม่ได้เล่าให้ปู่ผู้นำตระกูลฟังหรือเจ้าคะ? ข้าคิดว่าท่านรู้แล้วเสียอีก!” หลี่หมิงเยว่กะพริบตาปริบ ๆ ไปทางหลี่เหมิงราวกับอยากถามว่า ลุงเหมิงจื่อทำไมท่านถึงไม่เล่าให้พวกเขาฟังเล่า!
หลี่เหมิงยักไหล่พร้อมกับพูดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ “ข้ายังไม่ทันได้บอกว่าพวกเจ้าจะมา พวกเจ้าก็มาถึงพอดีน่ะสิ”
“พวกเจ้ามัวแต่อมพะนำอะไรกัน รีบเล่าให้พวกข้าฟังได้แล้ว” หลี่ชงแสร้งพูดออกมาอย่างไม่พอใจ
หลี่หมิงเยว่จึงเล่าเรื่องที่ไปตกปากรับคำผลิตไส้กรอกมาจากผู้ดูแลหอหรูอี้ สุดท้ายจึงหันไปหาภรรยาของหลี่ชงแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าอยากจะขอให้ท่านย่าช่วยออกหน้าจัดการได้หรือไม่เจ้าคะ ไปทำที่บ้านของอาจารย์ข้าก่อนชั่วคราว พอพวกข้าย้ายเข้าบ้านใหม่แล้ว ค่อยย้ายมาทำที่บ้านข้า”
หลี่ชงครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนสักพักหนึ่ง “เสี่ยวหมิงเยว่ ข้าในนามของชาวบ้านหมู่บ้านสกุลหลี่ต้องขอขอบคุณเจ้าจริง ๆ ช่วงนี้เจ้าทั้งรับซื้อสมุนไพร ตอนนี้ยังจะทำไส้กรอกเพื่อให้คนในหมู่บ้านมีรายได้มากขึ้นอีก ปีนี้คงจะเป็นปีที่ดีของคนในหมู่บ้านเราอย่างแน่นอน”
“ปู่ผู้นำตระกูลอย่าเอ่ยเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ นั่นเป็นเพราะท่านช่วยเหลือพวกเราก่อน หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากท่านก่อนหน้านี้ ครอบครัวของพวกข้าก็คงไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร หากต้องพูดขอบคุณ ควรเป็นพวกเราต้องขอบคุณท่านมากกว่าเจ้าค่ะ”
ผู้นำตระกูลมองหลี่หมิงเยว่พลางพยักหน้าอย่างพอใจ และไม่ได้เอ่ยคำเกรงใจอะไรอีก หลังจากก้มหน้าก้มตาปรึกษาหารือกันในห้องโถงอยู่หนึ่งชั่วยาม คนทั้งหมดจึงแยกย้ายกันไป
หลี่หูมองไปที่แผ่นหลังของเด็กชายเด็กหญิงสามคนพี่น้องที่เพิ่งเดินออกไปพลางทอดถอนใจ และเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวหมิงเยว่ช่างเป็นดาวนำโชคของหมู่บ้านเราจริง ๆ! ท่านพ่อ ข้ามีความรู้สึกว่าหมู่บ้านของเราจะร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะนางนี่ล่ะ”
“เจ้าพูดถูก ในอนาคตแม่หนูนี่ต้องได้ดีไม่น้อยหน้าใครแน่ พวกเจ้าเคยไปที่สวนหลังบ้านของพวกนางหรือไม่ สมุนไพรที่นั่นเติบโตได้ดีจริงเชียว แถมยังมีที่ปลูกไว้ในสวนฝั่งตะวันตกของบ้านใหม่ด้วย”
หลี่เหมิงที่ได้ยินเช่นนั้นพลันมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจกล่าว “ท่านพ่อ ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินพวกท่านพูดว่าพอข้าแต่งงานแล้วจะให้แยกบ้านออกไป”
หลี่ชงมองบุตรชายคนที่สามด้วยความสงสัย และไม่เข้าใจความหมายที่เขาพูด แต่เขาก็ยังพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว! เมื่อลูกนกเติบใหญ่ก็ต้องบินออกจากรัง ไม่ใช่ว่าพวกเราตกลงกันก่อนหน้านี้แล้วหรือ พอเจ้าแต่งงานแล้วก็จะแยกบ้านอย่างเป็นทางการ หูเอ๋อร์ เหมิงเอ๋อร์ ที่พ่อกับแม่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าหากในบ้านมีคนมากก็จะยิ่งแตกคอกันได้ง่าย พอแยกกันอยู่แล้ว ต่อไปหากได้มาเจอกันอีกก็จะคิดถึงกันมากและจะได้สนิทกันมากขึ้นด้วย”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกข้ารับรู้ถึงความเป็นห่วงของพวกท่าน พวกท่านไม่ต้องกังวล ต่อไปพวกข้าจะช่วยเหลือและประคับประคองซึ่งกันและกัน ไม่มีทางเหินห่างเพราะแยกจากกันแน่นอนขอรับ” หลี่หูและหลี่เหมิงคุกเข่าต่อหน้าบิดามารดาของตน พลางกล่าวอย่างหนักแน่น
หลี่ชงมองบุตรชายทั้งสองพร้อมกับพยักหน้าให้ เมื่อนึกถึงหลี่หมิงเยว่จึงพูดกับบุตรทั้งสองคนว่า “พวกเจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ ตอนนี้สิ่งที่ข้าอยากบอกพวกเจ้าก็คือ ต่อไปพวกเจ้าต้องใส่ใจกับครอบครัวของเสี่ยวหมิงเยว่ให้มากขึ้นสักหน่อย เสี่ยวหมิงเยว่ไม่เพียงแต่จะมีความสามารถ แต่นางยังมีหมอฟู่คอยสนับสนุนอยู่ด้วย ภูมิหลังของหมอฟู่ผู้นั้นน่าจะไม่ธรรมดาเลย”
ทั้งสองคนรีบยืนขึ้นและพยักหน้าตอบ ในใจย้ำเตือนตัวเองไม่ให้ลืมสิ่งที่บิดาของตนพูด ต่อไปพวกเขาจะต้องใส่ใจครอบครัวของหลี่หมิงเยว่ให้มากขึ้น
“เหมิงเอ๋อร์ เมื่อครู่นี้เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ?” หลี่ชงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้บุตรชายคนที่สามเหมือนมีเรื่องจะพูด จึงมองไปที่เขาอย่างสงสัยใคร่รู้
หลี่เหมิงจึงพูดกับหลี่ชงและหลี่หูว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ข้าว่าข้าจะไปปลูกสมุนไพรกับแม่หนูหมิงเยว่ก่อน พอนางขยับขยายที่ทางได้ในอนาคต ข้าจะได้ทำงานร่วมกับนาง ข้ามีลางสังหรณ์ว่าในอนาคตแม่หนูนี่จะประสบความสำเร็จไม่น้อยแน่ขอรับ”
.
.
.
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง