เช้าวันต่อมาเอี้ยเสวียนถูกพาไปยังกำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งเป็แนวป้องกันแรกของด่านซีเหมินกำแพงหินสูงใหญ่ทอดยาวสุดสายตา พื้นผิวของกำแพงถูกแกะสลักด้วยอักขระนับแสนตัว รวมถึงค่ายกลอักขระนับหมื่นบางส่วนเรืองแสงอ่อนๆบางส่วนหม่นหมองลงตามกาลเวลา
เหล่าตู้: "นี่คือกำแพงชั้นนอก วันนี้เ้าต้องตรวจสอบอักขระั้แ่ด้านนี้จนถึงด้านนี้อักขระที่นี่ซับซ้อนกว่าที่เ้าเคยเห็นมากเข้าใจหรือไม่?"เลห่าตู้พูดพลางชี้มือไปที่กำแพงเมืองที่เอี้ยเสวียนต้องรับผิดชอบที่มีขนาดสูงเท่ากำแพงเมืองและกว้างประมาณ100ฉื่อโดยคำนวณด้วยสายตาคร่าวๆแล้วถึงแม้ว่าเป็เอี้ยเสวียนก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะสามารถแก้ไขได้เสร็จนี่ยังเพราะเอี้ยเสวียนได้เห็นแผ่นภาพเต็มมาแล้วด้วยเพราะอักขระแต่ละตัวจะต้องประสานกันได้อย่างลงตัวนั่นหมายความว่านอกจากพื้นที่รับผิดชอบของเอี้ยเสวียนแล้ว เขายังต้องคอยดูว่าด้านซ้ายและขวาเป็อย่างไรเพื่อที่จะได้สอดคล้องกัน
เอี้ยเสวียนไม่ได้ตอบสายตาของเขาจับจ้องไปที่กำแพง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ตรงหน้าเขาคือผลงานชั้นเลิศแห่งศาสตร์อักขระที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนอักขระแต่ละตัวเชื่อมโยงกันเป็เครือข่ายใหญ่ กระแสพลังไหลเวียนผ่านทั่วทั้งกำแพงสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งเหนือธรรมชาติ
ดวงตาของเอี้ยเสวียนสว่างวาบขึ้นอีกครั้งคราวนี้นานกว่าเดิม เขามองเห็นโครงสร้างทั้งหมดของระบบอักขระบนกำแพงในความคิดของเขา มันปรากฏเป็แผนผังสามมิติที่เคลื่อนไหวได้
เอี้ยเสวียน (พึมพำ): "น่าทึ่ง... นี่มันดูน่าทึ่งและยิ่งใหญ่กว่าที่เห็นในห้องทำงานเสียอีกนี่มันคือปฎิมากรรมขนาดใหญ่แล้ว คือศิลปะแห่งอักขระที่แท้จริง"
เหล่าตู้ "เ้าพูดอะไรนะ?"
เอี้ยเสวียนกล่าวว่า "ข้าน้อยเห็นกำพงเมืองและอักขระเหล่านี้แล้วรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไม่ทราบว่าคนที่สร้างและจารึกกำแพงเมืองนี้ต้องทุ่มเทความพยายามเพียงใดถึงจะสร้างได้ขนาดนี้”
เหล่าตู้ได้ยินดังนั้นก็มองไปที่กำแพงด้วยสายตาที่เป็ประกายและเคารพ ก่อนที่จะหัวเราะและกล่าวว่า “ฮ่าฮ่าฮ่าใช่มั้ยวันแรกที่ข้ามาเห็นเข้าก็อดทึ่งกับความยิ่งใหญ่ของมันไม่ได้ ได้ยินมาว่ากำแพงแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างและลงอักขระโดยนักจารึกอักขระระดับปราชญ์อักขระ 5 ดาวทอง เกือบร้อยคนใช้เวลากว่า สิบปีถึงสำเร็จ” “ต่อมาเมื่อสร้างเสร็จและมีการสร้างด่านซีเหมินขึ้นมา มีคนเรียกว่า “กำแพงแห่งการปกป้อง”จนกลายเป็ชื่อเรียกของกำแพงแห่งนี้ตลอดมา”
“กำแพงแห่งการปกป้อง...น่าทึ่งจริงๆ”ก่อนที่เอี้ยเสวียนจะจัดเสื้อผ้าและโค้งคำนับไปยังกำแพง
เหล่าตู้เห็นเข้าจึงถามว่า “เ้าทำอะไร”
เอี้ยเสวียนตอบกลับไปว่า “ข้อทำความเคารพให้กับผู้ที่สร้างกำแพงแห่งนี้ทำความเคารพให้กับบรรดาปราชญ์แห่งอักขระที่ทุ่มเทแรงกายและแรงใจและทำความเคารพให้กับกำแพงแห่งการปกป้องที่ ยืนหยัดปกป้องผืนดินของอาณาจักรเอาไว้”
เหล่าตู้เมื่อได้ยินดังนั้นก็นิ่งงันไปชั่วขณะก่อนที่จะทำความเคารพไปที่กำแพงแห่งการปกป้อง เพราะปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันในการตรวจสอบกำแพงหนึ่งซีก
เอี้ยเสวียนเริ่มลงมือภายหลังจากที่พิจารณาด้านซ้ายและขวาแล้วเค้าเริ่มจากการประสานอักขระของเค้ากับอักขระด้านซ้ายมือเพราะด้านนี้อักขระมีความเสียหายค่อนข้างน้อยสามารถแก้ไขและเชื่อต่ออักขระได้ง่ายกว่าเอี้ยเสวียนทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก
จนกระทั่งถึง่บ่ายทุกคนถึงได้เลิกงานเพราะการจารึกอักขระขนาดใหญ่ต้องใช้พลังจิตจำนวนมากดังนั้นต่อให้เชี่ยวชาญเพียงไรแต่พลังจิตของคนเราก็ย่อมมีวันหมดพลังก็เหมือนกับคนใช้แรงงานไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ใหนก็ต้องมี่ที่ร่างกายไม่ไหวและ้าพักผ่อน
หลังเสร็จสิ้นภารกิจแรกที่กำแพงเมืองเอี้ยเสวียนก็แวะไปทานบะหมี่ที่ข้างกำแพงที่ใคนขายอายุประมาณ 50 กว่าแต่ยังแข็งแรงเมื่อเอี้ยเสวียนเดินผ่านได้กลิ่นหอมของซุปเนื้อ อดไม่ไหวจึงเดินมาที่แผลแล้วสั่ง
“เถ้าแก่ขอบะหมี่เนื้อชามนึงและน้ำซุปเครื่องในชามนึง”เอี้ยเสวียนสั่งเสร็จแล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะ ระหว่างรอเอี้ยเสวียนก็มองไปรอบๆตัวไม่นานนัก อาหารที่สั่งก็มาส่งที่โต๊ะ
“มาแล้วๆบะหมี่ร้อนๆซุปหอมๆมาแล้ว” เถ้าแก่กล่าวเสียงดังก่อนที่จะมองหน้าเอี้ยเสวียนแล้วกล่าวว่า “น้องชายเพิ่งมาใหม่หรือข้าไม่เคยเห็นหหน้าเลยข้าชื่อว่า ซูถง เ้าชื่ออะไรละ” เถ้าแก่ซูกล่าวถามอย่างอัธยาศัยดี
เอี้ยเสวียนหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนที่จะเอ่ยว่า” ผู้เยาว์เอี้ยเสวียนขอรับ เถ้าแก่”
“อ้อแล้วเ้ามาทำอะไรที่นี่ดูจากหน้าตาแล้ว เ้ายังไม่น่าถูกเกณฑ์มหารนี่อายุน่าจะยังไม่ถึง 18 ปีมั้ง” เถ้าแก่ซูกล่าว
เอี้ยเสวียนกินบะหมี่ไปด้วยก่อนตอบว่า”ข้าถูกลงโทษให้มาทำงานที่นี่ 3 ปี ขอรับ”
เถ้าแก่ซูได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากด้วยรู้ว่าอะไรควรไม่ควรก่อนจะเดินจากไปแล้วบอกให้เอี้บเสวียนกินให้อน่อย
เมื่อเอี้ยเสวียนกินบะหมี่แล้วซุปจนหมดก่อเรียกเถ้าแก่มาคิดเงินพร้อมทั้งชมว่าอาหารอร่อยมากเถ้าแก่ซูยิ้มจนใบหน้าเหี่ยวย่นยับยิ่งขึ้น ก่อนที่จะกล่าวว่าชอบก็มาทานอีก
หลังจากนั้นเอี้ยเสวียนที่ตั้งใจจะเดินย่อยอาหารแต่เมื่อเดินๆแล้วพบว่าแม้ว่าตัวเมืองจะใหญ่แต่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจก่อนที่จะนึกได้ว่าที่อาคารทำงานของนักอักขระชั้น 2 มีตำราอักขระอยู่เมื่อนึกได้เอี้ยเสวียนจึงเดินทางกลับไปที่อาคาร ดมื่อมาถึงเดินเข้าไปพบกับหัวหน้านักอักขระจิวฮุยอยู่จึงเดินเข้าไปคารวะแลวกล่าวว่า
“เอี้ยเสวียนคารวะท่านหัวหน้า” จิวฮุยเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนที่จะถามว่า”เอี้ยเสวียนเ้าทำงานของวันนี้เสร็จแล้วหรือ”
“ขอรับท่านหัวหน้าข้ากำลังจะขอขึ้นไปชั้น 2 เพื่ออ่านตำราอักขระสักหน่อยนะขอรับ”
“อืม”จิวฮุยทำหน้าคิดอะไรบางอย่างก่อนที่จะกล่าวว่า “ข้ามีเื่ที่จะใช้เ้าหน่อยห้องด้านหลังที่เก็บอาวุธที่เสียหายอยู่ข้าอยากให้เ้าช่วยไปแยกอาวุธแต่ละประเภทหน่อยว่าอันใหนที่เสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ หรืออันใหนที่ยังสามารถซ่อมได้เพราะว่าตอนนี้กองทัพขาดแคลนอาวุธเป็จำนวนมากถ้ามีเผ่าอสูรบุกมาแล้วอาวุธไม่พอจะลำบากได้”
เอี้ยเสวียนเมื่อได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเพราะว่าตอนนี้เป็เวลาเลิกงานของตนเองแล้วแต่ยังถูกให้ใช้งานเพิ่มอีกแต่เมื่อเอี้ยเสวียนคิดแล้วจึงขอต่อรองกับจิวฮุย
“ท่านหัวหน้าขอรับข้ายินดีที่จะทำงานที่ท่านมอบหมายให้แต่ข้ามีข้อแลกเปลี่ยนที่อยากจะขอจากท่านขอรับ” เอี้ยเสวียนกล่าวขึ้น
“เ้า้าอะไร”จิวฮุยถามโดยก้มหน้าทำงานต่อ
“ข้าขอเวลาขึ้นไปศึกษาตำราที่ชั้น 2ทุกวันก่อนที่จะไปคัดแยกอาวุธด้านหลัง โดยขอเพียงแค่วันละครึ่งชั่วยามได้มั้ยขอรับ” เอี้ยเสวียนเอ่ยข้อเรียกร้องของตนออกไป
“ครึ่งชั่วยาม้าและ 2ชั้วยามในการแยกอาวุธ” จิวฮุยตอบ
เอี้ยเสวียนพยักหน้าแล้วโค้งคำนับ”ขอรับ”
เอี้ยเสวียนหยุดชั่วครู่ที่บันไดชั้นสองลมหายใจสะดุดเล็กน้อยขณะที่สายตากวาดมองห้องโถงอันกว้างใหญ่เบื้องหน้าห้องสมุดชั้นสองของอาคารนักจารึกอักขระมีขนาดใหญ่ราวกับสนามฝึกซ้อมชั้นหนังสือสูงเทียมเมฆเรียงรายถึงเพดานกลิ่นอายของกระดาษโบราณและหมึกศักดิ์สิทธิ์ลอยคลุ้งในอากาศ
พลังจิตของเขาแผ่ซ่านออกไป ทันใดนั้น แผนผังความรู้ก็ปรากฏเป็สายธารข้อมูลสามมิติหมุนวนรอบตัวแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงระหว่างตำราต่างๆ อย่างซับซ้อนและงดงาม
"น่าทึ่ง..."เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะที่ก้าวเดินอย่างระมัดระวังเข้าไปในอาณาจักรแห่งความรู้
ในมุมหนึ่งของห้องสมุดรองขุนพลเหวยจิ้นและหัวหน้านักอักขระจิวฮุยยืนสังเกตการณ์เงียบๆ
"มาดูกันว่าเค้าจะเลือกตำราอะไรเป็เล่มแรกมาก"จิวฮุยกระซิบ ดวงตาเป็ประกาย "ข้าทายว่าเค้าจะต้องสนใจตำรารวมอักขระแน่นอนไม่เคยมีใครที่เห็นแล้วสามารถละสายตาไปจากมันได้"
เหวยจิ้นยิ้มก่อนที่จะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม"ข้าคิดว่าน่าจะเป็พวกอักขระโบราณเสียมากกว่า เพราะตามที่ท่านบอกอักขระพื้นฐานและอักขระควบคุมต่างๆเค้าชำนาญแล้วข้าว่าเค้าอาจจะ้าศึกษาเพิ่มเติม"
เอี้ยเสวียนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกจับตามองเขาเดินไปตามชั้นหนังสือ ใช้ความรู้สึกที่มือผ่านปกหนังสือเก่าแก่จนกระทั่งมือของเขาหยุดที่เล่มหนึ่ง ปกหนังสีน้ำตาลอมแดงที่มีอักขระโบราณจารึกอยู่
"ตำราการควบคุมพลังจิต"เขาอ่านชื่อหนังสือเบาๆ ก่อนจะดึงมันออกมาจากชั้นเปิดหน้าแรกด้วยความระมัดระวัง
หน้ากระดาษเหลืองกรอบด้วยกาลเวลาปรากฏแผนภาพซับซ้อนแสดงการไหลเวียนของพลังจิตในรูปแบบเกลียวคลื่นพร้อมคำอธิบายโบราณที่คนทั่วไปแทบไม่อาจเข้าใจ แต่สำหรับเอี้ยเสวียนมันกลับชัดเจนราวกับมีใครมาอธิบายให้เขาฟัง
"นี่คือวิธีการฝึกฝนการพัฒนาพลังจิตข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพลังจิตสามารถฝึกฝนได้ เขาพึมพำสายตาไล่ตามแผนภาพอย่างรวดเร็ว "ที่แท้พลังจิตก็แบ่งเป็ขั้นๆเช่นกันแต่เริ่มจาก การก่อจิต การสร้างฐาน การกำเนิดจิต การเกิดิญญาจิต และการสร้างร่างจิต”
จิวฮุยขมวดคิ้วเล็กน้อย"เขาหยิบตำราพัฒนาจิตทำไม หรือว่า?
เหวยจิ้นเลิกคิ้วเล็กน้อย "บางทีข้าคิดว่าเค้าคงไม่เคยเรียนการพัฒนาพลังจิตมาก่อนข้าััได้ว่าพลังจิตของเค้าไม่ได้แข็งแรงเท่ากับความรู้เื่อักขระของเค้า”
จิวฮุยถึงกับอ้าปากค้างทำตาโตก่อนที่จะสบถออกมา”บัดซบ ขนาดเ้าหนู่นี่ยังไม่เคยเรียนการควบคุมพลังจิตยังสามารถทำได้ขนาดนี้แล้วถ้าสามารถพัฒนาพลังจิตได้แม้เพียงแค่ขั้นแรกข้าว่าพวกนักจารึกอักขระขั้นดาวทอง คงต้องเอาหัวไปโขกเต้าหู้ตายๆไปซะ”
เหวยจิ้น ถึงกับพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่นี่ถ้ามีใครบอกว่าเ้าเด็กนี้เป็ปีศาจเฒ่าพันปีแปลงกายมาข้าก็คงเชื่อเช่นกัน”
เอี้ยเสวียนเดินต่อไปยังโต๊ะกลางห้องที่ซึ่งม้วนกระดาษใหญ่ถูกคลี่ออก แสดง ระบบการเรียนรู้แบบองค์รวม ที่เชื่อมโยงการควบคุมปราณกับการเขียนอักขระเข้าด้วยกัน
"หนึ่งความคิดควบคุมสิบทิศทาง..."เขาอ่านคำจารึกที่อยู่ตรงกลางแผนผัง "นี่คือกุญแจสำคัญที่ข้าขาดหายไป"
จิวฮุยและเหวยจิ้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นจิวฮุยส่งสัญญาณให้เหวยจิ้นดูวิธีการที่เอี้ยเสวียนลากนิ้วไปตามแผนผัง
"เขากำลังศึกษาระบบการไหลเวียนพลังงานในแผนผัง"จิวฮุยกระซิบด้วยความตื่นเต้น"นี่เป็ความเข้าใจในระดับของผู้เชี่ยวชาญ"
"เ้าเด็กนี่..."เหวยจิ้นทอดถอนใจ "หากเขาก้าวหน้าเช่นนี้ต่อไปอีกไม่นานคงไม่มีใครในสำนักจารึกอักขระของเราสอนอะไรเขาได้อีก"
หลังจากการค้นพบครั้งสำคัญในห้องสมุดเอี้ยเสวียนปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของตนเองใหม่ตามความรู้ที่ได้รับ:
เช้ามืด - เขาเริ่มต้นวันด้วยการซ่อมแซมกำแพงเมือง แคราวนี้เขาที่เรียนรู้การควบคุมพลังจิตสามารถทำให้สามารถใช้พลังจิตในการจารึกอักขระได้เฉียบคมยิ่งขึ้นทำให้สามารถจารึกอักขระได้เร็วขึ้นและแม่นยำมากขึ้น
"กำแพง่นี้ข้าจะใช้อักขระ 'ดิน' แบบใหม่"เขาพึมพำขณะลากพู่กันอย่างคล่องแคล่ว "เชื่อมต่อกับอักขระ 'หิน' และ 'เหล็ก' เป็วงจรสามเหลี่ยม แทนที่จะเป็เส้นตรงแบบเดิม"
ภายในสามเดือน เอี้ยเสวียนสามารถเพิ่มความเร็วในการทำงานของเขาเพิ่มขึ้นมากว่าเท่าตัว ทำให้หัวหน้าทหารที่ดูแลกำแพงอดแปลกใจไม่ได้
บ่าย - เอี้ยเสวียนใช้เวลาครึ่งชั่วยาม ในการศึกษาตำราที่ชั้น2แต่ด้วยความสามารถในการมองและความจำที่อ่านผ่านตาไม่ลืมเลือนของเอี้ยเสวียนทำให้เค้าสามารถอ่านหนังสือทุกเล่มได้หมดภายในเวลาที่กำหนด
"อักขระเหล่านี้..."เขาวาดภาพลงบนกระดาษ "หากนำมาเรียงในรูปแบบนี้ จะช่วยเสริมพลังให้กันและกันแทนที่จะต้านกันเหมือนแบบเดิม"
เย็น - งานคัดแยกอาวุธที่เคยดูน่าเบื่อกลับกลายเป็การเรียนรู้ที่น่าตื่นเต้นเมื่อเอี้ยเสวียนเริ่มแยกอาวุธที่เสียหายมากน้อยและสังเกตุเห็นว่าอาวุธแต่ละชิ้นมีรูปแบบอักขระและวิธีการจารึกที่แตกต่างกัน
"ดาบเล่มนี้..."เขาพึมพำขณะพลิกดูดาบเก่าเล่มหนึ่ง "มีอักขระ 'ไฟ'ซ่อนอยู่ใต้อักขระ 'โลหะ' อย่างแยบยล เป็เทคนิคที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
การคัดแยกอาวุธ 2 ชั่วโมงทุกวัน ทำให้เขาได้วิเคราะห์อาวุธไปมากกว่าหมื่นชิ้นมีทั้งอาวุธที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ หรืออาวุธที่ยังพอสามารถนำมาปรับปรุงซ่อมแซมให้ใช้งานได้ ซึ่งอาวุธแต่ละชิ้นที่เอี้ยเสวียนได้ััและมองเห็นเส้นสายของโลหะและอักขระด้วยความสามารถในการมองทำให้เค้าสามารถรู้ว่าอาวุธชิ้นใหนที่มีสภาพพอใช้ได้หรือเสียหายนั่นทำให้เค้าเกิดความชำนาญในการดูรูปร่างของอาวุธและเริ่มวาดรูปแบบอาวุธที่ตัวเอง้าออกมาในขณะเดียวกัน เอี้ยเสวียนก็เริ่มทดสอบอักขระอาวุธต่างๆลงในยันต์อักขระ
ดาบม่อเตา - อาวุธโบราณที่ลักษณะเป็ดาบที่มีคมสองด้านและมีน้ำหนักมาก ม่อเตาเป็อาวุธหลักที่ใช้ในกองทัพ" ที่ซ่อนอักขระทำลายและหนักเอาไว้ทำให้ดูเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วเป็อักขระพลังที่ทรงอานุภาพ
"ช่างแยบยล..."เขาหรี่ตามอง"แม้แต่นักจารึกอักขระจะไม่สังเกตเห็นหากไม่ใช้พลังจิตสำรวจอย่างละเอียด"
ทวนร้อยชนะ- ทวนยาวสีดำที่มีพู่สีดำที่มีอักขระฝังอยู่บนด้ามและปลายทวนเอี้ยเสวียนพบว่ามันใช้กลไกอักขระแบบ "ลวงตาและยืดหยุ่น"ที่สามารถกระจายพลังงานจากจุดศูนย์กลางไปยังปลายทวนได้อย่างรวดเร็ว
"หากใช้อักขระแบบนี้กับกำแพงเมือง..."เขาครุ่นคิด "อาจช่วยให้พลังป้องกันกระจายตัวได้ดีขึ้น"
เกราะนิลทมิฬ - เกราะอกสีดำที่มีลวดลายดวงดาวแผ่กระจายเอี้ยเสวียนใช้เวลานานในการวิเคราะห์โครงสร้างอักขระบนเกราะนี้จนพบว่ามันมีโครงสร้าง 7 ชั้นที่ซ้อนทับกันแบบเกล็ดปลาอักขระชั้นแรกสร้างพื้นฐานและแต่ละชั้นต่อไปจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
"น่าทึ่งมาก..."เขาพึมพำอย่างทึ่ง "ผู้สร้างเกราะนี้ต้องมีจินตนาการขนาดใหน ที่จะสามารถสร้างโครงสร้างอักขระที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้"
ภายใน 3 เดือนเอี้ยเสวียนพบว่าตนเองมีการพัฒนาในเื่ของการฝึกฝนทั้งเื่ของการจารึกอักขระการฝึกปราณและพลังจิต โดยจากระดับพลังกำเนิดปราณขั้นสูง ปัจจุบันเค้าสามารถข้ามมาที่ขอควดของขั้นชำระล้างชั้นที่3 และพร้อมที่จะทะลวงผ่านไปขั้นกลางทุกเมื่อ
ความสามารถในการพัฒนาพลังจิต สามารถผ่านขั้นแรก ขั้นก่อจิตได้แล้ว"ก่อนหน้านี้ ข้าเห็นเพียงโครงร่างของอักขระ" เอี้ยเสวียนคิดขณะที่มองดูอักขระที่ตนเองเพิ่งจารึกลงบนแผ่นหิน "แต่ตอนนี้ข้าสามารถมองเห็นเส้นทางไหลเวียนพลังงานในแต่ละขีดของอักขระได้อย่างชัดเจนราวกับกำลังมองผ่านร่างกายมนุษย์ด้วยกระจกใส"