ตูมตูมตูมตูมตูม!
เครื่องยิงปืนใหญ่ห้ากระบอกโค้งข้ามผ่านอากาศไปอย่างรุนแรงกระแทกชนเข้าใส่บริเวณโดยรอบของเจวี๋ยหวู่หมิงบนพื้นดินจนฝุ่นดินคลุ้งกระจัดกระจาย
แรงระเบิดจากกระสุนปืนใหญ่ได้แฝงเอาไว้ด้วยพลังทำลายที่รุนแรงอย่างมากมายมหาศาลเกี่ยวกับกองทหารราบอื่นโดยทั่วไป ไม่แน่ว่าอาจจะบาดเจ็บเอาได้แต่ในขณะที่เผชิญหน้ากับเจวี๋ยหวู่หมิง
แต่แทบจะไม่น่าดูเลยแม้แต่น้อย
ควันธุลีลอยโชยพัดขึ้นสูงเงาร่างหนึ่งสายกระโดดพรวดขึ้นกะทันหัน
“เป็นไปได้ยังไงกัน? นี่ถึงกับไม่เป็นอะไรอย่างงั้นหรือ?แท้จริงแล้วแม้แต่กระสุนปืนใหญ่ก็ไม่อาจระเบิดให้เขาตายได้อย่างงั้นหรือ?”ผู้นำทัพที่ออกคำสั่งยิงกระสุนปืนใหญ่กล่าวคำรามเสียงดังก้องในสายตาแทบจะไม่อยากที่จะเชื่อ
“ยิงธนู! มือธนูทั้งหมด ยิงธนูใส่มันผู้นั้น!!”
“เครื่องยิงปืนใหญ่เมื่อใช้ไม่ได้ผล เช่นนั้นก็เปลี่ยนไปใช้สิ่งที่ทำให้เกิดพลังทำลายที่รุนแรงยิ่งกว่าก็แล้วกันอยากรู้เหมือนกันว่าเขายังสามารถหลบได้อีกหรือไม่”
ระหว่างนั้นก็มีเสียงออกคำสั่งดังออกมาเป็นสาย
กองทัพของโฮ่วจินได้เคลื่อนไหวผันเปลี่ยนสลับแนวเหมือนกับฟันเฟืองไหลเวียนขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ซวบซวบซวบ……”
ธนูนับหมื่นได้ถูกยิงออกมาอย่างพร้อมเพรียงดั่งฝูงตั๊กแตนก็ไม่ปานเข้าปกคลุมเจวี๋ยหวู่หมิงจนมืดฟ้ามัวดิน
“เหอะ”
เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงเพียงส่งเสียงดังเหอะออกมาขวานคล้องโซ่ในมือเริงระบำได้อย่างลึกลับซ่อนเร้นคันธนูพวกนั้นได้ร่วงหล่นลงพื้นดินไป
ถึงแม้จะไม่ได้ใช้พลังลมปราณ เพียงแค่การใช้พลังจากร่างกายคันธนูและลูกศรของคนธรรมดามีหรือที่จะทำอะไรได้อยู่ดี
อีกทั้งกับคนพวกธรรมดายังถือว่ามีคุณสมบัติไม่มากพอที่จะทำให้เขาต้องกระตุ้นใช้พลังลมปราณอันแสนลับค่าออกกันอยู่แล้ว
เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้ใช้สองมือกุมเข้าไปที่ด้ามขวานใหญ่สองด้ามทะลวงข้ามผ่านห่าพิรุณฝน โดยที่ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
เขาสามารถหลบสามารถเลี่ยงคมธนูออกไปได้วิ่งตะบึงรวดเร็วดุจอาชา
ระยะห่างระหว่างของทั้งสองทัพที่อยู่ห่างกันหลายร้อยหมี่พลันถูกเจวี๋ยหวู่หมิง
ระยะทางได้ถูกหดจนสั้นลงด้วยความเร็วของเจวี๋ยหวู่หมิง
“ตูม!”
ทันทีที่เห็นเจวี๋ยหวู่หมิงบุกทะลวงเข้ามานายทัพใหญ่โฮ่วจินในที่สุดก็ร้อนรนขึ้นแล้ว!จนถึงขั้นที่ทนไม่ไหวจนต้องหยิบกระสุนสาด (แบบลูกซอง)ที่มีพลังทำลายที่น่าตกใจออกมา แม้แต่ปืนใหญ่เองก็ยังยิงออกมาได้อย่างไร้ความปรานี !
“อือ?”
เจวี๋ยหวู่หมิงในใจพลันเกิดเป็นความหวาดหวั่นจนรู้สึกได้ถึงกระสุนปืนใหญ่ที่ลอยเข้ามานั้นมีความแตกต่างไปจากรอบแรกกันอยู่บ้าง
แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้!
กระสุนปืนใหญ่เดินมาจนถึงครึ่งทางทันใดนั้นก็พลันระเบิดขึ้นในทันทีคล้ายกับเป็นสะเก็ดเล็กลูกเหล็กน้อยขึ้นนับไม่ถ้วนอีกทั้งยังแฝงเอาไว้ด้วยเสียงที่ดังออกมาอย่างกะทันหันเหมือนดั่งลูกเห็บที่ปกคลุมเข้าใส่เจวี๋ยหวู่หมิง
“ไร้ประโยชน์!”
เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงแสยะยิ้มออกมาอย่างไม่แยแสสนใจโดยประคับประคองโล่พลังสีครามเอาไว้
โดยการใช้กระสุนลูกเหล็กนับไม่ถ้วนปัดจนห่างออกไปไกลถึงสามหมี่แต่ละก้าวนั้นที่มีแต่จะยิ่งมุ่งหน้าเดินเข้าสู่ภายในกองทัพมากยิ่งขึ้น
ม่านวารีเยือกแข็ง!
จนกระทั่งสามารถต้านทานวัตถุที่แข็งแกร่งได้ ใช้ความนุ่มสยบความแข็งกร้าว!อีกทั้งยังแฝงเอาไว้ด้วยพลังกัดกร่อนที่รุนแรงขึ้นมา
ปลอกกระสุนของผู้นำทัพนั้นได้ทำให้รอยยิ้มที่ถือดีพลันแปรเปลี่ยนจนกลายเป็นเคร่งเครียดขึ้นในพริบตาและก็เห็นกระสุนลูกเหล็กนั้นได้ถูกม่านวารีกัดกร่อนไปทีละเม็ดแล้วร่วงหล่นลงสู่พื้นในทันที จนกระทั่งร่วงหล่นลงพื้นไปอีกนับไม่ถ้วน
“ให้ตายเถอะ!ถึงกับยังไม่มีประโยชน์อีก!ยิงกระสุนพลุไฟออกไปต่อให้ระเบิดมันไม่ตาย ก็ต้องเผามันผู้นั้นให้ตาย”
ผู้นำทัพโฮ่วจินเองก็เกิดเป็นความรู้สึกหวาดกลัวจนลนลานกล่าวโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
กระสุนปืนไฟได้ระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง
ในครั้งนี้ ก็คือกระสุนพลุไฟ
กระสุนปืนใหญ่ของทางฝั่งราชวงศ์หมิงโดยส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งออกเป็นสามชนิด:เครื่องยิงปืนใหญ่กระสุนกระจายและกระสุนพลุไฟ。
เครื่องยิงปืนใหญ่นั้นก็คือเครื่องยิงกระสุนปืนลูกใหญ่โดยมักจะใช้เพื่อโจมตีใส่กำแพงเมือง ทำให้ศัตรูล้มหายตายกันเป็นเบือ
ในด้านกระสุนกระจายก็คือเมื่อยิงออกไปก็จะเกิดเป็นลูกเหล็กขนาดเล็กนับไม่ถ้วนจึงมีแต่ยิ่งเกิดเป็นพลังทำลายที่รุนแรงมหาศาล
ด้วยพลังทำลายที่รุนแรงของกระสุนพลุไฟซึ่งถือว่ามีปริมาณดินปืนอัดไว้มากที่สุด ทันทีที่กระทบก็จะเกิดเป็นแรงระเบิดขึ้นทันทีภายในรอบบริเวณหลายสิบหมี่ที่แม้แต่ต้นหญ้าก็ยังงอกเงยจนสามารถที่จะใช้ระเบิดทั้งประตูเมืองและเหล่าทหารได้จนสามารถเผาไปทั้งเมืองเลยก็ว่าได้
เพียงแต่ว่าด้วยทักษะในตอนนี้เสถียรภาพในการสร้างของประเภทนี้ยังถือว่าด้อยอยู่ จึงทำให้เกิดการระเบิดขึ้นได้ง่ายกลัวว่าแม้จะยังไม่ระเบิดคนอื่นจนตาย แต่ในทางกลับกันนั้นกลับเป็น
แต่ในทางกลับกันอาจจะระเบิดใส่มือตัวเองจนแม้แต่ชีวิตก็ยังไม่ไป
แต่ทว่า เพื่อที่จะกำจัดเจวี๋ยหวู่หมิงพวกเขาต่อให้ต้องเสี่ยงอันตรายมากกว่านี้ก็ไม่อาจเก็บมาใคร่ครวญมากจนเกินไปได้อีกแล้ว
ภายในสายตาของกองทัพโฮ่วจินเจวี๋ยหวู่หมิงแทบจะเรียกได้ว่าคู่ควรกับสมญานามว่ามารร้ายกันแล้ว
ในระหว่างที่เกิดเสียงกระสุนปืนใหญ่ดังออกมาเจวี๋ยหวู่หมิงก็พลันถูกควันจนหายลับไป
“ขอดูหน่อยว่าในครั้งนี้เจ้ายังจะตายอยู่อีกหรือเปล่า?” ภาพฉากเช่นนี้ ถึงกับได้ทำให้ผู้นำทัพโฮ่วจินรู้สึกได้รับชัยชนะไปกันแล้ว
“ซวบ!”
เงาร่างของเจวี๋ยหวู่หมิงได้ลอยพุ่งตัวออกมาจากระเบิดไฟอีกครั้ง
สลัดฝุ่นควันที่สั่นไหวเจวี๋ยหวู่หมิงยังถึงกับไร้ซึ่งริ้วรอยอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย
ด้วยพลังแรงคุกคามจากกระสุนพลุไฟพวกนี้ ในสายตาของเขาแทบจะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นพลังคุกคามได้เลยด้วยซ้ำ
มนตราคาถาที่เขาบ่มเพาะประจวบกับเป็นดังดาวเพชฌฆาตที่สามารถควบคุมอัคคีทุกรูปแบบในใต้หล้าได้ต่อให้ภายในร่างจมอยู่ในภูเขาไฟ ก็ไม่เป็นอะไรอยู่ดียิ่งอย่าได้เอ่ยถึงแค่เพียงการโจมตีที่เกิดจากแรงระเบิดเพียงอย่างเดียวแล้วเท่านั้น
ผู้นำทัพของโฮ่วจินแทบจะเป็นบ้าไปกันแล้วยังคอยพยายามใส่กระสุน ยิงกระสุนกันต่อไป……
เพียงแต่น่าเสียดาย ที่เจวี๋ยหวู่หมิงได้พุ่งเข้ามาถึงแล้วอีกทั้งยังมีแต่จะเร็วขึ้นเรื่อย ๆกระสุนปืนใหญ่แทบจะไม่อาจเล็งเข้าใส่ร่างของเขาได้เลยที่จะเล็งได้กลับมีแต่จุดที่ว่างเปล่าเท่านั้น
“คนพวกนี้ก็น่ารำคาญเกินไปแล้ว ยังไงก็จัดการกับพวกแกก่อนก็แล้วกัน”
บนพื้นดิน เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับทิ้งเงาภาพติดตาไว้แต่ละสายเป้าหมายก็คือการตรงเข้าหาไปยังตำแหน่งที่ตั้งของปืนใหญ่ทั้งห้ากระบอก
“ปืนใหญ่ทั้งหมด จงเล็งเข้าไปที่เด็กน้อยผู้นี้จงระเบิดมันผู้นั้นให้เป็นจุณ!”
ผู้นำทัพโฮ่วจินเดือดดาลเป็นการใหญ่ จนถึงกับเข้าคุมปืนใหญ่กระบอกหนึ่งด้วยตัวเองโดยที่เล็งเข้าไปยังตำแหน่งของเจวี๋ยหวู่หมิงแล้วจนเกิดเป็นเสียงดังสนั่นหวั่นไหวออกมา
“เปรี้ยง!”
เสียงระเบิดกัมปนาทที่รุนแรงดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเจวี๋ยหวู่หมิง
กระสุนปืนใหญ่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆพลังอันรุนแรงได้พุ่งเข้ามาและระเบิดเสื้อเกราะของเขาจนแหลกลาญไปในพริบตาพร้อมกับเผยกล้ามเนื้อท่อนบนที่บึกบึน
เคล็ดกายาหลอมโลหิตก็คือการหล่อหลอมกายหยาบในส่วนของมุมบางมุม ก็แสดงออกมาเป็นเส้นขึ้นอย่างชัดเจน
ทั่วร่างได้สาดออกมาเป็นพลังธาตุหยางออกมาอย่างรุนแรง
เหอหยงฝูกำลังมองเงาร่างสายหนึ่งที่พุ่งเข้าหากองทัพโฮ่วจินเพียงคนเดียวอีกทั้งยังเป็นคนที่ต้านทานฝนธนูกับกระสุนปืนใหญ่ที่เป็นที่น่าแตกตื่นคนนั้น
ผ่านไปได้สักพัก เขาก็สะดุ้งจนได้สติกลับมาตะโกนออกมาเสียงดังกังวาน: “ลั่นกลองศึก!มาทำให้เจ้าเทพเซียนน้อยได้รู้จักถึงพลังทำลายของพวกเรากันหน่อย!”
ครืนครืนครืนครืนครืน!
ที่ด้านบนกำแพงเมืองเมืองหวู่หลิงพลันเกิดเป็นเสียงลั่นกลองสงครามขึ้นดังสนั่น
กองทัพหมิงที่อยู่บนหัวเมือง ระหว่างที่เสียงกลองศึกดังขึ้นก็ได้แยกย้ายกันกู่ร้องตะโกน เพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจให้แก่เจวี๋ยหวู่หมิง
หนึ่งคนปะทะหนึ่งกองทัพอย่างอาจหาญ ความสำเร็จเช่นนี้ในรอบหลายพันปีมานี้ยังมีอีกสักกี่คนที่สามารถทำได้กัน?
กองทัพหมิงทั้งบนล่างช่วงเวลาหนึ่งพลันเกิดเป็นกำลังขวัญสั่นคลอนขึ้นมายกใหญ่
แต่กลับไม่ได้เหมือนกับกองทัพหมิงทัพหลักโฮ่วจินทันทีที่พบเจวี๋ยหวู่หมิงเปรียบเสมือนไร้ตัวตนก็มิปานภายใต้พิรุณกระสุนเพลิงไฟที่มาจากทั้งซ้ายและขวา ก็ขยับเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็วแยกย้ายกันกุมอาวุธศัสตรา เข้ากระโจนใส่ดังพบเจอกับศัตรูคู่อาฆาต
“คนคนนี้ เป็นยอดฝีมือ”ผู้นำทัพโฮ่วจินได้นึกถึงเรื่องที่เล่าขานกันถึงยอดฝีมือที่กระโดดข้ามกำแพงที่เล่าลือกันขึ้นมาได้
.
.
.