พิธีแต่งตั้งองค์ชายสี่หลี่หยวนเจ๋อเป็รัชทายาทจัดขึ้นในต้นฤดูใบไม้ผลิ
ธงสีทองประดับทั่ววัง
ระฆังดังเก้าครั้ง
ขุนนางทุกกรมสวมชุดพิธีเต็มยศ
หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ด้านข้างรัชทายาทองค์เดิม
หลี่ฉางิคืนเครื่องหมายทั้งหมดแล้ว วันนี้เขาสวมชุดสีน้ำเงินอ่อนและดูเหมือนคนที่เพิ่งปลดโซ่ออกจากไหล่
เมื่อหลี่หยวนเจ๋อคุกเข่ารับตรารัชทายาท เขามองพี่ชายทั้งสอง
ในแววตายังมีความกลัว
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้าให้เพียงเล็กน้อย
ไม่ใช่คำสั่ง
แต่เป็คำบอกว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียว
หลังพิธี ขุนนางเข้ามาแสดงความยินดี
บางคนพยายามเข้าหาหลี่เฉิงเยว่เป็ครั้งสุดท้าย
เสนอจวน
เสนอเมืองศักดินา
เสนอให้รับตำแหน่งที่ปรึกษารัชทายาท
เขาปฏิเสธทั้งหมดอย่างสุภาพ
เมื่อถึงยามเย็น ตำหนักอวี้หลันเริ่มว่างเปล่า
หีบสัมภาระมีเพียงหกใบ
เสื้อผ้าธรรมดา
ตำรา
ปิ่นดอกเหมยขาว
ตุ๊กตาไม้ปีกหักที่เซวียนอี้ซ่อมเรียบร้อยแล้ว
และของใช้ไม่กี่อย่าง
ทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกแจกให้คนในตำหนัก
ฝูอันยืนร้องไห้อยู่กลางลาน
“องค์ชายจะไม่พากระหม่อมไปจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่ถอนใจ
“เ้ามีครอบครัวอยู่เมืองหลวง”
“แต่กระหม่อมรับใช้พระองค์มาั้แ่เด็ก”
“เพราะอย่างนั้น ข้าจึงไม่อยากให้เ้าทิ้งทุกอย่างตามข้า”
ฝูอันเช็ดน้ำตา
“แล้วใครจะจัดเสื้อผ้า ใครจะเตือนพระองค์กินยา ใครจะตรวจอาหาร”
เซวียนอี้ตอบ
“ข้า”
ฝูอันหันไปมองเขา
“ท่านชงชายังไหม้ก้นกาอยู่เลย”
เซวียนอี้เงียบ
หลี่เฉิงเยว่พยายามไม่ยิ้ม
ฝูอันร้องไห้หนักกว่าเดิม
“กระหม่อมไม่ไว้ใจ”
“ข้าจะเขียนจดหมาย” หลี่เฉิงเยว่กล่าว “และหากร้านชาเปิดแล้ว เ้าค่อยมาเยี่ยม”
“พระองค์ต้องบอกที่อยู่”
“แน่นอน”
ฝูอันคุกเข่าโขกศีรษะ
“กระหม่อมขอให้องค์ชายมีความสุขพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่ยืนมองเขา
จากนั้นจึงก้มลงช่วยพยุงขึ้น
“เ้าเองก็ต้องมีชีวิตของตน”
ฝูอันร้องไห้จนพูดไม่ออก
ก่อนออกจากตำหนัก รัชทายาทองค์เดิมมาหา
เขาเดินเข้ามาพร้อมห่อผ้าเล็ก
“ของเดินทาง”
หลี่เฉิงเยว่รับมา
ภายในเป็แผนที่เมืองทางใต้และเงินจำนวนหนึ่ง
“ข้ามีเงิน”
“เงินจากพี่ชายไม่เหมือนเงินราชสำนัก”
“พระองค์กำลังใช้ตำแหน่งพี่ชายบังคับข้า?”
“ใช่”
หลี่เฉิงเยว่ยิ้ม
“พี่ใหญ่จะออกจากเมืองหลวงเมื่อใด”
“หลังช่วยหยวนเจ๋อสามเดือน ข้าจะไปทะเลใต้”
“หมอพร้อมหรือยัง”
“พร้อม เ้าส่งมาถึงสามคน”
“คนเดียวไม่พอ”
รัชทายาทส่ายหน้า
“เ้ายังชอบสั่ง”
“พระองค์เองก็เช่นกัน”
พี่น้องยืนมองกัน
ตลอดชีวิต พวกเขามีเวลาเป็พี่น้องกันน้อยเกินไป
แต่ยังดีกว่าไม่มีเลย
รัชทายาทดึงหลี่เฉิงเยว่เข้าไปกอด
“รักษาตัว”
“พระองค์ด้วย”
“เขียนจดหมาย”
“พ่ะย่ะค่ะ พี่ใหญ่”
คำเรียกนั้นทำให้หลี่ฉางิยิ้ม
เขาหันไปหาเซวียนอี้
“ฝากน้องข้าด้วย”
เซวียนอี้คำนับ
“ข้าจะอยู่ข้างเขาขอรับ”
ครั้งนี้ไม่ใช้คำว่า “จนกว่าไม่้า”
ไม่มีวันสิ้นสุดซ่อนอยู่ในคำสัญญาอีกแล้ว
ก่อนถึงประตูวัง ฮ่องเต้ไม่ได้เสด็จมาส่ง
แต่ขันทีใหญ่นำกล่องหนึ่งมาให้
ภายในมีจดหมายและตราผ่านทาง ซึ่งอนุญาตให้หลี่เฉิงเยว่เดินทางไปทุกหัวเมืองโดยไม่ต้องรายงานราชสำนัก
จดหมายมีเพียงประโยคเดียว
ชีวิตที่เราไม่เคยให้เ้าได้ ขอให้เ้าไปสร้างมันด้วยตนเอง
หลี่เฉิงเยว่อ่านอยู่เงียบ ๆ
จากนั้นพับเก็บไว้ข้างปิ่นของมารดา
เซวียนอี้ไม่ได้ถาม
เพียงยืนอยู่ข้างกัน
ประตูวังชั้นสุดท้ายอยู่ตรงหน้า
บานประตูสีแดงสูงใหญ่
หมุดทองเรียงเป็แถว
ทหารองครักษ์ยืนสองข้าง
ครั้งแรกที่หลี่เฉิงเยว่ถูกพาเข้าวัง เขายังเป็เด็กที่สูญเสียความทรงจำ
จากนั้นใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงนี้มาสิบห้าปี
ถูกเฝ้ามอง
ถูกวางยา
ถูกพรากชื่อ
ถูกกำหนดอนาคต
และเกือบถูกบัลลังก์กลืนกิน
วันนี้ประตูเดียวกันกำลังเปิดออก
ไม่มีขบวนใหญ่
ไม่มีธงองค์ชาย
ไม่มีทหารหลายร้อยนาย
มีเพียงรถม้าหนึ่งคัน
ม้าสองตัว
หีบหกใบ
และคนสองคน
หลี่เฉิงเยว่ก้าวผ่านธรณีประตู
แสงแดดด้านนอกส่องเข้ามาเต็มใบหน้า
เขาหยุด
เซวียนอี้ซึ่งเดินตามมาถาม
“ลืมสิ่งใดหรือ”
องค์ชายหันกลับไปมองวังเป็ครั้งสุดท้าย
หลังคาสูงซ้อนกัน
กำแพงแดง
ต้นเหมยเหนือแนวกำแพง
และท้องพระโรงที่มองไม่เห็นจากตรงนี้
“ไม่”
“เช่นนั้นไปเถอะ”
หลี่เฉิงเยว่หันกลับ
“เซวียนอี้”
“ขอรับ”
“ต่อจากนี้ไม่ต้องเรียกข้าว่าองค์ชายเมื่ออยู่กันสองคน”
ชายหนุ่มชะงัก
“แล้วให้เรียกว่าอะไร”
“ชื่อข้า”
“เฉิงเยว่?”
เพียงสองพยางค์กลับทำให้หัวใจอบอุ่น
หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า
“อืม”
“เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าเหมือนเดิม”
“เซวียนอี้”
“ขอรับ”
ทั้งสองเดินต่อ
เมื่อพ้นเขตประตูเมือง เซวียนอี้ถาม
“เราจะไปที่ใดก่อน”
หลี่เฉิงเยว่หยิบแผนที่จากพี่ชายออกมา
“เมืองหลิงโจวอยู่ระหว่างูเากับแม่น้ำ อากาศไม่หนาวมาก มีเส้นทางค้าขายผ่าน”
“เหมาะกับร้านชา”
“และมีลานร้างท้ายตลาด อาจทำโรงฝึกได้”
เซวียนอี้มองเขา
“ท่านคิดไว้หมดแล้ว?”
“เมื่อคืน”
“เหตุใดไม่บอก”
“กลัวเ้าจะตรวจสถานที่ล่วงหน้าจนไม่ได้นอน”
เซวียนอี้หัวเราะ
พวกเขาขึ้นม้า
ไม่มีผู้ใดนำหน้า
ไม่มีผู้ใดตามหลัง
ม้าทั้งสองเคลื่อนเคียงกันไปบนถนนใหญ่
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน
หิมะละลาย
ยอดไม้เริ่มมีสีเขียวอ่อน
เมืองหลวงค่อย ๆ เล็กลงเื้ั
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังหนี
เขาไม่ได้ทิ้งหน้าที่
ไม่ได้ทิ้งครอบครัว
และไม่ได้ทิ้งแผ่นดิน
เขาเพียงหยุดยอมให้สิ่งเ่าั้เป็เ้าของชีวิต
เซวียนอี้หันมาถาม
“เหนื่อยหรือไม่”
“ยัง”
“หากเหนื่อย เราพักที่เมืองข้างหน้า”
“เ้าต่างหากที่ต้องพัก แผลยังไม่หายสนิท”
“ข้าหายแล้ว”
“หมอบอกว่ายัง”
“หมอไม่อยู่ตรงนี้”
หลี่เฉิงเยว่ปรายตามอง
“ข้าจะเขียนจดหมายถาม”
เซวียนอี้เงียบไปทันที
เสียงหัวเราะของหลี่เฉิงเยว่ดังขึ้นบนถนน
มันเป็เสียงหัวเราะที่ไม่มีผนังสะท้อน
ไม่มีคนคอยจดจำ
และไม่มีพิธีการบังคับให้หยุด
ถนนด้านหน้ายาวไกล
พวกเขายังไม่รู้ว่าร้านชาจะหน้าตาอย่างไร
ไม่รู้ว่าจะหาเงินได้มากพอหรือไม่
ไม่รู้ว่าชีวิตธรรมดาจะยากเพียงใด
แต่เป็ครั้งแรก
ที่ความไม่รู้ไม่ได้ทำให้น่ากลัว
เพราะอนาคตนั้นไม่ได้ถูกเขียนไว้ในราชโองการ
มันรอให้คนสองคนเขียนด้วยตนเอง