สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 186 เขาเป็นศิษย์ของข้า

        อันเจิงมองตัวหนังสือบนหน้ากระดาษทางขวามือ “มารลำดับที่สิบเก้า?เขาคือใครกัน?”

 

        เหมือนผู้เฒ่าฮั่วจะเข้าสู่ห้วงความทรงจำ“ตอนนั้นข้ายังเด็กและเป็นช่วงที่ข้ามักจะสร้างปัญหามากที่สุด ทุกคนคิดว่าข้าคงฝึกฝนไม่สำเร็จอนาคตข้าต้องกลายเป็นผู้สร้างของวิเศษไม่ได้แน่นอน ฉะนั้นข้าจึงถูกปล่อยปละละเลย มีบางอย่างพวกเขาก็ไม่ได้ห้ามข้าข้าจำได้ว่าครั้งหนึ่งมีแขกมาที่บ้าน ขณะที่บิดาข้ากำลังคุยกับแขกคนนั้นเหมือนเคยเอ่ยถึงชื่อนี้มาก่อน”

 

        “ข้ายังจำมันได้เลือนราง พวกเขาพูดคุยเรื่องอาวุธมารและเอ่ยถึงชื่อนี้แต่ถึงกระนั้น ตอนนั้นข้าไม่ได้ใส่ใจมากมาย ตอนนี้ก็ลืมมันไปหมดแล้ว ต่อมาข้าเปิดเจอชื่อนี้ในตำราเล่มนี้ฉะนั้นจึงรู้สึกแปลกใจไม่น้อยและระลึกได้ว่าเคยได้ยินเรื่องเล่านี้มาก่อนบอกว่ามารลำดับที่สิบเก้าเป็นปรมาจารย์สร้างอาวุธวิเศษของเผ่ามาร”

 

        “ตอนนั้นข้าไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดทั้งเรื่องเผ่ามาร ทั้งเรื่องอาวุธมารในตอนนั้นข้าเห็นเรื่องพวกนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น ต่อมาเมื่อได้เห็นอาวุธมารถึงรู้ว่าผู้ฝึกพลังมารมีตัวตนอยู่จริงแต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมานานมาก และตอนนี้ผู้ฝึกพลังวัตรมารก็ตายกันหมดแล้ว”

 

        “สำหรับเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับอาวุธมารเรื่องที่ใหม่ที่สุดก็เห็นจะเป็นหลายพันปีมาแล้วอีกทั้งพลังเหล่านี้ก็น้อยมากถึงมากที่สุด แต่หอกยาวที่เจ้านำมาในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของอายุพันปี อย่างมากก็แค่หลายร้อยปีเท่านั้นฉะนั้นทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้ฝึกพลังวัตรมารยังไม่ได้ดับสูญ มารลำดับที่สิบเก้ายังคงมีอยู่จริง”

 

        อันเจิงถามอย่างอดไม่ได้ “ตำราเล่มนี้คงไม่ได้มีอายุร้อยปีอย่างที่ข้าคิดแล้วสินะแต่จะอายุเท่าไหร่ก็ไม่อาจมั่นใจได้ แต่ที่มั่นใจได้เรื่องหนึ่งก็คือหากมารลำดับที่สิบเก้ามีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ อย่างน้อยเขาก็ต้องมีอายุหลายร้อยปีแล้ว”

 

        ผู้เฒ่าฮั่วส่ายหน้า “มันก็ไม่แน่การสืบทอดของเผ่ามารเป็นมนต์ดำที่น่ากลัวมากหากศิษย์รับการถ่ายทอดและยอมรับการเป็นอาจารย์...อย่างนั้นมารลำดับที่สิบเก้าก็คงไม่ได้มีอายุมากขนาดนั้น”

 

        อันเจิงถาม “ข้าสามารถนำหอกนี้ไปได้หรือไม่?เหมือนทางด้านสำนักวรยุทธ์ชางจะรู้เรื่องของผู้ฝึกพลังมารมากกว่าตอนนี้พวกเขาอยากเห็นหอกนี้ อีกทั้งยังสนใจมากด้วย”

 

        “เอาไปเถอะ ของชิ้นนี้ไม่มีค่าแล้วไม่มีความหมายอะไรอีก”

 

        อันเจิงพยักหน้า“งั้นข้านำหอกยาวไปก่อนก็แล้วกัน รอข้ากลับมาค่อยว่ากัน”

 

        อันเจิงหาผ้ามาห่อเอาไว้จากนั้นก็นำออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ เพิ่งเดินออกไปได้ไม่นาน แมวเสี่ยวช่านก็ตามมาจากด้านหลังมันกระโดดไปที่ไหล่ของอันเจิงแล้วจ้องหอกยาวนั่นอย่างสนใจ

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “เสี่ยวช่านเจ้ารู้จักของชิ้นนี้หรือ?”

 

        ขณะนี้เสี่ยวช่านไม่ได้ตัวโตกว่าเดิมมากเท่าไหร่แต่กงล้อเก้าภพในดวงตาราวกับเปล่งประกายมากยิ่งขึ้นเพียงแค่มันสนใจของอะไรเป็นพิเศษ กงล้อเก้าภพในดวงตาก็จะเปล่งประกายแวววาว ขณะที่ในเวลาปกติดวงตาของมันก็ไม่ได้ดูน่าพิศวงอะไรนัก

 

        เสี่ยวช่านส่งเสียงร้อง จากนั้นก็ปีนป่ายตามแขนของอันเจิงแล้วใช้จมูกดมกลิ่นของหอกยาว ทันใดนั้น ในแววตาก็เปล่งประกายความเคียดแค้นออกมา เพียงครู่เดียวมันก็มุดกลับเข้าไปกลางอกของอันเจิงราวกับหมดความสนใจจากหอกชิ้นนั้นไปแล้ว

 

        อันเจิงพาเสี่ยวช่านและหอกยาวสีดำกลับไปหาซ่งเฉาเซิงเขายังคงอยู่ที่กองก้อนหินและค้นหาอะไรบางอย่างแต่นั่นก็เป็นเพียงของที่ไม่มีประโยชน์ เพราะร่องรอยของพลังที่อันเจิงและติงเซิ้นซาต่อสู้กันจางหายไปจนหมดแล้ว

 

        เมื่อเห็นว่าอันเจิงกลับมาแล้วซ่งเฉาเซิงจึงรีบเดินเข้ามาหาทันที เขารับหอกยาวมาดูอย่างละเอียด จากนั้นสีหน้าก็ดูแย่มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะแย่กว่าสีหน้าของผู้เฒ่าฮั่วเสียอีก

 

        “ตอนนี้ไม่มีโอกาสแล้วคาดว่ามันน่าจะหาโอกาสหนีไปแล้ว”

 

        ซ่งเฉาเซิงพูดพึมพำกับตัวเองตอนที่อันเจิงถาม เขาเพียงแค่ส่ายหน้าเท่านั้น และไม่ยอมบอกอะไรทั้งสิ้น จากนั้นเขาก็นำหอกยาวสีดำกลับสำนักวรยุทธ์ชางทำเหมือนลืมอันเจิงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

 

        อันเจิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยทำได้เพียงกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เท่านั้น

 

        เพิ่งจะเดินถึงหน้าประตู เขาก็เห็นซางโหยวยืนอยู่ใต้ต้นไม้ข้างถนนที่ไกลออกไปนางมองสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นระยะ ราวกับกำลังลังเลอะไรบางอย่าง

 

        “ทำไมไม่เข้าไป?”

 

        อันเจิงเดินเข้าไปข้างนางแล้วถามขึ้น ซางโหยวสะดุ้งทันทีเห็นได้ชัดว่านางมีความกังวลอะไรในใจ เพราะอันเจิงเดินเข้ามาใกล้แล้วยังไม่ได้ยินเลยสักนิดนางมองอันเจิงด้วยสีหน้าขาวซีด จากนั้นก็คุกเข่าลงทันที “ขอร้องเจ้าล่ะอันเจิง เจ้าไปช่วยติงหนิงตงด้วยเถอะ!”

 

        อันเจิงรีบยื่นมือไปประคองตัวซางโหยวขึ้น“เกิดอะไรขึ้น?”

 

        “ติงหนิงตงถูกคนของกรมราชทัณฑ์จับตัวไปแล้วข้าเฝ้าที่หน้ากรมราชทัณฑ์ตั้งนาน แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ข้าเข้าไปดูนางเลยข้ามีนางเป็นสหายแค่คนเดียว ข้าไม่อยากให้นางตาย...อันเจิง ข้ารู้ว่าเจ้ามีสหายมากท่านเสนาบดีของหน่วยทหารเฉินไจ่เหยียนก็ชอบเจ้ามาก เจ้าช่วยข้า ไปขอร้องให้ข้าหน่อยจะได้หรือไม่?”

 

        อันเจิงเข้าใจแล้วว่าซางโหยวมาเพราะอะไร เขาจึงประคองซางโหยวแล้วพูด“เรื่องนี้ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เจ้าคิด ข้าได้ข่าวมาแล้วติงหนิงตงไม่มีทางถูกเชื่อมโยงถึงเรื่องในตระกูลหรอก”

 

        สีหน้าซางโหยวดูมีความสุขขึ้นมาทันที “เจ้าพูดจริงหรือ?”

 

        อันเจิงพยักหน้ารับ “จริงไม่เพียงแค่ติงหนิงตงคนเดียว พี่ชายนางก็เช่นกัน แต่ถึงอย่างไรกรมราชทัณฑ์ก็ต้องทำตามขั้นตอนผ่านไปไม่นานราชาก็จะปล่อยตัวพวกเขาทั้งสองเอง เจ้าวางใจเถอะ”

 

        เห็นได้ชัดว่าซางโหยวผ่อนคลายลงมาก“เจ้าไม่รู้หรอก ความจริงชีวิตของติงหนิงตงลำบากมาก บิดานางไม่เคยเห็นนางเป็นบุตรเลยด้วยซ้ำเมื่อเห็นอะไรไม่เข้าตาก็มักจะต่อว่าสารพัด ในใต้หล้าทำไมต้องมีการแบ่งแยกความสำคัญของชายหญิงด้วย?จนถึงตอนนี้ ติงหนิงตงยังไม่เคยรู้จักความรักจากบิดามารดาเลยหากยังต้องเข้าไปรับโทษเพราะเรื่องของพวกเขาอีก อย่างนั้นก็ยิ่งแย่ไปกันใหญ่”

 

        อันเจิงมองไปรอบด้านเมื่อเห็นว่าไม่มีคนจึงกดเสียงต่ำแล้วพูด “ติงหนิงตงเป็นศิษย์ของจูเก๋อเชียวหยุนเรื่องนี้เจ้าไม่รู้หรือ?”

 

        “หา?”

 

        ซางโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง“ไม่...ไม่รู้นี่”

 

        “ดูแล้วนางคงไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้...เพราะนางเป็นศิษย์ของจูเก๋อเชียวหยุนฉะนั้นราชาจึงยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษ”

 

        “ไม่ว่าเพราะอะไร ข้าก็ดีใจมากแล้วที่นางไม่บอกข้าคิดว่าต้องมีเหตุผลจำเป็นแน่นอน นั่นเป็นความลับของนาง ฉะนั้นนางไม่บอกข้าก็ไม่เป็นไรทุกคนก็ต้องมีความลับของตัวเองกันทั้งนั้น”

 

        “แล้ว...ยังมีอีกเรื่อง”

 

        นางถามอันเจิง“เรื่องที่ข้าขอให้เจ้าช่วยสืบการตายของปู่ข้า...”

 

        อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่ง“เจ้าเข้าไปด้านในกับข้าเถอะ คุยที่นี่เกรงว่าไม่ค่อยสะดวกนัก”

 

        ซางโหยวขานรับจากนั้นก็เดินตามอันเจิงเข้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ ทั้งสองยืนคุยอยู่ด้านข้างสนามซ้อมอันเจิงรวบรวมเรื่องราวและความคิดทั้งหมดก่อนจะพูดขึ้น“ความจริงเรื่องนี้สืบได้แล้ว แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับเจ้าอย่างไรดี เพราะมันดูแปลกมากเกินไป...”

 

        ซางโหยวส่ายหน้า “ข้าไม่ใช่เด็กแล้วมีเรื่องอะไรเจ้าก็พูดมาตามตรงเถอะ บิดามารดาข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับความเป็นไปในใต้หล้าฉะนั้นข้าต้องเป็นคนล้างแค้นแทนปู่”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ความจริงเจ้าไม่มีศัตรูที่ไหนหรอก...การตายของปู่เจ้ามันคือความสมยอม”

 

        “เจ้าพูดอะไร!” ซางโหยวกระชากแขนเสื้อของอันเจิงดวงตาเบิกโต

 

        “ข้ารู้ว่าพูดแบบนี้อาจยากที่เจ้าจะทำใจยอมรับแต่ข้าก็สืบมาจนมั่นใจมากพอสมควรแล้วเหมือนกัน การตายของปู่เจ้าอาจเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องในราชสำนักเขาใช้การตายของตัวเองมาสร้างสถานการณ์ขึ้น เป้าหมายคือล้มล้างไทเฮาแต่สถานการณ์ที่สร้างขึ้นก็ไร้ประโยชน์...เรื่องนี้เจ้าห้ามพูดออกไปเด็ดขาดไม่อย่างนั้นเจ้าจะเป็นอันตราย”

 

        มือของซางโหยวร่วงลงจากตัวของอันเจิง“ไม่ว่าอย่างไร...ข้าก็ขอขอบคุณเจ้า แต่ข้าไม่มีทางเชื่อว่าปู่จะฆ่าตัวตายท่านรักข้ามากขนาดนี้ ไม่มีทางจะทิ้งข้าไปแบบนี้หรอก!”

 

        เมื่อพูดจบนางก็เดินจากไป แผ่นหลังที่เห็นช่างดูเดียวดายเหลือเกิน

 

        อันเจิงไม่รู้ว่าควรปลอบใจซางโหยวอย่างไรดีเดิมทีเขาก็เป็นคนที่ไม่เข้าใจผู้หญิง หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้หญิงอยู่แล้วเพียงแค่รู้สึกว่าซางโหยวน่าสงสารมากไปหน่อย

 

        เสี่ยวช่านคลานไปที่บ่าของอันเจิงอย่างเงียบสงบผ่านไปครู่หนึ่งอันเจิงถึงรู้สึกตัว เสี่ยวช่านมองแผ่นหลังซางโหยวที่จากไปแล้วดวงตาก็เปล่งประกายแวววาวทันที อันเจิงรู้สึกประหลาดใจนัก ก่อนหน้านี้เสี่ยวช่านไม่เคยมองใครแล้วดวงตาเปล่งประกายแวววาวเช่นนี้

 

        หรือบนร่างของซางโหยวจะมีสิ่งของอะไรที่ดึงดูดความสนใจเสี่ยวช่าน?

 

        เมื่อคิดถึงตรงนี้อันเจิงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ซางโหยวมีเกล็ดมัจฉาหนึ่งชิ้น เขาลืมถามไปเลยว่านางจะยอมขายเกล็ดมัจฉาชิ้นนี้หรือไม่เพราะนั่นเป็นสมบัติของเจ้าสำนักซาง หากซางโหยวไม่ยินยอมละก็อันเจิงไม่มีทางใช้วิธีอื่นหลอกล่อมาแน่

 

        อันเจิงเดินกลับไปที่หน้าประตูแต่ทว่าซางโหยวก็ได้ออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปไกลแล้ว บนถนนกำลังฟื้นฟูอยู่ร้านค้าที่ถูกติงเซิ้นซาพังยังซ่อมแซมไม่เสร็จ

 

        อันเจิงเดินกลับเข้าไปและให้คนในสำนักออกมาช่วยอีกทั้งยังให้บอกผู้เช่าทุกคนว่า เดือนนี้ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า บ้านเรือนบนถนนด้านหน้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ส่วนใหญ่ก็ถูกอันเจิงซื้อจนเกือบหมด ฉะนั้นแน่นอนว่าเขามีสิทธิ์ตัดสินใจ

 

        ทางด้านสำนักวรยุทธ์ชาง ขณะที่ซ่งเฉาเซิงมอบหอกยาวให้ฉางฮวันสีหน้าของฉางฮวันก็เปลี่ยนไปทันที “ดูท่ามันคงจะจากไปแล้วจริง ๆป้องกันมานานขนาดนี้ สุดท้ายมันก็ออกไปได้อยู่ดี”

 

        ฮวาถางถางยื่นมือไปหยิบหอกยาวมา “เป็นของระดับต่ำหรือไม่ก็อาจเป็นของที่เสียหายอยู่แล้ว อันเจิงจึงสามารถทำลายมันได้ง่ายดาย นี่แสดงว่าพลังของคนคนนั้นยังไม่ฟื้นฟูตอนนี้เขายังไม่อาจสร้างอะไรได้ พวกเรายังพอมีเวลาต้องใช้ความสามารถทั้งหมดในการตามหาตัวติงเซิ้นซาให้เจอ”

 

        นางถามขึ้น “ติงเซิ้นซายังมีเรื่องอะไรที่ปล่อยวางไม่ได้อีกหรือไม่?หากมีละก็ เขาต้องปรากฏตัวอีกแน่ เขาเป็นคนเดียวที่จะนำทางไปหาตัวของคนคนนั้น”

 

        ฉางฮวันถอนหายใจ “ตอนนี้ก็คงมีเพียงอันเจิงเท่านั้นเขาเกลียดอันเจิงจนไม่มีทางปล่อยวางได้ เดิมทีติงเซิ้นซาก็เป็นคนชั่วที่เอาแต่ใจตอนนี้ตระกูลตัวเองยังมาถูกทำลาย ฉะนั้นหากเขายังมีชีวิตอยู่ อย่างไรเสียต้องกลับมาหาอันเจิงอีกแน่”

 

        ฮวาถางถางพยักหน้า “ข้าจะออกจากที่นี่”

 

        ฉางฮวันพูด “ในเมื่อคนคนนั้นจากไปแล้วเจ้าอยู่ที่นี่ก็คงไม่มีความหมาย อยากออกไปก็ออกไปเถอะ”

 

        “นับจากวันนี้เป็นต้นไปข้าจะกลับไปเป็นอาจารย์ฝึกสอนในสำนักวรยุทธ์ชาง”

 

        ฉางฮวันตอบรับ “ได้”

 

        ฮวาถางถางมองฉางฮวันแวบหนึ่งจากนั้นก็พูดขึ้นทีละคำ “ข้าจะรับศิษย์เพียงคนเดียว...นับจากวันนี้เป็นต้นไปอันเจิงเป็นศิษย์ของข้า”

 

        สีหน้าฉางฮวันเปลี่ยนไปทันที“อย่างนั้นไม่ได้นะ ตอนนี้ ด้วยความสนใจที่อันเจิงมี ติงเซิ้นซาต้องกลับมาหาเขาอีกแน่...”

 

        เขายังไม่ทันพูดจบฮวาถางถางก็พูดแทรกขึ้น “เจ้ารู้จักคนคนนั้นหรือ? เจ้ารู้วิธีการรับมือคนคนนั้นหรือไม่?แน่นอนว่าเจ้าไม่รู้ เจ้าสำนักซางก็ตายแล้ว ในสำนักวรยุทธ์ชาง คาดว่าคงไม่มีใครรู้เรื่องในวันนั้นได้ดีไปกว่าข้าแล้วไม่มีใครรู้ว่าต้องจัดการกับมันอย่างไรไปมากกว่าข้า ตอนที่คนคนนั้นบุกเข้ามาที่หอสมุดเพื่อขโมยตำรากระบวนวรยุทธ์ระดับสีม่วงเล่มนั้นเจ้าอยู่หรือไม่?”

 

        ฉางฮวันพูดไม่ออก

 

        “ฉะนั้น นับจากวันนี้เป็นต้นไปอันเจิงเป็นศิษย์ของข้า”

 

        ฮวาถางถางพูดต่อ“อันเจิงไม่เพียงแค่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เทศกาลใบไม้ร่วงที่จะถึงเขาก็สำคัญมากเช่นกันเจ้าสำนักกำลังพิจารณาว่าจะให้อันเจิงเข้าร่วมการประลองป๋าโกยด้วย เพราะหากให้เนี่ยชิงต่อกรกับทั้งสำนักไท่ซ่างเต้าและสำนักต้าติงก็จะเป็นการเหนื่อยเกินไป”

 

        “เจ้าคิดว่า ข้าสอนอันเจิงไม่ดีรึ?”

 

        ฉางฮวันส่ายหน้า “ไม่ใช่...”

 

        “อย่างนั้นก็ตามนี้เลยแล้วกัน หากอันเจิงมาที่สำนักวรยุทธ์ชางก็ให้มาหาข้า”

 

        เมื่อพูดจบฮวาถางถางก็เดินจากไป เห็นเพียงแผ่นหลังอันเลือนราง

 

        ฉางฮวันถอนหายใจ“นางไม่ได้ออกมาเจ็ดปีแล้ว ทุกวันนั่งเฝ้าตำราอย่างเงียบเชียบ แต่เจ็ดปีไม่อาจเปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งได้นางยังเป็นเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย”

 

        ซ่งเฉาเซิงยิ้ม “รองเจ้าสำนักนอกจากเชื่อใจนางเจ้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะ เพราะนางเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดนางไม่มีทางทำให้เจ้าผิดหวังแน่ ถึงคนคนนั้นจะหนีไป แต่นั่นก็โทษนางไม่ได้ใครจะไปนึกถึงว่าคนคนนั้นจะเลือกให้ติงเซิ้นซาเป็นคนพาหนี”

 

        ฉางฮวันส่ายหน้า“ข้าไม่ได้ห่วงว่านางจะสอนอันเจิงไม่ดี ที่ข้าเป็นห่วงคือ...คนที่กลับมาจะไม่ใช่แค่ติงเซิ้นซาคนเดียวน่ะสิคนคนนั้นก็อาจกลับมาด้วย”

 

        ซ่งเฉาเซิงชะงักไปเขาเพิ่งรู้ว่าที่ฉางฮวันเป็นห่วงคือฮวาถางถางต่างหาก

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน