โรงประมูลลั่วเทียน ทันทีที่สินเสียงพิธีกรสาวซูจั๋ว แขกในงานพากันกลายเป็นบ้าคลั่ง
ต้องรู้ก่อนนะว่าทักษะดังกล่าวมีความสำคัญมาก มันทำให้พวกเขาสามารถอยู่เหนือมนุษย์ทั่วไป ก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธได้!
ท่ามกลางความบ้าคลั่งเหล่านั้น หลินอู๋เฉินยังนั่งเงียบๆ ไม่ได้สนใจอะไร ทำเอาต่งอู๋เสียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องมองเขาเขม็ง กล่าวว่า “หลินอู๋เฉิน ตำรานั่นไม่ธรรมดาเลย สนใจหรือเปล่า หากเธอเข้ามาทำงานให้กับตระกูลต่งละก็ สักวันหนึ่งเธอจะได้อ่านตำรา...กลายเป็นผู้ฝึกยุทธได้!”
“ผู้ฝึกยุทธ...คืออะไรงั้นเหรอ” เย่หลิงถาม ดูสนใจไม่น้อย
ปลาติดเบ็ดแล้วสินะ
ต่งป๋อขยิบตาให้แม่ แล้วอธิบายแทน “พวกเขาคือคนที่ก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ มีพละกำลังปานช้างสาน ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แม้แต่กระสุนปืนยังยากที่จะฆ่าผู้ฝึกยุทธ และจากตัวตนของตระกูลซู ฟังว่าท่านบรรพบุรุษได้ครอบครองตำราโบราณเล่มหนึ่ง ทำให้ท่านบรรพบุรุษกลายเป็นตัวตนทรงอำนาจที่เรียกว่ายอดยุทธ!”
“เก่งกาจขนาดนั้นเชียว” เฟิงโหรวนึกขำ แต่เขากลับไม่ขำด้วย กล่าวเสียงขรึม
“เก่งมาก ยอดยุทธคือผู้ที่มีลมปราณกล้าแกร่งถึง 100 ปี สามารถเรียกลมเรียกฝน เชื่อมต่อกับสวรรค์และโลกได้!”
เย่หลิงรับฟังเงียบๆ ยิ่งฟังเท่าไหร่ก็รู้สึกการมาครั้งนี้ไม่เลวเลย ไม่คิดเลยว่าสกุลซูในหยูโจวจะยิ่งใหญ่เพียงนี้ นอกจากนั้นเบื้องหลังยังมีอำนาจเหนือกว่าสกุลทั่วไป จากความเข้าใจของเย่หลิง แม้แต่ตระกูลฉีในชุนเหลียนก็ไม่สามารถเทียบได้
ซูจั๋วรอให้ทุกคนสงบ จากนั้นกล่าวเสริมว่า “ตำรากายเล่มนี้แม้จะไม่ใช่เล่มสมบูรณ์ แต่ฟังว่ามันสามารถทำให้ผู้ฝึกสามารถสัมผัสถึงแก่นแท้ รับรู้ถึงสวรรค์และโลกได้ มันชื่อว่าตำรากาย'สิบชั่ง'เปรียบดังขุนเขาที่สูงใหญ่ หลังจากที่ฝึกฝนตำรากายเล่มนี้แล้วจะมีร่างดุจเหล็กกล้า แม้แต่กระสุนปืนก็ไม่สามารถคร่าชีวิต ทุกท่านอย่าได้ลังเลใจ 30 ล้านหยวน เริ่มประมูล!”
การประมูลตำรากายซึ่งเป็นของชิ้นสำคัญที่สุดในงาน ถือว่าทำเอาบรรดาเศรษฐีนั่งไม่ติดเก้าอี้
พวกเขาไม่เคยขาดแคลนเงิน ดังนั้นพอฟังว่าตำราเล่มนี้ดี ฝึกฝนแล้วทำให้ร่างกายแข็งแกร่งก็อยากจะซื้อ อยากครอบครองเป็นเจ้าของ
หลินอู๋เฉินอดหัวเราะไม่ได้ แค่ตัวอักษรโง่ๆ บนกระดาษเพียงไม่กี่หน้า กลับทำให้ทุกคนบ้าคลั่งกันถึงเพียงนี้ มันเทียบไม่ได้กับทักษะ'เซียนเทียน'ที่เขาฝึก ทั้งสองต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จากที่หลินอู๋เฉินได้คลุกคลีกับผู้ฝึกยุทธอย่างภรรยาปลอมๆ หยางลู่ซือและข้อมูลที่มีอยู่ ปราณคือการกลั่นเลือดและเนื้อในร่างกายมาเป็นพลัง ส่วนเขาฝึกพลังวิญญาณ แรกเริ่มก็เชื่อมต่อกับสวรรค์และโลก นำพลังของสวรรค์และโลกมาบ่มเพาะกายาและตันเถียน
แต่...ผู้ฝึกยุทธต้องมีลมปราณอย่างน้อย 100 ปีก่อน จึงจะกลายเป็นยอดยุทธที่สามารถใช้พลังของสวรรค์และโลกได้ สองสิ่งดังกล่าวเปรียบดังชายคนหนึ่งเกิดมาก็บินได้เลย ส่วนอีกคนต้องคลานเอา และเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน
นั่นหมายความว่าเส้นทางของหลินอู๋เฉินง่ายกว่า และทรงพลังกว่านั่นเอง
สุดท้ายตำรากาย'สิบชั่ง'ได้ถูกขายไปในราคา 100 ล้านหยวน!
นี่ถ้าหากแลกเปลี่ยนในเว็บเขาสามารถใช้จ่ายได้ถึง 1000 ล้านเหรียญ!
หลินอู๋เฉินมองเงินเหล่านั้นด้วยความเสียดาย แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดแนวคิดหนึ่งขึ้น
งานประมูลที่ถูกจัดขึ้นโดยตระกูลซูจบลงแล้ว ถ้าหากมีครั้งหน้าเกรงว่าหลินอู๋เฉินคงไม่รู้ เพราะพวกนี้ใช้วิธีที่พิเศษในการติดต่อ อีกส่วนคือเขาหาได้ใส่ใจของไร้ค่าที่นี่ ดังนั้นถึงรู้ไปก็ไม่สำคัญ
…..
เดินกลับมาที่รถ ต่งอู๋เสียนที่ใช้เงินมือเติบไปกับการประมูลถามเขายิ้มๆ “เป็นยังไงบ้าง นี่คือโลกที่เธอไม่เคยสัมผัสเลยใช่ไหม และใช่ว่าใครจะเข้าไปใน'ลั่วเทียน'ก็ได้ แม้ว่าเธอจะร่ำรวยเงินทองก็ตาม ยังต้องได้รับการยืนยันจากคนในซะก่อนถึงจะเข้าได้ และวันนี้เธอต้องขอบคุณฉันนะ”
“ขอบคุณ...ขอบคุณอะไร” หลินอู๋เฉินกรอกตา “งานค่อนข้างน่าเบื่อ นอกจากบรรยากาศ อาหารบนโต๊ะ ของที่นำมาประมูลล้วนเป็นสวะ มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่ซื้อ”
“ว่ายังไงนะ นี่เธอกำลังจะบอกว่าฉันโง่งั้นเหรอ!” ต่งอู๋เสียนเผลอตัวโกรธจึงแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมา ทำเอาลูกสาวต้องเข้ามากุมแขนไว้
คล้ายรู้สึกตัว เธอเสริมว่า
“หลินอู๋เฉิน ฉันอุตส่าห์เปิดโอกาสให้เธอแล้วแต่เธอดันไม่รับไว้ ครั้งแล้วครั้งเล่า งั้นก็อย่าโทษว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน!”
“คนที่พูดกับฉันแบบนี้ ไม่ตายดีสักคน” หลินอู๋เฉินยักไหล่ “อาจารย์เฟิง เรากลับกันเถอะ อยู่แถวนี้ไปเดี๋ยวฉันจะเผลอเหยียบ'มด'จนตาย”
เฟิงโหรวพยักหน้าเห็นด้วย อยู่กับตระกูลต่งนานๆ ก็เหมือนกับขี่บนหลังเสือ หากยังมีโอกาส ก็ต้องรีบกระโดดลงจากหลังมันแล้วถอยให้ห่าง
รับชมรถ Lamborghini urus ของเฟิงโหรวจากไป ต่งป๋อถามเสียงแผ่ว “แม่ครับ แม่จะปล่อยให้พวกเขาไปแบบนี้เหรอ วันนี้ผมขายหน้ามากเลยนะรู้ไหม แม่ต้องจัดการเขาให้ผมนะครับ!”
ต่งอู๋เสียนลูบหัวลูกชาย น้ำเสียงรักเอ็นดู “แม่ไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ หรอก คนที่มันกล้าดูถูกลูกต้องชดใช้ หลินอู๋เฉินคนนี้แม้จะมีทักษะเก่งก็จริงแต่กลับหยิ่งผยอง เขาไม่รู้เลยว่าอะไรคือผู้ฝึกยุทธ งั้นแม่คงต้องทำให้เขาเข้าใจซะหน่อยแล้ว...”
........
ระหว่างขากลับ เย่หลิงแนบตัวติดกับหลินอู๋เฉินแนบแน่น ทำเอาคนขับไม่มีสติ เกือบจะขับลงข้างทางหลายรอบ แต่ก็ประคับประคองรถมาถึงเมืองชุนเหลียนได้ในที่สุด
“ไปส่งฉันที่โรงพยาบาลนะอาจารย์ ฉันมีธุระที่นั่น” หลินอู๋เฉินมองดูเวลา ตอนนี้ก็ 5 โมงเย็นแล้ว ต้องรีบไปรักษาผู้ป่วยที่โดนกัดจากตะขาบ เพราะเมื่อวานก็หยุดพักวันหนึ่งก่อนเดินทาง หากวันนี้ไม่เข้าไปทุกคนคงแย่
“ญาติป่วยเหรอ” อาจารย์เฟิงถาม
“เปล่าหรอก พอดีฉันต้องรักษาผู้ป่วยที่นั่น”
“อะไรนะ...เรื่องจริง?”
“ใช่ เพราะในชุนเหลียนไม่มีใครเก่งเท่าฉัน พวกเขาจึงต้องเชิญฉันให้ไปรักษาไง”
เฟิงโหรวที่กำลังจะถามต่อเพราะสงสัยต้องรีบหุบปากสนิท ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะหยิ่งทุกเวลาสินะ แถมยังหลงตัวเองมากด้วย แต่ให้ตายสิ ทำไมหัวใจเธอถึงสั่นไหวก็ไม่รู้เมื่อเขาแสดงด้านนี้ออกมา
หรือเธอชอบผู้ชายแบบนี้กัน?
น่าอายเกินไปแล้ว!
….
เย่หลิงกลับไปที่ป่านหลงวิลล่าก่อน ดังนั้นพอแยกทางกันเขาก็เข้ามาในโรงพยาบาลคนเดียว
เดินขึ้นไปในอาคารไม่กี่ก้าวก็พบกับคนรู้จัก เถียนเล่า พ่อของเหวินจิง แฟนสาวที่ได้มาครอบครองเพราะการพนันแข่งรถ จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้เจาะไข่แดง และดูเหมือนหลินอู๋เฉินก็ลืมเรื่องนี้ไปเรียบร้อย
“ลูกเขย! มาพอดีเลย ตอนนี้ทุกคนกำลังรออยู่ มาสิเดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเอง” เถียนเล่ายิ้มหน้าบาน แตกต่างไปจากครั้งแรกที่เจอกันชัดเจน
ด้วยความสามารถที่แสดงออกมาเป็นที่ประจักษ์ มีหลายคนฟื้นตัวจากนิทรา เป็นการยืนยันความสามารถของหลินอู๋เฉิน ทำให้เถียนเล่าประทับใจ และเริ่มเป็นฝ่ายเรียกว่าลูกเขย
หลินอู๋เฉินพยักหน้า เดินไปยังห้องผู้ป่วยที่ถูกกัดซึ่งถูกคัดแยกออกจากผู้ป่วยอื่นเป็นพิเศษ โดยโซนนี้จะมีตำรวจเฝ้ายาม 24 ชั่วโมง
เนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขารู้ว่า จะมีคนร้ายเข้ามาหาพวกเธอ แล้วนำตัวอ่อนซึ่งเป็นตะขาบข้างในกายออกไป จึงต้องปกป้องไว้ ไม่ให้เกิดเหตุน่าสลดซ้ำซ้อน
หลินอู๋เฉินเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูผู้ป่วย ก็หันไปทางเถียนเล่า ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ตัว จึงรีบเปิดประตูให้แล้วปิดประตูลง ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องเงียบๆ
หลินอู๋เฉินเดินวนดูใบหน้าของผู้หญิงเหล่านั้นครู่หนึ่ง มีร่องรอยความมีชีวิตชีวาต่างจากเมื่อก่อนที่ราวกับศพ
เข็มเงินหยินหยางถูกนำออกมา เริ่มลงมือรักษาด้วยท่วงท่าอันสง่างาม ไม่นานจึงเปิดประตูออกจากห้อง พบกับเจ้าของโรงพยาบาลอย่างเหวินจิ้งอีที่มายืนรอ หลังจากรู้ข่าวจากสามีว่าลูกเขยมาถึง
“เป็นยังไงบ้าง” เธอถาม
“อีกไม่กี่วันก็คงฟื้น แต่หากไม่สามารถหาต้นตอคนที่ปล่อยเจ้าตะขาบได้ ฉันก็คงต้องรักษาผู้ป่วยรายถัดไปเรื่อยๆ”
เหวินจิ้งอีกัดฟันแน่น ทว่าสุดท้ายก็พยักหน้าเห็นด้วย เมื่อหาต้นตอไม่ได้ก็มีแต่ต้องแก้ที่ปลายเหตุ และเมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไป คนที่รับภาระหนักก็คือเธอ
แต่หลินอู๋เฉินดูจะไม่รู้ถึงปัญหา ยังคงเดินเอ้อระเหยเหมือนกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
“จริงสิฉันไม่ได้เอารถมา เธอไปส่งฉันที่หมู่บ้านได้ไหม” หลินอู๋เฉินหันไปทางคนที่ได้ชื่อว่าแม่ยาย แต่คำพูดกับชวนให้คิดว่าเขาและเธอเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันเหลือเกิน
เหวินจิ้งอีมองเวลา ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “ได้สิ นี่ก็เวลาเลิกงานของฉันพอดี”
ทั้งสองจึงออกไปด้วยกัน ส่วนเถียนเล่ายังมีงานต้องทำในฐานะหมอโรงพยาบาล พอส่งหลินอู๋เฉินหน้าห้องก็รีบออกไปดูผู้ป่วย จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ภรรยาของเขาอยู่กับชายหนุ่ม
.........
“ป่านหลงวิลล่า เธอพักอยู่ที่นี่เหรอ...” เหวินจิ้งอีถาม
“ใช่”
“จากที่นี่ไปใช้เวลาพอสมควร ฉันเพิ่งทำงานเสร็จและเธอเองก็เพิ่งเดินทางกลับมาจากหยูโจว เแวะทานอาหารกันก่อนไหม แถวนี้ฉันรู้จักร้านอาหารดีๆ เยอะเลยนะ เดี๋ยวเลี้ยงเอง”
“ก็ได้”
หลินอู๋เฉินตอบตกลง แต่ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้วร้านอาหารที่แม่ยายคนนี้บอก จะเป็นโรงแรมห้าดาว!