ตอนที่ 13 งานวิจัยกับชายเหนือโลก
...
...
...
บอกตามตรงว่าฉันค่อนข้างช๊อคกับความตรงไปตรงมาของนายแว่นทำไมหมอนี่ถึงได้พูดซะตรงขนาดนี้? ฉันไม่คิดว่าหมอนี่มันซื่อจนถึงขนาดแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับขวานผ่าซากหรือกระแนะกระแหนหรืออะไรสักอย่าง ฉันเดาว่าบางทีสองคนนี้เขามีปัญหาอะไรกันมาก่อนหรือป่าว? แต่นายแว่นก็พึ่งจะพูดไปว่าตัวเองก็รู้สึกว่าชายคนนี้มีเสน่ห์และยังทำท่าเหมือนว่าจะชื่นชมพี่ลายเมฆอยู่มากโข?เขาจะมีปัญหากันจริงหรือ? หรือว่าบางที....เป็อย่างนี้นี่เอง!!..พวกเขาจะต้องเคยมีปัญหาและยังไม่ลงรอยกันแต่การเคารพศัตรูนั้นถือเป็สิ่งสำคัญในสนามรบซึ่งจะทำให้เรามีเกียรติแถมยังทำให้เราไม่ดูถูกศัตรูจนประเมินศัตรูต่ำไป...นายแว่นเองก็เป็คนลึกซึ้งเหมือนกันนะเนี่ย
“อืมม...เป็เพื่อนที่น่าสนใจดีนะ..เธอกำลังงงอยู่แหนะว่าทำไมนายถึงได้ตรงชนิดขวานผ่าซากถึงขนาดนี้...เธออาจจะคิดว่าแว่นน้อยกับฉันมีปัญหากันอยู่ละมั้ง..”
พี่ลายเมฆกล่าวพร้อมกับหันมาที่ฉันสายตาที่ไม่แยแสนั่นมองดูที่ฉันพร้อมกับมุมปากที่เชิดขึ้น ด้วยตาทรงจิ้งจอกและและไม่แยแสประกอบกับรอยยิ้มที่เพียงเชิดมุมปากขึ้นเล็กน้อยและไม่เผยอริมฝีปากออกจนเห็นฟันทำให้ดูเหมือนว่าพี่แกดูถูกทุกคนที่พูดคุยด้วย...
ไม่อยากจะพูดแบบนี้นะแต่ลักษณะแบบนี้พี่แกหาเพื่อนได้ยังไงวะ.....อย่างที่ทราบกันดีฉันเป็คนที่ได้รับการดูถูกอยู่บ่อยครั้งจนบางทีคุณอาจจะสามารถเรียกฉันได้ว่าเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการโดนดูถูกอย่างไรก็ตามฉันสามารถบอกคุณได้เลยว่าผู้ชายคนนี้แค่มีลักษณะที่ดูเหมือนจะดูถูกคนอื่นอยู่ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกของแกเพียงเท่านั้นส่วนใจจริงพี่แกอาจจะไม่ได้ดูถูกฉันเลย... บางทีอาจเป็ไปได้กระทั่งว่าแกคิดว่าฉันน่าสนใจจริงๆซึ่งเื่นั้นเองฉันไม่สามารถบอกได้ เพราะฉันเองแม้จะเป็จุดสนใจเสมอ แต่ก็ไม่ใช่สนใจในรูปแบบนี้ ฉันไม่ใช่ผู้เชียวชาญด้านการถูกสนใจ!!
“ฉันก็ไม่ใช่ว่าอยากพูดตรงๆให้มันทำร้ายจิตใจคนอื่นหรอก..แล้วก็ฉันไม่มีปัญหาอะไรกับพี่ลายเมฆด้วย..ก็อย่างที่เธอเห็นไม่มีประโยชน์ที่จะเสแสร้งด้วยคำพูดที่หวานหูกับพี่แก..”
นายแว่นหันมาคุยกับฉัน
“สวัสดีค่ะ..ฉันเคี้ยวค่ะ...พี่อ่านใจคนออกเหรอคะ??”
ฉันถามไปด้วยความสงสัยและแม้ว่าฉันไม่ถามฉันเดาว่าพี่แกก็อาจจะรู้เื่นี้อยู่แล้วก็ได้..ฉันเชื่อนายแว่นไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง
“เราดูการ์ตูนมากไปรึเปล่า...มันจะไปมีคนแบบนั้นอยู่ในโลกได้ยังไง..ฮ่าๆๆ”
พี่ลายเมฆตอบพร้อมกับหัวเราะกับความคิดของฉัน
เอาตรงๆ ก็เอ็งทำตัวเหมือนกับอ่านใจชาวบ้านเขาออกแล้วนี่หว่าใครๆเขาก็ต้องสงสัยเื่นี้ไม่ใช่เรอะ!! สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากบทสนทนาครั้งแรกคือพี่คนนี้เป็คนที่กวนประสาทชะมัด..
“หุ่นแบบนายการออกกำลังกายแบบวิ่งไม่ค่อยเหมาะนะ น่าจะไปเล่นweight มากกว่า..” พี่ลายเมฆเลิกสนใจฉันทั้งๆที่เพิ่งจะพูดไปหยก ๆ ว่าฉันน่าสนใจและหันไปคุยกับนายแว่นแทน
“หุ่นผมก็พอๆกับพี่การมาวิ่งแบบนี้มันจะดีเหรอครับ?..” นายแว่นตอบด้วยคำถามแทน
“คนทีเป็โรคประจำตัวที่เกี่ยวกับหัวใจหรือความดันเืการวิ่งเหยาะๆ หรือวิ่งทนถือเป็การออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุด เพราะมันจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนร่างกายเราอย่างช้าๆและทำร่างกายอดทนขึ้น ไม่เหนื่อยง่ายเกินไป แต่การวิ่งแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้คนร่างกายผอมบางแบบนายดูดีขึ้นหรอกนะแต่ถ้านายรักสุขภาพการวิ่งก็ไม่ผิดอะไร..”
ฉันตอบนายแว่นแทน..ความจริงเอ็งก็เพิ่งจะบอกฉันไปไม่ใช่เหรอว่าพี่แกคงถูกบังคับมา..ต่อให้ไม่มีเหตุผลทางสุขภาพแกก็ถูกบังคับมาไงเว้ย....
“เธอมีความรู้ด้านนี้ด้วยงั้นเหรอเนี่ย...แล้ว..ทำไมเติมกับเธอถึงได้นัดฉันมาวันนี้ล่ะ..”
นายแว่นถามฉัน พอได้ยินคำถามแบบนี้ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าที่นัดนายแว่นมาวันนี้เพราะฉันต้องบอกเื่น้องน้ำซึ่งฉันบอกเติมไปว่าฉันมีแผนจะบอกกับนายแว่นและให้นัดมาวันนี้เพื่อให้นายแว่นได้รู้เร็วที่สุดก่อนจะถลำลึกเกินแก้...จะว่าไปฉันก็ไม่ได้มีแผนอะไรจริงจังสักเท่าไหร่หรอก..ก็นายแว่นมันดูแหยๆไงไม่รู้ฉันเลยคิดว่าจะใช้วิธีประมาณว่า ‘คุกเข่าแล้วตั้งใจฟังให้ดี.. ’อะไรเทือกนั้นซะมากกว่าแต่..อีตาพี่ลายเมฆดันมาอยู่ตรงนี้จะบอกให้นายแว่นคุกเข่าก็กระไรอยู่
“พวกเขาควรจะมีเื่ด่วนที่ต้องบอกนายหรือให้นายทำอะไรอย่างน่ะ..แบบด่วนๆอะไรเทือกนั้นนะ...อาจเป็เื่จำพวกความรัก..พวกเขาอาจคิดว่านายกำลังโดนหลอก”
พี่ลายเมฆตอบคำถามของนายแว่น....นี่อ่านใจคนไม่ได้จริงดิ....บอกมาเถอะว่าทำได้ถ้าพี่แกพูดแบบนั้นฉันก็พร้อมที่จะเชื่อแล้วนะ ฉันคงต้องบอกนายแว่นไปตรงๆ เลย โดยที่ไม่ต้องสั่งให้นายแว่นคุกเข่าลงแล้วล่ะเพราะพี่แกเหลือทางออกให้ฉันน้อยเหลือเกิน
“เื่น้องน้ำนะ เมื่อวานตอนที่เติมไปส่งน้องน้องน้ำที่นายรู้จักกับน้องน้ำที่อยู่กับเติมตอนที่เติมไปส่งน่ะ...แตกต่างกันราวกับคนละคนกันเลยล่ะไม่ใช่ในเชิงที่ว่าหลงเสน่ห์เติมหรอกนะ....คงจะประมาณว่าเกรี้ยวกราดขึ้นแบบทิ้งรูปลักษณ์สาวน้อยน่ารักขี้อายไปเลยน่ะ...”
ฉันบอกไปพร้อมกับหันไปทางนายแว่นเพื่อรอดูปฏิกิริยาสิ่งที่ฉันเห็นก็คือนายแว่นดู....ปกติดีทุกอย่าง...นี่มันค่อนข้างผิดปกติ....ฉันหมายถึงมันดูปกติจนผิดปกติ!!
“ไม่ใอะไรสักหน่อยเหรอ??... นายรู้อยู่แล้ว??”
“อื้ม...น้องเป็คนที่มีหลายบุคลิกน่ะเธอบอกว่าเธอเข้ากับคนอื่นไม่ได้เพราะเื่นี้ ตอนนี้ที่รู้ๆ คือน้องมีอย่างน้อยก็สองบุคลิกคือบุคลิกที่ขี้อายและบุคลิกที่ก้าวร้าวน้องบอกฉันว่าตอนหลังหกโมงเย็นน้องจะเปลี่ยนเป็คนก้าวร้าวน่ะ...” นายแว่นตอบพร้อมกับอธิบายเกี่ยวกับน้องน้ำ อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้มองคนผิดไปล่ะนะสาวน้อยของเราเป็คนที่ขี้อายจริงๆอย่างที่ฉันคาด อย่างน้อยก็ก่อนหกโมงเย็น
“อ่อ...พอดีเติมค่อนข้างห่วงกลัวว่านายจะถูกสาวน้อยหลอกเอาน่ะ..ฉันก็บอกเติมไปแล้วว่าความขี้อายของเธอดูไม่ได้เสแสร้งอะไร..แต่เติมเป็ห่วงนายก็เลยอยากให้นายรู้สิ่งที่หมอนั่นเจอมากับตัวเอง..”
“งั้นวันนี้ฉันก็ไม่จำเป็ต้องมาก็ได้อะดิ...อุตส่าห์ตื่นนอนั้แ่ตีห้าเฮ้อ...” นายแว่นบ่น
“มันก็ไม่เชิงหรอกนะถึงการวิ่งจะไม่เหมาะกับนายแต่มันก็เป็การออกกำลังกาย ถ้าให้ฉันเดาแผนของนายส่วนใหญ่ควรจะอยู่ในยิม..รู้อะไรมั้ยแว่นน้อย..ในยิมน่ะมักจะมีสาวๆหุ่นดีที่รักสุขภาพไปออกกำลังกายกัน ผิดกับที่นี่ที่มีทั้งคนแก่ทั้งเด็ก จริงๆ สาวๆพวกนั้นไปเหล่หนุ่มก้ามปูกันน่ะ..แล้วคิดถึงสภาพตัวเองนะแว่นน้อย....นายจะหมดสภาพอย่างรวดเร็วเพราะเป็พวกไม่เคยออกกำลังกาย...แล้วสาวๆก็จะมองมาที่นายด้วยสายตาสมเพช..นาย้าแบบนั้นจริงๆเหรอ...แล้วอีกอย่างเนี่ยการวิ่งมันก็มีสองลักษณะหากนายอยากหุ่นสมส่วนเพิ่มมัดกล้ามอีกนิด เพิ่มความอึดและความแข็งแกร่งของร่างกายนาย นายก็สามารถวิ่งระยะสั้นโดยใช้ความเร็วสูงๆก็ได้นั่นจะทำให้นายมีกล้ามขึ้นมาอยู่เหมือนกัน...คิดดีๆนะว่าจะยอมหมดสภาพอยู่ที่นี่ที่มีทั้งคนป่วยคนแก่ เด็ก ที่ออกมาวิ่งหรือว่านายจะไปหมดสภาพที่ยิม..ที่ที่มีแต่คนหนุ่มสาว....”
พี่ลายเมฆคว้าคอของนายแว่นพร้อมกับพูดในลักษณะที่ค่อนข้างปลุกปั่น
“เคี้ยว...บอกเติมด้วยนะว่าแผนของฉันที่ยิมให้เลื่อนออกไปก่อน..ฮึบ..”
นายแว่นหันมาพูดกับฉันพร้อมกับออกวิ่งด้วยความเร็วสูงซึ่งฉันมองว่าหมอนี่ไม่น่าจะวิ่งได้ถึงห้าสิบเมตรอย่างไรก็ตามมีอีกสิ่งที่ฉันได้รู้เกี่ยวกับพี่ลายเมฆเพิ่มเติมคือ แกไม่ได้ดูเ้าเล่ห์แค่หน้าตาและอีกสิ่งคือพี่แกค่อนข้างฉลาดทีเดียว
แต่นายแว่นนี้ก็ช่างโดนปั่นหัวง่ายซะจริง..เฮ้อพอมาคิดดูแล้วหลังจากที่นายแว่นออกวิ่งไป มันก็เหลือแค่ตูกับพี่ลายเมฆที่ยืนอยู่ด้วยกันสองคนแล้วฉันเพิ่งจะเจอพี่แกครั้งแรกก็วันนี้และดูจากลักษณะภายนอกประกอบกับวิธีการที่แกใช้ปั่นนายแว่นผู้ชายคนนี้ดูไม่น่าไว้ใจสุดๆ เลยล่ะ แต่เพราะเหตุผลกลใดก็ไม่อาจทราบได้ ฉันไม่รู้สึกอึดอัดแถมยังรู้สึกสบายอย่างประหลาดกับพี่ลายเมฆคนนี้ฉันหันหน้าอ้วนๆของฉันไปที่ใบหน้าเ้าเล่ห์ของพี่เมฆอีกครั้ง..ก่อนที่จะถามคำถามและเริ่มบทสนทนา
“พี่บอกว่าไม่มีคนที่อ่านใจคนอื่นได้อยู่บนโลกใช่มั้ยคะ..แล้วไอ้ที่พี่ทำนี่มันใกล้เคียงมากเลยนะคะ...หนูบอกตามตรงว่าถ้าตอนนี้พี่บอกว่า ‘จริงๆแล้วพี่อ่านใจคนได้’หนูจะเชื่อทันทีเลยค่ะ”
“มันอาจจะมีก็ได้แต่พี่ไม่ใช่คนที่อ่านใจคนได้หรอกไอ้แบบที่พี่ทำเขาไม่เรียกว่าอ่านใจหรอก”
พี่ลายเมฆตอบกลับพร้อมกับมองฉันด้วยสายตาที่ไม่แยแสนั่นบอกตามตรงว่าฉันคุ้นเคยกับสายตาแบบนี้จริง
แต่ฉันไม่รู้ว่าฉันเคยเห็นสายตาแบบนี้ที่ไหน
“แล้วมันเรียกว่าอะไรเหรอคะ??ไอ้แบบที่พี่ทำเนี่ย...”
“.......อาจจะเป็...พลังสายเนตร!!”
“อย่างนี้นี่เอง!!”