นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 395 คืนกลุ่ม

        ตอนที่ 395 คืนกลุ่ม

         

         

        ณ บาราทรัม มีครูสและกลุ่มคนจำนวนหนึ่งของตระกูลเรนนัสได้ออกมารอต้อนรับการมาถึงของแขกคนสำคัญ เด็กชายผู้มีท่าทางภูมิฐานคนนี้ยืนรออยู่บริเวณห่างจากทางเข้าหนึ่งไปไม่ไกลนัก

         

        กลุ่มคนที่ติดตราของตระกูลเรนนัสเช่นนี้ย่อมสะดุดตาไม่น้อยหากตัวมีครูสเองกลับไม่ได้สนใจแต่อย่างใด ราวกับเขาจงใจจะป่าวประกาศให้คนทุกคนรู้ว่าตัวเขานั้นมาจากตระกูลใด

         

        เพียงไม่นานร่างสามร่างก็เดินออกมาจากด่านตรวจคน สองคือนักบวชหญิงร่างเล็กหน้าตาน่ารักและลูกม้าแผงคอแดงตัวหนึ่ง อีกหนึ่งคือชายหนุ่มหล่อเหลาผู้มีผมสีทอง ใบหน้าของเขาคมคายพร้อมกับสันกรามที่เด่นชัด เครื่องหน้าคล้ายกับชาวมาลาไค บนหลังคือผ้าคลุมที่ยาวจนเกือบถึงพื้น

         

        มีครูสเดินเข้าหากลุ่มคนทั้งสามด้วยรอยยิ้ม เขาเพียงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะนำพาทั้งสามขึ้นกระเช้าหรูหราที่จอดรออยู่ไม่ไกล คนภายนอกต่างชำเลืองมองว่าทายาทแห่งตระกูลเรนนัสนั้นมารอพบใคร เมื่อได้เห็นหน้าค่าตาแล้วรูปของทั้งสามจึงถูกส่งไปตามแหล่งข่าวต่าง ๆ อย่างว่องไว

         

        เมื่อกระเช้าหรูหราถูกปิดลงและพลังปกปิดสายหนึ่งเข้าครอบคลุม ร่างของชายหนุ่มหน้าตาคมคายจึงเริ่มเลือนรางก่อนจะกลายสภาพกลับไปเป็นสตรีเผ่าซือบาสผู้งดงาม

         

        เธอยืดเหยียดแขนและปีกของตน การแปลงกายเมื่อครู่เกิดจากสมบัติระดับต่ำที่เธอพอจะพกติดตัว มันจึงมีความสามารถเพียงแค่ปลอมรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น การที่จะผ่านเข้ามาได้โดยมั่นใจว่าจะไม่ถูกจับได้นั้นนิทานถึงกับต้องใส่พลังจางหายลงไปอีกชั้นหนึ่ง

         

        มีครูสมองสำรวจตัวตนในตำนานที่เผ่ารูเบียสทั้งมวลต่างเกลียดชัง ใบหน้าเรียบนิ่งและท่าทีเย็นชาของเธอนั้นตรงกันกับในข่าวลือ รัศมีพลังที่แผ่ออกมาเพียงสัมผัสก็เกิดความรู้สึกด้อยกว่าจนอยากกราบกราน

         

        เธอคือต้นเหตุที่ทำให้เผ่ารูเบียสในยุคสมัยนี้ถูกมองว่าด้อยกว่าเผ่าซือบาส แม้ไม่อยากยอมรับแต่เพียงการมองครั้งเดียวยังทำให้มีครูสเกิดความรู้สึกว่าพวกเขานั้นด้อยกว่า

         

        ซอเด็ตหันมองรอบตัวแล้วจึงหันไปมองมีครูส ขณะนี้บนกระเช้าไม่มีผู้ใดอีกนอกจากพวกเขา เธอพยักหน้าให้มีครูสน้อย ๆ เป็นการทักทาย

         

        จะอย่างไรเธอก็ยังเป็นเผ่าซือบาส เธอย่อมไม่สมควรเคาะข้อศอกเพื่อทักทายอย่างเคารพกับเผ่ารูเบียส

         

        ทางด้านมีครูสเองก็ไม่ใส่ใจ เขาเพียงพยักหน้ารับน้อย ๆ ก่อนจะหันหน้ามองนักบวชหญิงที่นั่งเอนหลังอย่างเหนื่อยอ่อน เขานั้นอ่อนล้าอย่างแท้จริงจากความเครียดและความกดดันตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้

         

        “คุณนิทานนี่มีอะไรให้ประหลาดใจเสมอเลยนะครับ” มีครูสทักทายพร้อมหัวเราะ เขาเองตอนได้รับการติดต่อมาจากองค์หญิงไพลินให้เตรียมตัวไปรับคน ‘สำคัญ’ ก็ไม่นึกว่าจะเป็นแบบนี้

         

        คีตาในร่างลูกม้าแผงคอแดงเดินไปนั่งข้างมีครูส มีครูสเองก็ลูบหลังเจ้าลูกม้าด้วยรอยยิ้ม เพราะมันตัวสูงขึ้นไม่น้อยคีตาตอนนี้แม้จะนั่งยังสูงกว่าหัวของเขาไปแล้ว

         

        “ผมไม่ได้ชอบแต่งเป็นผู้หญิง ไม่ได้อยากเป็นผู้หญิง แล้วก็ไม่ได้อยากมีร่างกายของผู้หญิงด้วยครับ” นิทานพูดดักอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าตายซาก

         

        การปลอมตัวเป็นเพศหญิงมันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ? นิทานถอนหายใจ เขาจำไม่ได้แล้วว่าเขาโดนทักเช่นนี้กี่รอบแล้ว

         

        “น่ารักก็ดีแล้วนี่คะ” ซอเด็ตหัวเราะเสียงนุ่ม ตลอดหลายวันมานี้เธอเองก็ชอบแกล้งนิทานเรื่องนี้เช่นกัน ที่เธอสนุกที่สุดคือการที่แม้นิทานจะปฏิเสธแต่ก็รักษาตัวตนได้ดีจนน่าเหลือเชื่อ

         

        เขาวางตนอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้รังเกียจการเปลี่ยนเพศแต่อย่างใด แต่ก็รักษาระยะห่างมากพอจนไม่มองว่าการที่เขาปลอมตัวนั้นเป็นการล้อเลียน เพียงกล่าวตอบตามตรงทุกครั้งที่มีคนถามเท่านั้น

         

        “ซอเด็ตเคยพบคุณเลโอแล้วนี่ครับ คนนั้นต่างหากน่ารักของจริง ถ้าจำคุณฟาง หมิงได้คนนั้นก็น่ารักกว่าผมเยอะครับ” นิทานยักไหล่ ทั้งสองคนที่นิทานกล่าวถึงคือสองคนที่เป็นของจริง ต่างกันกับเขาที่เพียงปลอมตัวเท่านั้น

         

        มีครูสนั่งฟังสองอัจฉริยะคุยกันโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า หากภายในใจของเขานั้นกำลังเต้นไม่เป็นจังหวะ

         

        เรื่องที่ปีกแห่งผืนฟ้านั้นยอมรับนิทานจนนิทานได้ฉายาว่าอีกหนึ่งนภานั้นเป็นเรื่องจริง เขาเองก็เคยได้ยินมาบ้างว่าทั้งสองมีสัมพันธ์อันดีแก่กัน หากก็ไม่คิดว่าจะสนิทกันถึงขั้นนี้

         

        ที่เขาแปลกใจที่สุดคือตัวปีกแห่งผืนฟ้าเอง ตัวเธอนั้นปล่อยรัศมีเย็นชาและเกลียดชังผู้คนออกมาอย่างชัดเจน หากยามที่พูดคุยกับนิทานเธอนั้นไม่ต่างอะไรไปจากเด็กสาวธรรมดาเลยแม้แต่น้อย

         

        ตัวเขาเองแม้อายุเพียง 10ปีแต่ก็พบเจอคนในสังคมชั้นสูงมามาก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปีกแห่งผืนฟ้านั้นน่าเกรงขามและน่าหวาดกลัว เขาเองก็ยอมรับในส่วนนั้น เพียงแต่อีกด้านของปีกแห่งผืนฟ้าเองกลับทำให้มีครูสใจลอยเพราะความประหลาดใจ

         

        เขาใจลอยได้ไม่นานกระเช้าก็เดินทางมาจนถึงคฤหาสน์ของตระกูลเรนนัส ซอเด็ตแปลงกายตนกลับอีกครั้ง ทั้งสี่เดินเข้าสู่คฤหาสน์ท่ามกลางคนรับใช้มากมายที่คำนับด้วยความเคารพ แล้วจึงเดินออกอีกประตูเข้าสู่สวนหย่อมด้านหลัง

         

        ในบริเวณที่สวนหย่อมของคฤหาสน์ แม้จะเล็กกว่าสวนด้านหน้าหากก็ยังกว้างขวางกว่าสวนบ้านของเพชฌฆาตมาก รอบด้านเต็มไปด้วยพืชพรรณสีหม่นหน้าตาประหลาด ด้านบนคือผนังถ้ำที่ได้รับการตกแต่งให้คล้ายกับนภาพร่างพรายยามค่ำคืน ดุจดั่งดวงดารามากมายกำลังนั่งเป็นเพื่อนผ่อนคลายให้แก่ผู้ใดก็ตามที่เข้ามาในสวนหย่อมนี้

         

        ซอเด็ตหรี่ตาลง ดวงดาราแทบทั้งหมดนั้นคืออัญมณีและสินแร่มากมายหลากหลายชนิด บางชนิดแม้แต่เธอเองก็ไม่รู้จัก พวกมันล้วนแผ่พลังจิตวิญญาณอันน่าเกรงขามหากแต่ก็งดงามออกมา

         

        เธอย่อมไม่เคยมีโอกาสได้มาเยือนคฤหาสน์ของหนึ่งในตระกูลดยุคของเผ่ารูเบียส ในเรื่องความงดงามนั้นเธอก็ต้องยอมรับว่าโดดเด่นไม่แพ้ตระกูลดยุคของเผ่าซือบาส

         

        อีกส่วนหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นคือข่ายอาคม ข่ายอาคมที่ห้อมล้อมสวนหย่อมแห่งนี้นั้นถูกจัดวางขึ้นโดยการใช้สินแร่บนเพดาน ก่อกำเนิดเป็นข่ายอาคมที่ปิดบังการลอบสอดส่องและดักฟัง หากเธอไม่มีความรู้ด้านข่ายอาคมมาบ้างเธอคงไม่อาจสังเกตเห็นสิ่งนี้ได้เลย

         

        นิทานหันมายิ้มให้ซอเด็ตบางเบาพร้อมกับคีตาที่เดินเข้าไปแนบกับซอเด็ต ร่างกายที่อบอุ่นและจังหวะหัวใจที่เรียบนิ่งของคีตาทำให้ซอเด็ตสงบใจลงไม่น้อย เธอนั้นมัวแต่หวาดระแวงเพราะอยู่ในพื้นที่ของเผ่ารูเบียสจนหลงลืมไปว่าเธอควรชื่นชมความงดงามของที่แห่งนี้มากกว่านั่งจับผิด

         

        นภาพร่างดาราจำลองของตระกูลเรนนัสนั้นงดงามอย่างแท้จริง ตัวเธอนั้นอาศัยอยู่ในเอเทอรัม มหานครลอยฟ้าที่ใกล้ชิดดวงดารามากกว่าที่ใด ยามค่ำคืนเธอสามารถมองเห็นดวงดาราได้อย่างชัดเจน แม้ดาราตามธรรมชาตินั้นจะงดงามแต่ดาราที่สร้างสรรค์ขึ้นจากโดยการจัดวางจากศิลปินนั้นก็งดงามในอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

         

        ทางด้านหน้าไม่ไกลออกไปคือกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่นั่งรายล้อมกันอยู่กลางสวนหย่อม พวกเขาไม่ใช่โต๊ะแต่กลับปูผ้าลงกับพื้น นั่งพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม

         

        หนึ่งในนั้นสังเกตเห็นพวกเขาแต่ไกล เธอโบกมือรีบเร่งให้พวกเขาเข้าไปหา นิทานเห็นดังนั้นจึงกวักมือเรียกซอเด็ตที่ดูจะกังวลให้ตามมา คีตาเองก็เข้าไปงับชายแขนเสื้อของซอเด็ตก่อนจะดึงเธอตามนิทานไป

         

        “มาสาย!” เสียงเจื้อยแจ้วของไพลินดังขึ้นมาแต่ไกล ลุกขึ้นกอดอกมองหน้านิทาน

         

        “ขอโทษครับองค์หญิง ด่านตรวจคนเป็นล้านเลยครับ ขนมไถ่โทษครับ แบ่งท่านป้าด้วยนะ” นิทานในร่างเรนเดลตอบประชดพลางถอนหายใจยาว การต้องรอเวลาเพื่อเข้าเมืองเองก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้เขาเหนื่อย

         

        พูดเสร็จนิทานก็บรรจงหยิบขนมหน้าตาประหลาดจากนครโอคานอสออกมามอบให้ แล้วจึงเดินเข้าไปนั่งร่วมวงกับคนที่เหลือ น่าเสียดายที่ไพลินสะกิดก่อนที่เขาจะหนีไปได้

         

        นิทานที่นึกว่าตนจะโดนบ่นอีกครั้งหันกลับไปพบว่าไพลินเพียงยกมือขวาขึ้นฟ้า ท่าทางอันแสนคุ้นเคยของพวกเขาทั้งสอง

         

        “ลืมอะไรไปรึเปล่า?” เธอหัวเราะ

         

        นิทานหัวเราะตอบ แล้วจึงแปะฝ่ามือนั้นกลางอากาศอย่างแรงด้วยรอยยิ้ม ซอเด็ตมองภาพนั้นด้วยสีหน้าที่มุ่นลงเล็กน้อย ท่าทีสนิทสนมของทั้งสองกลับทิ้งรสขมปร่าไว้ในปากของเธอ

         

        คนที่เหลือหันหน้ามามองผู้มาใหม่อย่างพร้อมเพรียงกัน ใบหน้าของแต่ละคนแสดงสีหน้าอันหลากหลายยามได้เห็นนิทานในร่างเรนเดล

         

        ก่อนที่จะมีใครพูดอะไร นิทานรีบหยิบขนมและของฝากที่เขาเตรียมมาออกมาอย่างรวดเร็ว

         

        “ขนมจากนครโอคานอสครับ ไว้แบ่งกันนะ”

         

        “อันนี้เป็นหอยที่มีเสียงดนตรีออกมา คุณเฮเลนน่าจะชอบครับคุณเพชฌฆาต”

         

        "ส่วนนี่เป็นบทกล่าวภาวนาแก่ปฐมมันตราฉบับหายากของเผ่าใต้บาดาลสำหรับคุณไลล่าและคุณเลโอครับ"

         

        “แล้วก็สมบัติอะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้จักสำหรับคุณโฮโจกับคุณฟาง หมิงครับ”

         

        นิทานกล่าวรวดเดียวพลางส่งของฝากทั้งหมดให้แก่คนทั้งหลาย หวังจะใช้มันอุดปากของเหล่าสหายหากมันกลับไม่ได้ผลแม้แต่น้อย 

         

        “น่ารักสุด ๆ เลยครับคุณนิทาน! ผมที่รู้มาบ้างก็เดาไว้ว่าจะเป็นประมาณไหน แต่แหม คุณนี่ใช้ร่างผู้หญิงได้น่ารักสุด ๆ เลยนะครับ” เพชฌฆาตระดมคำพูดอย่างรวดเร็ว

         

        “น่ารักจริง ๆ ค่ะ คุณนิทานต้องสอนฉันแต่งหน้าบ้างแล้วนะคะ” เลโอหัวเราะคิกคักยามเห็นใบหน้าของนิทาน ดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเหนื่อยใจแค่ไหน

         

        โฮโจและฟาง หมิงนั้นไม่พูดอะไร โดยเฉพาะโฮโจที่มองนิทานด้วยสายตาอึ้งปนนับถือ ภายในนั้นมีดวงไฟที่ลุกโชนอยู่ภายใน นิทานไม่ทราบว่าอีกฝ่ายนั้นคิดอะไรอยู่

         

        อยากแต่งบ้างรึไง?

         

        ทางด้านฟาง หมิงเพียงยิ้มน้อย ๆ เช่นเคย หันหน้ามองทางเขาทีคีตาทีอย่างสนอกสนใจ

         

        “คีตาน่ารักมากเลยค่ะ” ไลล่าอ้าแขนออกกว้าง กอดคีตาที่เดินเข้าหา

         

        “ฟืด!”

        หิว! หิว!

         

        “พอเลยครับพอ ขอผมพักหายใจหน่อยเถอะ” นิทานทิ้งตัวลงกับพื้น นอนแผ่ไปบนผ้าปูโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้างแม้แต่น้อย แม้กระนั้นเจ้าตัวก็ยังชินมากพอจะดึงกระโปรงชุดคลุมของตนออกมาคลุมให้เรียบร้อย

         

        บรรยากาศที่ชื่นมื่นชะงักไปอย่างรวดเร็วเมื่อองค์หญิงไพลินเดินกลับเข้ามาพร้อมกับร่างของสตรีเผ่าซือบาสผู้หนึ่ง ในความเงียบนั้น นิทานผ่อนลมหายใจลง เตรียมจะลุกขึ้นมาทำให้บรรยากาศดีขึ้น หากกลับเป็นโฮโจที่เอ่ยขึ้นก่อน

         

        “พบกันอีกแล้วนะครับ ปีกแห่งผืนฟ้า” โฮโจร่างกายไม่สั่นสะท้านดั่งกาลก่อนอีก เขายืนขึ้นทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มมั่นใจ เขาในตอนนี้ไม่ใช่เขาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

         

        นิทานแปลกใจไม่น้อยที่ผู้ที่ทักทายก่อนคือโฮโจ เขาคิดไว้ว่ายังไงก็ต้องเป็นเพชฌฆาต แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงระดับพลังของโฮโจนิทานจึงเข้าใจ คนอื่นเองก็ดูจะไม่แปลกใจนักกับการปรากฏตัวของปีกแห่งผืนฟ้า ต้นเหตุย่อมต้องเป็นไพลิน

         

        ซอเด็ตพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา สายตามากมายต่างจับจ้องมาที่เธอ มีคนหน้าใหม่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เธอไม่เคยพบ

         

        “ซอเด็ต เอเทลค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ท่าทีสูงส่งและระมัดระวังนั้นทำให้บรรยากาศของกลุ่มดูหมองลงไปอย่างรวดเร็ว นิทานดันตัวเองขึ้นจากพื้นก่อนจะเรียกให้มานั่งข้างเขา

         

        “ซอเด็ต เอเทลตัวจริงเสียงจริงครับ เธอออกจะพูดไม่ค่อยเก่ง ใจดีกับเธอหน่อยนะครับ” เขากล่าวแนะนำด้วยรอยยิ้มกวนอารมณ์ หางตาเหลือบมองซอเด็ตอย่างจงใจ

         

        ซอเด็ตคิ้วกระตุกขึ้น เธอที่พึ่งจะนั่งลงดีดนิ้วครั้งหนึ่ง มวลเมฆาก็ก่อตัวขึ้นเป็นหมัดซัดนิทานลอยกระเด็นไปท่ามกลางความตื่นตกใจของคนที่เหลือ

         

        รู้สึกตัวอีกทีจึงได้เห็นว่าร่างเล็กของเรนเดลนั้นไม่ได้กระเด็นไปไหนไกล เพียงโดนชกกระเด็นไปไม่กี่เมตรก่อนจะหยุดลง หมัดเมฆาถูกเป่าหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับนิทานที่เดินกลับมานั่งที่เดิมอย่างไร้บาดแผล

         

        “ล้อผมมาหลายวันสนุกใหญ่เลยนะครับ” นิทานฉีกยิ้มกวนอารมณ์ก่อนจะหยิบอาหารเข้าปาก เคี้ยวตุ้ย ๆ มองซอเด็ตที่มองเขาตาขวาง

         

        “รักษาภาพลักษณ์ของฉันด้วยค่ะนิทาน” เธอกล่าวเสียงเข้ม เมฆาทางด้านหลังเริ่มหมุนวนอีกครั้ง

         

        “แล้วภาพลักษณ์ผมล่ะครับ?”

         

        “ไม่สำคัญค่ะ” ซอเด็ตตอบกลับพร้อมรอยยิ้มแผ่วบางบนหน้า นิทานเองก็หัวเราะขำพลางใช้แรงดึงดูดศูนย์กลางปัดเป่าเมฆารอบ ๆ ออกไป คีตาเองก็เดินกลับมานั่งข้างกายนิทานพร้อมทั้งหัวเราะขำ แม้นิทานจะไร้บาดแผลหากตอนนี้ผมเผ้าของเขาก็ยุ่งเหยิงไปหมดจากการโดนซัดปลิว

         

        “ฟืด!”

        สม! สม!

         

        “นี่ ฉันเลี้ยงนายมานะ” นิทานลูบแผงคอของคีตาอย่างมันเขี้ยว มันไม่เพียงไม่ช่วยเขาหากยังหัวเราะซ้ำใส่เขาเสียอีก

         

        “เก่งมากค่ะคีตา” กลับเป็นซอเด็ตที่เอ่ยปากชมคีตา เธอใช้หลังมือเข้าลูบหน้าผากของคีตาอย่างนุ่มนวล พาให้คีตาสะบัดตนออกจากนิทานไปหาซอเด็ตอย่างรวดเร็ว

         

        คนทั้งกลุ่มมองภาพนี้โดยไม่อาจพูดอะไร พวกเขาหันไปมององค์หญิงไพลินโดยพร้อมเพรียงเพื่อขอคำอธิบาย องค์หญิงเพียงบอกพวกเขาว่านิทานและปีกแห่งผืนฟ้านั้นรู้จักกัน นิทานจึงจะพาเธอมาที่นี่ด้วยเท่านั้น

         

        องค์หญิงไพลินยิ้มแฉ่งมองคนทั้งกลุ่ม สายตาของเธอเป็นประกายพร้อมกับดวงหน้าที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผน

         

        “ตระกูลเอเทลนั้นเป็นพันธมิตรกับไอ้พี่นั่นไปแล้ว งั้นเราขอแบ่งมาสักคนคงไม่ว่ากันนะ”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน