หลังทำพันธะสัญญาโลหิตเสร็จสิ้น! เซียวเหอก็ลากตัวสองพ่อลูกตระกูลหม่าออกจากสมาคมนักปรุงโอสถด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวสุดจะหยั่ง
ส่วนทางฝั่งของเย่หยุนซีบัดนี้กำลังนั่งรอพนักงานจัดเตรียมสมุนไพร 10 ปีและสมุนไพร 100 ปีให้ แถมยังใช้โอกาสนี้ขายโอสถระดับแก่นแท้จำนวนมากที่เขาหลอมสร้างขณะฝึกฝน
“นี่! สามี ถ้าหากการแข่งขันสิ้นสุดลง การใช้ชีวิตอย่างสงบแล้วปรุงโอสถขายก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะว่าไหม” ระหว่างรอ หยุนฉางเยว่เอนศีรษะซบลงที่ไหล่ของเด็กหนุ่มพลางกล่าวถามอย่างขบขัน
“อืม........เป็นความคิดที่ดีอยู่เหมือนกัน แต่ข้าอยากพาท่านไปท่องเที่ยวอย่างอิสระมากกว่า” หลังพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เย่หยุนซีจึงเอ่ยปากตอบกลับ ถึงแม้เซียนกระบี่เมามายผู้เป็นอาจารย์จะเคยบอกว่าการเป็นอิสระนั้นยาก แต่ตัวเขาก็อยากลองดูสักตั้ง
“ขออภัยที่ทำให้ทั้งสองท่านรอนาน” หลังจากบทสนทนาของสามีภรรยาดำเนินไปได้สักพัก พนักงานสาวคนเดิมก็เดินเข้ามาพร้อมกับถุงเก็บของจำนวน 3 ถุงที่วางเรียงรายอยู่บนถาด
“ถุงเก็บของ 3 ถุงนี้ แบ่งเป็นถุงเก็บสมุนไพร 10 ปี ถุงเก็บสมุนไพร 100 ปี และถุงเก็บเงินที่ได้จากการขายโอสถจำนวนมาก”
“ซึ่งจากการคำนวณ โอสถระดับแก่นแท้ความบริสุทธิ์เต็ม 10 ส่วน 1 เม็ดมีมูลค่า 5000 เหรียญปราณ ท่านขายทั้งหมด 500 เม็ด จะมีมูลค่าเท่ากับ 2,500,000 เหรียญปราณ” เสี่ยวหยิงยื่นถาดให้พร้อมทั้งเอ่ยปากอธิบายรายละเอียดอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
“ขอบคุณมากพี่สาว ตอนนี้พวกตัวปัญหาไปกันหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องมากพิธีไปหรอก” เย่หยุนซีกล่าวพลางยื่นมือหยิบถุงเก็บของจากถาดด้วยความยินดี
“คิกคิก ถ้างั้นหากมีอะไรให้ช่วยเหลือก็มาหาพี่สาวที่นี่ได้เลยนะ” เสี่ยวหยิงป้องปากหัวเราะ ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงาน
ฝ่ายเย่หยุนซีและหยุนฉางเยว่เมื่อได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็หันหลังเดินออกจากสมาคมนักปรุงโอสถไปในทันที
แต่หลังจากที่ออกมาได้สักระยะ ทั้งสองก็สัมผัสถึงคนกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังสะกดรอยตามอยู่ห่างๆ
“น่าจะเป็นคนของตาเฒ่าตระกูลเซียวอะไรนั่น ที่รักดูเหมือนพวกเราต้องเข้าวังก่อนกำหนดเสียแล้ว เพื่อขจัดตัวน่ารำคาญเหล่านี้”
เย่หยุนซีตัดสินใจเปลี่ยนแผนการอย่างฉับพลัน หากถูกตามเช่นนี้ตลอด 5 วัน สำหรับเขามันน่ารำคาญเกินไป และทางออกที่ง่ายดายที่สุดก็คือการใช้อำนาจของราชวงศ์มาเป็นโล้คุ้มกัน
“อืม ตกลงตามนั้น” หยุนฉางเยว่มิได้คัดค้าน ทั้งสองจึงเปลี่ยนเส้นทางตรงไปยังประตูของพระราชวังในทันที ก่อนที่จะโชว์ป้ายประจำตัวองค์หญิงให้ทหารตรวจและเดินเข้าไปภายใต้การต้อนรับประดุจผู้สูงส่ง
ภาพนี้ทำเอาเหล่าผู้สะกดรอยตามงุนงง หลังจากนั้นไม่นาน! ใบหน้าของพวกมันก็ซีดขาวราวกับเข้าใจอะไรบางอย่าง
“ถะ ถึงกับเป็นคนสำคัญของราชวงศ์! ทะ ท่านประมุขอยากให้ตระกูลเซียวสูญสิ้นหรืออย่างไรถึงได้ออกคำสั่งให้พวกเราลอบสังหารทั้งสองคนนี้” รู้สึกหวาดกลัวสุดขีด หนึ่งในผู้สะกดรอยตามกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ลูกพี่พวกเราจะเอาอย่างไรดีขอรับ?” ชายอีกคนเอ่ยถาม
ชายผู้เป็นหัวหน้าส่ายศีรษะ “จะทำอะไรได้อีกล่ะ นอกจากไปรายงานงานท่านประมุขว่า คนสองคนนี้ไม่ควรเข้าใกล้”
พูดจบ! พวกมันก็รีบหันหลังกลับตระกูลเซียวอย่างฉับไว ภารกิจรนหาที่ตายเช่นนี้ ต่อให้มีสักร้อยชีวิตพวกมันก็ไม่กล้าทำ
ตัดกลับมาทางฝั่งของเย่หยุนซีและหยุนฉางเยว่กันบ้าง หลังจากที่พวกเขาเข้ามาในวังก็ถูกองค์จักรพรรดิสั่งให้เข้าพบ ณ โถงบัลลังก์ในทันที
ทั้งสองจึงใช้โอกาสนี้แจ้งข่าวเกี่ยวกับสงครามที่เขตชายแดนประจิมให้ทั้งองค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางได้รับทราบโดยทั่วกัน ซึ่งมันสร้างความสะเทือนขวัญจนเกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นไม่ขาดสาย
“ดี! ดีมาก! นี่เป็นข่าวดีของจักรวรรดิในรอบยี่สิบปีเลยก็ว่าได้!!” จักรพรรดิหยุนหัวเราะสะใจ จากนั้นเหลือบสายตามองขันทีซางซึ่งยืนอยู่ข้างๆบัลลังก์
“ขันทีซาง นำเรื่องนี้ไปแจ้งกับผู้พิทักษ์ เย่เทียน บอกให้เขาเตรียมออกเดินทางไปเขตชายแดนประจิมพร้อมกับเด็กสองคนนี้ในอีก 7 วัน”
“รับบัญชาฝ่าบาท” ขันทีซางผสานมือโค้งศีรษะคาราวะ ก่อนจะเดินออกจากโถงบัลลังก์ไปทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
จักรพรรดิหยุนจึงได้ถือโอกาสยกเลิกการประชุมขุนนางในวันนี้ และสั่งให้ทุกคนยกเว้นเย่หยุนซีกับหยุนฉางเยว่แยกย้ายกันออกไป
“เจ้าลูกเขย พวกเราไม่ได้พบเจอกันนานมากเลยนะ” จักรพรรดิหยุนเอ่ยปากทักทาย หลังจากในห้องไร้ซึ่งคนแปลกหน้า
“ขอรับ กระหม่อมไม่ได้เข้าเฝ้าพระองค์ประมาณ 3 ปีได้” เย่หยุนซีโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม ก่อนตอบกลับอย่างฉับไว เขาเคยพบองค์จักรพรรดิครั้งล่าสุดก็คือในวันปลุกพลัง
“ถึงกับยังจำได้ แต่เจ้าดูเปลี่ยนไปจากตอนนั้นมาก” จักรพรรดิหยุนเอ่ยขณะชำเลืองสายตาสำรวจร่างกายอันแข็งแกร่งของเด็กหนุ่ม
เย่หยุนซีนิ่งอึ้ง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “ไม่ปิดบังองค์จักรพรรดิ สาเหตุที่กระหม่อมเปลี่ยนไปขนาดนี้ก็เพราะจิตอสูรของกระหม่อมตื่นขึ้นในวันรับราชโองการ”
จักรพรรดิหยุนตกตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังกลับมาสงบได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ สายตาเหลือบมองไปที่บุตรสาวอย่างหยุนฉางเยว่ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาทำท่าทางเขินอายนับตั้งแต่จบการรายงานข่าว
“อะแฮ่ม เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องมงคลของเจ้า ในฐานะพ่อตาก็สมควรมอบของขวัญแสดงความยินดี” สิ้นสุดวาจานี้ ป้ายทองคำลวดลายหงส์ก็ลอยมาอยู่เบื้องหน้าของเย่หยุนซีในชั่วพริบตา
สองสามีภรรยาเมื่อเห็นป้ายนี้ก็ถึงกับอึ้งจนต้องอ้าปากค้างไปตามๆกัน เพราะมันคือบัตรผ่านสำหรับเข้าคลังสมบัติของราชวงศ์
"พวกเจ้าสามารถเลือกสมบัติจากในคลังไปได้คนละ 3 ชิ้น" จักรพรรดิหยุนยกยิ้มพลางกล่าวราวกับมันไม่ได้มากมายอะไร