Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 วิกฤติคืบคลาน

            “หมอกแถวนี้...ดูผิดปกตินะว่าไหม”

            เยี่ยนเกาหย่วนเดินมาครึ่งชั่วโมงแล้วเขาถอนหายใจแผ่วเบาพลางลูบต้นไม้ใหญ่ข้างกาย

            ก่อนจะเหลือบไปเห็นรอยสลักที่เขาจงใจทิ้งไว้โดยเฉพาะ

            เป็นไปตามคาดพวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าได้กลับมาอยู่ที่เดิมอีกแล้ว

            “เฮ้อ...”

            เยี่ยนเกาหย่วนถอนหายใจยาวพลางหันกลับไปมองกลุ่มทหาร

            แม้ทัศนวิสัยจะพร่าเลือนแต่เขาสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจของคนเหล่านี้อย่างเฉียบคม

            ท้ายที่สุดแล้ว หลายคนยังเป็นเพียงทหารใหม่การเผชิญหน้ากับสถานการณ์ประหลาดเช่นนี้ย่อมยากจะรับมือ

            ที่น่ากังวลอย่างยิ่งเรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่รู้ว่าเป็นแค่ความรู้สึกคิดไปเองหรือไม่แต่เขารู้สึกเหมือนว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องอยู่จากที่ไหนสักแห่ง

            “ประสาทสัมผัสเฉียบคมไม่เบา”

            อวี๋จื่ออวี๋ที่เฝ้ามองกลุ่มคนจากระยะไกลผ่านม่านหมอกเขาสัมผัสได้ถึงความระแวดระวังของชายหนุ่มคนนำกลุ่มทหาร จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย

            ตามข้อมูลที่ชิงเอ๋อร์บอกมาดูเหมือนว่าชายคนนี้จะชื่อเยี่ยนเกาหย่วน

            ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติและดูเหมือนจะเป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่มีสถานะไม่ธรรมดาในกองทัพด้วย

            “หึ”

            อวี๋จื่ออวี๋แค่นเสียงเย็นชาแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก

            ความสามารถของเขาคือ‘ม่านหมอก’ ผสานกับ ‘สร้างภาพหลอน’

            เขาสามารถชักนำให้คนเหล่านี้หลงทิศได้อย่างเงียบเชียบหรือแม้แต่ปั่นประสาทให้พวกเขาระแวงจนเสียสติ

            หากคนเหล่านี้ถอนตัวออกจากขุนเขาไปได้ก็ดีไป

            แต่ถ้าไม่ยอมถอนตัวอย่าหาว่าเขาใจร้ายแล้วกัน

            ถึงตอนนั้น จะชื่อเยี่ยนเกาหย่วนหรือหลี่เกาหย่วน หรืออะไร เขาก็ไม่สน...

            .......

            ไม่ทันรู้ตัว เวลาก็ผ่านไปอีกหลายชั่วโมงในส่วนลึกของขุนเขา กลุ่มคนนำโดยเยี่ยนเกาหย่วนได้หลุดพ้นจากวงกตและเดินหน้าต่อไปยังส่วนลึกของป่าเขา

            ทว่า สิ่งที่พวกเขาไม่รู้เลยคือภายในม่านหมอกหนาทึบ ดวงตาสีเขียวแวววาวหลายคู่กำลังส่องประกายวาววับ

            พร้อมกันนั้น ยังมีดวงตาสีแดงฉานอีกคู่อื่นที่แฝงด้วยความบ้าคลั่งราวกับกำลังสะกดกลั้นสัญชาตญาณ

            นั่นคือฝูงหมาป่าวายุและพี่หัวราบ

            หมาป่าวายุนั้นรับคำสั่งของอวี๋จื่ออวี๋ให้ทำหน้าที่ขัดขวางกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนพี่หัวราบคือไพ่ตายสุดท้ายของเขา

            เพื่อการนี้อวี๋จื่ออวี๋ยอมสละน้ำบำรุงชีวิตไปถึงสามหยด บังคับเร่งให้พี่หัวราบวิวัฒนาการสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่หก

            หากคำนวณเฉพาะพลังต่อสู้แล้วมันเหนือกว่าหมาป่าวายุที่สามารถตวัดคมมีดวายุออกมาได้

            ทว่า สิ่งที่ต้องแลกมาคืออวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้สนใจความเป็นความตายของพี่หัวราบเลย

            เขาใช้ความสามารถ‘สร้างภาพหลอน’ บังคับล้างสมองฮันนี่แบดเจอร์ตัวนี้

            อย่างที่รู้พี่หัวราบเป็นสัตว์ที่เจ้าคิดเจ้าแค้นที่สุด

            และตอนนี้ ในความทรงจำอันบริสุทธิ์ของมันกลุ่มคนนำโดยเยี่ยนเกาหย่วน คือศัตรูตัวฉกาจที่ต้องสังหารให้สิ้นซาก

            “โฮก...”

            เสียงคำรามต่ำดังขึ้นพี่หัวราบที่อดทนรอต่อไปไม่ไหว พุ่งทะยานลงไปตามเนินเขาด้วยความเร็วสูง

            และในจังหวะนั้นเอง

            “อะวู้ว อะวู้ว...”

            เสียงหมาป่าหอนดังก้องไปทั่วป่าในขณะนั้น

            หมาป่า...นักล่าที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในป่าลึก

            บัดนี้ เมื่อพวกมันหอนระงมไม่ต้องพูดถึงคนอื่น แม้แต่เยี่ยนเกาหย่วนและพวกพ้องที่อยู่ห่างไกลออกไปยังรู้สึกหนาวสันหลังวาบ ขนลุกชูชัน

            “พวกคุณได้ยินไหม?”

            ทหารนายหนึ่งกลืนน้ำลายลงคอพลางพูดเสียงสั่น

            “ไม่จริงน่า...”

            ราวกับนึกถึงเรื่องที่ไม่น่าเชื่อทหารอีกนายก็ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด

            “เฮ้อ...”

            เสียงถอนหายใจดังขึ้นผู้พันพยักหน้าให้เยี่ยนเกาหย่วนพลางพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

            “ไม่ผิดแน่ มันคือฝูงหมาป่าแต่ไม่รู้ว่าเป็นฝูงหมาป่ากลายพันธุ์ หรือฝูงหมาป่าธรรมดา”

            พูดถึงตรงนี้ ผู้พันก็กวาดสายตามองไปรอบๆพร้อมกับเตือนว่า

            “จับอาวุธในมือให้มั่นอย่าลดการป้องกันเด็ดขาด!”

            “ครับ ท่านผู้พัน!”

            ทหารผิวเข้มนายหนึ่งยกปืนกลในมือพลางขานรับ

            .....

            เวลาค่อยๆ ผ่านไป ท่ามกลางความตึงเครียด

            เหล่าทหารปาดเหงื่อที่หน้าผากเดินอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง

            ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวังราวกับเดินบนเส้นด้าย

            “อ๊าก!”

            เสียงร้องดังขึ้นทำลายความเงียบงันราวกับอยู่ในสุสาน

            สีหน้าของเยี่ยนเกาหย่วนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเขากระตุ้น ‘พลังวิญญาณ’ ออกมาโดยสัญชาตญาณ

            แต่เพียงชั่วครู่เมื่อเห็นทหารใหม่เพียงแค่ก้าวเท้าตกหลุม เยี่ยนเกาหย่วนและแม้แต่ผู้พันก็หน้าตึง

            แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้ตำหนิ

            เพราะในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ทหารนายนี้เท่านั้นแต่สีหน้าของทหารคนอื่นๆ ก็ตึงเครียดเช่นกัน

            ส่วนลึกของขุนเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาแห่งนี้ราวกับมีความกดดันที่ไม่อาจบรรยายได้ กดดันเส้นประสาทของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

            .....

            “เริ่มแล้ว”

            อวี๋จื่ออวี๋ที่อยู่ในส่วนลึกของหุบเขามองออกไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย

            หลังจากนั้นไม่นานเสียงกรีดร้องก็ดังก้องไปทั่วทั้งขุนเขา

            “ไม่!...”

            พร้อมกับเสียงกรีดร้องนั้นแขนของทหารนายหนึ่งก็ขาดกระเด็นออกไปแล้ว!

            เลือดพุ่งกระฉูดขึ้นสู่ท้องฟ้า

            เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่ามีแสงสีครามสายหนึ่งพุ่งออกมาจากที่ใดไม่ทราบตัดแขนของทหารนายนั้นจนขาดอย่างเฉียบคม

            “ศัตรูโจมตี! ศัตรูโจมตี!”

            ท่ามกลางความโกลาหลทหารหลายนายก็ยกอาวุธในมือขึ้นมา

            จากนั้นเสียงรัวกระสุนก็ดังขึ้น

            “ปัง! ปัง! ปัง!”

            กระสุนสาดราวกับห่าฝนประกายไฟปะทุขึ้นในม่านหมอก

            “อะวู้ววว”

            เสียงหอนดังขึ้นอีกครั้ง ในม่านหมอกนั้นหมาป่ายักษ์ตัวหนึ่งขนาดเท่าลูกวัวกระโจนออกมา

            เรื่องที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคือหมาป่ายักษ์ตัวนี้มีแสงสีครามเป็นประกายอยู่

            “ถอยไป!”

            เยี่ยนเกาหย่วนคำรามลั่นเขาห่อหุ้มร่างกายด้วยพลังวิญญาณ ก่อนจะคว้าทหารที่อยู่ข้างๆ โยนออกไปให้พ้นทาง

            จากนั้น เขาก็เตะออกไปสุดแรง

            “ตูม!”

            เสียงปะทะสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นม่านหมอกม้วนตัวตามแรงลม

            พร้อมกันนั้นหมาป่ายักษ์สีครามก็กระเด็นถอยหลังออกไป พร้อมกับครางต่ำ

            “หงิง”

            เยี่ยนเกาหย่วนหายใจเข้าลึกๆแต่เขาก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะสำรวจสถานการณ์ความเสียหายในสนามรบรอบตัว

            เพราะตอนนี้ ม่านหมอกปกคลุมวิสัยทัศน์ราวกับต้นไม้ก็กลายร่างเป็นสัตว์อสูรที่มีเขี้ยวเล็บ

            “หมอกนี่...”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเผยความรู้สึกหนักใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            ในใจเขามีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมาว่าหมอกนี้ ราวกับมีชีวิต

            แต่...มันจะเป็นไปได้อย่างไร?

            เขายังไม่ทันได้คิดให้ละเอียด เพราะในตอนนี้ในม่านหมอกนั้น มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

            พร้อมกันนั้นกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งก็ลอยมาปะทะจมูก

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน