ซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์

    ตอนที่ 49 ซื้อหยก

    ตอนที่49 ซื้อหยก


            จากนั้นเทพตัวน้อยพูดถึงระดับความแข็งแกร่งของคนร้ายลอบเข้ามาในบ้านให้ทุกคนล่วงรู้ความจริงอันน่าหวาดกลัวว่า


            “ขนาดเหยี่ยนเอ๋อร์สามารถทุบเก้าอี้ให้แตกหักได้ยังแข็งแกร่งแค่ระดับสาม แต่คนร้ายที่เข้ามาในบ้าน ทุกคนรู้ไหมคะ ว่าพวกเขาแข็งแกร่งระดับห้าและระดับเก้าก็ลองคิดดูแล้วกัน ว่าจะสู้กับพวกเขาไหวหรือเปล่า”


            ครั้นชายชรากับพี่ชายทั้งหลายได้ยินและเห็นการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจของน้องสาวตัวน้อยต่างรู้สึกขนลุกขนชันด้วยความหวาดหวั่นทันทีด้วยไม่คิดว่าความแข็งแกร่งทางกายภายจะไม่เกี่ยวข้องกับสภาพร่างกายแท้จริงสักนิดโดยเฉพาะร่างเล็กของเด็กหญิงสูงเพียงเจ็ดสิบเซนติเมตรแต่สามารถทุบเก้าอี้ให้พังได้


            ทว่าความน่ากลัวของอานุภาพทำลายล้างจากเด็กหญิงตัวน้อยยังไม่น่าหวาดวิตกเท่าคำกล่าวถึงความแข็งแกร่งของคนร้ายสองคนทำให้แต่ละคนต่างยืนนิ่งตกตะลึงต่ออีกครู่หนึ่งเพราะไม่สามารถยอมรับความจริงได้ในบัดดล


            ซูเทียนเหยี่ยนลากเก้าอี้ของพี่รองมานั่งแทนพลางยกแก้วนมขึ้นดื่มต่ออย่างมีความสุขนางยังไม่คิดกังวลใจเกี่ยวกับศัตรูในตอนนี้เพราะยังมีแผนสำรองอีกหลายแผนไว้รองรับทั้งเชื่อมั่นว่าคนร้ายจะยังไม่กลับมาหาเรื่องพวกตนในเร็ววัน


            สักพักหนึ่งแต่ละคนต่างทรุดนั่งบนเก้าอี้ด้วยท่าทางอ่อนจิตอ่อนใจขณะซูหนิงหลงต้องนำเก้าอี้สำรองอยู่ข้างโต๊ะรับประทานอาหารมานั่งแทนเพราะเก้าอี้เดิมถูกน้องสาวนำไปนั่งแทนเก้าอี้พัง


            ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะเข้าใจได้ถึงความแตกต่างระหว่างความแข็งแกร่งของศัตรูกับพวกตนจึงย้ำคำเดิมของหลานสาวด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า


            “ปู่เข้าใจแล้วเห็นทีถ้าปู่มีเวลาว่างเมื่อไร ก็จะยืนท่าหม่าปู้ให้ได้นานที่สุดยิ่งช่วงนี้ไม่น่าจะมีลูกค้ามาซื้อสมุนไพรเท่าใดปู่คงมีเวลาเร่งฝึกฝนให้แข็งแกร่งเร็วขึ้น”


            “พี่ก็จะฝึกฝนเวลาปรุงอาหารด้วยจะไม่ยอมเสียเวลาทิ้งเหมือนเดิม”


            ซูหนิงอันค้นพบวิธีฝึกฝนขณะตนใช้เวลาปรุงอาหารเพราะเป็นช่วงเวลาถูกใช้ไปในการทำงานมากที่สุดในแต่ละวันด้วยไม่ต้องการสูญเสียเวลาอันมีค่ายิ่งกว่าทองคำไป


            “ต่อไปเวลาพี่เรียนรู้กรรมวิธีเผาจื้อโบราณพี่จะฝึกตนไปด้วย น่าจะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น”


            ซูหนิงหลงผู้ฉลาดเฉลียวเขาพบว่าขณะทำท่าหม่าปู้จะเกิดสภาวะร่างกายมีสมาธิจึงคิดจะใช้การทำท่าหม่าปู้ผสานเข้าด้วยกันกับการฝึกฝนทักษะเผาจื้อโบราณด้วยต้องการมีทักษะทางด้านปรุงยาแพทย์แผนจีนร่วมไปกับการฝึกให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเขาต้องการช่วยแบ่งเบาภาระชายชราและน้องสาวในที


            ซูหนิงหวงนั่งขมวดคิ้วแน่นอยู่คนเดียวเขารับฟังแผนการฝึกฝนจากแต่ละคนพลางถอนหายใจแล้วพูดถึงแผนของตนซึ่งคาบเกี่ยวกับการประกวดไอดอลรอบเซมิไฟนอลด้วยว่า


            “วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบสี่อีกสองวันผมก็ต้องไปแข่งรอบเซมิไฟนอลแล้ว ผมได้แข่งลำดับที่สามก็คงจะฝึกฝนไปพร้อมกับคิดท่าเต้นใหม่ ผมอยากใช้ท่าเต้นพิสดารไปประกวดในรอบนั้นด้วยเหยี่ยนเอ๋อร์ช่วยพี่ได้ไหม”


            พี่สามหันขวับจ้องมองน้องสาวอย่างมีความหมายเขาเชื่อมั่นหมดหัวใจว่าน้องจะต้องมีทักษะลับช่วยเหลือตนได้เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับระดับความแข็งแกร่งยังสามารถแบ่งแยกและสาธิตให้ดูได้ฉะนั้นทักษะต่อสู้พิสดารย่อมสามารถสาธิตให้ตนเลียนแบบได้เช่นกันจึงส่งสายตาร้องขอเด็กหญิงตัวน้อยอย่างมีความหวังทันที


            ซูเทียนเหยี่ยนได้ยินคำร้องขอจากพี่สามพลางเหลือบเห็นทุกสายตาจ้องมองตนอย่างมีความหมาย นางวางแก้วเปล่าเมื่อดื่มนมจนหมดสามแกลลอนหรือหกลิตรเป็นแก้วสุดท้ายลงบนโต๊ะแล้วพยักหน้ายินดีช่วยเหลือพี่สาม พลางพูดถึงแผนการของตนก่อนสาธิตกระบวนท่าต่อสู้ของเผ่าวานรให้ทุกคนรับชมว่า


            “ก็ได้ค่ะแต่เหยี่ยนเอ๋อร์มีเรื่องอยากรบกวนทุกคนก่อน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปวันนี้เลยเหยี่ยนเอ๋อร์อยากได้หยกเพิ่มปู่เกอหรือพี่ชายพอจะให้คำแนะนำเรื่องนี้ได้บ้างไหมคะ”


            ชายชราขมวดคิ้วแปลกใจต่อคำร้องขอจากหลานสาวพลางถามถึงเหตุผลในการมีหยกเพิ่มด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า


            “เหยี่ยนเอ๋อร์หลานรักหลานจะเอาหยกมาทำอะไรอีกเหรอ หรือจะเอาไว้สร้างค่ายกลป้องกันพวกศัตรู”


            ผู้นำตระกูลซูรับรู้เรื่องใช้หยกประกอบการสร้างค่ายกลพลางคาดเดาว่าหลานสาวอาจต้องการใช้หยกไว้สร้างค่ายกลป้องกันศัตรูเนื่องจากเพิ่งมีการพูดคุยแนวทางแก้ไขปัญหากันอยู่ฉะนั้นการอยากได้หยกเพิ่มจึงไม่พ้นเรื่องการสร้างค่ายกลเป็นแน่แท้


            “ไม่ใช่หรอกค่ะต่อให้เหยี่ยนเอ๋อร์รู้วิธีสร้างค่ายกลป้องกันศัตรูแต่ตอนนี้เหยี่ยนเอ๋อร์ยังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถสร้างได้หรอกค่ะที่เหยี่ยนเอ๋อร์อยากได้หยกเพิ่มเพราะอยากไปตามหาหัวใจรากแก้วมากกว่าทุกคนจำเป็นต้องกินยาเพิ่มพลังปราณอีก ลำพังจะอาศัยแค่การฝึกตนตามแนวทางที่พูดไปคงอีกหลายสิบปีถึงจะตามศัตรูได้ทัน”


            ซูเทียนเหยี่ยนส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดเหตุผลตามสถานการณ์จริงนางต้องการให้ทุกคนแข็งแกร่งโดยเร็วแทนการฝึกตนตามรูปแบบเพิ่งแนะนำไปด้วยตระหนักถึงความเป็นจริงของภพโลกเพราะขาดแคลนพลังปราณฉะนั้นต่อให้ทุกคนฝึกตนตามแนวทางดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและหักโหม ก็อาจใช้เวลาสร้างความแข็งแกร่งอีกนานหลายสิบปีบางคนอาจเป็นร้อยปีก็ได้


            เมื่อทุกคนได้ยินคำอธิบายจากเด็กหญิงตัวน้อยต่างอุทานเสียงดังตกใจด้วยข้อความเหมือนกันว่า


            “อะไรนะ?! หลายสิบปี!!!”


            “โอย...แบบนี้ฉันก็แก่งั่กพอดี”ชายชราซูเกอบ่นอุบด้วยความหนักใจ


            “แบบนี้พี่ก็แก่ทันปู่พอดีเลยสิ”ซูหนิงอันส่ายหน้าไม่ยอมรับความจริงดังกล่าว


            “ตายแน่ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเราคงถูกศัตรูฆ่าทิ้งแน่เลย” ซูหนิงหวงส่ายหน้าด้วยความกังวลใจ


            ซูหนิงหลงหรี่ตามองน้องสาวอย่างมีความหมายเพราะวิเคราะห์คำกล่าวจากน้องแล้วตระหนักได้ถึงความจริงบางอย่างซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้ศัตรูแข็งแกร่งเหนือกว่าทุกคนว่า


            “งั้นก็แสดงว่าพวกศัตรูก็ต้องกินยาเหมือนพวกเรา พวกมันถึงได้แข็งแกร่งมากขนาดนั้นถ้าพวกเราค้นหาหัวใจรากแก้วได้ แล้วเอามาปรุงเป็นยาเพิ่มพลังปราณกินอีกก็จะทำให้แข็งแกร่งทันพวกศัตรู.....ใช่ไหมเหยี่ยนเอ๋อร์”


            พี่รองผินหน้ามองน้องสาวด้วยตาเป็นประกายเขารอคอยคำตอบจากน้องอยู่ หากผลการวิเคราะห์เป็นไปดังนั้นจริงเขายินดีไปเป็นเพื่อนน้องเพื่อค้นหาหัวใจรากแก้วเพิ่มเพราะไม่สามารถปล่อยให้น้องสาวตัวน้อยเดินทางไปค้นหาได้เพียงลำพัง


            ซูเทียนเหยี่ยนเลิกคิ้วพร้อมผินหน้ามองพี่รองด้วยความพอใจนางคาดเดาอยู่ก่อนแล้วว่าเขาจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์และพร้อมช่วยเหลือตนจึงพยักหน้ายอมรับแล้วพูดถึงแผนการให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดว่า


            “พี่รองวิเคราะห์ได้ถูกต้องแล้วค่ะเพราะอย่างนี้เหยี่ยนเอ๋อร์ถึงอยากได้หยกเพิ่มถ้ามีหยกแล้วก็สามารถสร้างค่ายกลทำนายเมื่อนั้นก็จะรู้ว่าแถวไหนจะมีหัวใจรากแก้วอีก พวกเราก็ไปเอามาก่อนพวกศัตรูพอเราได้กินยาเพิ่มพลังปราณอีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจทะลวงความแข็งแกร่งจนสามารถตามทันศัตรูได้”


            เวลานี้ชายชราและพี่ชายทั้งสามคนต่างพยักหน้าเข้าใจแผนการของน้องสาวตัวน้อยผู้เก่งกาจเกินวัยชายชราไม่เสียเวลาไตร่ตรองสักนิด เขาเอ่ยถึงการเสียสละทรัพย์สมบัติของตนในทันทีว่า


            “ปู่เข้าใจแล้ว ปู่ยินดีใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้เหยี่ยนเอ๋อร์ซื้อหยกเท่าที่ต้องการตอนนี้ปู่ไม่คิดเก็บเงินไว้ให้ใครอีกแล้วปู่อยากแข็งแกร่งแล้วก็เป็นหนุ่มขึ้นมาอีก”


            ชายชรารู้ซึ้งถึงสภาพร่างกายเมื่อกลับกลายเป็นคนเยาว์วัยอีกครั้งพลางตระหนักได้ว่าทรัพย์สมบัตินอกกายไม่สู้สุขภาพดีและอาจกลายเป็นอมตะได้ด้วยเคยล่วงรู้ข้อมูลถึงการบำเพ็ญตบะมาบ้างว่าช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังมีอายุยืนยาวฉะนั้นทรัพย์สินทั้งหลายที่มีอยู่จึงไม่คิดเก็บไว้ให้ลูกหลานอีก


            อนึ่งชายชราไม่คาดหวังให้ลูกหลานกลับมาหาตนแล้วตั้งแต่มีหลานใหม่สี่คนเขารู้สึกได้ถึงความฝันในการเดินทางซึ่งเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กพลางคิดว่าควรใช้โอกาสในการมีหลานสาวผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ให้เป็นประโยชน์ด้วยการออกเดินทางตามหาสิ่งท้าทายใหม่ในชีวิต ทั้งไม่คิดยึดติดอยู่กับร้านยาดังเดิมเพราะเชื่อมั่นเหมือนดังคำกล่าวของหลานสาวเคยพูดไว้ว่า


            “เมื่อมีความแข็งแกร่งต้องการทรัพย์สมบัติมากเพียงใด จะมีคนนำมามอบให้เองถึงที่”ด้วยเหตุนี้ชายชราจึงยินดีเสียสละทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้แก่หลานสาวด้วยท่าทางเต็มใจและจริงใจอย่างถึงที่สุด


            สามพี่น้องร่วมสาบานลอบสบตากันอย่างมีความหมายแต่ละคนไม่ต้องการให้ชายชราเสียสละอยู่เพียงลำพังต่างส่งสายตาให้พี่รองเป็นคนพูดแทนทุกคนในกลุ่มกับน้องสาวว่า


            “ปู่ไม่ต้องจ่ายคนเดียวก็ได้ครับผมกับพี่น้องมีเรื่องจะสารภาพอยู่ เดี๋ยวรอเสี่ยวหวงเข้ามาก่อนแล้วผมจะอธิบายให้ฟังครับ”


            ซูหนิงหลงตัดสินใจเมื่อได้รับสัญญาณเป็นเอกฉันท์ผ่านทางสายตาจากพี่น้องแล้วเขาคิดจะใช้เงินที่มีอยู่ในกล่องสมบัติเพื่อน้องสาวและทุกคนเช่นกันเนื่องจากตระหนักได้ว่าน้องสาวทำเพื่อทุกคน ไม่ใช่การหลอกใช้หรือหลอกลวง

            

            ฉะนั้นสมบัติอันได้มาจากโชควาสนาควรมอบให้น้องสาว ทั้งยังมีจี้หยกซึ่งเป็นสมบัติพ่อแม่ของน้องสาวด้วยจึงคิดจะนำมามอบให้ไว้ประจำตัวเช่นกัน


            “เอ๋! เสี่ยวหลงมีอะไรเหรอ”


            ชายชราถามหลานชายคนรองแล้วผินหน้ามองหลานชายคนโตด้วยความสงสัยขณะหลานชายคนที่สามลุกเดินกลับห้องนอนไปนำบางอย่างเข้ามาแสดงพลางนั่งรอชมด้วยความใจเย็นเพราะเหลือบเห็นเพียงรอยยิ้มจากหลานชายแต่ไม่มีคำกล่าวใดออกมา


            สงสัยไปเอากล่องสมบัติมาสมทบกับเงินจากปู่เกอแน่เลย


            ซูเทียนเหยี่ยนลอบพยักหน้าเข้าใจในสถานการณ์นางยังคงจดจำเรื่องกล่องสมบัติซึ่งเป็นผลการค้นพบจากเนตรสวรรค์แล้วส่งข้อมูลต่อให้พี่รองผ่านทางจิตวิญญาณก่อนตนจะนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเพราะฝืนใช้พลังปราณเกินตัว


            เทพตัวน้อยไม่เสียเวลารอให้พี่สามกลับเข้ามาในห้องนางสอบถามทุกคนด้วยความอยากรู้ถึงแหล่งซื้อหยกไว้ใช้งานว่า


            “ปู่เกอคะปู่พอจะมีข้อมูลแหล่งซื้อขายหยกราคาถูกบ้างไหมคะพวกเราไม่จำเป็นต้องซื้อหยกแบบสวยงามก็ได้ มันจะสิ้นเปลืองเกินไปบางทีถ้าได้สร้างค่ายกลบ่อย ๆ หยกมันจะหมดเอาง่าย ๆ นั่นสิคะ”


            ซูหนิงหลงตอบน้องสาวแทนปู่ทันทีเพราะเขาฝึกฝนการใช้งานแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์จนช่ำชองแล้วยังมีทักษะในการถอดรหัสโค้ดคำสั่งง่าย ๆ ได้ด้วย จึงพอจะมีข้อมูลเรื่องนี้อยู่บ้างโดยทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหยกตั้งแต่รู้ว่าน้องสาวใช้หยกประกอบการสร้างค่ายกลว่า


            “พี่พอจะรู้อยู่แหล่งซื้อขายหยกโด่งดังที่สุดอยู่ตลาดเต๋อหลง เมืองรุ่ยลี่ มณฑลยูนนานแถบชายแดนฝั่งติดประเทศพม่า ที่นั่นมีทั้งหยกก้อนดิบราคาถูกแต่ต้องอาศัยทักษะเลือกให้ดี กับแบบราคาแพงที่ผ่านการเจียระไนบางส่วน”


            พี่รองสาธยายข้อมูลสำคัญให้น้องสาวฟังด้วยรู้ดีว่าน้องสามารถวิเคราะห์และสรุปผลการตัดสินใจได้เองพลางรู้สึกสบายใจเล็กน้อยเพราะไม่ต้องกังวลว่าน้องสาวจะเกิดอันตรายจากการมีร่างกายเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยเนื่องจากน้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าทุกคนในบ้าน


            ชายชราซูเกอตาโตเป็นประกายเพราะเคยได้ยินเรื่องตลาดเต๋อหลงเช่นกันเนื่องจากหยกถูกใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงยาบางชนิดจึงพยักหน้ายืนยันข้อมูลของหลานชายคนรองตามจริงว่า


            “ตลาดเต๋อหลงเป็นที่นั่นแหละ ปู่ก็เคยได้ยินชื่อตลาดนี้มานานแล้ว แต่มันอยู่ไกลจากบ้านเราตั้งสองพันกว่ากิโลเมตรถ้าจะเดินทางไปเร็วใช้เวลาน้อยก็ต้องนั่งเครื่องบินไปเพราะมันอยู่คนละฟากกับเมืองตงหยิง”

    คล้ายกับเรื่องซูเทียนเหยี่ยน หนูน้อยเนตรสวรรค์ ที่คุณอ่าน