ณ คฤหาสน์ตระกูลมู่
บัดนี้มีคนชุดดำเกือบ100คน รายล้อมบ้านตระกูลมู่เอาไว้ด้านหน้าบ้าน มีเทพบุตรเย่วเหอ กับอาจารย์หวังเต้า ยืนอยู่บนรถม้า พร้อมกับมีผู้พิทักษ์ นับร้อย ยืนเรียงอยู่ด้านหน้า
“ เฉินเสี่ยวเทียน เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้น ข้าจะบุกเข้าไปฆ่าสังหารคนตระกูลมู่ให้หมด” เสียงเย่วเหอ ตะโกนสั่งออกไป
ด้านในท่านผู้นำตระกูลจะออกไปพูดเอง แต่เสี่ยวเทียน บอกไม่ต้อง จึงออกไปเองคนเดียว พอผ่านหน้าประตูไป ก็พบชายหนุ่มวัย ยี่สิบปี ใส่ชุดขาว สวมมงกุฏยืนอยู่กับชายอีกคนหนึ่ง น่าจะเป็นหวังเต้า อาจารย์
“ เรียกข้าออกมา มีอะไร” เสี่ยวเทียนถามห้วนๆ
“ เจ้านี่ช่างกล้ามากเลยนะ ที่ออกมาเพียงคนเดียว สังหารพ่อกับปู่ของข้า แล้วคิดหนีลอยนวลอย่างนั้นรึ?”
“ ข้าไม่เคยคิดหนี และก็ไม่ใส่ใจที่จะสังหารคนชั่วอีกด้วย เจ้าคิดจะแก้แค้น ข้าขอเตือนให้คิดใหม่ ข้าไม่อยากให้คนของตระกูลเย่ว ของเจ้าต้องไร้ผู้สืบสกุล แต่ถ้าเจ้ายังดื้อรั้น ข้าก็คงต้องตอบสนองเช่นกัน” เสี่ยวเทียนเอ่ยด้วยเสียงอันเย็นเยียบ
“ ฮึ่ม วาจาโอหังยิ่งนัก ไอ้เด็กน้อยปากไม่สิ้นกลิ่นนม วันนี้ข้าจะสังหารเจ้าด้วยมือของข้าเอง” เทพบุตรเย่วเหอกระโดดพุ่งร่างขั้นเซียนราชันระดับสูงเข้าใส่เสี่ยวเทียนปานสายฟ้าแลบ
“ ก็เข้ามาเซ่” เสี่ยวเทียนเรียกปราสาทเทพเซียนออกมาทันที พรึบ !!
เทพบุตรเย่วเหอกำลังลอยเข้ามา แต่เห็นการปรากฏตัวของปรสาทเทพเซียนอันใหญ่โตก็ตกใจ แต่ไม่ทันแล้ว มีแสงพุ่งออกมาจากปราสาทเทพเซียนพุ่งเข้าใส่ร่างของเยว่เหอ เปรี้ยง !!! ร่างเทพบุตรเย่วเหอกระเด็นกลับไปที่กระโดดออกมา คุกเข่ากระอักเลือด หมดสภาพเทพบุตร มงกุฏแตกกระจาย ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด อาจารย์หวังเต้ารีบเข้ามาดูอาการทันที แต่เย่วเหอสวมเกราะป้องกันไว้ ทำให้ลดอาการบาดเจ็บลงไปได้เยอะทีเดียว
“โอ้ ใส่เสื้อเกราะเอาไว้นี่เอง ไม่เช่นนั้นร่างเจ้าแหลกเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว”
เสี่ยวเทียนยืนกอดอกมองแล้วยิ้ม ผู้พิทักษ์ทั้ง 100 คน หันมารอสัญญาณเจ้านายจะสั่งว่าอย่างไร แต่ไม่มีคำสั่งออกมาเลยไม่กล้าบุก
“ เจ้าเล่ห์นักนะแก ใช้ของวิเศษ ระดับเซียนสวรรค์เชียวหรือนี่ แกคิดว่าแกมีอาวุธระดับเซียนสวรรค์เพียงคนเดียวหรือไงวะ” เทพบุตรเย่วเหอ ควักหุ่นโลหะออกมาเป็นรูปเหยี่ยว แล้วปล่อยไปบนท้องฟ้า มันขยายร่างเป็นเหยี่ยวโลหะตัวใหญ่เท่ากับปราสาทเทพเซียนโลหะ อ้าปากพ่นแสงเข้าใส่ปราสาทเทพเซียน ตูม ! ตูม !
ปราสาทเทพเซียนก็ส่งลำแสงยิงใส่สวนกลับไปเช่นกัน ตูม ! ตูม ! เสี่ยวเทียนได้แต่ตกใจที่เห็นเหยี่ยวโลหะตัวใหญ่ จนลืมสังเกตไปว่า ทำไมปราสาทเทพเซียนถึงบินขึ้นไปสู้กับมันไม่ได้ พอรู้สึกได้เลยรีบถามทันที
“ ลุงฟงอี้ ทำไมไม่บินไปลุยกับมันล่ะ ปล่อยให้มันบินมาโจมตีอยู่ได้”
“ พลังงานที่ใช้มันไม่สามารถทำให้ ปราสาทเทพเซียนบินได้เลย” ลุงฟงอี้กล่าวตามตรง เสี่ยวเทียนก็เข้าใจ ที่ดินแดนที่ไม่เหมือนภายนอก
“ อาจารย์ท่านหาวิธีหน่อย ปราสาทเทพเซียนจะพังอยู่แล้ว”
“ ไม่ต้องห่วงข้าจะจัดการเอง” อาจารย์ลู่เอินกลับเข้าไปในปราสาทเทพเซียนทันที หลังจากถูกโจมตีจนเสียหายยับเยินไม่น้อย ในที่สุดอาจารย์ลู่เอินเข้าไปจัดการบางอย่าง ปราสาทเทพเซียนก็บินได้เหมือนปกติ คราวนี้เร็วกว่าเจ้าเหยี่ยวโลหะอีกด้วย ไม่นานเท่าไร เจ้าเหยี่ยวโลหะก็ถูกยิงเข้ากลางหัว ร่างโลหะแตกกระจาย ร่วงลงมาเหมือนนกปีกหัก
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เห็นไหม พลังปราสาทเทพเซียนของข้าสุดยอดกว่าอยู่แล้ว ลุงฟงอี้ยิงพวกมันต่อเลย” ลำแสงจากปราสาทเทพเซียน ก็ยิงเข้าใส่ผู้พิทักษ์กับ เทพบุตรเยว่เหอ และอาจารย์จนกระเด็นกระดอนไปจนหมดสภาพ ไม่มีโอกาสได้สู้เลยแม้แต่น้อย
“ทุกคนถอย! ฝากไว้ก่อนเถอะ เฉินเสี่ยวเทียน” เยว่เหอแค้นมาแต่ก็ถูกอาจารย์หวังเต้าหิ้วตัวรีบหนีจากไปก่อนที่ปราสาทเทพเซียนจะยิงเข้าใส่อีกครั้ง
“ ข้าไม่รับฝากโว้ย ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า อาจารย์ท่านนี่สุดยอดไปเลย” เสี่ยวเทียนชมอาจารย์ลู่เอิน
“ โชคดี ที่เรามีพลังงานตัวอื่นมาช่วยขับเคลื่อนได้”
“ ดีจัง แล้วอาจารย์เอาพลังงานอะไรขับเคลื่อน?”
“ ทองคำไง ในห้องนอนของเจ้ามีทองคำอยู่เต็มห้อง ข้าเลยเอามาทั้งหมดมาเป็นส่วนผสมกับ หินพลังงาน คราวนี้วิ่งปรู๊ดเลย ! แต่คงยังไม่พอ ข้าต้องเอาเหรียญเงินที่เหลือในห้องมาซ่อมปราสาทด้านนอกที่เสียหายไปเยอะเหมือนกัน”
“ อา...จารย์...เอาทอง...ของข้าไปทำหินพลังงานขับเคลื่อนจนหมด เลยเหรอ?”
“ ใช่หมดเลย แล้วก็เหรียญเงินทั้งหมดด้วย ข้าจะเอาไปหลอมซ่อมปราสาทที่เสียหาย” อาจารย์ลู่เอินสะบัดมือทีเดียวเหรียญเงินที่กองอยู่ในห้องนอนเสี่ยวเทียนหายวับไปกับตา
“ โอ้ เงินของข้า! อนาคตของข้าหมดกัน ไม่เหลืออีกแล้ว” เสี่ยวเทียนคุกเข่าอย่างหมดแรง ในขณะที่มู่ต้า กับมู่ตี้เห็นเสี่ยวเทียนขับไล่ เทพบุตรเย่วเหอหนีไปก็วิ่งเข้าสวมกอดเสี่ยวเทียนด้วยความดีใจ ซึ่งต่างกับสีหน้าของเสี่ยวเทียนลิบลับ
คืนนั้นเสี่ยวเทียนเข้าไปนอนที่ห้องนอนในปราสาทเทพเซียนที่เคยมีเงินทองอยู่เต็มห้องไปหมด แต่บัดนี้กลับโล่งโปร่งสบาย ทำให้เสี่ยวเทียนรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว เดียวดาย หลับตาไม่ลง
“ เป็นไร” อาจารย์ลู่เอินเห็นเสี่ยวเทียนทำท่าเหมือนไม่สบาย
“ หนาว”
“ ข้าจะสร้างกายหยาบให้ลุงฟงอี้มานอนเป็นเพื่อนเจ้าเอาไหม่”
“ ไม่เอา ทนได้”
“ เอ้านี่ มีทองอยู่ 100 เหรียญทองมันเหลือ ข้าเลยไม่ได้เอาไปหลอม”
“ จริงรึ ขอบคุณท่านอาจารย์” คืนนั้นเสี่ยวเทียนกอดถุงเหรียญทอง 100 เหรียญถึงได้หลับตาลงไปได้ !
ณ สำนักวังเทพบิดร
“ บัดซบ!!! มันมีปราสาทเทพเซียน อาวุธเซียนในตำนาน นี่มันมีได้อย่างไรกัน แล้วเราไม่มีหนทางจัดการกับมันได้เลยหรือยังไงเนี่ย” เทพบุตรเย่วเหอ เอ่ยเสียงเครียด
“ พวกเราหาอาวุธระดับเซียนสวรรค์สักสองชิ้นไปจัดการกับมัน จะดีกว่า”
“ จะหาที่ไหน สำนักของเราทั่วสำนักก็มีเพียง สามชิ้นเท่านั้น แล้วก็ถูกมันทำลายไปแล้วชิ้นหนึ่งด้วย หากเจ้าสำนักรู้ ต้องต่อว่าข้าแน่ๆ เลย”
“ไม่ต้องห่วง อีก 3 เดือนแดนมหาเทพ เทวาสถิตย์ กำลังจะเปิดให้เข้าไปในรอบร้อยปี ในนั้นมีอาวุธเทพเซียนระดับเซียนสวรรค์มากมาย หากเจอระดับกลาง หรือสูงสักชิ้น ก็สามารถทำลายล้างมันได้แล้ว เวลานี้เจ้าก็กักตนฝึกวิชาเอาไว้ เพราะว่าสำนักปราชญ์เทวะ กับ สำนักวิหารศักดิ์สิทธ์ คงปล่อยให้เหล่าศิษย์เข้ามาค้นหากันไม่ใช่น้อย”
“ ดีข้าจะรอ แค่สามเดือนข้ารอได้” เทพบุตรเย่วเหอกัดฟันพูดออกมา
ในวันที่เกิดการต่อสู้กันระหว่างเสี่ยวเทียนกับ เทพบุตรเย่วเหอ ท่านบรรบุรุษมู่หวาpอิงก็มองดูอยู่บนท้องฟ้าด้วย เห็นปราสาทเทพเซียนขับไล่ คนของวังเทพบิดรได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเห็นเสี่ยวเทียนก็เกิดนึกอยากพาเข้าสำนักทันที
วันนี้เสี่ยวเทียนจึงถูกเรียกเข้ามาในห้องโถงของบ้านตระกูลมู่ โดยมีบรรพบุรุษมู่หวายอิง นั่งเป็นประธานอยู่
“ เสี่ยวเทียน นี่คือเซียนจักรพรรดิมู่หวายอิง” หัวหน้าตระกูลมู่แนะนำ
“ คำนับท่านเซียน”
“ ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้าแล้วนะเสี่ยวเทียน เจ้าอยากเป็นศิษย์ของข้าที่สำนักปราชญ์เทวะไหม?” เซียนจักรพรรดิมู่หวายอิงเอ่ยถามตามตรง
เสี่ยวเทียนถามอาจารย์ลู่เอินก่อนทันที
“ ข้าเฉินเสี่ยวเทียน คำนับท่านอาจารย์” เสี่ยวเทียนรีบตอบตามที่อาจารย์ลู่เอินบอกทันที
“ ดี ที่นี่เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าคุยกับ วังเทพบิดรแล้ว เขาไม่มารบกวนตระกูลมู่อีก แต่ว่าเรื่องของเจ้ากับเทพบุตร เย่วเหอนั้น ก็ให้เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างเจ้าทั้งสองคนจะไม่มีผู้ใดเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย” ก่อนกลับสำนักปราชญเทวะ เสี่ยวเทียนก็เดินทางไปหา ปู่ทากิ แล้วมอบแก่นเลือดเทพเจ้าให้ 10 ขวด แล้วถึงเดินทางไปสำนักปราชญเทวะทันที
ดินแดนบูรพาเทวะ มีสำนักใหญ่อยู่สามสำนัก โดยที่สำนักทั้งสามอยู่กันคนละทิศ เว้นระยะห่างกันเท่าๆ กัน ทางสำนักปราชญเทวะ อยู่ทางทิศตะวันออกของดินแดนบูรพาเทวะ สภาพอากาศที่นี่เป็นดินแดนที่ร้อนชื้น มีฝนตกแทบจะทั้งปี สำนักปราชญ์เทวะมี เจ้าสำนัก มีฉายาว่าจอมปราชญ์ผู้หยั่งรู้ ในสำนักมี ศิษย์เพียง สามพันคนเท่านั้นที่อยู่ในระดับต่ำกว่าขั้นเซียน และมีศิษย์ที่ขั้นเซียนขึ้นไปสองร้อยคน
มีอาจารย์ระดับจักรพรรดิอีกสามสิบคน ส่วนจอมปราชญนั้นมีพลังระดับเซียนฟ้าระดับสูง เสี่ยวเทียนมาถึงยอดเขา ที่ท่านเซียนจักรพรรดิมู่หวายอิงพำนักอยู่
บนยอดเขานี้มีศิษย์พี่อยู่สองคน คือศิษย์พี่ใหญ่มู่อี้ พี่รองมู่เอ้อ
ศิษย์พี่ใหญ่มีพลังขั้นเซียนราชันระดับต้น ส่วนศิษย์พี่รอง อยู่ในขั้นเซียนมนุษย์ระดับกลางแล้ว
“ ข้าเฉินเสี่ยวเทียน คารวะศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง ”
“ ยอดเขาที่เราอยู่เรียกว่า ยอดเขาอินทรี เพราะว่าเมื่อก่อนมีอินทรียักษ์เคยอาศัยอยู่ที่แห่งนี้แล้วเคยถ่ายทอดพลังเซียนให้กับท่านเซียนผู้หนึ่ง แต่ว่าบัดนี้ ถึงแม้ว่า อินทรียักษ์จะตายไปกว่าห้าร้อยปีแล้ว แต่ก็เราก็ยังเรียกชื่อยอดเขาว่า ยอดเขาอินทรี เพื่อเป็นเกียรติให้กับเขา ทางด้านขวามือจึงมีรูปปั้นอินทรียักษ์โดยการปั้นขึ้นมากับมือ ของท่านเซียนผู้นั้น” ศิษย์พี่รองอธิบาย
“ ที่นี่มีถ้ำที่ตบแต่งเอาไว้หลายถ้ำ แต่ด้วยที่อาจารย์รับศิษย์น้อย ถ้ำที่เห็นเลยมากกว่า เจ้าสามารถเลือกพักได้ตามใจชอบเลย ส่วนด้านหลังเขา มีบ่อปลา สำหรับจับมาทำเป็นอาหารกิน หากเจ้าได้กินแล้วจะติดใจ” ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยแนะนำด้วย
“ ทางถ้ำด้านนี้จะเป็นหยกวิชายุทธ์ ค่ายกล เวทย์มนต์ ก่อสร้าง ยา ศาสตราวุธ หากเจ้าอยากเรียนวิชาอะไรเพิ่ม ก็เข้ามาศึกษาได้”ศิษย์พี่รองอธิบายจากนั้นก็จับเสี่ยวเทียนขี่กระบี่ลอยลิ่วไปที่อาคารกลางของสำนักปราชญ์เทวะ
จากนั้นศิษย์พี่รองก็เข้าไปติดต่อด้านใน แล้วพอได้หยกประจำตัวแล้วก็เอามาให้เสี่ยวเทียน
“ ข้าจะพาเจ้าไปด่านทดสอบของสำนัก เผื่อว่าเจ้าจะโชคดีได้ของขวัญของจากท่านเจ้าสำนัก”
“ อะไรรึ ?”
“ เดี๋ยวก็รู้ ที่นี่แหละ” ศิษย์พี่รองพามาที่สำนักงานแห่งหนึ่ง มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้า
“ เจ้าเดินเลือกของที่เจ้าอยากได้ก่อนแล้วค่อยมาหาข้า” เอ่ยออกมาแต่ไม่ยอมลืมตาขึ้น เสียวเทียนเดินดูของที่เป็นหุ่นโลหะเท่าฝ่ามือ ที่วางเรียงเต็มไปหมด
“ เลือกเลย เจ้าอยากได้สัตว์วิญญาณโลหะ แบบไหน” พอได้ยินแบบนี้ก็คิดถึงเหยี่ยวโลหะ ที่มันทำลายแม้กระทั่ง ปราสาทเทพเซียนได้เลย แล้วเสี่ยวเทียนก็เห็นนกอินทรี เหมือนกับรูปปั้นที่เขาเห็นที่ยอดเขาอินทรีเลยหยิบขึ้นมา แล้วนำไปให้ชายชราทันที
“ เสี่ยวเทียน นั่นมันยากมากเลยนะ ที่จะสยบมันได้ ไม่เคยมีใครสยบมันได้มากว่า 400 ปีแล้ว นอกจากท่านเจ้าสำนักเพียงคนเดียว” ศิษย์พี่รองอธิบาย
ชายชราพอรู้ว่าเสี่ยวเทียนเลือก อินทรียักษ์ก็ลืมตาขึ้นมาทันที
“ไอ้หนูเจ้ามีพลังแค่ระดับปราณจักรพรรดิ แต่กล้าเลือก อินทรีโลหะระดับเซียนจักรพรรดิเชียวรึ?”
“ ขอรับ”
“ ข้าให้โอกาสเจ้าเลือกใหม่”
“ ไม่ขอรับ”
“ เฮ้อ เด็กน้อยเอ๋ย โลกนี้มันใหญ่มากกว่าที่เจ้าคิดมากนัก มายืนบนแท่นส่งตัว แล้ววางอินทรีโลหะเอาไว้ตรงแท่นบูชาที่หน้าเจ้า แล้วหลับตา เจ้ามีเวลา ครึ่งชั่วยาม ในการสยบมัน ห้ามใช้อาวุธ ใช้ได้แต่พลังฝีมือไปได้” ชายชราตบมือไปบนโต๊ะ ร่างของเสี่ยวเทียนก็หายเข้าไปอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง เสี่ยวเทียนกำลังมองหานกอินทรีโลหะอยู่นั้น ก็พบว่ามันบินมาจากทางด้านหลัง พุ่งเข้าชนเสี่ยวเทียนทันที
ตูม ! เสี่ยวเทียนต่อยเข้าใบหน้ามัน ร่างเซถลา ลงไปกับพื้นเอียง แต่ยังไม่ทันล้ม มันสะบัดปีก เข้าใส่อีก แต่ว่าเสี่ยวเทียนจับปีกเหล็กมันเอาไว้ แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าใส่ ร่างอินทรีเหล็กกลายเป็นสีดำเมี่ยมไปทั้งตัว ทำท่าจะบินหนีแต่บินไม่ขึ้น โดนเสี่ยวเทียนจับขาเอาไว้ แล้วก็เหวี่ยงฟาดไปที่พื้นดิน อินทรีโลหะบี้แบนเละเทะไปหมด พรึบ !! แล้วร่างของเสี่ยวเทียนก็กลับมาที่แท่นเคลื่อนย้ายเหมือนเดิม
“ นี่เจ้าสยบมันได้ด้วยหรือนี่?” ชายชราตกตลึงตาค้างไม่คิดว่าพลังมนุษย์ธรรมดา
จะสามารถสยบอินทรีโลหะระดับ เซียนจักรพรรดิได้
“ ข้าเลือกเพิ่มอีกได้ไหม” เสี่ยวเทียนสงสัย อยากได้มากกว่านี้
“ ไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิเลือกได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น” ชายชราไล่ให้เสี่ยวเทียนกลับไป
ศิษย์พี่รองยังสงสัย ทำไมเสี่ยวเทียนสยบมันง่ายจัง เสี่ยวเทียนได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร
ในถ้าใหญ่แห่งหนึ่ง ด้านในมีเจ้าสำนักปราชญ์เทวะ พักอยู่ พออินทรีโลหะถูกเสี่ยวเทียนพิชิต จอมปราชญ์ผู้หยั่งรู้ก็ลืมตาขึ้นทันที
“ ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ” ...