มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 157 ผจญวิกฤติ

    บทที่157ผจญวิกฤติ

     

            “อาจารย์เหตุใดจึงบีบให้พวกมันขึ้นเหนือ"

            ฉินซูหนี่ว์ที่เดินตามหลังสตรีคล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนกล่าวถามขึ้นด้วยความสงสัย

             

            สตรีนางนั้นจึงหันไปมองมู่ผิงเยว่ศิษย์คนเล็กของตนแล้วเอ่ยว่า

            “พิษของข้าเพียงทำร้ายนังแพศนาน้อย แต่ข้าอยากสังหารเจ้าบุรุษมากราคะผู้นั้นด้วยจึงบีบให้มันไปตายเอง"

             

            ฉินซูหนี่ว์ปรากฏแววความสงสัยมากขึ้นกว่าเดิมแต่มู่ผิงเยว่กลับมีสีหน้าปรากฏแววความห่วงกังวลขึ้นอย่างเด่นชัด สตรีนางนั้นจึงยิ่งไม่พอใจแล้วต่อว่า

            “ข้ารับศิษย์เพราะเห็นแววตาที่เครียดแค้นของพวกเจ้าซ้ำความแค้นนั้นยังตรงใจของข้า แต่วันนี้ศิษย์ข้ากลับถูกทำลายมรรคจิตนั่นไปเพราะบุรุษผู้หนึ่งหากข้าไม่ฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร ข้ามิอาจสังหารมันกับมือ ในเมื่อมันหลบหนีเก่งข้าก็จะทำให้มันหลบหนีและไปตายด้วยน้ำมือผู้อื่น!”

             

            ฉินซูหนี่ว์มองเขาเถาหมิงซานทางทิศเหนือ

            “มีสิ่งใดรอคอยพวกมันอยู่กันแน่"

             

            “ทิศเหนือของเขาเถาหมิงซาน เล่าขานถึงสถานที่ปริศนาแห่งหนึ่งเรียกว่าหุบเขาเร้นลับไม่มีผู้ใดเคยเห็น ไม่มีผู้ใดหาเจอ แต่ผู้คนล้วนทราบดีว่าเป็นที่ชุมนุมของเหล่ายอดผู้ฝึกญาณเดนตายซึ่งรวมถึงจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนเองก็อาจอยู่ที่นั่น"

             

            ฉินซูหนี่ว์กล่าวอย่างได้คิด

            “ผู้ฝึกญาณเดนตายถูกนิกายเทวะวจนะไล่ล่าจนมีสภาพเช่นนี้ความโกรธแค้นมิต้องเอ่ยถึง หากพวกมันรู้ว่าแสงสังหารแห่งวจนะเข้ามา พวกมันต้องสังหารนางอย่างไม่ถามไถ่รวมถึงบุรุษผู้นั้นที่อยู่กับนางด้วย"

             

            สตรีนางนั้นผงกศีรษะชมเชย

            “สมกับที่เจ้าเป็นศิษย์คนโตของข้า มิทำให้ข้าผิดหวัง…”

             

            “ศิษย์น้องมัวเมาแลลุ่มหลง แต่ข้าจะไม่มีทางทำให้อาจารย์ผิดหวังอย่างแน่นอน"

             

            สตรีนางนั้นยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนอธิบายต่อ

            “แต่ที่เจ้ากล่าวมาไม่ถูกทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าหุบเขาเร้นลับการจะไปถึงหรือพบผู้คนได้ย่อมเป็นเรื่องยากคนพวกนั้นก็ไม่แน่ว่าจะออกจากเขาหรือไม่ แต่ที่พวกมันต้องประสบอย่างแน่นอนคือสามสัตว์ร้ายที่มีตบะบำเพ็ญเพียรอันร้ายกาจขึ้นชื่อว่าสัตว์ย่อมดุร้าย ไหนเลยจะเป็นสัตว์ที่กอปรด้วยพลังเหนือธรรมชาติ ไม่เคยมีใครรอดพ้นจากอาณาเขตของพวกมันบุรุษมากราคะและนางแพศยาน้อยจักต้องตายในที่นั่นก่อนจะตายเพราะพิษหรือน้ำมือของผู้ฝึกญาณเดนตายอย่างแน่นอน”

             

            เห็นมู่ผิงเยว่แสดงความเป็นกังวลออกทางสีหน้าเด่นชัดอาจารย์นางก็ยิ่งไม่พอใจแลตวาดขึ้น

            “ศิษย์มิรักดี เจ้าทำให้ข้าต้องผิดหวังกลับไปข้าจะกักขังเจ้าในถ้ำมืด หากมิสำเร็จกรงเล็บประหนึ่งสุริยันขั้นสูงสุดอย่าหวังว่าจะได้เห็นเดือนเห็นตะวันตลอดไป!”

            .

            .

            .

             ปากประตูทางเข้าบึงลี้ลับ หนึ่งบุรุษในชุดนักพรตเก่าโทรมและหนึ่งสตรีสะคราญโฉมในชุดคลุมแดงโลหิตได้ร่องเรือลำเล็กออกมาอย่างไม่ช้าไม่เร็วสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตนางนั้นกล่าวว่า

             

            “อาจารย์ ดูเหมือนคำเตือนของท่านจะไม่เป็นผล"

             

            นักพรตผู้นั้นมองขลุ่ยไม้ไผ่ในมือก่อนกล่าว

            “คนทุกผู้ย่อมมีสิทธิ์เลือกชะตากรรมของตนมิจำเป็นต้องรอให้ฟ้ากำหนด"

             

            “สู้กับนิกายเทวะวจนะในสภาพนี้ยากที่จะชนะ"

             

            “เพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ แม้ไม่รู้ว่าจะชนะหรือไม่ก็จำเป็นต้องสู้”

             

            “สิ่งสำคัญ?”

             

            “ความสุข ความสงบ รากฐานแห่งชีวิต รากฐานแลปณิธานแห่งบรรพชนนี่ก็คือสิ่งสำคัญของพวกมัน"

             

            สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์แดงโลหิตขมวดคิ้วน้อยๆครุ่นคิด

            “นี่มิเท่ากับการยึดติดในสิ่งหนึ่งมากกว่าหรือ…สิ่งสำคัญอยู่ที่คนมิใช่สถานที่ มีแต่รอดชีวิตจึงอาจจะพบความสุข หากคิดเพียงว่าสถานที่แห่งนั้นจึงเป็นความสุขนั่นก็เท่ากับการยึดติดในโลกที่จำกัดแล้ว”

             

            นักพรตยกยิ้มมองศิษย์รัก

            “แต่โลกนี้ไม่สามารถมอบความสุขให้แก่พวกมันเช่นนั้นจึงมีเพียงสถานที่เล็กๆ ให้พวกมันต้องยึดติด ชีวิตจริงก็เป็นเช่นนี้ ผู้ฝึกญาณอยู่ได้เพียงในซอกหลืบถูกปฐพีปฏิเสธโดยไร้ความผิด ถูกแสงสว่างปัดเป่าโดยไร้ความยุติธรรม หากไม่ยึดติดก็ต้องไปเผชิญกับโลกหล้าพวกมันอาจคิดว่าอย่างหลังจะลำบากกว่า”

             

            สตรีสะคราญโฉมมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนเอ่ยว่า

            “ข้าจึงต้องการเปลี่ยนโลกนี้"

             

            “นี่จึงป็นคำตอบต่อคำถามที่เจ้ามักถามอาจารย์การเดินทางครั้งนี้เพื่อให้เจ้าได้มองเห็นสัจธรรมความจริง ชีวิตจริงมิได้อยู่ภายใต้กรอบอันงดงามดั่งเช่นที่เจ้าคิดแต่โลกนี้มีตัวแปรและกฎเกณฑ์มากมายที่คอยเหนี่ยวรั้งชักนำวิถีต่างๆ อยู่”

             

            สตรีสะคราญโฉมประสานมืออย่างได้คิด ที่แท้อาจารย์ของนางทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าแม้เข้าไปในบึงลี้ลับเพื่อเตือนคนอย่างไรคนในนั้นก็ต้องปฏิเสธที่จะหนี ทว่าที่อาจารย์ต้องไปส่วนหนึ่งก็เพื่อให้นางได้เรียนรู้ในสัจธรรมความเป็นจริงของโลกภายนอกและจิตใจคนด้วยตนเองเช่นนั้นท่านจึงเสียเวลากระทำในเรื่องที่ทราบผลลัพธ์อยู่แล้ว

            “ขอบพระคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ ที่แท้ศิษย์มองข้ามกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า‘ชีวิตจริง’ไปนี่เอง มิน่ากฎเกณฑ์ที่ค้างคาจึงมิเคยเผยเส้นทางออก"

             

            เรือล่องลอยจากบึงลี้ลับมาไกลแล้ว สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์แดงโลหิตจึงกล่าวขึ้นอีกครา

            “จะช่วยหรือไม่"

             

            นักพรตตอบอย่างไม่ต้องครุ่นคิด

            “เจ้าทะลุปรุโปร่งในสัจธรรมแลกฎเกณฑ์ของโลกจึงจะช่วยได้”

             

            สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์แดงโลหิตรู้ดีว่าในใจอาจารย์ต้องการช่วยแม้ท่านจะบาดเจ็บสาหัสจนใช้พลังได้ไม่เต็มที่ หรือแม้รู้ตัวดีว่าจะตกตายทันทีหากฝืนมากไปแต่ท่านคงไม่ทิ้งคนเหล่านี้ ทว่าในที่นี่ยังมีนาง นางคือความหวังสุดท้ายของอาจารย์ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกอาจารย์จึงต้องฝืนใจที่จะทอดทิ้งผู้ฝึกญาณเหล่านี้ เพื่อที่จะได้มีเวลาสอนสั่งแลถ่ายทอดทุกสิ่งที่มีแก่ตนให้ตนกลับกลายเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้อย่างแท้จริง

            “ลำบากท่านแล้ว"

             

            หนักพรตผู้นี้ย่อมเป็นอวิ๋นเซี่ยวซุนที่ใครๆก็รู้จักในฐานะจอมมารแห่งปฐพี มันมองขลุ่ยไม้ไผ่ในมือ มองศิษย์รักตรงหน้าก่อนหวนย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีตกาลพี่ใหญ่หลงเหอซึ่งเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลของนาง เมื่อคราที่ตนติดอยู่ในหุบเหวลึก นอกจากหน้าผาและท้องฟ้าก็มิเคยได้เห็นโลกภายนอกอีกหากมิใช่พี่ใหญ่หลงเหอปรากฏกาย มันก็คงไม่มีความหวังแลแก่ตายภายใต้สถานที่อันจำกัดแห่งนั้นนึกถึงหลงเหอ มันก็หยิบขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงท่วงทำนองแห่งผู้กล้า พร้อมเงยหน้าจ้องมองท้องฟ้าที่ว่างเปล่าราวกับว่ามันมองทะลุไปจนถึงแดนเซียนแดนสวรรค์เลยก็ปาน

             

            ครั้งหนึ่งมันเคยได้รับความหวังจากบรรพบุรุษตระกูลหลงครั้งนี้มันเองก็จะส่งต่อความหวังให้สายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลหลงนางนี้ด้วย

             

            พอท่วงทำนองแห่งผู้กล้าจบลง อวิ๋นเซี่ยวซุนก็ลดขลุ่ยไขว้ไว้ที่ด้านหลังล่องเรือฝ่าวังวนแลกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก แต่เรือกลับไม่สั่นคลอนแม้เพียงเสี้ยวเดียวมันมองไปที่ทิศตะวันตก

            “ไปกันเถอะ”

             

            “ไปที่ใด”

             

            “คนก็ไม่อยู่แล้ว ของก็หาไม่พบ สัจธรรมมากมายเจ้าก็ได้เรียนรู้ถึงคราวที่ต้องกลับบ้านเพื่อต่อยอดเพิ่มพูนวิถี โลกภายนอกมิสมควรให้รั้งฝึกวิชาขั้นสูงนานได้"

             

            คนไม่อยู่สำหรับอวิ๋นเซี่ยวซุนนั้นหมายถึงสายเลือดตระกูลเฟยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกคือประสานเฟยและหลงให้เป็นหนึ่ง ของหาไม่เจอคือสิ่งตกทอดจากโบราณกาลสูญหายไร้ร่องรอยนับแต่การจากไปของท่านเฟยหลงและหลงเหอ บรรพบุรุษต้นตระกูลเฟยและหลงเมื่อสองสิ่งสำคัญไม่หลงเหลือและไร้ร่องรอยแล้ว ความหวังสุดท้ายของมันจึงเหลือเพียงสายเลือดตระกูลหลงคนเดียวเท่านั้นบัดนี้นางมีความพร้อมที่จะแบกรับความหวังนั่นแล้ว อาจจะเป็นภาระที่หนักหน่วงสำหรับสตรีนางหนึ่งแต่โชคชะตาคงกำหนดเส้นทางเดินของนางเป็นเช่นนี้

             

            หากไม่เปลี่ยนแปลงย่อมถูกไล่ล่า มีแต่ต้องเผชิญหน้าจึงอาจจะนำพาทางรอดอันแท้จริง

            .

            .

            .

             

            ไม้ใหญ่ต้นนี้สลักรอยขีดขวางอย่างเด่นชัดนี่คือดรรชนีสองสายที่ฮุ่ยจวินกรีดลากไว้ ทำให้มันได้รู้ตนว่าติดอยู่ในความพิศวงของป่าแล้วด้วยอาการบาดเจ็บและพิษที่แทรกซึม ทำให้ไป๋เหิ่นซินสิ้นสติไปนานแล้ว เสียงอันเหม่อลอยของนางดังเป็นระยะแต่หาแก่นสารไม่ได้ฮุ่ยจวินจึงมั่นใจว่านางคงไม่รับรู้ถึงสิ่งที่มันจะกระทำ

             

            พลังญาณในกายจึงถูกกระตุ้น มหาวิถีเจ็ดดาราของมันซุกซ่อนพลังญาณได้เป็นอย่างดีหากไม่ใช้ย่อมไม่มีใครรู้ วันนี้มันจำเป็นต้องใช้เพราะสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของพลังธรรมชาติตรงหน้าอาศัยพลังญาณที่ปลดปล่อย เชื่อมโยงชักนำเข้ากับพลังธรรมชาติ แต่ไหนแต่ไรมาฮุ่ยจวินไม่รู้ตัวว่าตนเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงแก่นของธรรมชาติได้พอมีโอกาสและความจำเป็นต้องได้เรียนรู้แลฝึกพลังญาณ ทำให้มันรู้แล้วว่าตนสามารถมองเห็นธรรมชาติได้อย่างทะลุปรุโปร่งไม่เพียงเท่านั้น พลังธรรมชาติก็คล้ายตอบรับกับตัวตนของมันอย่างดียิ่ง เช่นนั้นเพียงปลดปล่อยพลังมันก็คล้ายได้เห็นธรรมชาติอันบิดเบี้ยวทับซ้อนของป่าทันที

             

            “นี่มันอะไรกัน"

             

            ในป่าพลังตามธรรมชาติไม่สมควรจะยุ่งเหยิงเพราะกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ ล้วนเป็นไปตามวิถีของมัน ก้อนหินสมควรเป็นก้อนหิน ต้นไม้สมควรเป็นต้นไม้ทว่าพลังธรรมชาติที่เชื่อมโยงตรงหน้า บางรูปลักษณ์ภายนอกเห็นชัดตาว่าเป็นก้อนหิน แต่พลังธรรมชาติกลับเป็นต้นไม้มิน่าเล่าตลอดรายทางมันจึงเห็นแต่สิ่งเดิมซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำยังถูกชักนำทำให้รู้สึกว่าตนมุ่งไปทางข้างหน้าทั้งที่จริงเส้นทางที่มันมุ่งไปกลับเป็นวงกลม!

             

            “ค่ายกลพลังญาณอันลึกล้ำแลซ่อนแฝงใต้พลังธรรมชาติที่แยบยลเช่นนี้ผู้ที่กระทำได้มีพลังญาณถึงระดับใดกัน”

             

            ในใจก็สงสัย แต่เมื่อเผชิญกับค่ายกลพลังญาณที่ชักนำสรรพสิ่งให้ลวงตาฮุ่ยจวินก็ต้องงัดสรรพวิถีแห่งกฎเกณฑ์ที่มันเรียนรู้ออกมาต่อต้านเช่นเดียวกัน สู้กับพลังญาณต้องใช้พลังญาณยิ่งเป็นพลังญาณที่ลึกล้ำ มันก็จำต้องใช้ฝืนพลังญาณในการค้นหา มันที่ศึกษาความลึกล้ำของค่ายกลพลังญาณในบึงลี้ลับมาพอเผชิญกับพลังญาณที่ลึกล้ำนี้จึงไม่รู้สึกว่ายากซักเท่าใด มันอาศัยกฎเกณฑ์ อาศัยการตอบรับของพลังธรรมชาติที่เข้าถึงฟังเสียงเรียกของธรรมชาติ หลับตาแล้วแบกไป๋เหิ่นซินมุ่งหน้าออกไปในทันที

             

            กฎเกณฑ์นี้เพียงไม่เห็นก็ไม่ถูกหลอก ด้วยปัญญาของมันหาวิธีรอดจากกฎเกณฑ์ได้อย่างง่ายดายแต่หากมองไม่เห็นมันก็เสี่ยงที่จะตกเขาอันสูงชันรกชัฏ ทว่ามันฟังเสียงของธรรมชาติ ถึงแม้หลับตามันก็เดินบนหนทางที่แคบเล็กและไม่พลัดตกลงไปได้

             

            ค่ายกลพลังญาณลวงตานี้ร้ายกาจสำหรับผู้อื่นแม้แก้ทางได้ แต่ใครจะหลับตาเดินได้ หากไม่มีพลังฝีมือสูงส่งพอจะทำลาย มันก็ยากผ่านค่ายกลพลังญาณนี้เช่นนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้คนจึงไม่ค่อยเดินผ่านทางนี้ เพราะว่ากันว่าหากไม่หลงป่าก็จะตกเขาจนตกตายมิอาจออกมา!

             

            ฮุ่ยจวินใช้พลังญาณและความเข้าถึงธรรมชาติผ่านกฎเกณฑ์อันลวงตาชายหนุ่มคงสภาวะเช่นนี้เยื้อย่างออกไปอย่างมั่นคง แต่ทันทีที่สติของไป๋เหิ่นซินฟื้นตื่นนี่ทำให้ฮุ่ยจวินต้องรีบสลายพลังญาณในทันตา นิกายเทวะวจนะกำจัดผู้ฝึกญาณทั่วปฐพีไม่มีใครไม่รู้มันมิอยากเป็นศัตรูกับนางในตอนนี้ มันจึงมิอาจเปิดเผยตัว แต่เพราะการสลายพลังญาณ ทำให้กฎเกณฑ์แห่งค่ายกลลวงตาทำงานอีกหนเมื่อค่ายกลสัมผัสถึงการรุกล้ำของสรรพสิ่ง มันก็แปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์จากการล่อลวงเป็นทำลายทันที!

             

            “พลังญาณ หลบเร็ว!”

             

            ไป๋เหิ่นซินรู้สึกตัวเนื่องจากสัมผัสได้ถึงกระแสพลังญาณที่แผ่พุ่งนางจึงตวัดดรรชนีปลดปล่อยมุทรา ทว่าเพียงเร่งเร้าพลัง พิษก็แผ่ลาม ลมปราณที่ย้อนทวนอยู่เดิมก็ครุคลั่งนางถึงกับกระอักโลหิต

             

            “อย่าได้ฝืนโคจรพลัง"

            ฮุ่ยจวินกล่าวเตือนด้วยความตรึงเครียด ก่อนที่มันจะหมุนกายหลบจากกระแสลมอันคมกริบที่พัดหวนมาตอนนี้ภาพทิวทัศน์ตรงหน้าของมันคือไม้ใหญ่ต้นเดิม ก้อนหินก้อนเดิม ทว่าทันทีที่เท้าเหยียบลงกลับสัมผัสเพียงธาตุอากาศ

             

            ฮุ่ยจวินก้าวขาพลาดแล้ว!

             

            จังหวะเป็นตาย ฮุ่ยจวินมิอาจปกปิดพลังญาณที่มีเพราะหากมันไม่สัมผัสถึงพลังธรรมชาติ มันมิอาจมองผ่านกฎเกณฑ์ลวงตาได้แน่ ขณะจะปลดปล่อยพลังญาณอีกคราเสียงคำรามโฮกใหญ่ก็กึกก้อง คมเขี้ยวแหลมคมสองสายบรรลุถึงแผ่นอก ยังมิทันได้ตอบโต้หรือกระทำสิ่งใดร่างของมันกับไป๋เหิ่นซินก็พุ่งฝ่าอากาศไปไกลแล้ว!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน